ฉู่ชิงรู้สึกว่าตัวเองเหมือนตกลงไปในหลุมพรางแล้ว
เดิมทีเขาเดินอยู่บนถนนไม่ได้ไปยั่วยุหรือหาเรื่องใคร เดิมทียังคิดจะกลับบ้านไปทำไร่ทำนา ผลคือเหล่าเจี่ยก็เข้ามาขุดหลุมก่อนแล้วเตะเขาตกลงไป พอเขาเพิ่งจะคิดปีนขึ้นมา โหลวเย่ก็ทำท่าทางโอ้อวดเดินเข้ามาขุดหลุมนี้ให้ลึกขึ้นไปอีก ซ้ำยังเทดินรดหัวเขาอีกหน่อย
จากนั้น ตัวเขาเองก็เริ่มจะโรคจิตเหมือนไอ้หลานเวรสองคนนี้เสียแล้ว
เพราะเขาพบว่า ในหลุมนี้แม้จะคับแคบมืดมิด อันตรายรอบด้าน กระทั่งวินาทีถัดไปอาจจะชนจนแหลกละเอียดเป็นผุยผง แต่กลับส่องประกายด้วยแรงดึงดูดที่แปลกประหลาดอยู่เสมอ
แรงดึงดูดชนิดนั้น เป็นเหมือนดอกไม้ที่เบ่งบานอยู่บนซากปรักหักพัง ไม่ใช่ของตาย แต่เป็นชีวิตที่ยังมีลมหายใจ
พอเขาเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง แม้ปากหลุมจะมีขนาดเพียงนิดเดียว แต่กลับดูเหมือนจะบรรจุท้องฟ้าไว้ได้ทั้งผืน
เหอซิ่วฉงโทรศัพท์มาสอบถามความตั้งใจที่จะแสดงในองค์หญิงกำมะลอ ภาค 2 ฉู่ชิงปฏิเสธอย่างนุ่มนวลไปโดยไม่ต้องคิดเลย ตอนนี้พอเขากลับไปดูองค์หญิงกำมะลออีกครั้ง นั่นเรียกว่าน่าปวดใจ เขาไม่อยากจะปวดใจเป็นรอบที่สองหรอกนะ
เหตุผลนี้ย่อมพูดออกไปไม่ได้ เขาใช้เรื่องเรียนเป็นข้ออ้าง บอกว่ากลัวเวลาจะชนกัน เป็นเหตุผลที่เหมาะสม
เหอซิ่วฉงก็พูดอะไรไม่ออก แต่ไม่ได้ล้มเลิกความตั้งใจ ไม่ใช่เพราะมีความประทับใจต่อฉู่ชิงดีขนาดไหน เขายังไม่ได้เวอร์ถึงขั้นทำให้คนต้องไปตามตื๊ออ้อนวอนขอให้มาเข้ากล้อง เหตุผลที่อยากจะพยายามอีกสักตั้ง เป็นเพราะความถูกชะตากับผู้ชมที่ดีของเขาล้วนๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มสีสันให้กับภาคต่อได้ไม่น้อย
เธอเป็นผู้หญิงที่ฉลาดมาก รู้ว่าตัวเองเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จ ก็เลยหันไปใช้แผนอื่น
“นายไม่แสดงจริงๆ เหรอ?” คุณหนูฟ่านถามฉู่ชิง
เมืองหลวงสภาพอากาศเริ่มร้อนขึ้นมาแล้ว เธอสวมเสื้อแขนสั้น แขนทั้งสองข้างดูอวบอั๋นมาก ใบหน้ากลมๆ ของเด็กสาวที่กินจนอ้วนตอนกลับบ้านช่วงปีใหม่เดิมทีผอมลงมาบ้างแล้ว แต่ช่วงนี้ถูกแฟนหนุ่มปรนนิบัติด้วยของกินดีๆ ดื่มดีๆ จึงฟื้นตัวกลับมาอยู่ในระดับน้ำหนักร้อยกว่าจินได้อย่างทรงพลัง
เอาเถอะ น้ำหนักร้อยกว่าจินในปากฉู่ชิง กับร้อยสิบจินในปากเธอเอง ฟังดูเหมือนน้ำหนักของคนสองคน
ท่าทางแบบนี้ของเธอ ทำให้ฉู่ชิงอดไม่ได้ที่จะเปลี่ยนสรรพนามเรียกขาน จากคุณหนูฟ่านกลายเป็นฟ่านเสี่ยวพั่ง
แต่พอพูดเรื่องนี้ เด็กสาวก็หงุดหงิดเป็นฟืนเป็นไฟทันที
ฟ่านเสี่ยวพั่ง อ๊ะ ไม่ใช่สิ คุณหนูฟ่านเป็นคนที่มีรูปร่างอ้วนง่าย ตอนที่เรียนอยู่เซี่ยงไฮ้นั้น เข้าเรียนได้สามเดือน ก็พุ่งจากแปดสิบเก้าจินไปเป็นร้อยสามสิบแปดจิน ทำเอาแม่ของเธอตกใจจนแทบอยากจะหิ้วเธอกลับบ้านโดยตรง
อ้วนขนาดนี้ ยังจะแสดงละครอะไรได้อีก?
