ตำนานมากมายถึงเพียงนี้ ทั้งเรื่องวังมังกร เรื่องงูยมโลกที่มาตายที่นี่ เรื่องสุสานราชาผี และยังมีเรื่องแคว้นผีหมอกที่จูผูอี้กล่าวถึงอีก
กระแสน้ำในแม่น้ำหมอกไม่ได้เชี่ยวกราก มีเพียงสายหมอกแผ่ปกคลุมอยู่เหนือผิวน้ำ
หากมิใช่เพราะจ้าวฟู่อวิ๋นสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความชั่วร้ายในสายน้ำนี้ เขาคงคิดว่าลำน้ำสายนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางแดนเซียนเป็นแน่
หลีสุ่ยอวิ้นมองดูหมอกที่นับวันยิ่งหนาทึบขึ้นเรื่อยๆ อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปลูบกระบอกไม้ไผ่ของตน ภายในนั้นบรรจุกู่งูของเขาเอาไว้
บนกระบอกไม้ไผ่มีรูเล็กๆ อยู่หลายรู หากภายนอกมีอันตราย แมลงและงูที่อยู่ด้านในก็จะกระสับกระส่าย
เมื่อหันไปมองศึกษาธิการที่ยืนอยู่หัวเรืออีกครั้ง จิตใจที่ค่อนข้างตึงเครียดของเขาก็สงบลงได้ไม่น้อย
ท้ายที่สุดแล้ว ศึกษาธิการผู้นี้ก็เป็นคนที่ใช้เปลวเพลิงเพียงหนึ่งห้อง เผาทำลายผู้คนไปครึ่งอำเภอบึงหมอกมาแล้ว
จ้าวฟู่อวิ๋นมองดูแม่น้ำหมอกสายนี้ ทว่ากลับเหม่อลอยไปบ้าง เพราะเขานึกถึงแม่น้ำสายนั้นที่เคยไปเที่ยวเล่นตอนเป็นแขกอยู่บ้านของเหลียงเต้าจื่อ
เหลียงเต้าจื่อผู้นี้เป็นคนกระตือรือร้น รักแขก และชอบผูกมิตรเข้าหาผู้อื่น มีอยู่ครั้งหนึ่งภารกิจในภูเขาอยู่ไม่ไกลจากบ้านของเขานัก เขาจึงเชิญชวนให้ทุกคนไปเที่ยวเล่นที่บ้าน
ในตอนนั้นล่องเรือลงไปตามลำน้ำ แม่น้ำสายนั้นมีชื่อว่าแม่น้ำหลี ครอบครัวของเขาได้เปิดแปลงนาวิญญาณผืนหนึ่งไว้ริมแม่น้ำหลี และยังล้อมพื้นที่ผืนน้ำไว้ริมฝั่งเพื่อปลูกหญ้า 'หลิงเจี่ยว' หญ้า 'หลิงเจี่ยว' นั้นนับว่าเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยพลังวิญญาณ ว่ากันว่ามีประโยชน์ต่อการบำเพ็ญเพียรอย่างมาก แต่มันก็งั้นๆ ทว่าก็สามารถนำมาเป็นผลไม้ทานเล่นบนโต๊ะของผู้บำเพ็ญเพียรได้
บิดาของเขาเองก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรเช่นกัน ทว่ากลับไม่สามารถสร้างรากฐานได้ตลอดชีวิต
เหลียงเต้าจื่อเติบโตริมแม่น้ำมาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นจึงมีฝีมือในการตกปลา ทว่าก็เพราะฝีมือตกปลานี้แหละที่ชักนำภัยพิบัติมาสู่เขา
จ้าวฟู่อวิ๋นถอนหายใจออกมาคำหนึ่งในใจ กดข่มความเศร้าโศกที่ผุดขึ้นมาเหล่านั้นลงไป ออกแรงเหยียบฝีเท้าอย่างตั้งใจ เกลียวคลื่นน้ำราวกับถูกพลังที่มองไม่เห็นผลักออกไป เรือก็พุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
เรือแล่นมาถึงท่ามกลางหุบเขา
อีกทั้งผิวน้ำยังเริ่มแคบลง ทำให้ดูเงียบสงบและลึกลับมากยิ่งขึ้น
จ้าวฟู่อวิ๋นพบว่า ยังมีทางแยกอีกเส้นหนึ่งที่มุ่งตรงไปยังสถานที่ซึ่งต้องสงสัยว่าเป็นถ้ำพำนักของราชันผาน
