พายุฝนที่โหมกระหน่ำตลอดทั้งคืน ทำให้เช้าวันฤดูร้อนเช่นนี้เย็นสบายอย่างหาได้ยาก
หยาดฝนที่กลิ้งหล่นจากใบปาล์ม ร่วงลงสู่โอ่งน้ำเบื้องล่างจนเกิดเสียงดัง 'ติง' ราวกับกำลังบอกลาเจ้าของสถานที่แห่งนี้
เมื่อตอนอายุสิบสามปี จ้าวฟู่อวิ๋นถูกท่านป้าพาตัวออกจากตระกูลจ้าว ส่งเข้ามาฝึกตนในอารามล่างของภูเขาเทียนตู จนถึงบัดนี้ก็ผ่านไปแล้วสิบสามปีเต็ม
ระดับการฝึกตนบรรลุถึงขั้นเลี่ยนชี่ [รวบรวมปราณ] ระดับสูง ควบแน่นแสงเสวียนกวงได้สำเร็จ นับเป็นเวลาที่ต้องลงจากเขาแล้ว และหากปรารถนาจะกลับมาศึกษาคาถาอาคมที่ภูเขาเทียนตูอีกครั้ง มีเพียงต้องบรรลุขั้นจู้จี [สร้างรากฐาน] แล้วกลับมาในฐานะศิษย์สายในเท่านั้น
ที่พักซึ่งทางภูเขาจัดสรรไว้ให้ล้วนต้องถูกเรียกคืน เพื่อนำไปจัดสรรใหม่ให้แก่เหล่าศิษย์ที่เพิ่งเข้าสำนัก
ต่อให้ชีวิตการฝึกตนของเขาจะเรียบง่ายเพียงใด แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีก็ย่อมสะสมข้าวของไว้ไม่น้อย พวกของใช้ในชีวิตประจำวันยังพอว่า ทว่าของชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่จำเป็นต้องใช้ในด้านการฝึกตนนั้น เขาไม่อาจนำติดตัวไปได้ทั้งหมด อีกทั้งยังมีบันทึกเกี่ยวกับการฝึกตนบางส่วนที่เขาทิ้งเอาไว้ด้วย
เขาค่อยๆ เก็บกวาดข้าวของอยู่เพียงลำพัง บรรดาศิษย์น้องชายหญิงที่เคยเดินตามหลังมา บัดนี้กลับไม่มีใครมาหาเลยสักคนเดียว
เขาอัญเชิญเทวรูปของเทพจ้าวเพลิงแดงบนหิ้งบูชาลงมา ห่อด้วยผ้าขาวอย่างดี เก็บลงในห่อผ้าสีเทา จากนั้นจึงจัดเก็บเสื้อผ้าตัวใหม่สำหรับผลัดเปลี่ยนสองสามชุด พร้อมด้วยกระดาษยันต์ที่จำเป็น พู่กันเขียนยันต์ มีดแกะสลัก ชาด ตราประทับหินสะกดมาร และสิ่งของอื่นๆ ให้เรียบร้อย
ส่วนอาวุธวิเศษเพียงชิ้นเดียวอย่างเข็มขนอัคคีและซองใส่เข็มนั้น เขาพกติดตัวเอาไว้
เมื่อเดินออกจากประตูไป ก็เห็นคนหลายคนยืนมองอยู่แต่ไกลด้วยสีหน้าที่แตกต่างกันไป
จ้าวฟู่อวิ๋นรู้ดีว่าเหตุใดพวกพ้องถึงเป็นเช่นนี้
เมื่อตอนที่ฝึกตนอยู่ในอารามล่างของภูเขาเทียนตู หลังจากเข้าสำนักมาได้ตามระยะเวลาที่กำหนดแล้ว ก็จำเป็นต้องออกไปปฏิบัติภารกิจที่ทางอารามมอบหมายให้
ดังนั้นในยามที่ไม่ต้องปฏิบัติภารกิจ ศิษย์หลายคนจึงมักจะจับกลุ่มตามศิษย์พี่ที่อาวุโสกว่าลงจากเขา เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ และเรียนรู้ทำความเข้าใจคาถาอาคมรวมถึงหลักธรรมเต๋าบางประการให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นผ่านการปฏิบัติจริง