ตอนนั้นเด็กสาวคนนี้เป็นแค่เด็กบ้านนอกขนานแท้ เชยแหลก บนใบหน้ายังมีรอยแดงสองก้อนที่พบได้เฉพาะแถบเจียวตง ต่อมาพอค่อยๆ โตขึ้น ถึงได้เหมือนต้นหลิวที่แตกกิ่งก้าน อรชรอ้อนแอ้น... อ๊ะ ก็ไม่ถูกอีก ถึงได้เหมือนไข่มุกที่ค่อยๆ เปล่งประกาย กลมกลึงผุดผ่องขึ้นมา
เธอพิงอยู่บนตัวฉู่ชิง ฉู่ชิงก็รู้สึกเหมือนกำลังกอดสายไหมเนื้อนุ่มๆ ทั้งหอมทั้งนิ่ม พูดพลางหัวเราะว่า “อืม ฉันไม่อยากแสดงแล้วล่ะ”
“ทำไมล่ะ?”
“ฉันก็แค่ ก็แค่ไม่อยากแสดงแล้ว”
คุณหนูฟ่านเอาหลังพิงอยู่ในอ้อมอกเขา ฉู่ชิงมองไม่เห็นสีหน้าของเธอ เห็นเพียงดวงตากลมโตของเด็กสาวกลอกไปมาครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็หันขวับมากอดคอเขา พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่า “ถ้างั้นนายไม่คิดถึงฉันเหรอ?”
เธอรับภารกิจที่เหอซิ่วฉงให้ช่วยเกลี้ยกล่อมฉู่ชิงมาโดยไม่มีความกดดันเลยแม้แต่น้อย หญิงแกร่งผู้ซึ่งในภายภาคหน้าจะสามารถยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวงการบันเทิงคนนี้ จับแฟนหนุ่มกินจนอยู่หมัดตั้งนานแล้ว
เธอไม่ได้อาละวาดอย่างเอาแต่ใจ และไม่ได้ใช้อำนาจข่มขู่บีบบังคับ แต่เพียงแค่ใช้ดวงตากลมโตที่ดูน่ารักน่าเอ็นดูคู่นั้นจ้องมองเขา แล้วพูดขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า “ถ้างั้นนายไม่คิดถึงฉันเหรอ?”
ฉู่ชิงมองการทำตัวน่ารักเหมือนคนบ้าของเธอด้วยความแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็พูดพลางหัวเราะว่า “คิดถึงสิ ทำไมจะไม่คิดถึงล่ะ?”
เด็กสาวตัวเล็กวาดขาคร่อมลงบนเอวเขา เอาหน้าผากชนหน้าผากเขา พูดเบาๆ ว่า “ฉันก็จะคิดถึงนายเหมือนกันนะ ถ้างั้นถ้าฉันคิดถึงนายแต่กลับไม่ได้เจอนายล่ะ จะทำยังไง?”
ฉู่ชิงพูดพลางหัวเราะว่า “ฉันไปเยี่ยมกองถ่ายบ่อยๆ ก็ได้แล้วนี่”
“ถ้า ถ้างั้นพอนายไปเรียนแล้วก็ไม่มีเวลามาหาฉันอีกน่ะสิ”
“เรื่องนี้...” ฉู่ชิงค่อนข้างกลุ้มใจ
เด็กสาวตัวเล็กจูบที่ดวงตาของเขา ทีละครั้งๆ ราวกับปีกจักจั่นสองแผ่นที่กำลังลูบไล้ไปบนใบไม้อย่างแผ่วเบา พูดว่า “ถ้างั้นนายก็แสดงไปเถอะ เราจะได้ถ่ายทำละครด้วยกันไง”
“เอ่อ...”
