เรื่องที่หูเหลียนเฉิงกับพรรคพวกเสียใจและโกรธแค่ไหนเมื่อได้ยินข่าว ยังไม่ต้องพูดถึง
ส่วนฝั่งของสวี่ซื่อเยี่ยน เมื่อส่งพ่อกับพี่ชายกลับไปแล้ว เขาก็รีบเปิดประตูห้องฝั่งตะวันออกและประตูนอกบ้านเพื่อให้อากาศถ่ายเท ไล่กลิ่นควันออกไปบ้าง กลัวว่าตกกลางคืนซูอันอิงจะนอนไม่ได้
ตอนนี้อากาศยังหนาวอยู่ จะเปิดประตูทิ้งไว้นานๆ ก็ไม่ได้ เดี๋ยวความร้อนในบ้านจะหายหมด
พอแน่ใจว่ากลิ่นควันจางไปเกือบหมดแล้ว เขาก็ปิดประตูข้างนอกลง
“เจ้าเล็ก ฉันจำได้ว่าเธอเอากระดาษจดหมายมาด้วยนี่นา? มีปากกาไหม? หามาให้ฉันหน่อย”
สวี่ซื่อเยี่ยนนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงขอยืมกระดาษจดหมายกับปากกาจากสวี่ซื่อฉิน
สวี่ซื่อฉินมาฝึกงาน เธอกลัวว่าจะจำสิ่งที่อาจารย์สอนไม่ได้ เลยเตรียมกระดาษกับปากกามาด้วย
ตั้งใจว่า ตอนกลางวันเรียนอะไรมา กลับบ้านตอนเย็นก็จะรีบจดไว้ทันที
ตอนนี้พี่สามขอยืมกระดาษกับปากกา สวี่ซื่อฉินก็รีบหยิบสมุดจดกับปากกาหมึกซึมให้ทันที
“พี่สาม จะทำอะไรเหรอ? จะเขียนจดหมายเหรอ?” เธอถามขึ้นมาลอยๆ
“อืม คนที่เราซื้อบ้านจากเขาน่ะ แซ่ฉี เขาสอบติดมหาวิทยาลัยแพทย์ ตอนย้ายออกเขาให้ที่อยู่ไว้
ฉันว่าจะเขียนจดหมายขอบคุณเขาหน่อย ทั้งที่เขาย้ายออกไปก็ไม่ได้ทิ้งบ้านให้เละเทะ แถมยังทิ้งของไว้ให้เราเยอะด้วย
อีกอย่าง ฉันอยากให้เขาช่วยถามข่าวของอาจารย์ฉู่ให้หน่อย
รออีกสักสองปี ให้พวกเราทางนี้ตั้งตัวได้ก่อน เก็บเงินได้บ้าง ฉันจะพาเธอไปเมืองหลวง รักษาโรคให้เธอ”
อาการของน้องสาวก็เป็นปมในใจของสวี่ซื่อเยี่ยน เขาคิดถึงเรื่องนี้มาตลอด เพียงแต่จนปัญญาเพราะไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน
ตอนที่อาจารย์ฉู่ยังอยู่ในค่าย ก็ไม่เคยบอกที่อยู่ในเมืองหลวงไว้เลย สวี่ซื่อเยี่ยนรู้แค่ว่าเขาเป็นศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยแพทย์ แต่ตอนนี้ก็ไม่รู้จะติดต่อยังไง
โชคดีที่ฉีอวิ้นเฉิงสอบติดมหาวิทยาลัยแพทย์ ก็อยากให้เขาช่วยตามข่าวดูหน่อย ถ้าได้เบาะแสขึ้นมา ก็จะติดต่ออาจารย์ฉู่ได้
โรคของสวี่ซื่อฉินคงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะรักษา แต่อาจารย์ฉู่มีตำแหน่งในวงการ บางทีอาจจะหาแพทย์ฝีมือดีมาได้
พอสวี่ซื่อฉินได้ยินพี่ชายพูดแบบนี้ น้ำตาก็ไหลออกมา “พี่สาม โรคของฉันมันรักษาไม่ได้นะ
แต่ก่อนแม่พาฉันไปหาที่ฮุนเจียงกับทงฮั่วมาแล้ว หมอก็บอกว่า รักษาไม่ได้”
ตอนที่สวี่ซื่อฉินอายุหกเจ็ดขวบ โจวกุ้ยหลานเคยพาเธอไปหาหมอ
ตอนนั้นหมอก็บอกตรงๆ ว่า พากลับบ้านเถอะ ถ้ามีอะไรกินดีๆ ก็ให้กินเถอะ อย่าไปหวังอะไรมาก
สวี่ซื่อฉินมีชีวิตอยู่จนโตขนาดนี้ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว เธอไม่กล้าคาดหวังอะไรอีกแล้วว่าจะหายขาด
“ดูสิ ร้องไห้ทำไม? ที่เธอพูดนั่นมันเรื่องของเมื่อสิบกว่าปีก่อนแล้วนะ เดี๋ยวนี้หมอเขาก็พัฒนาแล้วไม่ใช่หรือไง?
