สวี่อิงรีบกล่าว "ขอบคุณสหายเต๋า!"
ฮ่องเต้ชางอู๋กล่าวอย่างมีความหมายลึกซึ้งว่า "เจ้ากับข้าล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน ไยต้องกล่าวขอบคุณด้วย"
สวี่อิงประหลาดใจ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงกล่าวเช่นนั้น
เขายื่นฝ่ามือออกไป ถ้ำสวรรค์ปรมาจารย์นั่วแห่งนั้นก็หมุนวนส่งเสียงวิ้ง เคลื่อนย้ายไปอยู่ด้านหลังของเขา ถ้ำสวรรค์แห่งนี้มีรูปทรงดั่งไท่เก๊ก เชื่อมต่อกับเขตแดนเร้นลับอวี้จิงซึ่งเป็นหนึ่งในหกความลับ
สุดปลายของถ้ำสวรรค์คือกลุ่มสิ่งปลูกสร้างที่ราวกับตำหนักเซียน คล้ายคลึงกับเมืองอวี้จิงของผู้บำเพ็ญเพียรระดับทะยานขึ้นสู่สวรรค์อยู่บ้าง ดังนั้นจึงถูกเรียกว่าโลกหน้าอวี้จิง
เพียงแต่อวี้จิงแห่งนี้ มีความแตกต่างจากเมืองอวี้จิงของผู้บำเพ็ญเพียร และเมืองอวี้จิงของคุนหลุนอยู่บ้าง
ถ้ำสวรรค์หยินหยางสามารถหลอมโอสถเซียนของโลกหน้าอวี้จิง ให้กลายเป็นปราณหยินหยางได้
สวี่อิงเคยสอบถามปู้อีจักรพรรดิบู๊เสิ่นลั่ว จักรพรรดิบู๊กล่าวด้วยตนเองว่าการเบิกแดนวิถีบู๊ ทั้งกายเนื้อ พละกำลัง สัมผัสเทวะ ปราณแท้ และจิตวิญญาณ ล้วนแข็งแกร่งขึ้น ทว่ามีเพียงปราณหยินหยางเท่านั้นที่สู้ผู้บำเพ็ญเพียรที่ฝึกฝนปราณหนัวควบคู่ไปด้วยไม่ได้ จนทำให้ไม่สามารถผ่านด่านทัณฑ์สวรรค์ไปได้ในยามที่ต้องเผชิญหน้ากับมัน
วิถีบู๊ของเขา หลอมปราณหยินหยางไม่ได้ ดังนั้นจึงล้มเหลวในขั้นตอนสุดท้าย
สวี่อิงกระตุ้นถ้ำสวรรค์แห่งนี้ ปราณหยินหยางพลันเพิ่มพูนขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ผ่านไปไม่นาน โอสถเซียนอวี้จิงที่สะสมอยู่ในร่างกายก็ถูกหลอมละลายจนหมดสิ้น!
ปราณหยินหยางในร่างกายของเขาถูกหอคอยสิบสองชั้นดูดซับ และค่อยๆ หลอมรวมเข้าสู่แก่นทองคำ
แก่นทองคำเม็ดนี้อยู่ในจุดปริ่มของการกลายพันธุ์ มันอาจจะทะลวงออกจากรังไหมกลายเป็นผีเสื้อ และกลายสภาพเป็นจิตดั้งเดิมได้ทุกเมื่อ!
ทว่าสวี่อิงยังคงสะกดข่มการกลายพันธุ์ของแก่นทองคำเอาไว้ เขาคิดในใจว่า "ข้ายังขาดถ้ำสวรรค์ปรมาจารย์นั่วอีกสองแห่ง หากสามารถครอบครองหวงถิงและอวี้ฉือ หลอมโอสถเซียนสัมผัสเทวะและปราณแท้เพื่อยกระดับแก่นทองคำได้ แก่นทองคำก็จะสามารถลอกคราบกลายเป็นจิตดั้งเดิมได้อย่างสมบูรณ์แบบ"
การฝึกฝนสิบสองพิชิตจิตดั้งเดิมให้สำเร็จเป็นหนึ่งในเป้าหมายของเขา ในสภาวะท่านอิง เขาก็ฝึกฝนสิบสองพิชิตจิตดั้งเดิมสำเร็จเช่นกัน หากเทียบกับท่านอิงไม่ได้ เช่นนั้นชาตินี้ต่อให้เขาแข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่มีทางเอาชนะคู่ต่อสู้ได้
พิชิตกับพิสูจน์ สิบสองพิชิตจิตดั้งเดิม แท้จริงแล้วคือสิบสองพิสูจน์ นำจิตดั้งเดิมของตนเองไปประทับไว้บนหอคอยสิบสองชั้น เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าความสำเร็จของตนเองได้บรรลุถึงขีดสุดแล้ว!