การที่ฉู่ชิงปฏิเสธเหอซิ่วฉงอย่างนุ่มนวลก็ไม่เชิงว่าเป็นการหาข้ออ้างซะทีเดียว เขาอยากจะไปเรียนที่สถาบันการแสดงกลางในเดือนกันยายนแล้ว เวลาจัดสรรไม่ได้จริงๆ วิ่งไปมาระหว่างเรียนกับถ่ายละคร เขากลัวว่าตัวเองจะดูแลทั้งสองอย่างไม่ไหว
แต่พอคิดดูอีกที การที่อาจจะไม่ได้เจอหน้าเด็กสาวตัวเล็กตั้งหลายเดือน ก็เป็นเรื่องที่น่าทรมานใจอยู่เหมือนกัน
ขณะที่กำลังสับสน ปากของเด็กสาวตัวเล็กก็ไล่ต่ำลงมาจากดวงตาของเขาทีละนิด ลากผ่านปลายจมูก สุดท้ายก็ขบกัดริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบา นุ่มนวลและหวานละมุนราวกับกำลังกัดพุทราเชื่อม พูดว่า “ถ้างั้นนายก็แสดงไปเถอะ...”
“ดีไหม?”
“ดีไหม?”
“...”
ฉู่ชิงถูกการกระทำเล็กๆ น้อยๆ หยุมหยิมเหล่านี้ของเธอ ป่วนจนหัวใจว้าวุ่นไปหมด
ในชั่ววินาทีนี้ จู่ๆ เขาก็เข้าใจสัจธรรมข้อหนึ่งว่า: ต่อหน้าแฟนสาว ต่อให้ตกลงไปในหลุมที่ลึกแค่ไหนก็ต้องปีนออกไปอย่างเอาเป็นเอาตายให้ได้
ภาพยนตร์อาร์ตเฮาส์ จิตวิญญาณอิสระอะไรเนี่ยน่ารำคาญที่สุดเลย พวกนั้นล้วนเป็นภัยพิบัติของความรักทั้งนั้น!
ฉู่ชิงยังจะพูดอะไรได้อีก ถึงจะรู้ดีอยู่เต็มอกว่าเธอกำลังใช้แผนสาวงาม ก็ไม่อาจต้านทานได้อยู่ดี อีกอย่างตัวเองก็ไม่อยากจะต้องแยกจากเธอไปนานขนาดนั้นจริงๆ ดังนั้นจึงได้แต่พูดว่า “ก็ได้! ก็ได้! ฉันแสดงฉันแสดง!”
“จริงนะ?”
“จริงสิจริง! เธอลงไปก่อนเลย น้ำหนักร้อยกว่าจินทับฉันตายแล้ว!”
บางทีฉู่ชิงอาจจะตั้งใจรนหาที่ตาย เพื่อทำให้ความรู้สึกว้าวุ่นใจของตัวเองเจือจางลง รวมถึงความรู้สึกจนปัญญาที่ต้องยอมจำนนด้วย
และแล้ว คุณหนูฟ่านก็หงุดหงิดเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทันที ความอ่อนโยนบนใบหน้าเมื่อครู่นี้ราวกับเป็นเพียงภาพลวงตา เธอกำหมัดเล็กๆ แล้วเริ่มทุบเขา พร้อมกับตะคอกว่า “นายอยากตายหรือไง!”
............