ไม่ต้องห่วง ไม่ว่าจะรักษายากแค่ไหน ขอแค่มีทาง พี่จะพาเธอไปรักษา ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็ไปถึงเมืองหลวงเลยก็ยังได้”
ชาติที่แล้ว สวี่ซื่อเยี่ยนเห็นกับตาว่าน้องสาวทรมานยังไงตอนอายุมากขึ้น
โพรงอกเล็กเกินไป อวัยวะภายในถูกบีบอัด หัวใจกับปอดแทบจะขยายไม่ได้
เพราะงั้นสวี่ซื่อฉินถึงได้หายใจไม่สะดวก อึดอัดใจเรื่อยมา จนกลายเป็นโรคหัวใจและปอดรวมกัน ตายไปด้วยใบหน้าเขียวคล้ำเพราะขาดอากาศหายใจ
ชาตินี้ สวี่ซื่อเยี่ยนไม่หวังอะไร แค่อยากให้หาวิธีดัดกระดูกสันหลังของสวี่ซื่อฉินให้กลับมาตรง
ให้พอถึงเวลานั้น น้องสาวจะได้ไม่ต้องทรมานก็พอ
เขารู้ว่ามันคงไม่ง่าย ต้องใช้เงินมากมาย แต่เงินมากแค่ไหน ก็ไม่สำคัญเท่าน้องสาว
“มันต้องใช้เงินเยอะมากเลยนะ พี่สามบ้านเราจะไปหาเงินพวกนั้นมาจากไหนกันล่ะ?”
สวี่ซื่อฉินยังร้องไห้อยู่ พูดทั้งน้ำตาอย่างสิ้นหวัง
ไม่ว่าจะยุคไหน คนจนก็เข้าถึงการรักษาไม่ได้ โดยเฉพาะโรคของเธอ ที่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ หลักร้อยหรือพันก็ไม่พอ
มากกว่านั้น สวี่ซื่อฉินก็นึกไม่ออกว่าบ้านเขาจะหาเงินจากไหน
ถึงมีเงินขนาดนั้นจริงๆ ใครจะยอมเอาไปใช้รักษาเธอ?
เพราะดูภายนอกแล้ว อาการของสวี่ซื่อฉินแค่หลังโก่ง ไม่เจ็บไม่ปวด ไม่ได้กระทบกับการใช้ชีวิต
ถ้าต้องใช้เงินก้อนโตเพื่อรักษาแค่อาการแบบนี้ คนอื่นก็คงคิดว่าสวี่ซื่อเยี่ยนบ้าไปแล้ว คิดไม่เป็น
“ค่อยๆ หาไป พี่จะหาทางเอง เธอก็ตั้งใจเรียนตัดเย็บให้ดี เก็บเงินของตัวเองไว้บ้าง
ไม่ว่าจะนานแค่ไหน ขอแค่ยังมีความหวัง พวกเราก็ต้องพยายาม”
เงินน่ะ ยังไงก็ต้องหาให้ได้ ต้องมีให้ได้
คนเรา เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ก็ต้องมีเป้าหมาย ต้องมีสิ่งที่คาดหวังและเฝ้ารอ
เพื่อจะได้รักษาอาการป่วยของน้องสาว เขาจึงตั้งใจว่าจะต้องหาเงินให้ได้มากที่สุด
“เอาล่ะ เธอไปช่วยพี่สะใภ้สามเก็บข้าวเก็บของก่อน พี่จะเขียนจดหมาย”
สวี่ซื่อเยี่ยนยังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำ จะมัวแต่มาโอ๋น้องสาวตลอดไม่ได้
พอได้ยินอย่างนั้น สวี่ซื่อฉินก็รีบเช็ดน้ำตา แล้ววิ่งไปช่วยซูอันอิงจัดเสื้อผ้าเก็บสัมภาระ แถมยังไปค้นหาผ้าม่านกันลมกันฝุ่นเตรียมไว้ จะได้เอาไปแขวนพรุ่งนี้เช้า
ส่วนทางสวี่ซื่อเยี่ยน บอกว่าจะเขียนจดหมายถึงฉีอวิ้นเซิง แต่ความจริงแล้วเขาไม่ได้เขียนแค่ฉบับเดียว
ฉบับหนึ่งส่งไปยังเมืองหลวงของมณฑลให้ฉีอวิ้นเซิง อีกฉบับส่งไปยังค่ายใหญ่ถึงซูเหวยจง ก็ไหน ๆ ย้ายบ้านแล้ว ก็ต้องแจ้งที่อยู่ใหม่ให้พ่อตารู้
และยังมีอีกฉบับหนึ่ง สวี่ซื่อเยี่ยนตั้งใจจะส่งไปยังที่ว่าการอำเภอ
หูเหลียนเฉิงกับเฉาหมิงชวน จากชุมชนซีกังคิดแต่จะปั้นเรื่องใส่ร้ายคนอื่น ใช้ตำแหน่งหน้าที่กลั่นแกล้งและแก้แค้นอย่างตามอำเภอใจ