ที่แห่งนั้นเป็นทั้งหุบเขาและทางน้ำ เขาเคยยืนอยู่หน้าถ้ำพำนักแล้วมองไปตามหุบเขานั้น เพียงแต่ในตอนนั้นไม่เห็นผิวน้ำนี้
เมื่อรุดหน้าต่อไปอีก น้ำก็เริ่มตื้นขึ้นเรื่อยๆ แตกแขนงออกเป็นลำธารหลายสาย สามารถมองเห็นได้ว่าน้ำพุในภูเขามารวมตัวกันที่นี่ ดังนั้นจึงไม่รุดหน้าไปอีก
ในภูเขาเงียบสงบ มีสายหมอกจางๆ
ในภูเขาแถบนี้มีปราณพิษอยู่มาก เมื่อเข้าไปลึกขึ้นก็จะเป็นที่ตั้งของแคว้นพันยอดเขา
จู่ๆ เขาก็มองเห็นชายผู้หนึ่งกำลังเหยียบสายลมเดินเหินอยู่กลางอากาศ ทุกก้าวที่เหยียบลงบนความว่างเปล่าล้วนปลุกปั่นให้เกิดคลื่นลมพัดกระจาย และรูปลักษณ์ของคนผู้นั้นก็ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ท่ามกลางแสงแดด
จากนั้นก็เห็นงูขาวตัวหนึ่งตามติดอยู่ข้างๆ งูขาวตัวนั้นราวกับมังกรขาวที่เหาะเหินเดินอากาศ ขยับร่างเลื้อยไปมา พัดพาเอาลมหมอกกลุ่มหนึ่งม้วนตัวพุ่งขึ้นไปตามหุบเขาสายนั้น การเคลื่อนไหวเอิกเกริกยิ่งนัก
บนหลังของงูขาวมีสตรีผู้หนึ่งนั่งอยู่ นางปรายตามองลงมายังแม่น้ำเบื้องล่างแวบหนึ่งด้วยสายตาเย็นชา
จ้าวฟู่อวิ๋นมองดูคนทั้งสองนี้ ภายในใจตึงเครียดขึ้นมาเล็กน้อย เขารู้ว่าสวินหลานอินยังคงอยู่ในถ้ำพำนักแห่งนั้น
เขารู้ว่าสวินหลานอินร้ายกาจมาก แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ สองหมัดยากจะต้านทานสี่มือ และจากกลิ่นอายที่คนทั้งสองนี้เผยให้เห็นตอนผ่านมา ย่อมไม่อ่อนแออย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ในถ้ำพำนักแห่งนั้นไม่ได้มีสิ่งใดอยู่เลย หากเขาเป็นคนตัดสินใจได้ ก็คงปล่อยให้คนทั้งสองนี้เข้าไปดูแล้ว ทว่าด้วยฝีปากของสวินหลานอิน ก็คงไม่แน่ว่าจะสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสันติได้
เวลาหลายวันมานี้ ไม่รู้ว่าอาจารย์สวินหลอมล้างของวิเศษของนางเสร็จแล้วหรือยัง ในใจของเขาเกิดความคิดนี้ขึ้นมาอีกครั้ง หากหลอมล้างของวิเศษเสร็จแล้ว ก็คงไม่น่าเป็นห่วงถึงเพียงนั้น
ภายในใจเขาพกพาความคิดเหล่านี้แล้วเดินทางกลับไปตลอดทาง เขาไม่ได้ไปที่ถ้ำพำนักแห่งนั้น เพราะเขารู้ดีว่าตัวเองไปก็ไร้ประโยชน์
หากสวินหลานอินต้องจบชีวิตลงที่นี่ เช่นนั้นตนก็ยังสามารถกลับไปบอกภูเขาเทียนตูได้ว่า ใครเป็นคนสังหารนาง
ขากลับเนื่องจากเป็นการล่องไปตามกระแสน้ำ ดังนั้นจึงรวดเร็วกว่าบ้าง
เขาลงจากเรือ หยิบเงินยันต์เทพเพลิงออกมาเหรียญหนึ่งมอบให้อีกฝ่าย ในดวงตาของหลีสุ่ยอวิ้นปรากฏความประหลาดใจระคนยินดี เดิมทีอยากจะบอกว่าก็แค่ล่องเรือรอบเดียว ไม่คุ้มค่าให้จ้าวฟู่อวิ๋นมอบสิ่งเหล่านี้ให้ ทว่าเมื่อเขามองดูเหรียญยันต์นั้นกลับตัดใจปฏิเสธไม่ลง