เดือนมิถุนายน คุณย่าฉยงเหยาเสด็จเยือนเมืองหลวง
คิวงานของหลินซินหรูและซูโหย่วเผิงถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อยตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว หลินซินหรูอยู่ที่ไต้หวันไม่ได้มา ซูโหย่วเผิงกลับกำลังถ่ายละครอยู่ในแผ่นดินใหญ่ หลังจากองค์หญิงกำมะลอโด่งดังเป็นพลุแตก บริษัทภาพยนตร์และโทรทัศน์แห่งหนึ่งของไต้หวันได้ร่วมมือกับสถานีโทรทัศน์เซี่ยงไฮ้ ถ่ายทำละครเรื่องหนึ่ง นักแสดงนำก็คือซูโหย่วเผิงและจ้าวเวย ชื่อเรื่องว่า "ความสุขในบ้านเก่า"
เพียงแต่ตอนที่ถ่ายทำ องค์หญิงกำมะลอยังไม่ได้ออกอากาศในแผ่นดินใหญ่ ถึงขั้นทำให้ทีมงานในแผ่นดินใหญ่ไม่เข้าใจเอามากๆ ว่าทำไมคนที่มาจากไต้หวันถึงได้ดูแลเด็กสาวที่ชื่อจ้าวเวยคนนั้นเป็นพิเศษ ระยะเวลาในการถ่ายทำละครเรื่องนี้สั้นมาก เร่งงานเร่งวัตถุดิบ หลายๆ จุดดูฝืนธรรมชาติและน้ำเน่า แต่พอออกอากาศในปีเก้าเก้า กลับโด่งดังเป็นพลุแตกในช่วงเวลาหนึ่งเลยทีเดียว
จ้าวเวยและซูโหย่วเผิงตั้งใจรีบเดินทางมาจากเซี่ยงไฮ้โดยเฉพาะ โจวเจี๋ยก็เดินทางมาจากบ้านเกิดที่ซีอาน นอกจากนี้ยังมีจางเถี่ยหลิน ไต้ฉุนหรง บวกกับคุณหนูฟ่านและฉู่ชิง กลุ่มคนยืนรอรับเสด็จคุณย่าฉยงเหยาด้วยความเคารพนบนอบ
หลี่หมิงฉี่อายุมากแล้ว ประสบการณ์ก็มาก ตกลงด้วยปากเปล่ากับเหอซิ่วฉงเรียบร้อยก็ถือว่าโอเค ไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการรวมตัวครั้งนี้ ดังนั้นจึงไม่ได้มา
เหมือนกับการฝึกอบรมสัมมนาที่หน่วยงานในแผ่นดินใหญ่จัดขึ้นเป็นประจำนั่นแหละ ในห้องประชุมใหญ่ของโรงแรม กลุ่มคนพวกนี้นั่งเรียงแถวกันเตรียมฟังคุณย่าอบรม
“เสี่ยวชิงจื่อ ลายมือของนายยังเขียนอยู่หรือเปล่า?”
“เขียนอยู่ครับ ไม่เคยทิ้งเลย”
ฉู่ชิงกำลังคุยเล่นกับจางเถี่ยหลิน ในกลุ่มคนพวกนี้เขาก็พอจะคุยกับจางเถี่ยหลินได้สองสามประโยค
กำลังพูดอยู่ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังรีบร้อนมาแต่ไกล จากนั้นก็เห็นคนคนหนึ่งพุ่งพรวดเข้ามาจากนอกประตู
เป็นหญิงสาวที่ใบหน้ากลมๆ แต่รูปร่างกลับผอมบาง เธอกำลังหอบหายใจ ใช้สำเนียงที่ทั้งยานคางและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากพูดว่า “ไอ้หยา ขอโทษทีค่ะ ฉันมาสายแล้ว”
พูดจบสายตาก็กวาดมองไปรอบๆ เพื่อหาที่นั่ง เดิมทีฉู่ชิงนั่งคุยอยู่ติดกับจางเถี่ยหลิน ทางขวามีที่นั่งว่างคั่นอยู่หนึ่งที่ จากนั้นก็เป็นคุณหนูฟ่าน
ตอนนี้พอเห็นเธอ เขาก็เลยขยับไปทางคุณหนูฟ่าน ปล่อยที่นั่งฝั่งซ้ายให้ว่างไว้
พอเขาขยับ หญิงสาวคนนั้นก็เห็นเข้า จึงวิ่งเหยาะๆ มานั่งลงตรงนี้ หันไปพูดกับฉู่ชิงว่า “ขอบคุณค่ะ”
ฉู่ชิงยิ้มๆ ไม่ได้พูดอะไร
คุณหนูฟ่านบ่นพึมพำอยู่ข้างๆ ว่า “นายรู้จักเธอเหรอ?”
