ผู้ยิงธนูผู้นั้นฝึกฝนวิชาธนูมาตั้งแต่เล็ก นับเป็นพรานหนุ่มฝีมือเยี่ยมอันดับต้น ๆ ของขุนเขาแถบนี้
ดวงตาของเขาภายใต้แสงเพลิงดูคล้ายจะเปล่งประกายผิดจากคนทั่วไป
เขาไม่ได้ยื่นมือรับลูกธนูในทันที แต่กล่าวว่า "คืนวันนั้นข้าก็อยู่นอกลาน อินอู๋โซ่วคืออาสามของข้า ก่อนเขาจะเข้าไปในลานเรือนของท่าน เขาสั่งมิให้ข้าลงมือ ข้าเห็นหุ่นเชิดซากศพของอาสามถูกเปลวเพลิงของท่านเผาผลาญ แต่ท่านมิได้สังหารอาสาม ข้าจึงมิได้ยิงธนู"
จ้าวฟู่อวิ๋นรู้แล้วว่าเขาหมายถึงผู้ใด คนผู้นั้นบงการหุ่นเชิดซากศพพังประตูเข้ามา ตอนแรกมิยอมเข้ามาด้วยตนเอง กระทั่งภายหลังจึงตามเข้ามา จ้าวฟู่อวิ๋นใช้เพลิงเผาหุ่นเชิดซากศพของเขา แม้ตัวเขาเองน่าจะพลอยบาดเจ็บไปด้วย แต่ก็ฉวยจังหวะที่จ้าวฟู่อวิ๋นไม่อาจแบ่งใจมาสนใจล่าถอยออกไป
เห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มผู้นี้มั่นใจในวิชาธนูของตนอย่างยิ่ง จ้าวฟู่อวิ๋นเองก็เห็นลูกธนูที่เขายิงก่อนหน้านี้แล้ว มันทั้งไกลและแม่นยำอย่างแท้จริง แม้แต่ลมเหนือผิวน้ำก็มิอาจพัดลูกธนูให้เบนทิศ
จ้าวฟู่อวิ๋นรู้ว่าเหตุใดเขาจึงกล่าวเช่นนี้ เพราะคนมากมายเห็นว่าผู้ฝึกวิชาหวาดกลัวศัตรูประชิดตัว หวาดกลัวผู้ถือดาบกระบี่จู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว ทั้งยังหวาดกลัวคันธนูแข็งและหน้าไม้ทรงพลังที่ลอบยิงจากระยะไกล
กล่าวตามตรง บางคนก็กลัว บางคนกลับไม่กลัว
ในความเข้าใจของอีกฝ่าย จ้าวฟู่อวิ๋นย่อมต้องหวาดกลัว เพราะผู้บำเพ็ญในท้องถิ่นที่ใช้ภูต บงการศพ และควบคุมแมลง ล้วนหวาดกลัวธนูของเขา เมื่ออยู่ห่างเกินร้อยก้าว เขาเพียงน้าวคันธนูปล่อยลูกศร ก็เคยสังหารคนมาแล้วหลายราย
ไม่จำเป็นต้องสนใจภูต ศพ หรือแมลงของพวกเขา เพียงเล็งยิงเจ้าของพวกมันก็พอ
ดังนั้นเขาจึงเชื่อว่าตนสามารถคุกคามจ้าวฟู่อวิ๋นได้ แม้ศิษย์ภูเขาเทียนตูจะแตกต่างจากผู้บำเพ็ญในท้องถิ่นเหล่านี้ แต่หากเขาลงมือ ย่อมสร้างภัยคุกคามแก่จ้าวฟู่อวิ๋นได้แน่นอน
ทว่าเขาไม่รู้ว่า แม้จะอยู่ในขั้นฝึกลมปราณเช่นเดียวกัน ความแตกต่างก็อาจมากมายมหาศาล พวกเขาอาศัยวิถีอื่นก้าวเข้าสู่ประตูแห่งการบำเพ็ญ ส่วนจ้าวฟู่อวิ๋นบำเพ็ญด้วยตนเอง หลอมรวมแก่นกาย ลมปราณ และจิตวิญญาณภายในกายจนกลายเป็นพลังเวท
หลังบ่มเพาะพลังเวทสำเร็จ เขายังเคี่ยวกรำมันทั้งกลางวันและกลางคืนจนกลายเป็นแสงลี้ลับ กระทั่งสามารถควบคุมวัตถุได้ จากนั้นจึงฝึกฝนกลวิธีร่ายเวทนานาชนิด ธนูหรือหน้าไม้ที่ยิงจากระยะไกลเช่นนี้จึงมิได้เป็นภัยต่อจ้าวฟู่อวิ๋นมากนักอีกแล้ว
หากลูกธนูพุ่งมาถึง ก็จะถูกพลังเวทของเขาคว้าจับเอาไว้