“รับไว้เถิด หากรู้สึกหวาดกลัวทั้งกายและใจ ก็ให้ถือเหรียญยันต์นี้แล้วสวดภาวนานามของเทพเพลิง ในยามปกติ ช่วงยามอู่เจ้าก็ถือยันต์แล้วสวดภาวนาให้มาก จะช่วยให้เทวานุภาพไม่เสื่อมคลาย” จ้าวฟู่อวิ๋นมองความคิดของเขาออก จึงเอ่ยกลั้วหัวเราะ
“ในภายภาคหน้าหากมีความคิดอยากจะทำ ก็สามารถมายังที่พักของข้าเพื่อคัดลอกคัมภีร์เทพเพลิงกลับไปได้”
“ขอรับ ขอรับ” หลีสุ่ยอวิ้นเช็ดมือ รับเงินยันต์เทพเพลิงสีแดงอ่อนมาด้วยความตื่นเต้น
ส่วนจ้าวฟู่อวิ๋นก็มาถึงศาลเจ้าเทพเพลิง ยังไม่ทันเดินเข้าไปใกล้ ก็ได้ยินเสียงดังมาจากด้านในแล้ว
หน้าประตูศาลเจ้ามีเกวียนคันหนึ่งจอดอยู่ บนเกวียนมีหินก้อนใหญ่สีแดงก้อนหนึ่งมัดเอาไว้
สองศิษย์อาจารย์คู่นั้น กำลังพาคนหลายคนย้ายเทวรูปองค์เดิมลงมา
เขาไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทำงานเหล่านี้ จึงมาถึงเนินเขา แล้วมองไปทางทิศทางที่ถ้ำพำนักตั้งอยู่ บังเอิญในเวลานี้เอง เขามองเห็นไอเมฆสีขาวสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ากลางขุนเขา มีเสียงคำรามของสัตว์ประหลาดแว่วมาจากความว่างเปล่าอย่างเลือนราง
เขาจ้องเขม็ง มองเห็นไอเมฆนั้นหมุนวน ถึงได้เห็นชัดเจนว่า นั่นคืองูขาวตัวหนึ่ง
งูขาวส่งเสียงคล้ายสัตว์ประหลาดคำราม
งูขาวร่วงหล่นลงเบื้องล่างอีกครั้ง ดูเหมือนว่าการบินสูงเกินไปจะทำให้มันกินแรงเล็กน้อย หลังจากตกลงมาก็ถูกภูเขาบดบังไว้ ทว่าผ่านไปไม่นาน เขาก็เห็นว่าบนแม่น้ำหมอกมีสายหมอกปั่นป่วน และมีเสียงเกลียวคลื่นดังขึ้น ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง เขาก็เห็นงูใหญ่ตัวหนึ่งล่องไปตามแม่น้ำ
เกลียวคลื่นในแม่น้ำภายใต้ร่างงูถูกผลักออกไปด้านข้างทั้งสองอย่างรวดเร็ว หมอกหนาพวยพุ่ง
ผู้คนที่เดิมทีกำลังจับปลาอยู่ในแม่น้ำต่างหวาดกลัวแล้วหลบเลี่ยง แต่ก็ยังคงมีบางคนที่เรือถูกคว่ำ ทว่าโชคดีที่คนบนเรือล้วนว่ายน้ำเก่ง
และจ้าวฟู่อวิ๋นก็มองเห็นชัดเจนแล้ว บนหลังงูมีชายหญิงคู่หนึ่งนั่งอยู่ เพียงแต่กลิ่นอายของคนทั้งสองซูบซีด โดยเฉพาะชายผู้นั้นที่มีใบหน้าหมองคล้ำ มองดูผิวหน้าของเขาแล้วก็คล้ายกับจะแห้งเหี่ยวไปบ้าง
ส่วนสตรีชุดขาวที่อยู่ด้านหน้านั้นยังถือว่าดี ในเวลานี้กำลังถือขวดยาเม็ดเทเข้าปาก แล้วง้างปากผู้บำเพ็ญเพียรชายที่อยู่ด้านหลัง เทหยดยาเข้าไปในปากของเขา
นิ้วมือของจ้าวฟู่อวิ๋นสะกิดที่ขอบเข็มขนเพลิงคราหนึ่ง แล้วก็หยุดลง
ความคิดที่จะแทงเข็มสักสองเล่มให้กับชายหญิงคู่นี้ถูกกดข่มลงไปอย่างรวดเร็ว
จากบาดแผลบนตัวของพวกเขา เห็นได้ชัดว่าถูกสวินหลานอินทำร้ายมา
ของวิเศษชิ้นนั้นของสวินหลานอินทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง มันสูบเอาวิญญาณและแก่นแท้พลังในกายคน หากไม่มีวิธีการป้องกันที่เหมาะสม เกรงว่าเพียงแค่ปะทะกันไม่กี่กระบวนท่าก็ต้องหาทางหลบหนีไปแล้ว