บรรดาศิษย์พี่เองก็ยินดีที่จะพาไปด้วย เพราะศิษย์น้องชายหญิงเหล่านี้จะคอยดูแลความเป็นอยู่ และช่วยจัดการเรื่องจิปาถะต่างๆ ให้กับพวกเขา
ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไป จึงค่อยๆ กลายเป็นธรรมเนียมที่ว่า ด้านหลังของผู้บำเพ็ญเพียรแสงเสวียนกวงระดับสูง มักจะมีศิษย์น้องชายหญิงกลุ่มละสามห้าคนคอยติดตามอยู่เสมอ
คนเหล่านั้นก็คือผู้ที่คอยติดตามอยู่ข้างกายเขามาตลอดหลายปีนี้ และต่างก็เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขผ่านเรื่องราวต่างๆ มาด้วยกันไม่น้อย
ทว่าบัดนี้กลับเกิดความบาดหมางกับจ้าวฟู่อวิ๋นเสียแล้ว
ในบรรดาคนเหล่านี้ เดิมทีมีคนผู้หนึ่งนามว่าเหลียงเต้าจื่อ มีชื่อเสียงเล็กน้อยจากความเชี่ยวชาญในการตกปลาวิญญาณ มักจะส่งปลาวิญญาณมาให้เขาเพื่อนำมาทำอาหารกินด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง นับเป็นทั้งศิษย์น้องและสหายของเขา
แต่ทว่าเมื่อสามเดือนก่อน ในอารามล่างมีคนผู้นึงนามว่าสวี่ย่าจวิน สั่งให้เหลียงเต้าจื่อนำปลาวิญญาณไปส่งให้ เหลียงเต้าจื่อเคยนำไปส่งให้สองหน สวี่ย่าจวินผู้นั้นก็บังคับว่าปลาวิญญาณที่เหลียงเต้าจื่อตกได้หลังจากนี้ ต้องนำไปส่งให้เขาที่นั่นทั้งหมด ห้ามนำไปส่งให้ผู้อื่นอีก
ปลาวิญญาณนั้นตกยาก นี่ถือเป็นความสามารถเฉพาะตัวของเหลียงเต้าจื่อ เขาไม่เคยต้องกังวลเรื่องหาที่ขายเลยสักนิด อีกทั้งการฝึกตนของเขาเองก็จำเป็นต้องกิน และยังต้องนำไปมอบเป็นของขวัญให้ผู้อื่นอีกด้วย
เหลียงเต้าจื่อรู้สึกว่าท่าทีของสวี่ย่าจวินนั้นย่ำแย่อย่างยิ่ง ในใจเกิดความไม่พอใจ ซ้ำอีกฝ่ายยังมีเจตนาจะให้เขาคอยติดตามรับใช้หลังจากนี้ เหลียงเต้าจื่อไม่ยินยอมจึงได้ปฏิเสธไป พร้อมทั้งบอกว่าผู้ที่ตนติดตามอยู่คือจ้าวฟู่อวิ๋น
จ้าวฟู่อวิ๋นกับสวี่ย่าจวินอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แม้จะไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่ ทว่าต่างฝ่ายต่างก็รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของกันและกันดี
หลังจากจ้าวฟู่อวิ๋นทราบเรื่องนี้ ในใจก็คิดว่าหากอีกฝ่ายมาวุ่นวายอีก ตนก็จะออกหน้าจัดการให้ แต่หากอีกฝ่ายไม่มาหาเหลียงเต้าจื่อเพื่อทวงถามเรื่องปลาวิญญาณอีก เรื่องนี้ก็ถือเป็นอันยุติแต่เพียงเท่านี้ ไว้หากวันหน้าต้องเผชิญหน้ากันอีกค่อยว่ากันใหม่
