หากชีวิตคนเราแบ่งเป็นช่วง ๆ ด้วยเส้นคั่นได้ ฉู่ชิงก็รู้สึกว่าเส้นคั่นในชีวิตของตนคงแบ่งทุกสองเดือน
นับตั้งแต่เขาเกิดใหม่จนถึงตอนถ่ายทำเรื่อง "เสี่ยวอู่" เป็นเวลาสองเดือน การถ่ายทำ "เสี่ยวอู่" ก็ใช้เวลาสองเดือน การถ่ายทำ "แม่น้ำซูโจว" ยังใช้เวลาสองเดือน และนับจากวันที่ "แม่น้ำซูโจว" ปิดกล้องจนถึงตอนนี้ก็ผ่านไปอีกสองเดือนแล้ว
เพียงแต่สองเดือนนี้ต่างจากช่วงก่อนถ่าย "เสี่ยวอู่" ตอนนั้นเขาสับสน หวาดหวั่น ถึงขั้นคิดจะกลับบ้านเกิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปทำไร่ทำนา
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้ว เขามีภาพยนตร์ที่รัก มีเด็กสาวที่รัก สิ่งเหล่านี้ทำให้ชีวิตเขาเต็มเปี่ยมและมีความหวัง
คุณย่าฉยงเหยาอยู่ในเมืองหลวงหนึ่งสัปดาห์ หลังจากตกลงตัวนักแสดงหลักทั้งหมดของภาคสองแล้วจึงเดินทางกลับ
ทีมนักแสดงเดิมจากภาคแรกยังอยู่ครบ ส่วนนักแสดงที่เพิ่มเข้ามาก็เหมือนกับในประวัติศาสตร์ทุกประการ หวังเยี่ยนย่อมรับบทฉิงเอ๋อร์ หลิวตันผู้จากโลกไปก่อนวัยอันควรยังคงรับบทเซียงเฟย ส่วนเซียวเจี้ยนรับบทโดยถังหม่าหรู เอ๊ะ ไม่ใช่สิ จูหงเจียต่างหาก
ฉงเหยารีบร้อนกลับไทเปไปเขียนบท นั่นเป็นบทตั้ง 48 ตอน ต่อให้ใส่น้ำยืดเรื่องทั้งเรื่องก็ยังต้องใช้เวลาเขียนอีกนาน กว่า "องค์หญิงกำมะลอ ภาค 2" จะเปิดกล้อง อย่างไรก็คงต้องรอถึงเดือนกันยายน
ฉู่ชิงจึงว่างงานอีกครั้ง
เขาขายชุดอุปกรณ์ซ่อมรองเท้าทิ้งไปเสีย ตอนนั้นทำเพื่อหาเงินประทังชีวิต แต่ตอนนี้ในบัญชีมีเงินเก็บตั้งต้น 20,000 หยวน แถมยังมีสัญญาภาพยนตร์อยู่ในมือ หากยังหิ้วลังไม้ใบใหญ่ตระเวนซ่อมรองเท้าทั่วเมืองอีก ไม่เรียกว่าทำศิลปะแสดงสดก็คงเรียกว่าสร้างภาพ
ฉู่ชิงคืนห้องเช่าเดิม แล้วย้ายมาอยู่ในชุมชนเก่าแห่งเดียวกับคุณหนูฟ่าน ค่าเช่าเดือนละ 700 หยวนเท่ากัน เพียงแต่อยู่คนละตึก เดินร้อยกว่าเมตรก็ถึงบ้านเธอแล้ว
ห้องของเขาอยู่ชั้นหก สูงกว่าห้องของแฟนสาวหนึ่งชั้น ความจริงเขาไม่ค่อยชอบบรรยากาศที่นี่นัก ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นคนแก่ซึ่งใช้ชีวิตบั้นปลายต่อไปอย่างด้านชาและเคยชิน เขาชอบบ้านเรือนสี่ประสานมากกว่า หลายครอบครัวอยู่รวมกันอย่างอึกทึกครึกโครม เดี๋ยวตีลูกเดี๋ยวด่าสามี เติมข้าวสารซื้อฟืน พูดคุยเรื่องสัพเพเหระในบ้าน เต็มไปด้วยชีวิตชีวาแบบชาวบ้านร้านตลาด
