สวี่อิงลูบใบหน้าตัวเอง ไม่รู้ว่าน้ำตาอาบแก้มตั้งแต่เมื่อใด
"บางที บนโลกนี้อาจมีคนที่มองเห็นอนาคตได้จริงๆ" เขาคิดในใจเงียบๆ
ฉู่เซียงเซียงและจู๋ฉานฉานเห็นเขาน้ำตานองหน้าก็ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น ทว่าหยวนชีกลับใช้หางเกี่ยวหัวไหล่เขาไว้แล้วตบเบาๆ เพื่อเป็นการปลอบโยน
สวี่อิงเอ่ยเสียงแผ่ว "ท่านเจ็ด ข้านึกถึงท่านพ่อท่านแม่ขึ้นมาได้แล้ว เพียงแต่เป็นแค่เศษเสี้ยวความทรงจำเท่านั้น"
หยวนชีหัวเราะ "นี่เป็นเรื่องดี ผนึกของแดนเซียนที่มีต่อเจ้าอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ ยิ่งเจ้าจำได้มากเท่าไร เจ้าก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น"
สวี่อิงพยักหน้าเบาๆ
ในเวลานี้ มีเพียงงูใหญ่ที่อยู่เคียงข้างเขามานานที่สุดตัวนี้เท่านั้นที่เข้าใจเขามากที่สุด ล่วงรู้ถึงความเศร้าโศกของเขา และสามารถเยียวยาความเจ็บปวดในใจเขาได้
สวี่อิงหยิบกระดาษแผ่นที่สองที่จู๋ฉานฉานเขียนขึ้นมา บนกระดาษเขียนบทสัมผัสของเจียงกง
เขาอ่านอย่างละเอียด ทว่าครั้งนี้กลับไม่ได้เข้าสู่ความทรงจำของที่ราบตระกูลสวี่อีก
สวี่อิงวางกระดาษแผ่นนี้ลง หยิบบทสัมผัสหวงถิงขึ้นมา อ่านไปหนึ่งรอบ ก็ยังคงนึกถึงเคล็ดวิชาบรรพชนของหวงถิงไม่ออก
เขาอ่านเนื้อหาบนกระดาษแผ่นอื่นๆ อีกหลายแผ่นจนจบ ก็ยังจำเคล็ดวิชาบรรพชนของอวี้ฉี อวี้จิง และยงเฉวียนไม่ได้เช่นกัน
"ดูเหมือนว่าการที่ข้าบังเอิญนึกถึงเคล็ดวิชาบรรพชนวังหนีหวานได้ เป็นเพียงเพราะความทรงจำในชาติแรกเริ่มคลายตัวลงเท่านั้น"
สวี่อิงวางบทสัมผัสเหล่านี้ลงด้วยความรู้สึกหม่นหมอง เดิมทีเขาคิดว่าจะสามารถนึกถึงรายละเอียดเกี่ยวกับท่านพ่อท่านแม่ได้มากกว่านี้
"ข้าก็ยังคงมองใบหน้าของพวกเขาไม่ชัดอยู่ดี..."
ในภาพความทรงจำที่เขานึกออก ใบหน้าของท่านพ่อท่านแม่ล้วนว่างเปล่า ผนึกที่พุ่งเป้าไปยังชาติแรกของเขายังคงส่งผลกระทบต่อเขาอยู่
"ท่านเจ็ด ฉานฉาน ข้าจำเคล็ดวิชาบรรพชนที่เกี่ยวกับวังหนีหวานได้แล้ว หากจะฝึกฝน พวกท่านจำต้องตัดถ้ำสวรรค์วังหนีหวานที่ฝึกสำเร็จแล้วทิ้งไป แล้วเริ่มฝึกใหม่ตั้งแต่ต้น" สวี่อิงกล่าว
หยวนชีและจู๋ฉานฉานต่างลังเลเล็กน้อย พวกเขาต้องผ่านความยากลำบากมาตั้งมากมายกว่าจะฝึกฝนมาถึงระดับนี้ได้ การตัดทิ้งเพื่อฝึกใหม่ หนึ่งคืออันตราย สองคือเสียเวลาและสิ้นเปลืองแรงกาย
หากเป็นถ้ำสวรรค์ที่ปลูกถ่ายมา เมื่อถูกตัดทิ้งอย่างมากก็แค่ส่งผลต่อระดับพลังฝึกตน แต่ถ้ำสวรรค์ที่ตนเองเบิกขึ้นมาหากถูกตัดทิ้ง ย่อมเป็นอันตรายถึงชีวิต
หยวนชีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ชำเลืองมองหญ้าบนหลุมศพที่ควบคุมกายเนื้อของฮ่องเต้ชางอู๋ แล้วมองดูระฆังใหญ่ที่สามารถบินไปถึงรอยแยกของแดนเซียนได้ ในที่สุดก็ตัดสินใจแน่วแน่และกล่าวว่า "อาอิ้ง ข้าจะตัดทิ้งแล้วฝึกใหม่!"