เพิ่มเรื่องยุ่งยากสู้น้อยเรื่องยุ่งยากไม่ได้ เหลียงเต้าจื่อเองก็เห็นพ้องด้วยเช่นกัน
ทว่าเมื่อหนึ่งเดือนก่อน เหลียงเต้าจื่อกลับหายตัวไป
ดังนั้นเขาจึงตั้งแท่นพิธีเรียกวิญญาณ แต่กลับเรียกสิ่งใดมาไม่ได้เลย นี่หมายความว่าถูกคนทำลายวิญญาณไปแล้ว
เขาเริ่มลงมือสืบสวน ก็มีคนเห็นเข้าจริงๆ ว่าในตอนที่เหลียงเต้าจื่อกำลังตกปลาวิญญาณอยู่ที่แหล่งตกปลาแม่น้ำหยางหลิง เขาถูกลูกน้องของสวี่ย่าจวินพาตัวเดินมุ่งหน้าไปยังซุ้มตกปลาของสวี่ย่าจวิน
แน่นอนว่าคนที่ให้เบาะแสแก่เขาผู้นั้น ก็แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะไม่ออกมาเป็นพยานยืนยันให้เขาเด็ดขาด
ส่วนจ้าวฟู่อวิ๋นพยายามร้องเรียนสวี่ย่าจวินต่อทางอาราม ทว่าทางอารามกลับใช้ข้ออ้างว่าไม่มีหลักฐานแน่ชัด ปฏิเสธที่จะตรวจสอบสวี่ย่าจวิน ซ้ำยังแอบส่งคำเตือนถึงเขาอย่างกลายๆ ว่าห้ามใส่ร้ายป้ายสีศิษย์ร่วมสำนัก
จ้าวฟู่อวิ๋นสัมผัสได้ถึงแรงต้านทานที่แอบแฝงอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ เขารู้ดีว่าหากคิดจะแก้แค้นให้เหลียงเต้าจื่อ การหวังพึ่งพาทางอารามนั้นคงหมดหนทางแล้ว จำเป็นต้องลงมือด้วยตัวเองเท่านั้น
แต่คนเหล่านี้ไม่ได้ล่วงรู้ถึงสิ่งที่จ้าวฟู่อวิ๋นคิด พวกเขาเห็นเพียงว่าจ้าวฟู่อวิ๋นดูเหมือนจะไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ต่อเรื่องของเหลียงเต้าจื่อ จึงพากันมาเรียกร้องต่อหน้าจ้าวฟู่อวิ๋นอยู่หลายหนให้ไปทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องใหญ่ ทว่าจ้าวฟู่อวิ๋นก็ปฏิเสธไปเสียทุกครั้ง
ดังนั้นแต่ละคนจึงเกิดความคับแค้นใจขึ้นมา ด้วยเหตุนี้ในยามที่เขาต้องลงจากเขา จึงไม่มีใครมาช่วยเขาเก็บกวาดห้องพัก และไม่มีใครมาหาเลย
คนอื่นๆ ในยามที่ต้องลงจากเขา ล้วนจัดงานเลี้ยงสุราอาหาร ร่ำสุราข้ามคืนยันรุ่งสาง พร่ำพรรณนาคำบอกลากับสหายของตน พร้อมคาดหวังถึงวันที่ได้พบกันใหม่ ทว่าเมื่อคืนนี้เขากลับได้แต่นั่งดื่มชาอยู่เพียงลำพังหนึ่งป้าน
ค่ำคืนนี้ นอกจากจะเป็นการเอ่ยคำอำลากับห้องพักห้องนี้และภูเขาเทียนตูแล้ว ยังเป็นการทำให้แผนการในใจสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นด้วย
เพียงแต่แผนการในใจของเขานั้น จะนำไปบอกกล่าวแก่บรรดาศิษย์น้องชายหญิงเหล่านี้ได้อย่างไรกัน? สวี่ย่าจวินผู้นั้นเป็นถึงศิษย์จากตระกูลใหญ่ มีตระกูลคอยหนุนหลังอยู่ แม้แต่ในภูเขาแห่งนี้ก็ยังมีผู้อาวุโสของเขาบำเพ็ญเพียรอยู่ด้วยซ้ำ