แต่เพื่อให้ดูแลแฟนสาวได้สะดวก เขาจึงต้องทนอยู่ไป อันที่จริงเรื่องเหล่านี้ยังเป็นเรื่องรอง สิ่งที่ฉู่ชิงทนไม่ได้ที่สุดคือ ในวันที่สามหลังย้ายเข้ามา ผู้อยู่อาศัยชั้นห้าซึ่งน่าจะมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลับเอาโอ่งน้ำใบใหญ่ไปตั้งไว้ตรงบันไดอย่างพิลึกพิลั่น คงเก็บไว้ดองผักกาดเปรี้ยว ทางเดินที่แคบอยู่แล้วจึงเหลือช่องให้ลอดเพียงนิดเดียว
ยังดีที่ฉู่ชิงผอม เขาเบียดเลียบขอบผ่านไปได้ หากเปลี่ยนเป็นคุณหนูฟ่าน รับรองว่าติดแหง็กอยู่ตรงนั้นในพริบตา
ทว่าเมื่ออยู่ที่นี่ไปสักพัก ตารางชีวิตของเขาก็ดูจะเรียบง่ายและเป็นกิจวัตรเหมือนคนแก่เหล่านั้น ทุกเช้าหลังวิ่งเสร็จ เขาจะแวะตลาดเช้าซื้อผัก กลับบ้านไปอาบน้ำ แล้วหิ้วของสดไปบ้านคุณหนูฟ่าน
ตอนนี้ทั้งคู่มีกุญแจบ้านของอีกฝ่าย ฉู่ชิงไม่ต้องเคาะประตูด้วยซ้ำ ปกติเวลานี้เด็กสาวยังขดตัวขี้เซาอยู่ใต้ผ้าห่ม เขาจึงทำอาหารเช้าเงียบ ๆ แล้วค่อยปลุกเธอขึ้นมากิน
ทั้งสองอยู่ด้วยกันอย่างกลมเกลียวและใกล้ชิด แต่ยังไม่คิดจะย้ายมาอยู่ร่วมชายคา เด็กสาวยังอายุน้อยเกินไป และฉู่ชิงเองก็ยังยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้
ตอนกลางวันฉู่ชิงจะเขียนหนังสือบ้าง ออกไปเดินเล่นกับเธอบ้าง ตอนเย็นนาน ๆ ครั้งจึงออกไปกินข้างนอก ส่วนใหญ่มักทำอาหารกินกันที่บ้าน
ชีวิตเช่นนี้ทำให้เขาพอใจ
พูดถึงคุณหนูฟ่าน เด็กสาวยังคงกลัดกลุ้มเหมือนเคย ต้นเหตุก็คือบริษัทจัดการนักแสดงบ้า ๆ แห่งนั้น
นับตั้งแต่เซ็นสัญญา บริษัทรับงานให้เธอทั้งหมดสามเรื่อง ได้แก่ "ตำนานตั๊กม้อ" กับ "องค์หญิงกำมะลอ ภาค 2" และระหว่างสองเรื่องนี้ยังมีอีกเรื่องชื่อ "ตำนานแดนชนบท ตอน ผีเสื้อราตรีดำยักษ์"
แม้ทั้งหมดจะเป็นบทสมทบ แต่อย่างน้อยสองเรื่องแรกก็ยังฟังดูปกติ ส่วนเรื่องหลังที่แค่ได้ยินชื่อก็ชวนให้อึดอัดเหมือนท้องผูกนั่นมันเรื่องบ้าอะไรกัน
ตอนแรกฉู่ชิงนึกว่าเป็นละครรักชนบท พอถามจึงได้รู้ว่าเป็นละครภูตผีปีศาจ และยังสร้างโดยบริษัทจากไต้หวันอีกด้วย
เอาละ ชื่อเต็มของละครเรื่องนี้คือ "เรื่องพิศวงเหลียวไจ: ตำนานแดนชนบท ตอน ผีเสื้อราตรีดำยักษ์"...