หากต้องการฝึกฝนให้สำเร็จนั้น ยากเย็นแสนเข็ญ
หากสวี่อิงไม่สามารถค้นหาถ้ำสวรรค์ปรมาจารย์นั่วอีกสองแห่งที่เหลือพบ เช่นนั้นการฝึกฝนตามลำดับขั้นตอน ทำให้โอสถเซียนสัมผัสเทวะและปราณแท้ที่ตนเองหลอมมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ตบะลึกล้ำขึ้นเรื่อยๆ ก็สามารถบรรลุถึงระดับการประทับจิตดั้งเดิมได้เช่นกัน
เพียงแต่วิธีนั้นจะเชื่องช้ากว่ามาก
ฮ่องเต้ชางอู๋เห็นตบะของเขากล้าแข็งขึ้นเรื่อยๆ ในใจก็พึงพอใจยิ่งนัก คิดในใจว่า "มีลูกเขยเช่นนี้ ก็ถือว่าไม่เป็นการลบหลู่เกียรติของฉู่เซียงเซียงแล้ว"
ฉู่เซียงเซียงก็รีบตามมาเมื่อได้ยินข่าว เมื่อเห็นชางอู๋ฟื้นคืนชีพ นางก็รู้สึกยินดียิ่งนักในใจ
ฮ่องเต้ชางอู๋รู้สึกซาบซึ้งใจ จูงมือบุตรสาวเดินไปยังที่ลับตาคน ขอบตาแดงระเรื่อเล็กน้อย พลางกล่าวว่า "เซียงเซียง ช่วงที่ผ่านมาลำบากเจ้าแล้ว"
"ไม่ลำบากเลยเจ้าค่ะ"
ฉู่เซียงเซียงกล่าวพลางยิ้ม "หลายวันนี้ลูกไม่รู้เลยว่ามีความสุขมากเพียงใด"
ฮ่องเต้ชางอู๋อึกอัก กล่าวว่า "เช่นนั้นก็ดี เช่นนั้นก็ดี บางครั้งแต่งที่ฝืนเด็ดก็หวานได้เหมือนกัน..."
ฉู่เซียงเซียงเห็นท่าทีของเขา ก็รู้ว่าเขาเข้าใจผิดไปแล้ว จึงรีบอธิบายว่า "เสด็จพ่อ ไม่ใช่ความสุขอย่างที่ท่านคิดนะเจ้าคะ ลูกกับอาอิ้งเข้ากันได้ดีมาก เขาปฏิบัติต่อลูกอย่างให้เกียรติ และไม่มีการล่วงเกินแต่อย่างใด เขาคุยง่ายมาก เป็นท่านที่เข้าใจเขาผิดไป ตอนที่เขาช่วยชีวิตท่าน เขาไม่ได้เรียกร้องสิ่งใดเกินควรเลย เพียงแค่ใช้วารีสระหยกช่วยชีวิตท่านเอาไว้เท่านั้น"
ฮ่องเต้ชางอู๋ประหลาดใจ "ไม่ได้เรียกร้องสิ่งใดเกินควรจริงๆ หรือ? แล้วที่ไม่เกินควรเล่า?"
ฉู่เซียงเซียงถูกเขาทำให้เขินอายจนใบหน้าแดงก่ำ กล่าวอย่างแง่งอนว่า "ที่ไม่เกินควรก็ไม่มีเจ้าค่ะ!"
ฮ่องเต้ชางอู๋สงสัย "พวกเจ้าชายหญิงอยู่กันตามลำพัง ไม่ได้เกิดเรื่องอะไรขึ้นเลยหรือ?"
ฉู่เซียงเซียงส่ายหน้า เมื่อนึกถึงตอนที่ตนเองเกือบจะจุมพิตสวี่อิง ในใจก็ราวกับมีลูกกระต่ายหลายตัวที่ชอบกระโดดโลดเต้นซ่อนอยู่ มันเต้นตึกตักอย่างรุนแรง
ฮ่องเต้ชางอู๋ครุ่นคิด "แปลกจริง หรือว่าเขาไม่ได้ขู่กรรโชกจักรพรรดิเป่ย? หากไม่ได้ขู่กรรโชกจักรพรรดิเป่ย แล้วเหตุใดจักรพรรดิเป่ยจึงยอมช่วยเขาทำเรื่องมากมายถึงเพียงนี้?"
เขาค่อนข้างไม่เข้าใจ จักรพรรดิเป่ยนั้นเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับหน้าตาอย่างเห็นได้ชัด ย่อมไม่มีทางลดตัวลงมาวิ่งวุ่นจัดการเรื่องต่างๆ ให้สวี่อิงแน่ หรือว่าจักรพรรดิเป่ยจะเปลี่ยนนิสัยไปแล้ว?