สิบแปดกระบวนหยินหยางที่เขาฝึกฝนทุกวัน ก็คือการบิดหมุนพลังเวทครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อยึดตรึงห้วงอากาศ
"ขอบใจสหายที่ยั้งมือไว้" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าวยิ้ม ๆ พลางยื่นลูกธนูในมือคืนให้
ไม่มีความจำเป็นต้องบอกอีกฝ่ายว่า ต่อให้ยิงธนูใส่ตนก็ไร้ประโยชน์
จ้าวฟู่อวิ๋นรู้สึกเสมอว่า ไม่จำเป็นต้องโต้เถียงด้วยวาจาอย่างไร้สาระ ผู้คนต่างชนชั้น ต่างสภาพแวดล้อมในการเติบโต ย่อมมีความเข้าใจไม่เหมือนกัน สิ่งที่เจ้าคิดว่ามีเหตุผล ผู้อื่นอาจไม่เห็นว่ามีเหตุผล เรื่องที่เจ้าคิดว่าเป็นธรรมดา ผู้อื่นกลับอาจมิได้คิดเช่นนั้น
เรื่องนี้ไม่มีถูกหรือผิด เพราะสิ่งที่เจ้าเห็นว่ามีก็ได้ไม่มีก็ได้ สำหรับผู้อื่นอาจเป็นรากฐานของอาหารสามมื้อในแต่ละวัน
แน่นอนว่าการที่คนผู้นี้กล่าวเช่นนั้น เห็นได้ชัดว่าในใจต้องการได้รับการยอมรับจากจ้าวฟู่อวิ๋น ดังนั้นเมื่อจ้าวฟู่อวิ๋นเอ่ยขอบใจ รอยยิ้มจึงปรากฏบนใบหน้าของเขา เขารับลูกธนูกลับไปอย่างยินดีแล้วกล่าวว่า "ท่านศึกษาธิการ โปรดชมวิชาธนูของข้าด้วยขอรับ!"
เมื่อจ้าวฟู่อวิ๋นยิ้มพลางพยักหน้า เขาก็ดูคล้ายได้รับการยอมรับบางอย่าง จึงยืนตั้งหลักในทันที สูดลมหายใจลึก ยกคันธนูพาดลูกศรแล้วน้าวสาย ชั่วขณะนี้เขารู้สึกว่าสภาพของตนยอดเยี่ยมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก่อนจะคลายสายธนู
ลูกธนูพุ่งหลุดจากสาย ทุกคนมองเห็นประกายเพลิงสายหนึ่งแทงทะลุเข้าสู่ราตรีอันมืดมิด ลมและหมอกเหนือแม่น้ำคล้ายถูกหัวธนูเจาะทะลุ การเสียดสีจุดประกายเพลิงวาบขึ้น
ในสายตาของทุกคน มีเพียงเส้นแสงเพลิงสายหนึ่งแทงทะลุห้วงอากาศ ชั่วพริบตาก็พุ่งเข้าไปในห้องโดยสารของเรือ
เพียะ!
ทุกคนคล้ายได้ยินเสียงระเบิดที่ไร้รูปลักษณ์ดังขึ้นคราหนึ่ง
"หลีเหอ" ในห้องโดยสารอ้าปากพ่นน้ำขุ่นใส่แสงธนู ทว่าลูกธนูแทงทะลุน้ำขุ่นนั้นไปโดยตรง ก่อนปักเข้ากลางอกของ "หลีเหอ" ประกายเพลิงพลันทะลักขึ้น ราวกับสะเก็ดไฟตกลงในน้ำมัน มันลุกไหม้โหมกระหน่ำขึ้นในชั่วพริบตา
ท่ามกลางเปลวเพลิง ทุกคนเห็นร่างของหลีเหอสั่นกระตุกขณะคลานออกนอกเรือ ดูเหมือนคิดจะคลานลงน้ำ ส่วนคางคก กุ้ง และปูตัวอื่น ๆ บนเรือต่างหนีกระจัดกระจาย ตัวใดถูกเปลวเพลิงลามถึงก็ดูคล้ายได้รับบาดเจ็บ ร่างกระตุกอยู่ครู่หนึ่งก่อนตายลง
ในชั่วขณะนั้น ผู้คนรูปลักษณ์ประหลาดที่ยืนอยู่ริมแม่น้ำต่างเผยสีหน้าตื่นตระหนก
พวกเขาเลี้ยงภูต เพาะแมลง และบงการศพ ไม่ว่าจะดุร้ายเพียงใดเมื่ออยู่บนบก แต่ยามเผชิญสิ่งที่อยู่ในน้ำกลับไม่อาจใช้กำลังได้เต็มที่เสมอ