เพราะละครเรื่องนี้ คุณหนูฟ่านต้องออกไปอยู่ข้างนอกเกือบหนึ่งเดือน เธอแสดงในเรื่องย่อยตอนหนึ่ง รับบทเป็นหูหนิวซึ่งเป็นหมอปราบผี สุดท้ายก็ทั้งรักทั้งห้ำหั่นกับชายคนหนึ่ง เนื้อเรื่องไม่มีอะไรพิเศษ เพียงแต่มีฉากหนึ่งที่เธอถูกผีร้ายเข้าสิง ก่อนเผยโฉมหน้าอันดุร้าย
ตอนนั้นเธอแต่งหน้าโดยโบะแป้งขาวซีดทั่วใบหน้า แม้แต่คิ้วก็เป็นสีขาว ใต้ตาดำคล้ำ ในปากยังใส่เขี้ยวผีดิบปลอมเสียยิ่งกว่าปลอมสองซี่ แถมต้องแยกเขี้ยวคำรามอย่างดุร้ายอีกยกหนึ่ง
หลังถ่ายเสร็จ เด็กสาวตัวเล็กก็แทบเสียศูนย์ เธอซุกอยู่ในอ้อมอกฉู่ชิง ร้องไห้ฟ้องอยู่นานสองนาน เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ทิ้งเงามืดไว้ในใจมากเพียงใด
"ขี้เหร่จะตาย! ขี้เหร่จะตาย!" นับแต่กลับถึงบ้าน คุณหนูฟ่านก็เอาแต่ทำหน้าราวกับจะร้องไห้
"เอาละ ๆ ถ่ายเสร็จไปแล้วไม่ใช่หรือ"
ฉู่ชิงนึกไม่ถึงว่าเด็กสาวจะมีอดีตดำมืดเช่นนี้ ทั้งขำทั้งขำ แต่ก็ได้เพียงปลอบเธออย่างใส่ใจ เขาบีบแก้มเด็กสาวเบา ๆ ดูเหมือนจิตใจและร่างกายจะถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก ออกไปถ่ายละครครั้งนี้กลับมาจึงผอมลงมาก
คุณหนูฟ่านพูดว่า "เรื่องนี้ถ่ายเสร็จแล้ว แต่ถ้าต่อไปพวกเขายังให้ฉันแสดงบทแบบนี้อีกล่ะ"
ฉู่ชิงชะงักไป สิ่งที่เธอพูดก็มีเหตุผล งานที่บริษัทจัดให้ หากประกาศชัดว่าไม่ยอมแสดง ย่อมถูกดองอย่างแน่นอน
ยังไม่ทันที่เขาจะพูด เด็กสาวก็บ่นต่อว่า "เล่นออกมาขี้เหร่ก็ช่างเถอะ ยังได้เงินไม่เท่าไรอีก"
เมื่อ "องค์หญิงกำมะลอ" ออกอากาศอย่างโด่งดังในไต้หวัน จินสั่วที่เธอแสดงก็พอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง แต่บริษัทเอเจนซี่ของฉงเหยาย่อมทุ่มความสนใจทั้งหมดไปที่จ้าวเวยและผลักดันเธอเต็มกำลัง สาวใช้ตัวเล็ก ๆ ที่อยู่ตามขอบฉากอย่างเธอ อย่างมากในแต่ละปีก็คงโยนงานให้สักสองเรื่องพอเป็นพิธี
ตอนนี้ค่าตัวของเด็กสาวพอ ๆ กับจ้าวเวยตอนเพิ่งถ่าย "องค์หญิงกำมะลอ" หรืออาจสูงกว่าเล็กน้อย อยู่ที่ตอนละประมาณ 3,000-4,000 หยวน แต่เดิมทีเธอก็มีฉากไม่มากอยู่แล้ว แถมบริษัทยังหักส่วนแบ่ง พอเงินถึงมือตัวเองจึงเหลือไม่เท่าไร
อย่างเรื่อง "ผีเสื้อราตรีดำยักษ์" นี้ สุดท้ายค่าตอบแทนที่เธอได้รับจริงยังไม่ถึง 10,000 หยวนด้วยซ้ำ
เรื่องทรัพย์สินเงินทอง คุณหนูฟ่านไม่รู้ว่าโง่จริงหรือเชื่อใจเขามาก เธอเล่าทุกอย่างโดยไม่ปิดบัง แม้แต่ในสมุดบัญชีเหลือเศษเงินอยู่กี่เจี่ยว ฉู่ชิงก็ยังรู้
ช่วงก่อนเขากำลังถ่าย "แม่น้ำซูโจว" จึงไม่มีเวลาสนใจเรื่องนี้ ตอนนี้เมื่อเห็นเธอน้อยอกน้อยใจ ฉู่ชิงก็รู้สึกว่าเรื่องบริษัทจัดการนักแสดงจะปล่อยยืดเยื้อต่อไปไม่ได้ เขาจึงไปบ้านตาเฒ่าเฉิงเพื่อขอคำปรึกษาโดยเฉพาะ
ว่าไปแล้ว แม้เขารู้มานานว่าตาเฒ่าเฉิงเป็นศาสตราจารย์ แต่เพิ่งรู้เมื่อไม่นานนี้เองว่าศึกษาด้านใด ตอนที่หวงอิ่งพูดถึงระหว่างคุยเล่นกับเขา สมัยหนุ่มตาเฒ่าเรียนที่มหาวิทยาลัยรัฐศาสตร์และกฎหมายแห่งเมืองหลวง ก่อนอยู่สอนต่อที่มหาวิทยาลัยและสร้างผลงานไว้ไม่น้อย แม้จะเทียบไม่ได้กับบรรดาผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับเงินอุดหนุนพิเศษจากรัฐ แต่อย่างน้อยในมหาวิทยาลัยก็ถือเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า