ฉู่เซียงเซียงกล่าวด้วยรอยยิ้ม "เสด็จพ่อ หรือว่าจะเป็นไปไม่ได้ที่จักรพรรดิเป่ยชื่นชมอาอิ้ง จึงได้ช่วยเหลือเขามากมายขนาดนี้?"
เมื่อฮ่องเต้ชางอู๋ได้ยินดังนั้น ก็พิจารณานางตั้งแต่หัวจรดเท้า ในใจก็กระจ่างแจ้ง จึงกล่าวกลั้วหัวเราะว่า "เซียงเซียง ถึงแม้เขาจะไม่ได้เรียกร้องสิ่งใดเกินควร แต่กลับทำให้เจ้ามีใจ เทพธิดามีความรัก จะทำให้แม่น้ำเซียงเกิดระลอกคลื่น ระวังแม่น้ำเซียงของเจ้าจะเอ่อล้นจนกลายเป็นภัยพิบัติ เป็นอันตรายต่อราษฎรทั้งสองฝั่งนะ"
ฉู่เซียงเซียงทั้งอายทั้งโกรธ "ไม่ได้เอ่อล้นเสียหน่อย! เสด็จพ่อล้อลูกเล่นอีกแล้ว!" พูดจบ นางก็หันหลังวิ่งไปยังยอดเขาเฟยไหล เพื่อดูจู๋ฉานฉานหลอมของวิเศษ
ฮ่องเต้ชางอู๋หัวเราะฮ่าๆ
โอรสสวรรค์โจวเดินมาตรงหน้าสวี่อิง พิจารณาถ้ำสวรรค์ปรมาจารย์นั่วทั้งสี่ด้านหลังเขา พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม "สหายเต๋าสวี่เชิญพวกเรามา ไม่ทราบว่ามีเรื่องอันใดหรือ?"
สวี่อิงกระตุ้นถ้ำสวรรค์ปรมาจารย์นั่วทั้งสี่ เดินพลังเวท เพียงรู้สึกว่ายามที่ขับเคลื่อนถ้ำสวรรค์ทั้งสี่นี้ นอกเหนือจากถ้ำสวรรค์วังหนีหวานแล้ว ถ้ำสวรรค์อีกสามแห่งที่เหลือล้วนไม่ค่อยดั่งใจเท่าใดนัก
เมื่อก่อนเขาจำเคล็ดวิชาบรรพชนไม่ได้ จึงยังไม่รู้สึกอันใด ทว่ายามนี้เมื่อนึกถึงเคล็ดวิชาบรรพชนวังหนีหวานออก ก็ตระหนักได้ว่าถ้ำสวรรค์ที่ปราศจากเคล็ดวิชาบรรพชน ยามขับเคลื่อนมักจะมีความติดขัดอยู่มาก
"ที่เชิญทุกท่านมา ย่อมต้องเป็นเพราะเรื่องการควบคุมวิถีสวรรค์ เพื่อช่วยเหลือพวกท่านข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์ และกลายเป็นเซียนบนโลกมนุษย์"
สวี่อิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม "ตอนที่อยู่บนเขาคุนหลุนข้ายังไม่มีความมั่นใจมากนัก แต่เมื่ออยู่ที่นี่ ข้ามีความมั่นใจถึงเจ็ดแปดส่วนแล้ว ว่าจะสามารถทำให้พวกท่านผ่านด่านทัณฑ์สวรรค์ไปได้อย่างปลอดภัย"
โอรสสวรรค์โจวอดไม่ได้ที่จะมือสั่นเล็กน้อย จิตใจตื่นเต้น ราชครูเจียงเองก็ยากจะระงับความตื่นเต้นในใจได้ เอ่ยปากว่า "สหายเต๋าสวี่..."
น้ำเสียงของเขาแหบพร่า รู้ตัวว่าเพราะความตื่นเต้นจึงทำให้คอแห้งผาก จึงรีบกระแอมไอสองครั้ง ถึงได้ตั้งสติกลับมาได้ แล้วกล่าวว่า "หรือว่าสหายเต๋าสวี่จะสามารถควบคุมวิถีสวรรค์ได้จริงๆ?"
เขาเคยเห็นภาพเหตุการณ์ที่สวี่อิงกระตุ้นกระบี่ลงทัณฑ์สวรรค์มาก่อน ย่อมล่วงรู้ถึงความร้ายกาจของสวี่อิงดี
เพียงแต่เรื่องการควบคุมวิถีสวรรค์นั้นเป็นเรื่องที่น่าตกตะลึงจนเกินไป ต่อให้เขาจะเคยเห็นสวี่อิงใช้วิชาเทวะวิถีสวรรค์มาก่อน ก็ยังยากที่จะเชื่ออยู่ดี
สวี่อิงยิ้มบางๆ ยกฝ่ามือขึ้น กลางอากาศพลันปรากฏอักขระวิถีสวรรค์อันวิจิตรงดงามขึ้นมาทีละตัว!