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังพบว่าจ้าวฟู่อวิ๋นเพียงร่ายเวทลงบนก้านธนู ก็ทำให้นักธนูคนหนึ่งมีพลังถึงเพียงนี้ ความหวาดกลัวจึงผุดขึ้นในใจทันที เพราะพวกเขารู้สึกว่าตนยังสู้สิ่งที่อยู่บนเรือลำนั้นมิได้ด้วยซ้ำ
ท้ายที่สุดหลีเหอบนเรือก็คลานไปไม่ถึงน้ำ ร่างของมันหยุดนิ่งอยู่นอกห้องโดยสาร ก่อนเรือจะลอยตามเกลียวคลื่นลงสู่ปลายน้ำ
เมื่อผู้คนบนฝั่งเห็นลูกธนูดอกเดียวสังหาร "หลีเหอ" ในเรือได้ และเห็นเรือกลับมาล่องตามน้ำเป็นปกติ ต่างก็โห่ร้องด้วยความยินดี เสียงฆ้องกลองดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ
จ้าวฟู่อวิ๋นเพ่งมองผืนน้ำแห่งนี้เช่นกัน เขารู้สึกว่าสายน้ำดูมืดมนจนน่าหวาดหวั่น ราวกับมีดวงตาคู่หนึ่งซ่อนอยู่ใต้น้ำ กำลังจับจ้องผู้คนบนฝั่ง
เหล่าผู้อาวุโสจากศาลบรรพชนใหญ่หลายตระกูลมองเหตุการณ์ในแม่น้ำ บางคนปรบมือ บางคนกลับมีความกังวลฉายอยู่ในดวงตา แต่ไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจาในทางร้าย
ยังมีอีกคนหนึ่งกล่าวขอบคุณจ้าวฟู่อวิ๋น
"ขอบพระคุณอาจารย์ใหญ่จ้าวที่กำจัดปีศาจฝันร้ายในแม่น้ำให้ชาวอำเภอบึงหมอกของเราขอรับ" ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าว
จ้าวฟู่อวิ๋นกลับยิ้มพลางกล่าวว่า "ในเมื่อข้าเป็นศึกษาธิการ อีกทั้งมีหน้าที่พิทักษ์ถิ่นนี้ การกำจัดปีศาจฝันร้ายในแม่น้ำย่อมเป็นเรื่องสมควร"
ผู้อาวุโสอีกหลายคนเงียบงัน ไม่อาจรู้ได้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่
จ้าวฟู่อวิ๋นมิได้ใส่ใจ เพราะเขารู้ถึงความขุ่นข้องในใจของคนเหล่านี้ กระทั่งเข้าใจความเป็นปฏิปักษ์ในใจพวกเขาอย่างชัดเจน เพียงแต่พวกเขาไม่อาจทำอะไรตนได้ หากมองในแง่ส่วนตัว พวกเขาเอาชนะตนมิได้ หากมองในภาพใหญ่ ตัวเขาคือตัวแทนของแคว้นต้าโจว
ในหมู่พวกเขา ผู้ที่กล้าตั้งตนแข็งข้อล้วนตายไปหมดแล้ว
เรื่องบางเรื่องต้องรอให้คนกลุ่มหนึ่งตายไปเสียก่อนจึงจะสงบลงได้ แต่ไม่ว่าในใจพวกเขาจะคิดเช่นไร ก็ทำได้เพียง "โศกเศร้าขุ่นเคือง" และไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้อีก
ผู้คนค่อย ๆ แยกย้ายกันไป ท้องฟ้าเข้าสู่ยามรุ่งสางแล้ว ส่วนจ้าวฟู่อวิ๋นกลับมานานแล้ว
เขานั่งอยู่ในลานเรือน ได้ยินเสียงผู้คนทยอยกลับมาไม่ขาดหู ดูท่าทุกคนคงเคยชินกับเรื่องนี้แล้ว จ้าวฟู่อวิ๋นไม่รู้ว่าในปีก่อน ๆ เป็นเช่นไร จึงมิได้กล่าวสิ่งใด
วันรุ่งขึ้น เขาเดินทางเพียงลำพังมายังหน้าศาลเจ้าเทพเพลิงริมแม่น้ำ เวลานั้นมีคนออกเรือหาปลากันแล้ว
เขาบังเอิญพบคนผู้หนึ่ง จึงถามว่าไม่หวาดกลัวปีศาจฝันร้ายในแม่น้ำหรือ อีกฝ่ายตอบว่า "เมื่อคืนใต้เท้าใช้เวทสังหารปีศาจฝันร้ายไปแล้ว อย่างน้อยภายในหนึ่งปีก็คงไม่มีปีศาจตนใหญ่ปรากฏอีก ส่วนผีตัวเล็กตัวน้อย พวกข้าน้อยเองก็เลี้ยงผีและแมลงอยู่ ขอเพียงระมัดระวังก็พอรับมือได้ขอรับ"