สวี่อิงพยักหน้าเบาๆ หันไปมองจู๋ฉานฉาน
จู๋ฉานฉานลุกลี้ลุกลนเล็กน้อย กล่าวว่า "ข้าฝึกจนสำเร็จเป็นหยวนเสินแล้ว ตอนนี้อยู่ในระดับขั้นทะยานขึ้น หลอมรวมโอสถเซียนในร่างกายไปไม่รู้ตั้งเท่าไร หากตัดถ้ำสวรรค์หนีหวานทิ้งไป ก็จะไม่สามารถเบิกถ้ำสวรรค์ขึ้นมาใหม่ได้อีก"
สวี่อิงหัวเราะ "ข้าครอบครองถ้ำสวรรค์ปรมาจารย์นั่ว สามารถดึงไฟเซียนมาหลอมระดับพลังฝึกตนของเจ้าให้กลายเป็นเถ้าถ่านได้"
จู๋ฉานฉานกัดฟัน เดิมทีนางเหาะข้ามไปยังโลกหน้าเพื่อขโมยโอสถเซียน ภายในร่างกายสะสมโอสถเซียนไว้เป็นจำนวนมาก ที่สามารถฝึกฝนมาถึงขั้นทะยานขึ้นได้อย่างรวดเร็วในตอนนี้ ก็อาศัยพลังของโอสถเซียนในร่างกายนี่แหละ
หากต้องสลายระดับพลังเพื่อเริ่มฝึกใหม่ตั้งแต่ขั้นเคาะด่านที่สอง นอกจากจะสูญเสียโอสถเซียนไปมากมายแล้ว ยังอันตรายมากอีกด้วย
นางลังเลและขัดขืนอยู่ภายในใจ มองไปทางหยวนชีแล้วกล่าวว่า "รอให้ท่านเจ็ดตัดทิ้งแล้วฝึกใหม่ ถ้าไม่ตายค่อยว่ากัน!"
หยวนชีแค่นเสียงฮึดฮัด
สวี่อิงหัวเราะ "เรื่องนี้ง่ายมาก ท่านระฆัง ท่านเตรียมตัวให้พร้อม ท่านเจ็ด ท่านเร่งเร้าถ้ำสวรรค์วังหนีหวานขึ้นมา"
หยวนชีทำตามคำกล่าว เร่งเร้าถ้ำสวรรค์วังหนีหวานขึ้นมา นึกไม่ถึงว่าถ้ำสวรรค์แห่งนี้เพิ่งจะถูกเร่งเร้า ก็เห็นแสงกระบี่สายหนึ่งสว่างวาบ ถ้ำสวรรค์วังหนีหวานล่องลอยร่วงหล่นลงไปในหุบเขาชางอู๋ของสรรพจักรวาลโลกหนึ่ง แล้วหายลับไป
พลังเวทของหยวนชีสูญเสียการควบคุมในทันที ร่างกายปรากฏร่างจริงขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ กลายเป็นสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ยาวสี่ถึงห้าร้อยจั้ง หมอบคลานราวกับเทือกเขา ดิ้นรนอย่างเจ็บปวดทรมาน!