ด้านหลังของเขา ร่างจำแลงวิถีสวรรค์อันสูงตระหง่านค่อยๆ ลุกขึ้นยืน กลิ่นอายวิถีสวรรค์อันบ้าคลั่งอัดแน่นไปทั่วทั้งสี่ทิศในทันที ราวกับเทพราชาผู้องอาจ!
กลิ่นอายวิถีสวรรค์ที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างจำแลงวิถีสวรรค์องค์นี้ ถึงขั้นส่งผลกระทบต่อสติสัมปชัญญะของโอรสสวรรค์โจวและราชครูเจียง!
ทั้งสองจำต้องรวบรวมสมาธิ ด้านหลังของโอรสสวรรค์โจวปรากฏถ้ำสวรรค์หวงถิงขึ้นมา เพื่อเสริมสร้างสัมผัสเทวะให้แข็งแกร่ง และต่อต้านกลิ่นอายวิถีสวรรค์ขุมนี้
โอรสสวรรค์โจวตกตะลึงอย่างบอกไม่ถูก ตอนที่อยู่บนเขาคุนหลุน สวี่อิงยังต้องอาศัยไข่มุกจันทราขุนเขาแม่น้ำทั้งยี่สิบสี่เม็ดมาจัดวางปะรำพิธีวิถีสวรรค์ เพื่อใช้ร่างจำแลงวิถีสวรรค์ภายในปะรำพิธี
เนื่องจากผลสะท้อนกลับของวิถีสวรรค์ ไข่มุกจันทราขุนเขาแม่น้ำจึงทนรับไว้ได้ไม่นานนัก ก็จะเต็มไปด้วยรอยร้าว ในตอนนั้น โอรสสวรรค์โจวยังสามารถประลองฝีมือกับสวี่อิงได้อยู่
ทว่าตอนนี้ สวี่อิงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาของวิเศษใดๆ ก็สามารถกางปะรำพิธีวิถีสวรรค์ออกมาได้ ทั้งร่างจำแลงวิถีสวรรค์ที่ใช้ออกมาก็ยังแข็งแกร่งกว่าตอนนั้นเสียอีก!
มาถึงตอนนี้ เขาไม่สามารถเทียบชั้นกับสวี่อิงได้อีกต่อไปแล้ว
"ถ้ำสวรรค์ปรมาจารย์นั่ว ยอดเยี่ยมเหนือธรรมดาจริงๆ ยกระดับขึ้นมาได้มากเหลือเกิน" โอรสสวรรค์โจวแอบอิจฉาอยู่ในใจ
สวี่อิงสลายร่างจำแลงวิถีสวรรค์ พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม "อักขระวิถีสวรรค์ที่ข้ารู้จัก ก็มีไม่มากนักหรอก ทว่าทวยเทพในโลกแห่งวิถีสวรรค์ที่รู้จักอักขระวิถีสวรรค์ ล้วนมีไม่มากเท่าข้า"
ราชครูเจียงยากจะปกปิดความสะท้านไหวในใจได้ พึมพำว่า "มนุษย์เดินดิน สามารถควบคุมวิถีสวรรค์ได้จริงๆ หรือ?"
โอรสสวรรค์โจวกล่าวกลั้วหัวเราะ "หลังจากผ่านพ้นเรื่องการฝ่าทัณฑ์สวรรค์ของสวีฝู ข้าก็ไม่เหลือความเพ้อฝันเกี่ยวกับการฝ่าทัณฑ์สวรรค์เพื่อทะยานขึ้นสู่เบื้องบนอีกแล้ว แต่หากสหายเต๋าสวี่สามารถควบคุมวิถีสวรรค์ ทำให้พวกเรากลายเป็นเซียนบนโลกมนุษย์ได้ เช่นนั้นจะทะยานขึ้นสู่เบื้องบนหรือไม่ จะเป็นไรไป?"