ฉู่ชิงส่ายหน้าตามสัญชาตญาณ พูดว่า “ไม่รู้จัก”
คุณหนูฟ่านสงสัยเอามากๆ สัมผัสที่หกอันเฉียบคมบอกเธอว่า หมอนี่ต้องกำลังโกหกอยู่แน่ๆ จึงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปหยิกเอวเขาหนึ่งที
ฉู่ชิงแยกเขี้ยว กำลังจะอ้าปากพูด
เวลานี้ ประตูก็เปิดออกอีกครั้ง ฉงเหยาเดินเข้ามาในห้อง
เธอสวมแว่นตา ผิวขาวซีดดูสุภาพเรียบร้อย เต็มไปด้วยกลิ่นอายของผู้คงแก่เรียน ข้างๆ คือผิงซินเทาสามีของเธอ อีกด้านหนึ่งคือเหอซิ่วฉง ในมือถือกระเป๋าใบใหญ่ที่บรรจุของมาจนเต็มพิกัด
ทั้งสามคนนั่งลง ฉงเหยากวาดสายตามองพวกเขาทีหนึ่ง ในใจก็รู้ดี
น้ำเสียงของเธอเบามาก น่าฟังมาก พูดว่า “ยินดีมากที่ได้พบกับทุกคน พวกเราแม้จะเจอกันเป็นครั้งแรก แต่ฉันตั้งตารอคอยทุกคนมานานแล้วนะ พวกคุณทุกคนฉันรู้จักหมดเลยล่ะ”
จากนั้นก็พูดกับจางเถี่ยหลินว่า “คุณคืออาจารย์จางเถี่ยหลิน”
จางเถี่ยหลินรีบลุกขึ้นยืน พูดพลางหัวเราะว่า “ต่อหน้าคุณ ผมรับคำว่าอาจารย์ไม่ไหวหรอกครับ”
ฉงเหยาพูดพลางหัวเราะว่า “ฮ่องเต้ที่คุณแสดงเป็นที่นิยมในไต้หวันมากเลยนะคะ”
เธอเป็นนักประพันธ์ที่ยอดเยี่ยม และยังเป็นนักธุรกิจที่ยอดเยี่ยม รู้จักวิธีคบค้าสมาคมกับผู้คนเป็นอย่างดี คนที่นั่งอยู่ที่นี่ เธอเรียกชื่อได้ทุกคนจริงๆ แถมยังพูดถึงสถานะและประสบการณ์ของแต่ละคนออกมาสองสามประโยคเป็นระยะ เห็นได้ชัดว่าทำการบ้านมาแล้ว
“เธอคือปิงปิงสินะ” เธอกำลังพูดกับคุณหนูฟ่าน
คุณหนูฟ่านก็รีบลุกขึ้นยืน พูดว่า “สวัสดีค่ะคุณน้าฉงเหยา”
“หึๆ ตัวจริงสวยกว่าในโทรทัศน์อีกนะ แต่เธอต้องระวังเรื่องน้ำหนักหน่อยล่ะ ไม่อย่างนั้นในภาคสองผู้ชมก็จะได้เห็นจินสั่วอ้วนๆ แล้วล่ะ”
คุณหนูฟ่านยิ้มแห้งๆ
ฉงเหยาหันไปหาชายหนุ่มที่อยู่ข้างๆ เธออีกครั้ง พูดว่า “เธอคือฉู่ชิง”
ฉู่ชิงลุกขึ้นยืน โค้งตัวลงเล็กน้อย พูดว่า “สวัสดีครับ”
ฉงเหยาขยับแว่นตา มองเหอซิ่วฉงแวบหนึ่ง พูดพลางหัวเราะว่า “อายุน้อยแต่อนาคตไกลจริงๆ ด้วย”
วนไปรอบหนึ่ง เธอพูดกับทุกคนไปสองสามประโยค สุดท้ายก็ไปหยุดอยู่ที่หญิงสาวที่มาสายคนนั้น
“ฉันก็ไม่ปิดบังทุกคนหรอกนะ ในภาคสองน่ะ ฉันเตรียมจะเพิ่มบทบาทใหม่สองสามบท คนนี้ชื่อหวังเยี่ยน วันนี้จงใจเรียกเธอมา เพื่อให้ทุกคนได้เจอหน้ากันก่อนล่วงหน้า ต่อไปนี้ก็เป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวองค์หญิงกำมะลอของเราเหมือนกัน”
หวังเยี่ยนลุกขึ้นยืน พูดด้วยความเขินอายเล็กน้อยว่า “สวัสดีค่ะทุกคน ฉันชื่อหวังเยี่ยน...”