สวี่ซื่อเยี่ยนก็เป็นแค่ประชาชนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่อาจต่อสู้กับพวกนั้นอย่างเปิดเผยได้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางสู้เลย
ตอนนี้ทางมณฑลส่งคนมาตรวจสอบการทำงานในอำเภอ เพื่อจัดระเบียบวินัยใหม่ และแก้ไขความผิดพลาดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
สวี่ซื่อเยี่ยนเคยอยู่ที่ค่ายใหญ่มานานหลายปี และก็เคยอยู่ที่ตงเจียงเหยียนมาเจ็ดแปดปี บางเรื่องเขารู้ดี
โดยเฉพาะเจ้าเฉาหมิงชวน ถ้าจำไม่ผิดชาติก่อนตอนฤดูใบไม้ผลิปี 1979 เขาถูกตรวจสอบ และสุดท้ายก็ถูกจับได้หลายเรื่อง ชีวิตพังพินาศในทันที
สวี่ซื่อเยี่ยนเขียนทุกอย่างที่เขารู้ลงไปในจดหมาย ส่งตรงไปยังคณะทำงานของอำเภอ ถ้ามีใครได้อ่านจริง ๆ ก็ถือว่าเล่นงานพวกนั้นได้สาสม
แต่ถ้าโชคไม่ดี ไม่มีเสียงตอบรับ ก็รอปีหน้าก็ยังไม่สาย อย่างที่เขาว่าไว้ “กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนสนอง” แค่ยังไม่ถึงเวลาเท่านั้นเอง
พอเขียนจดหมายเสร็จ สวี่ซื่อเยี่ยนก็ซ่อนจดหมายไว้ดี ๆ เวลาก็ล่วงเลยไปมากแล้ว เขารีบล้างหน้าล้างตาแล้วเข้านอน
เช้าวันรุ่งขึ้น สวี่ซื่อเยี่ยนพกจดหมายติดตัว แล้วพาน้องสาวเดินทางไปยังแม่น้ำซงเจียงเหอ
เริ่มจากไปที่อาคารสำนักงานการรถไฟ เพื่อขอบคุณกัวโส่วเย่ที่ช่วยติดต่อรถให้
พอกัวโส่วเย่เห็นสวี่ซื่อเยี่ยนพาสาวน้อยหน้าตาคล้ายกันมา ก็เดาออกทันทีว่านี่คือน้องสาวของเขา
กัวโส่วเย่จึงบอกทันทีว่า เขาได้ติดต่อกับร้านตัดเสื้อผ้าไว้เรียบร้อยแล้ว สวี่ซื่อเยี่ยนพาน้องสาวไปได้เลย
“แค่บอกว่าเป็นคนที่ผมแนะนำไป ทางร้านรู้แล้ว ไม่ต้องห่วง”
แค่คำพูดประโยคเดียว สำหรับกัวโส่วเย่นั้นง่ายดายยิ่งนัก
พอพี่น้องคู่นี้ออกจากสำนักงาน ก็ตรงไปยังร้านตัดเสื้อผ้าซงหลินที่อยู่ด้านข้าง
ช่างฝีมือประจำร้าน พอได้ยินว่าเป็นคนที่ผู้อำนวยการกัวแนะนำมาก็ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น จับมือน้องสาวของสวี่ซื่อเยี่ยนถามนั่นถามนี่อย่างสนอกสนใจ
พอรู้ว่าเธอมีพื้นฐานการตัดเย็บมาบ้าง ช่างก็ตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม
รีบจัดงานง่าย ๆ ให้ลองทำ เช่น เย็บรังดุม ตัดปลายขากางเกง ให้ได้ฝึกมือไปก่อน
การรับลูกศิษย์แท้จริงแล้วก็คือหาคนมาช่วยงาน ส่วนจะสอนหรือไม่สอน ก็ขึ้นอยู่กับความมีน้ำใจของอาจารย์
ถ้าเป็นสมัยก่อน ลูกศิษย์ต้องฝึกงานสามปี มีข้าวกินมีที่นอน แต่ต้องทำงานบ้านให้อาจารย์ทุกอย่าง ตั้งแต่ซักผ้า ทำอาหาร ไปจนถึงเลี้ยงลูก
และที่สำคัญคือ อาจารย์จะไม่สอนอะไรเลย ทุกอย่างต้องแอบเรียนเอาเองล้วน ๆ พึ่งพาความฉลาดของตัวเอง
แต่สมัยนี้ดีขึ้นเยอะแล้ว น้องสาวของสวี่ซื่อเยี่ยนมาเป็นลูกศิษย์ ก็ยังได้กินข้าวกลางวันกับทางร้าน
พอฝึกจนเก่งแล้ว จะอยู่ทำงานที่ร้านก็ได้ หรือจะรับงานไปทำที่บ้านก็ได้ คิดค่าแรงแบบตามชิ้นงาน
ขอแค่มีฝีมือ ยังไงก็หาเลี้ยงตัวเองได้แน่นอน