เมื่อเขานึกถึงการฝ่าทัณฑ์สวรรค์ของสวีฝู ในใจก็พลันสิ้นหวัง ทว่าการที่สวี่อิงควบคุมวิถีสวรรค์ได้ กลับนำพาความหวังใหม่มาให้แก่เขา
สวี่อิงกล่าว "ความทรงจำของข้าถูกผนึก จำเป็นต้องได้เห็นอักขระวิถีสวรรค์ก่อน จึงจะสามารถจดจำความหมายของอักขระเหล่านี้ได้ ทั้งยังมีอักขระวิถีสวรรค์บางตัว ที่ข้าในชาติก่อนก็ยังไม่เคยทำความเข้าใจมาก่อน ก็จำเป็นต้องเริ่มทำความเข้าใจใหม่ตั้งแต่ต้น หลายปีมานี้ อักขระวิถีสวรรค์ที่ข้าเคยสัมผัส มีเพียงหกร้อยยี่สิบเอ็ดชนิดเท่านั้น น่าจะยังห่างไกลจากการควบคุมทัณฑ์สวรรค์อยู่อีกมาก"
ราชครูเจียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "หากต้องการให้เทพสวรรค์ปรากฏตัว ไม่บวงสรวงสวรรค์ ก็ต้องฝ่าทัณฑ์สวรรค์ ต้าโจวของพวกเราสามารถบวงสรวงเทพสวรรค์ เพื่อให้เทพสวรรค์ลงมาจุติบนโลกมนุษย์ได้ ด้วยความแข็งแกร่งของต้าโจวในตอนนี้ การฉวยโอกาสจับกุมเทพสวรรค์ในยามที่เทพสวรรค์ลงมาจุติ ย่อมไม่ใช่เรื่องยากอันใด"
โอรสสวรรค์โจวพยักหน้าเบาๆ พลางกล่าว "การจับกุมเทพสวรรค์ถือเป็นหนทางหนึ่ง แต่หากจับมากเกินไป ก็จะถูกล่วงรู้ และไม่ยอมลงมายังโลกเบื้องล่างง่ายๆ อีก หนำซ้ำยังอาจจะประทานทัณฑ์สวรรค์ลงมาให้โลกหยวนโซ่วด้วย"
ราชครูเจียงแววตาเป็นประกายวูบวาบ กล่าวว่า "ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้หนทางที่สอง นั่นคือการฝ่าทัณฑ์สวรรค์ ในระหว่างกระบวนการฝ่าทัณฑ์สวรรค์ บางครั้งก็จะมีเทพสวรรค์ปรากฏตัวออกมา เพื่อลงทัณฑ์แทนทัณฑ์สวรรค์"
โอรสสวรรค์โจวขมวดคิ้ว "การลงทัณฑ์แทนทัณฑ์สวรรค์ โดยทั่วไปแล้วมักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ทำบาปหนาและชั่วช้าสามานย์ อีกทั้ง ผู้ที่ฝ่าทัณฑ์สวรรค์จะต้องตายอย่างแน่นอน"
ราชครูเจียงกล่าว "กวาดล้างราษฎรทั้งเมืองทั้งแคว้น การฝ่าทัณฑ์สวรรค์ก็สามารถดึงดูดให้เทพสวรรค์ลงมาลงทัณฑ์ได้แล้ว ขุนนางในราชสำนักของพวกเรา มีคนเช่นนี้อยู่ไม่น้อย กระหม่อมยินดีเป็นตัวแทนไปเกลี้ยกล่อมพวกเขา ให้พวกเขาเป็นผู้ฝ่าทัณฑ์สวรรค์"
โอรสสวรรค์โจวรู้สึกโกรธเคืองในใจ "ความหมายของเจ้าคือ จะให้เจิ้นออกคำสั่ง ให้พวกเขาไปตายงั้นหรือ? พวกเขาล้วนเป็นขุนนางที่มีความดีความชอบ ต่อให้พวกเขาจะเข่นฆ่าล้างเมืองล้างแคว้น ก็เป็นเพราะเจิ้นสั่งให้เข่นฆ่าล้างเมืองล้างแคว้น! หากเจิ้นให้พวกเขาไปฝ่าทัณฑ์สวรรค์ แล้วเจิ้นจะซื้อใจคนทั้งแผ่นดินได้อย่างไร?"
ราชครูเจียงค้อมกายกล่าว "เพื่อมหาภารกิจอันยิ่งใหญ่ พวกเขาจำเป็นต้องเสียสละ"
โอรสสวรรค์โจวกล่าวเสียงเย็น "ไม่ได้เสียสละเจ้านี่ เจ้าก็ย่อมพูดได้ง่ายๆ สิ!"
ราชครูเจียงมีสีหน้าเรียบเฉย กล่าวว่า "บาปกรรมของพวกเขา เทียบกับกระหม่อมไม่ได้เลยแม้แต่น้อย กระหม่อมทำเพื่อมหาภารกิจของฝ่าบาท กวาดล้างสรรพชีวิตในจักรวาลแห่งหนึ่งไป ถือเป็นบาปหนาและชั่วช้าสามานย์นัก รอจนพวกเขาฝ่าทัณฑ์สวรรค์เสร็จสิ้น กระหม่อมก็จะฝ่าทัณฑ์สวรรค์เช่นกัน ถึงตอนนั้นย่อมดึงดูดเทพสวรรค์ลงมาได้มากขึ้น"
โอรสสวรรค์โจวโกรธจนพูดไม่ออก "เจ้า เจ้า..."