เรื่องราวของการเก็บความลับไม่อยู่จนนำภัยมาสู่ตัวนั้น มีบทเรียนให้เห็นมากเกินพอแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นก่อนลงมือหรือหลังลงมือ เรื่องที่เขาคิดจะทำในใจนั้นล้วนไม่อาจแพร่งพรายให้ผู้ใดรับรู้ได้ทั้งสิ้น
สายตาของเขากวาดผ่านร่างของคนเหล่านั้นไป โดยไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เขาแบกห่อผ้าของตนขึ้นบานหลัง แล้วก้าวเท้ายาวๆ เดินลงจากเขาไป ท่ามกลางสายตาอันซับซ้อนของบรรดาศิษย์น้องชายหญิงเหล่านั้น
ทว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะจากไปในทันที แต่จะไปเข้าร่วมงานเลี้ยงที่ฉือเฟยหลงจัดขึ้น
ฉือเฟยหลงคือผู้ที่ทุกคนต่างยอมรับให้เป็นศิษย์พี่ใหญ่ในบรรดาศิษย์รุ่นนี้ เนื่องจากชาติตระกูลอันดีงาม พรสวรรค์อันยอดเยี่ยม ประกอบกับความพากเพียรในการฝึกตน ดังนั้นในยามที่ประลองคาถาอาคมภายในอารามเขาจึงไม่เคยพ่ายแพ้ต่อผู้ใด ทำให้หลายคนพากันเรียกขานเขาว่าศิษย์พี่ใหญ่ ตัวเขาเองก็ชื่นชอบสรรพนามนี้ ทั้งยังมักจะทำตัววางมาดเป็นศิษย์พี่ใหญ่อยู่เสมอ
ภูเขาเทียนตูแบ่งออกเป็นตำหนักเขาย่อยๆ มากมาย ในจำนวนนั้นภูเขาอันเป็นที่ตั้งของอารามล่างจัดอยู่ในเขตขอบนอกของเทือกเขา
เนื่องจากมีผู้คนมารวมตัวกันเนิ่นนานนับปี ที่เชิงเขาแห่งนี้จึงก่อกำเนิดเป็นเมืองขึ้นมาเมืองหนึ่งอย่างเป็นธรรมชาติ
เมืองแห่งนี้มีนามว่าเมืองตูเซี่ย มีลักษณะเป็นรูปครึ่งเสี้ยว โอบล้อมภูเขาอันเป็นที่ตั้งของอารามล่างภูเขาเทียนตูเอาไว้
ผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในเมือง ล้วนเป็นเครือญาติหรือไม่ก็บ่าวไพร่ของศิษย์ภูเขาเทียนตู
แน่นอนว่า ยังมีศิษย์ภูเขาเทียนตูบางส่วนที่สูญเสียพลังการฝึกตนไปแล้ว หรือไม่ก็ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางบางอย่างใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ด้วย
ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ศิษย์อารามล่างภูเขาเทียนตูรุ่นล่าสุดกำลังจะลงจากเขาพอดี ดังนั้นสถานที่ต่างๆ ในเมืองอย่างหอนางโลมหรือหอคณิกาแดงจึงเนืองแน่นไปด้วยแขกเหรื่อ
หอปักบุปผาเองก็เช่นกัน โดยที่โถงปิ่นเงินอันเป็นโถงที่ใหญ่ที่สุดในนั้นได้ถูกฉือเฟยหลงเหมาเอาไว้แล้ว
ทั้งสุรา ผลไม้สด และหญิงสาวต่างเดินขวักไขว่เข้าออกไม่ขาดสาย