สองคนนี้ก็คือตัวอย่างที่ดีเยี่ยม
จิตใจที่แขวนลอยอยู่ของเขาก็ร่วงหล่นลงมา อดไม่ได้ที่จะคิดว่า อาจารย์สวินปากร้ายไม่ยอมคน แต่ฝีมือกลับแข็งแกร่งดุดันนัก
ท้องฟ้ามืดลงอย่างรวดเร็ว เขากลับมาถึงที่พัก กินยาปี้กู่ไปหนึ่งเม็ด ต้มน้ำหนึ่งกาและชงชาไว้หนึ่งจอก จากนั้นก็นั่งอยู่ตรงนั้น เขากำลังรอ รอคอยการมาถึงของสวินหลานอิน
เป็นไปตามคาดหมาย จู่ๆ ก็มีกลุ่มเมฆหมอกกลุ่มหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า
สวินหลานอินถูกห่อหุ้มอยู่ภายในนั้น นางนำพาสายลมสายหนึ่งมาด้วย พัดพาให้เปลวไฟในตะเกียงในห้องสั่นไหว
จ้าวฟู่อวิ๋นลุกขึ้นยืน ทำความเคารพ แล้วคารวะกล่าวว่า “คารวะอาจารย์สวินขอรับ”
สวินหลานอินพิจารณาเขาครู่หนึ่ง จากนั้นก็มองดูเก้าอี้ที่เขาเคยนั่ง แล้วมองดูน้ำชาที่อยู่ด้านข้าง จ้าวฟู่อวิ๋นรีบกล่าวทันที “อาจารย์สวินเชิญนั่งขอรับ นี่คือน้ำชาที่ศิษย์รินไว้ให้ท่าน ยังร้อนอยู่ขอรับ”
“โอ้? เจ้ารู้หรือว่าคืนนี้ข้าจะมาที่นี่?” สวินหลานอินเอ่ยถามอย่างไม่เชื่อ
“วันนี้ศิษย์อยู่ริมแม่น้ำ เห็นชายหญิงคู่หนึ่งเข้าไปในถ้ำพำนักแห่งนั้น เดิมทีอยากจะไปต่อกรศัตรูร่วมกับอาจารย์สวิน แต่ก็คิดได้ว่าศิษย์มีพลังเวทต่ำต้อย ไปแล้วเกรงว่าจะเป็นตัวถ่วง อีกทั้งยังเชื่อมั่นในของวิเศษของอาจารย์สวิน ดังนั้นจึงรออยู่ริมแม่น้ำ เป็นไปตามคาด ผ่านไปไม่นานก็เห็นงูใหญ่ตัวหนึ่งล่องมาตามแม่น้ำ บนงูบรรทุกคนสองคน กลิ่นอายร่วงโรย คาดว่าพวกเขาคงจะพ่ายแพ้เละเทะด้วยน้ำมือของอาจารย์สวินเป็นแน่ขอรับ”
“ดังนั้นจึงคิดว่า อาจารย์สวินน่าจะหลอมล้างของวิเศษเสร็จแล้ว และน่าจะกำลังจะออกมา ดังนั้นจึงชงชามารออาจารย์สวินอยู่ที่นี่ขอรับ” จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
สวินหลานอินพิจารณาเขาอีกครั้ง พลางเอ่ยว่า “เจ้าเองก็มีความสามารถในการคาดการณ์เรื่องราวอยู่บ้าง สองคนนั้นก็มีฝีมืออยู่บ้าง ทว่ากระนั้นจะมาต่อกรกับธงดูดวารีเสวียนหยวนในมือข้าที่เพิ่งหลอมล้างเสร็จแล้วได้อย่างไร”
นางกล่าวจบก็ถือวิสาสะนั่งลง บนใบหน้ามีความพอใจในตนเองอยู่หลายส่วน ถือวิสาสะยกถ้วยชาที่อยู่ด้านข้างขึ้นมา โดยไม่กลัวความร้อนในนั้น ดื่มรวดเดียวจนหมด
จ้าวฟู่อวิ๋นมองดูช่วงลำคอเรียวยาวและขาวเนียนของนาง ราวกับคอกระเรียนก็มิปาน
นางดื่มหมด วางถ้วยลง แล้วพิจารณาจ้าวฟู่อวิ๋นอีกครั้ง พลางเอ่ยว่า “เห็นแก่ที่เจ้ารู้ความถึงเพียงนี้ วันนี้ข้าจะแบ่งปันวาสนาครั้งใหญ่เรื่องหนึ่งให้แก่เจ้า”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ จ้าวฟู่อวิ๋นกลับพบว่าในดวงตาของนางมีสีหน้าตื่นเต้นอย่างยากจะปิดบัง