ราชครูเจียงกล่าว "วิถีสวรรค์ไร้ความปรานี มีเพียงผู้ที่ไร้ความปรานีเท่านั้น จึงจะสามารถต่อกรกับสวรรค์ได้ ผู้มีปัญญาตัดขาดความรู้สึก จึงจะสามารถบรรลุถึงขั้นสุดยอดแห่งปัญญาได้ แม้แต่ตนเอง ก็ยังเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง"
โอรสสวรรค์โจวลังเลตัดสินใจไม่ได้
เวลานี้ ฮ่องเต้ชางอู๋เดินเข้ามา กล่าวด้วยรอยยิ้ม "เทพสวรรค์ลงมายังโลกเบื้องล่างแล้ว พวกเจ้าไยต้องฝ่าทัณฑ์สวรรค์เพื่อดึงดูดเทพสวรรค์ด้วยเล่า? ไปตามหาพวกเขาตามโลกต่างๆ โดยตรงเลยก็สิ้นเรื่อง"
สวี่อิง โอรสสวรรค์โจว และเจียงฉีรู้สึกหวั่นไหวในใจเล็กน้อย พร้อมใจกันหันไปมองเขา
ฮ่องเต้ชางอู๋กล่าวกลั้วหัวเราะ "หลายปีมานี้ชายชราอย่างข้าตายแต่ยังไม่ดับสูญ ความเคลื่อนไหวในสรรพจักรวาล ล้วนไม่อาจรอดพ้นสายตาและหูของข้าไปได้ เมื่อไม่นานมานี้ มีเทพสวรรค์จำนวนมากลงมายังโลกเบื้องล่าง ร่วงหล่นลงไปในโลกต่างๆ สร้างความเดือดร้อนอย่างใหญ่หลวง หากพวกเจ้าต้องการตามหาเทพสวรรค์ ก็ไม่จำเป็นต้องฝ่าทัณฑ์สวรรค์ และไม่ต้องสังเวยใดๆ ไปตามหาพวกเขาในโลกเหล่านั้นก็พอแล้ว"
สวี่อิงประหลาดใจกล่าว "เทพสวรรค์เหล่านี้ เหตุใดจู่ๆ จึงลงมายังโลกเบื้องล่างขนานใหญ่เช่นนี้?"
เขาพลันนึกถึงเทพสวรรค์เทียนจี๋ที่ออกโรงแทนเป่ยเฉินจื่อและอวี้ถังผู้นั้น ก็จู่ๆ ลงมายังโลกเบื้องล่าง และถูกตนเองสังหารไปเช่นกัน
ฮ่องเต้ชางอู๋ส่ายหน้า "ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน"
เขารู้สึกฉงนใจยิ่งนัก การที่เทพสวรรค์ของโลกแห่งวิถีสวรรค์ลงมายังโลกเบื้องล่าง ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เห็นได้ชัดว่าโลกเบื้องล่างเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น บีบบังคับให้เทพสวรรค์เหล่านี้จำต้องลงมา
แต่ทว่า หลังจากเทพสวรรค์เหล่านี้ลงมาแล้ว กลับวิ่งวุ่นไปตามจักรวาลต่างๆ ไม่มีท่าทีว่าจะทำธุระปะปังอันใดเลยแม้แต่น้อย ทำให้เขาค่อนข้างไม่เข้าใจ
สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ วันนั้นตอนที่มหาจักรพรรดิเป่ยอินใช้ศิลาสามภพช่วยสวี่อิงคลายผนึกความทรงจำ ย้อนกลับไปถึงเมืองเฉาเกอ ได้ถูกตัวตนอันเก่าแก่แห่งแดนเซียนที่เป็นผู้ลงทัณฑ์ผนึกเอาไว้ล่วงรู้เข้า จึงสั่งการให้กรมอัสนีเพลิงและเทพสวรรค์ในสังกัดลงมายังโลกเบื้องล่างเพื่อจับกุมสวี่อิง
แต่ใครจะคาดคิดว่าขุนนางเซียนของกรมอัสนีเพลิงจะหลบหนีไปตั้งนานแล้ว เมื่อไร้ซึ่งผู้ดูแล จึงทำให้เทพสวรรค์ไร้ซึ่งการควบคุม ลงมาจุติบนโลกมนุษย์ และก่อกรรมทำเข็ญไปทั่ว