กายเนื้อของเขากลายเป็นแข็งแกร่งอย่างยิ่งยวดแล้ว เกล็ดบนร่างราวกับเกล็ดของมังกรเทพ มีรูปลักษณ์แห่งมรรคากำเนิดขึ้นตามธรรมชาติ ปลุกพลังสายเลือดโบราณให้ตื่นขึ้น เพียงแค่ขยับตัวเล็กน้อย ก็ทำให้ฟ้าดินสั่นสะเทือน
เดิมทีเขาก็เป็นสัตว์ยักษ์โบราณอยู่แล้ว อีกทั้งยังเป็นผู้บำเพ็ญเพียรเผ่าปิศาจ พลังเวทจึงล้ำลึกกว่าคนปกติทั่วไปมากนัก
โดยเฉพาะเขาทั้งสองของเขา พลังหยินหยางหมุนวนภายใต้ความเจ็บปวดแสนสาหัส ก่อตัวเป็นลวดลายไท่จี๋ แสงลี้ลับสายหนึ่งพุ่งทะลวงเข้าไปในหุบเขาชางอู๋ ทำให้สองฝั่งของหุบเหวลึกเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง!
ระฆังใหญ่บินออกมาในจังหวะนี้พอดี ลอยเด่นอยู่เหนือหัวของเขา เสียง 'ตัง' ดังกึกก้อง รูปลักษณ์แห่งมรรคาซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ พรั่งพรูเข้าสู่ร่างกายของหยวนชี
พลังหยินหยางบนหัวของหยวนชีพุ่งเข้าปะทะกับเสียงระฆัง กระแทกจนระฆังใหญ่สั่นไหวเล็กน้อย
ระฆังใหญ่ตกใจในใจ "เจ้าหนูหยวนชีนี่ ไม่นึกเลยว่าจะเก่งกาจถึงเพียงนี้แล้ว!"
เมื่อครู่นี้มันกังวลว่าหยวนชีจะได้รับบาดเจ็บ เมื่อเห็นเช่นนี้ก็วางใจลง เสียงระฆังดังกังวาน ในที่สุดก็สามารถสะกดพลังเวทที่พลุ่งพล่านในร่างของหยวนชีเอาไว้ได้
หยวนชีหอบหายใจแฮ่กๆ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงสามารถควบคุมพลังเวทให้มั่นคงได้ หดร่างจริงกลับมา กลายเป็นขนาดปกติ
สวี่อิงถ่ายทอดเคล็ดวิชาบรรพชนของเคล็ดอายุวัฒนะหนีหวานให้หยวนชีต่อหน้าทุกคน จากนั้นก็อธิบายอย่างละเอียดลึกซึ้งแต่เข้าใจง่าย ทั้งที่เป็นเคล็ดวิชาที่ลึกล้ำและพิสดารอย่างยิ่ง ทว่าเมื่อออกจากปากของเขา กลับกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายดายและถูกถ่ายทอดออกมาอย่างลื่นไหล
ไม่นานนัก แม้กระทั่งระฆังใหญ่และหญ้าเซียนสีม่วงก็ยังฟังเข้าใจ
ฉู่เซียงเซียงกะพริบตา คิดในใจว่า "อาอิ้งถึงขั้นถ่ายทอดเคล็ดวิชาบรรพชนให้พวกเขาได้ ดูเหมือนว่าเสด็จพ่อจะเข้าใจเขาผิดไป คิดว่าจะต้องให้ข้าแต่งงานกับเขา ให้เขาเป็นลูกเขยก่อนถึงจะยอมช่วยเสด็จพ่อ เสด็จพ่อมองอาอิ้งเป็นพวกหน้าเงินเกินไป บางทีอาจไม่จำเป็นต้องทำเรื่องพวกนี้เลย แค่เอ่ยปากขอร้องตรงๆ อาอิ้งก็คงใช้น้ำเซียนสระเหยาฉือช่วยเขาแล้ว"
ไม่มีใครรู้ใจพ่อเท่าลูกสาว นางรู้ว่าการที่ฮ่องเต้ชางอู๋จากไปในครั้งนี้ก็เพื่อตามหาถ้ำสวรรค์ปรมาจารย์นั่วของสวี่อิงมาเป็นสินสอด จึงคิดในใจว่า "แต่หากเขารู้ว่าอาอิ้งพูดง่ายถึงเพียงนี้ ก็คงจะไม่กระตือรือร้นไปตามหาถ้ำสวรรค์ปรมาจารย์นั่วขนาดนั้นหรอก"
หยวนชีทำความเข้าใจอยู่นาน เร่งเร้าเคล็ดอายุวัฒนะหนีหวาน สัมผัสถึงโลกหน้าในทะเลโกลาหลอย่างละเอียด
ระฆังใหญ่ค่อนข้างกังวล เอ่ยกับสวี่อิงว่า "อาอิ้ง ข้าว่าเมื่อครู่นี้เจ้าคิดทุกอย่างไว้ดีหมดแล้ว แต่มีเพียงเรื่องเดียวที่เจ้าไม่ได้คิด นั่นก็คือท่านเจ็ดจะสามารถฝึกถ้ำสวรรค์ปรมาจารย์นั่วจนสำเร็จได้จริงๆ หรือ?"