เธออาจจะอยากพูดคำทักทายตามมารยาทต่ออีกสองสามประโยค แต่คิดไม่ออกในทันที จึงได้แต่หัวเราะแห้งๆ สองสามที แล้วนั่งลงด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย
ฉู่ชิงแอบมองเธอ แล้วถอนหายใจในใจ
ไป๋เฟยเฟยในชุดใบไม้คนนั้น เป็นเหมือนรักแรกของเทพธิดาชุดโบราณของเขาเลยทีเดียว สุดท้ายก็ตายในอ้อมกอดของไอ้เลวเซิ่นลั่ง ตัวเขาเองยังเศร้าอยู่นานเลย
แต่เขาก็ไม่ได้เข้าไปทำตัวตีสนิท
เอาเถอะ นั่นเป็นเพราะแฟนสาวกำลังจ้องมองเขม็งอยู่ข้างๆ ต่างหาก
เห็นเพียงฉงเหยาเปิดห่อของใหญ่ที่เหอซิ่วฉงนำมา เผยให้เห็นจดหมายที่อัดแน่นอยู่เต็มพิกัด พูดพลางหัวเราะว่า "ตอนนี้องค์หญิงกำมะลอโด่งดังในไต้หวันมากๆ ทุกคนที่อยู่ที่นี่อาจจะยังไม่รู้ ฉันมาครั้งนี้ก็เลยถือโอกาสเอาจดหมายที่ผู้ชมเขียนมาให้ด้วย"
จดหมายกองเป็นตั้งๆ อยู่บนโต๊ะเหมือนภูเขาลูกย่อมๆ ทุกคนต่างก็ตื่นเต้นพากันแกะออกดู
ฉู่ชิงไม่มีความสนใจอะไรกับรูปแบบแบบนี้ สถานการณ์แบบนี้ รวมถึงเนื้อหาเหล่านี้เลย เขาแอบหาวอย่างลับๆ
ที่เขารับปากว่าจะแสดง รวมถึงที่วิ่งมาประชุมในวันนี้ ล้วนถูกเด็กสาวตัวเล็กบังคับมาทั้งสิ้น ตัวเขาเองก็มาด้วยทัศนคติที่แค่อยากมาคลุกคลีตีโมงเท่านั้น ถ้าไม่ใช่เพราะฉงเหยายังอยู่ เขาคงเผ่นไปตั้งนานแล้ว
หวังเยี่ยนกลับนั่งทำตัวไม่ถูกอยู่ที่นั่น จดหมายเหล่านี้ไม่ได้เขียนถึงเธอ ย่อมไม่สามารถเข้าไปมุงดูได้ ชั่วพริบตาหนึ่งก็มีความรู้สึกเหมือนถูกกีดกันออกจากกลุ่ม
ความจริงตอนที่เตรียมงานองค์หญิงกำมะลอภาคหนึ่ง ฉงเหยาก็วางแผนจะหาหวังเยี่ยนมาแสดง แต่ตอนนั้นแม่สามีของเธอป่วยเป็นโรคหัวใจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อดูแลแม่สามี เธอจึงยอมทิ้งโอกาสนี้ไป ตอนนี้เริ่มดำเนินการองค์หญิงกำมะลอ ภาค 2 ฉงเหยาก็นึกถึงหวังเยี่ยนเป็นคนแรกอีกเช่นกัน วันนี้ที่จงใจเรียกเธอมาโดยเฉพาะ ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงความให้ความสำคัญนั่นเอง
ถึงแม้ผลลัพธ์จะออกมากระอักกระอ่วนมากก็ตาม...
คุณหนูฟ่านอ่านจดหมายอย่างสนุกสนานอยู่ที่นั่น ไม่ได้สนใจเลยว่าแฟนหนุ่มกำลังทำอะไรอยู่ ฉู่ชิงเอียงคอแอบมองหวังเยี่ยน จู่ๆ ก็ผุดความคิดที่แปลกประหลาดมากๆ ขึ้นมา:
สามีของเธอเหมือนจะทำอสังหาริมทรัพย์นี่นา ถ้างั้นถ้าตัวเองจะซื้อบ้าน จะได้ส่วนลดบ้างหรือเปล่านะ?