เสียงร้องรำทำเพลงและเครื่องสายที่ดังแว่วออกมาจากด้านใน บ่งบอกให้รู้ว่าบรรยากาศกำลังครึกครื้นได้ที่เลยทีเดียว
จ้าวฟู่อวิ๋นนั่งคุกเข่าอยู่หลังโต๊ะเตี้ยๆ ตัวหนึ่งเช่นเดียวกับทุกคน โดยมีหญิงสาววัยแรกรุ่นนั่งขนาบข้างซ้ายขวาอย่างละคน
คนหนึ่งคอยรินสุรา อีกคนคอยป้อนผลไม้ กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยอบอวลอยู่ตรงปลายจมูก พวกนางสวมเพียงชุดผ้าโปร่งบางเบา เผยให้เห็นเรือนร่างที่มีผิวพรรณนวลเนียนดุจไขมันสกัด ข้อศอกขาวผ่องที่โผล่พ้นร่มผ้าออกมาเสียดสีกับท่อนแขนและหลังมือของเขาอย่างแผ่วเบา ให้สัมผัสอันเรียบลื่นและเย็นสบาย
ทั้งยังคอยเช็ดปากและสางผมให้อย่างเอาใจใส่ ปรนนิบัติพัดวีด้วยความอ่อนโยนและนุ่มนวลอย่างถึงที่สุด
แม้บรรดาหญิงสาวเหล่านี้จะมีน้อยคนนักที่เข้าใจเรื่องการฝึกตน ทว่าการที่มาหาเลี้ยงชีพอยู่ในเมืองตูเซี่ยแห่งนี้ มีหรือจะไม่รู้ว่าผู้คนที่อยู่ในโถงล้วนเป็นบุคคลชั้นยอดในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับเสวียนกวงรุ่นนี้ ไม่แน่ว่าในที่นี้อาจจะมีผู้ทะลวงเข้าสู่ขั้นจู้จี หรือกระทั่งขั้นจื่อฝู่ [ตำหนักม่วง] ถือกำเนิดขึ้นมาหลายคนก็เป็นได้ ย่อมต้องปรนนิบัติรับใช้อย่างสุดความสามารถ
จ้าวฟู่อวิ๋นเองก็ดื่มสุราไปไม่น้อย มีท่าทีคล้ายคนเมามายเล็กน้อย
การที่เขามาเข้าร่วมงานเลี้ยงสุราในครั้งนี้ นอกจากจะไม่อยากล่วงเกินฉือเฟยหลงแล้ว ยังมีอีกจุดประสงค์หนึ่ง นั่นก็คือการลอบสังเกตพลังเวทและคาถาอาคมของสวี่ย่าจวินในระยะประชิด ว่าบรรลุถึงระดับใดแล้ว
เพราะเขามั่นใจว่าสวี่ย่าจวินจะต้องมาร่วมงานอย่างแน่นอน และสิ่งที่เขาคาดเดาไว้ในใจก็ไม่ผิดเพี้ยนเลย
งานเลี้ยงสุราของผู้ฝึกตนโดยทั่วไป ย่อมขาดการประลองคาถาอาคมไปเสียมิได้!
จากความเข้าใจของจ้าวฟู่อวิ๋น สวี่ย่าจวินผู้นี้เป็นคนหยิ่งยโสโอหัง หากมีใครเริ่มแสดงคาถาอาคมขึ้นมา เขาย่อมไม่ทนอยู่นิ่งเฉยอย่างแน่นอน
ในอดีต ยามที่จ้าวฟู่อวิ๋นอ่านชีวประวัติบุคคลหรือหนังสือประวัติศาสตร์ มักจะทอดถอนใจอยู่เสมอว่า จิตสังหารมักจะแฝงเร้นอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเสวยสุข มากกว่าช่วงเวลาหลังงานเลี้ยงสุราเลิกรา
ทว่าในวันนี้ ตัวเขาเองกลับกลายเป็นมีดดาบเล่มนั้นที่ซุกซ่อนอยู่ท่ามกลางการเสวยสุขในงานเลี้ยงสุราเสียเอง
หนังสือเป็นหนังสือที่ดี คนก็เป็นคนที่ดี...