ตาเฒ่าเฉิงเชี่ยวชาญกฎหมายแพ่ง และศึกษากฎหมายเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้งเช่นกัน ชั่วขณะหนึ่งฉู่ชิงถึงกับรู้สึกว่าตาเฒ่าคนนี้ต่างหากที่เป็นตัวเอก
ถึงขั้นว่าหากอีกฝ่ายไม่อายุมากเกินไป ฉู่ชิงคงอยากเชิญมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวของตน เขาเคยพูดหยอกเรื่องนี้อยู่หลายคำ ตาเฒ่าก็ปฏิเสธกลับอย่างติดตลก แต่รับปากว่าต่อไปหากมีปัญหาเรื่องสัญญา เขามาถามได้เต็มที่
หลังฟังจุดประสงค์ที่เขามา ตาเฒ่าเฉิงก็ถามว่า "หมายความว่าตอนเธอเซ็นสัญญายังไม่บรรลุนิติภาวะสินะ"
ฉู่ชิงตอบว่า "อืม ใช่ครับ"
"แล้วในสัญญามีลายเซ็นของพ่อแม่เธอไหม"
ฉู่ชิงครุ่นคิดก่อนตอบว่า "น่าจะไม่มีครับ"
ตาเฒ่าเฉิงพยักหน้า "อย่างนั้นก็จัดการง่าย คดีนี้ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มสักหยวน เพียงแต่จะยืดเยื้อหน่อย"
ฉู่ชิงถามว่า "ยืดเยื้ออย่างไรครับ"
ตาเฒ่าเฉิงตอบว่า "ถ้าพวกนายยอมจ่ายค่าผิดสัญญาสักก้อน จะมากน้อยเท่าไรก็ยังต่อรองกันได้ อย่างไรก็คงตกลงยอมความนอกศาลกันได้ แบบนั้นจะใช้เวลาสั้นลงหน่อย แต่ถ้าพวกนายไม่อยากจ่ายเงิน ทุกอย่างก็ต้องดำเนินตามขั้นตอน เวลาฟ้องร้องอาจยาวนาน ลากไปครึ่งปีหรือหนึ่งปีก็ไม่แน่"
"เรื่องนี้..."
ฉู่ชิงคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เขาต้องหารือกับเด็กสาวเสียก่อน และคุยกับเธอคนเดียวยังไม่พอ ต้องไปพูดกับพ่อแม่ของเธอด้วย
...
คุณหนูฟ่านลังเลเรื่องยกเลิกสัญญามาโดยตลอด
แม้เธอจะไม่พอใจการกระทำของบริษัทอย่างมาก แต่ตอนนี้ยังไม่มีความคิดจะจากไป โดยเฉพาะเมื่อเธอนับว่าโด่งดังขึ้นมาได้เพราะฉงเหยาผลักดัน หากพอปีกกล้าขาแข็งก็บินหนี ย่อมกลัวคนอื่นกล่าวหาว่าข้ามน้ำแล้วรื้อสะพาน ลืมบุญคุณ
เรื่องในวงการซับซ้อนเกินไป สิ่งที่คนนอกมองเห็น จะมีสักกี่เรื่องที่เรียบง่ายไร้เดียงสาเหมือนหนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง
ฉู่ชิงเกลี้ยกล่อมอยู่นาน บอกว่าเธอจะยอมทนคับข้องใจเพียงเพราะกลัวคนนินทาไม่ได้ ยิ่งกว่านั้นสัญญาของเธอกับบริษัทยังเหลืออีกเจ็ดปี พอสัญญาหมด เธอก็อายุ 24 ปีแล้ว หรือจะเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ศูนย์
หลังพูดดีพูดร้ายอยู่นาน ในที่สุดคุณหนูฟ่านก็ยอมรับปากว่าจะลองถามความเห็นของพ่อแม่ก่อน แต่พอให้โทรศัพท์จริง ๆ เธอก็ใจฝ่อขึ้นมาทันที
สุดท้ายฉู่ชิงต้องถามหมายเลขบ้านของเธอ แล้วช่วยโทรศัพท์สายนี้ให้
แม่ฟ่านไม่เคยคิดจริง ๆ ว่าวันหนึ่งจะได้รับโทรศัพท์จากเขา ตอนเขาพูดผ่านสายว่า "สวัสดีครับคุณน้า ผมฉู่ชิงครับ" เธอยังอึ้งอยู่นาน นึกไม่ออกว่าคนคนนี้คือใคร
"อ้อ เธอ...สวัสดีจ้ะ" แม่ฟ่านตอบอย่างงุนงง
ที่จริงฉู่ชิงเองก็กระอักกระอ่วน แต่จำต้องพูดว่า "คือว่า คุณน้าครับ ผมมีเรื่องหนึ่งอยากคุยกับคุณน้า เป็นเรื่องของปิงปิงครับ"
แม่ฟ่านสะดุ้ง ถามโพล่งว่า "เธอท้องแล้วหรือ"
"..."