พวกเขากระจายตัวกันไปสี่ทิศทาง กลับกลายเป็นการเปิดโอกาสให้พวกสวี่อิงได้ตามทำลายไปทีละคน
"เทพสวรรค์เหล่านี้หนีไปยังโลกต่างๆ แล้ว หากต้องการตามหาพวกเขา ก็ไม่ใช่เรื่องยากอันใด"
ฮ่องเต้ชางอู๋กล่าว "พวกเจ้าสามารถเดินทางไปยังโลกต่างๆ ผ่านทางหุบเขาชางอู๋ได้ ข้าจะเป็นคนนำทางให้พวกเจ้าเอง"
เขาลังเลเล็กน้อย กล่าวว่า "เพียงแต่ข้าเองก็ไม่อาจอยู่ที่นี่ได้นานนัก เรื่องที่ข้าฟื้นคืนชีพ เกรงว่าอีกไม่นานคงจะสะเทือนไปถึงเบื้องบน อีกไม่นาน ก็คงจะมียอดฝีมือจากเบื้องบนลงมาตรวจสอบ ข้าจำเป็นต้องรีบย้ายหุบเขาชางอู๋ไปโดยเร็วที่สุด และซ่อนรอยแยกแห่งจักรวาลนี้เอาไว้"
หากฮ่องเต้ชางอู๋ซ่อนหุบเขาชางอู๋เอาไว้ เช่นนั้นการเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างสรรพจักรวาล เกรงว่าคงจะยากลำบากขึ้นบ้างแล้ว
เขาหันไปมองโอรสสวรรค์โจว
โอรสสวรรค์โจวกล่าวอย่างเด็ดขาด "สหายเต๋าสวี่วางใจเถิด ทหารหาญแห่งต้าโจวของข้า จะรีบตามหาเทพสวรรค์เหล่านี้ให้พบโดยเร็วที่สุด"
สวี่อิงพยักหน้าเบาๆ
โอรสสวรรค์โจวออกจากแดนลับชางอู๋ทันที เดินทางกลับฮ่าวจิง เรียกประชุมขุนนางบุ๋นบู๊ รวบรวมทหารหาญสามพันนาย เคลื่อนทัพอย่างยิ่งใหญ่เข้าสู่หุบเขาชางอู๋
ฮ่องเต้ชางอู๋คอยชี้แนะเส้นทางให้พวกเขา ส่งทหารหาญเหล่านี้เข้าไปยังจักรวาลต่างๆ
"สหายเต๋าชางอู๋ ท่านรู้หรือไม่ว่าป้ายคำสั่งนี้คือสิ่งใด?" สวี่อิงหยิบป้ายหยกที่สลักอักษรคำว่า "หยวนโซ่ว" ออกมา พลางเอ่ยถาม
ป้ายคำสั่งชิ้นนี้เป็นสิ่งที่เขาค้นพบจากศพของเทพสวรรค์เทียนจี๋ หลังจากที่เขาสังหารอีกฝ่ายไป คิดว่าฮ่องเต้ชางอู๋ผู้มีความรู้กว้างขวาง น่าจะจำมันได้
ฮ่องเต้ชางอู๋รับมาถือไว้ในมือ พิจารณาดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็จำไม่ได้เช่นกัน จึงส่ายหน้ากล่าว "ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน"
เขาส่งยันต์เซียนลงสู่โลกมนุษย์คืนให้สวี่อิง หันไปมองฉู่เซียงเซียงที่กำลังช่วยจู๋ฉานฉานหลอมของวิเศษอยู่บนยอดเขาเฟยไหล พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม "สหายเต๋าสวี่คิดว่าบุตรสาวของข้าเป็นอย่างไรบ้าง?"
สวี่อิงประหลาดใจ นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เขาถามตนเองว่าฉู่เซียงเซียงเป็นอย่างไรบ้าง คิดในใจว่า "คำศัพท์ที่ข้าเรียนรู้มาจากท่านเจ็ด โดยพื้นฐานแล้วก็ใช้ไปหมดแล้ว หากเขายังซักไซ้ไล่เลียงอีก ก็จะพบว่าข้าเองก็เป็นพวกไร้การศึกษา แล้วจะทำอย่างไรดี?"