จ้าวฟู่อวิ๋นมิได้กล่าวสิ่งใด เขาเข้าไปตรวจดูในศาลเจ้าเทพเพลิง จากนั้นจึงขอให้ชายที่เพิ่งสนทนาด้วยพายเรือพาตนขึ้นไปทางต้นน้ำ ชายผู้นั้นตอบตกลงอย่างยินดี
"ไม่ทราบว่านายเรือมีนามว่าอะไร เติบโตอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เล็กหรือ?" จ้าวฟู่อวิ๋นถามชายหนุ่มที่กำลังแจวเรือ
เมื่อไปถึงสถานที่แห่งหนึ่ง การทำความคุ้นเคยกับภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมของถิ่นนั้นคือส่วนสำคัญของวิชาแท่นพิธี
"ข้าน้อยมีนามว่าหลีสุ่ยอวิ้น เมียของข้าน้อยเคยมีวาสนาขายโคมสองดวงให้ใต้เท้าขอรับ" ชายหนุ่มกล่าว
"โอ้ ช่างบังเอิญนัก" จ้าวฟู่อวิ๋นประหลาดใจเล็กน้อย
"ใต้เท้าเพิ่งพบข้าน้อยเป็นครั้งแรก แต่ยามอยู่บนแม่น้ำ ข้าน้อยเคยเห็นใต้เท้ามาหลายคราแล้ว ข้าน้อยเติบโตอยู่ในแถบบึงหมอกมาตั้งแต่เล็ก บิดาสอนข้าน้อยจับปลามาตั้งแต่เยาว์วัย จะกล่าวว่าครึ่งหนึ่งของชีวิตข้าน้อยเติบโตอยู่บนแม่น้ำหมอกสายนี้ก็มิผิดขอรับ" หลีสุ่ยอวิ้นกล่าวพลางบังคับเรือ
"เช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าแม่น้ำหมอกสายนี้มีความเป็นมาอย่างไร?" จ้าวฟู่อวิ๋นถาม
จ้าวฟู่อวิ๋นยืนอยู่หัวเรือ ส่วนชายหนุ่มแจวเรืออยู่ท้ายลำ เมื่อได้ยินคำถาม เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "แม่น้ำหมอกมีความเป็นมายาวนาน ก่อนจะมีอำเภอบึงหมอกก็มีแม่น้ำหมอกอยู่แล้ว บิดาผู้ล่วงลับของข้าน้อยเคยเล่าว่า มีตำนานว่าก้นแม่น้ำแห่งนี้มีวังของราชามังกรอยู่ บ้างก็ว่าเงาที่สะท้อนอยู่ในแม่น้ำคือวังบนสวรรค์ขอรับ"
"เล่ากันว่ามันเคยปรากฏให้เห็นครั้งหนึ่ง ดึงดูดเหล่าเซียนมากมายให้มาตรวจดู แต่ไม่มีผู้ใดค้นพบ จึงมีคนกล่าวว่านั่นเป็นเพียงภาพลวงตาขอรับ" หลีสุ่ยอวิ้นกล่าวพลางแจวเรือ
จ้าวฟู่อวิ๋นถามว่า "เจ้ารู้หรือไม่ว่าเรื่องนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด?"
"ได้ยินว่าเป็นสมัยที่ท่านปู่ของข้าน้อยยังเยาว์วัยขอรับ" หลีสุ่ยอวิ้นกล่าวด้วยแววตารำลึกถึงความหลัง
"มีผู้คนมากมายมาที่นี่ เคยมีผู้ใดกล่าวหรือไม่ว่าเหตุใดพลังหยินในแม่น้ำช่วงนี้จึงเข้มข้นถึงเพียงนี้?" จ้าวฟู่อวิ๋นถาม
"ดูเหมือนเคยมีคนกล่าวว่า ในภูเขาแถบนี้มีสุสานของราชาผีอยู่ บ้างก็ว่าทั้งแม่น้ำกลายเป็นเช่นนี้เพราะมีอสรพิษแห่งแดนมรณะตัวหนึ่งร่วงลงมาตายที่นี่ พลังหยินในร่างของมันซึมลึกลงสู่ผืนดิน ทำให้น้ำในแม่น้ำมืดมนและก่อกำเนิดภูตผีขอรับ" หลีสุ่ยอวิ้นกล่าว