ฉู่ชิงเกือบโยนหูโทรศัพท์ทิ้ง คุณน้าคนนี้จะคิดไปไกลเกินไปหรือเปล่า นี่คุณน้าปักใจเชื่อแล้วใช่ไหมว่าผมอยู่กินกับลูกสาวคุณ
"ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่ เป็นเรื่องบริษัทจัดการนักแสดงของเธอ..."
ฉู่ชิงเล่าสถานการณ์ทั้งหมดให้อีกฝ่ายฟังโดยไม่ลืมเสริมความเห็นเชิงวิชาชีพของตาเฒ่าเฉิงเข้าไปด้วย "เรื่องทั้งหมดก็เป็นแบบนี้ครับ อย่างไรผมก็รู้สึกว่าถ้าปิงปิงอยู่กับบริษัทนั้นต่อไป คงไม่ช่วยเรื่องงานของเธอเท่าไร เธอไม่กล้าบอกคุณน้า ผมเลยช่วยถามให้ คุณน้าอย่าถือสานะครับ"
ระหว่างที่เขาพูดมายืดยาวเมื่อครู่ แม่ฟ่านก็สงบสติอารมณ์ลงแล้ว เวลานี้จึงพูดว่า "ไม่เป็นไร ชิงจื่อ น้าต้องขอบใจเธอด้วยซ้ำ ตอนนี้ปิงปิงยังมีละครอยู่ในมือไหม"
ฉู่ชิงตอบว่า "เหลือแค่เรื่อง 'องค์หญิงกำมะลอ ภาค 2' เรื่องเดียวครับ"
"จะถ่ายเสร็จเมื่อไร"
"คงต้องใช้เวลาครึ่งปี อาจลากไปถึงต้นปีหน้าครับ"
แม่ฟ่านครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนพูดว่า "น้าก็เห็นด้วยให้ปิงปิงยกเลิกสัญญากับบริษัทนั้น แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ อย่างไรเธอก็กำลังถ่ายละครของเขาอยู่ หากทางนี้โวยวายขอยกเลิกสัญญา คนในกองถ่ายจะมองเธออย่างไร น้าว่ารอให้ละครเรื่องนี้ถ่ายเสร็จก่อน แล้วน้ากับพ่อของเธอจะไปเมืองหลวง พวกเราค่อยมาปรึกษากันดี ๆ ว่าควรทำอย่างไร"
ฉู่ชิงคิดดูแล้วเห็นว่าวิธีนี้รอบคอบดี จึงตอบว่า "ถ้าอย่างนั้นก็ทำตามที่คุณน้าบอกครับ"
หลังวางสาย แม่ฟ่านนั่งอยู่บนโซฟา ไม่พูดไม่จาอยู่นาน
พ่อฟ่านค่อย ๆ เดินเตร่เข้ามาถามว่า "เขาโทรมาทำไม คุยกันเสียนานเชียว"
แม่ฟ่านยังดูเหม่อลอย ผ่านไปหลายวินาทีจึงพูดว่า "นี่เหล่าฟ่าน นายว่าเจ้าเด็กนั่นใส่ใจปิงปิงของเราจริง ๆ นะ"
พ่อฟ่านตอบว่า "ฉันบอกไปนานแล้วว่าเจ้าเด็กนั่นเป็นคนซื่อตรง เธอยังดึงดันจะจับผิดเขาอยู่ได้"
แม่ฟ่านตวาดอย่างดุดันว่า "ไปให้พ้น! นั่นลูกสาวแท้ ๆ ของฉันนะ! ถ้าไม่ตรวจสอบให้ดี จะยกให้คนอื่นสุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไร!"