แม้เขาจะมีอายุขัยยืนยาว ทว่าเวลาส่วนใหญ่กลับถูกปล่อยให้ผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ หากไม่เลี้ยงวัวก็เลี้ยงแกะ หรือไม่ก็เป็นบุตรชายพ่อค้า ไม่เคยเป็นผู้คงแก่เรียนมาก่อน
การฟื้นฟูความทรงจำในครั้งนี้ เขาพยายามเรียนรู้ตามหยวนชีอย่างหนัก แต่ถึงอย่างไรสิ่งที่เรียนรู้มาก็มีจำกัด ไม่อาจแสร้งทำตัวเป็นบัณฑิตได้
โชคดีที่ฮ่องเต้ชางอู๋ไม่ได้ซักไซ้ต่อ กล่าวว่า "เมื่อเจ็ดหมื่นกว่าปีก่อน ตอนนั้นข้าเป็นเทพสัตย์ซื่อผู้ดูแลการไปมาหาสู่ระหว่างสองโลกหยินหยาง ได้รับความไว้วางใจจากแดนเซียนเป็นอย่างมาก วันหนึ่งข้าได้รับบัตรเชิญจากสหายเก่าแห่งแดนเซียนผู้หนึ่ง จึงเดินทางไปร่วมงานที่แดนเซียน ทว่ายามที่ข้ากลับมายังหุบเขาชางอู๋ กลับถูกดักซุ่มโจมตี ศึกในครั้งนั้น ข้าต่อสู้อย่างยากลำบากยิ่งนัก หลังจากขับไล่ศัตรูตัวฉกาจไปได้ ถึงได้พบว่า บริเวณแม่น้ำเซียงเต็มไปด้วยซากศพ"
เขาเหม่อลอยไปชั่วขณะ
ผ่านไปครู่หนึ่ง ฮ่องเต้ชางอู๋ก็กล่าวต่อ "ข้าถึงได้รู้ว่า ตอนที่ข้าต่อกรกับศัตรูนั้น ได้ทำเรื่องผิดพลาดครั้งใหญ่ลงไปแล้ว ราษฎรนับไม่ถ้วนในบริเวณแม่น้ำเซียงทั้งหมด ต้องมาตายเพราะข้า ข้าล่องลอยอยู่ที่นั่น นำซากศพนับไม่ถ้วนจมลงสู่หุบเหวลึก เพื่อฝังพวกเขา ท่ามกลางซากศพ ข้าพบทารกหญิงคนหนึ่งที่ยังอยู่ในห่อผ้า กลับรอดชีวิตจากสงครามเทพมาได้"
สวี่อิงชะงักไปเล็กน้อย "ทารกหญิงคนนี้ก็คือเซียงเซียงหรือ?"
ฮ่องเต้ชางอู๋พยักหน้า "ข้าใช้ฉู่เป็นแซ่ ใช้แม่น้ำเซียงเป็นชื่อ ตั้งชื่อให้นางว่าฉู่เซียงเซียง และรับเป็นบุตรสาว ข้าเก็บเซียงเซียงไว้ข้างกาย เข้าฝันสรรพชีวิตในสรรพจักรวาล ให้พวกเขาบวงสรวงธิดาแห่งหุบเหวลึกเทพธิดาแห่งแม่น้ำเซียง ในที่สุด กายเนื้อของเซียงเซียงก็บำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์ ภายหลังนางมีวิชาเทวะ คอยปกครองแม่น้ำเซียง เป็นที่รักใคร่ของผู้คน ตบะก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ"
สวี่อิงหวั่นไหวในใจเล็กน้อย กายเนื้อบรรลุเทพของฉู่เซียงเซียง คล้ายคลึงกับเทพยดาของเผ่าปีศาจอยู่บ้าง เทพยดาเองก็เป็นเช่นนี้ในยามที่มีชีวิตอยู่ ยอมรับการเซ่นไหว้บูชาจากราษฎร ค่อยๆ บำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นเทพ
เพียงแต่ ฉู่เซียงเซียงกลับยอมรับเครื่องหอมเซ่นไหว้ตั้งแต่ยังเป็นเพียงมนุษย์เดินดิน ค่อยๆ กลายเป็นเทพเจ้าที่ครอบครองอักขระวิถีสวรรค์!
"นางไม่เคยรู้เลยว่า ข้าคือศัตรูที่ทำให้นางต้องบ้านแตกสาแหรกขาด นางมักจะคิดอยู่เสมอว่า ข้าคือเสด็จพ่อของนาง"
ฮ่องเต้ชางอู๋กล่าว "เมื่อเจ็ดหมื่นกว่าปีก่อน คนที่มาดักซุ่มโจมตีข้าในหุบเขาชางอู๋ แปลกประหลาดยิ่งนัก"
สวี่อิงกล่าว "คนที่เชิญท่านไปเป็นแขกที่แดนเซียน ไม่แปลกประหลาดยิ่งกว่าหรือ?"
ร่างของฮ่องเต้ชางอู๋สั่นสะท้านเล็กน้อย หันกลับมามองเขา ผ่านไปครู่หนึ่งก็กล่าวว่า "เซียงเซียงคือแก้วตาดวงใจของข้า สหายเต๋าสวี่ต้องดีต่อนางให้มากนะ"
สวี่อิงรับคำ ทว่ากลับรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
เวลานี้ โอรสสวรรค์โจวรีบพุ่งทะยานเข้ามา พลางกล่าวว่า "พี่สวี่ พวกเราพบร่องรอยของเทพสวรรค์เทียนเต๋อในโลกชูหยวนแล้ว!"