มันเสริมว่า "สติปัญญาของท่านเจ็ด บางครั้งก็ไม่ค่อยจะฉลาดปราดเปรื่องนัก เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าถ้ำสวรรค์แห่งแรกที่เขาเบิกได้ก็คือถ้ำสวรรค์วังหนีหวาน ครั้งนั้นยังเป็นเจ้ากับข้าร่วมมือกันช่วยเขาเบิก ถึงได้เบิกสำเร็จ"
เมื่อมันกล่าวคำนี้ออกมา สวี่อิงก็อดเป็นกังวลไม่ได้เช่นกัน เอาแต่มองไปทางหยวนชีอย่างไม่วางตา
ในเวลานี้ หยวนเสินของฮ่องเต้ชางอู๋ทุ่มเทสุดกำลัง ในที่สุดก็สังหารนั่วตี่ได้ คว้าถ้ำสวรรค์ปรมาจารย์นั่วของนั่วตี่ไว้ แล้วมุ่งหน้ากลับไปยังแดนลับชางอู๋ด้วยความปีติยินดี
ถ้ำสวรรค์ปรมาจารย์นั่วที่นั่วตี่ครอบครองอยู่ คือถ้ำสวรรค์หยินหยางแห่งขุมทรัพย์ลับอวี้จิง มีรูปร่างคล้ายลวดลายไท่จี๋ โอสถเซียนของถ้ำสวรรค์แห่งนี้เรียกว่าโอสถเซียนหยินหยาง เมื่อหลอมรวมแล้วจะสามารถกลายเป็นพลังหยินหยางได้
"กายเนื้อของข้าฟื้นคืนชีพแล้ว หยวนเสินรีบกลับไปโดยเร็ว ก็จะสามารถฟื้นฟูร่างจริงได้ ช่วงเวลานี้ เซียงเซียงต้องลำบากแล้ว จะช่วยสหายเต๋าสวี่ตามหาถ้ำสวรรค์แห่งสุดท้ายกลับมาดีหรือไม่นะ?"
เขาคิดมาถึงตรงนี้ก็ส่ายหน้า "ในแดนหยินยังมีสหายเต๋าที่ดูแลวัฏสงสารอยู่อีกคนหนึ่ง เป็นคนที่น่าเวทนา หากข้าจัดการนั่วหลี่ไปด้วย แล้วแย่งเอาถ้ำสวรรค์สระหยกมา เกรงว่าเขาคงจะเต้นผาง แล้วด่าว่าข้าทำเกินไป"
เขาเพิ่งจะเข้าสู่หุบเขาชางอู๋ ทันใดนั้นก็มีร่างหนึ่งบินผ่านท้องฟ้าไป เป็นร่างยักษ์สูงตระหง่าน มุ่งตรงไปยังที่ซ่อนตัวของนั่วตี่
ฮ่องเต้ชางอู๋เหลือบเห็นเขาบินผ่านไป ในใจก็รู้สึกหนาวเยือก "พวกนักตกปลาเหล่านี้ก็กำลังตามหาร่องรอยของนั่วตี่อยู่เช่นกัน ตอนนี้หยวนเสินของข้าอยู่ข้างนอกเพียงลำพัง หากถูกพวกมันหาพบ เกรงว่าคงยากที่จะรักษาถ้ำสวรรค์แห่งนี้เอาไว้ได้"
เขารีบบินมุ่งหน้าไปยังแดนลับชางอู๋อย่างรวดเร็ว
ร่างยักษ์นั้นก็คือนายแห่งวังหนีหวาน เขาตามหาจนพบสนามรบของนั่วตี่กับชางอู๋ เมื่อเห็นศพของนั่วตี่ ในใจก็รู้สึกหนาวเยือก เอ่ยเสียงแผ่วว่า "ช้าไปก้าวหนึ่ง ตอนนี้ ถ้ำสวรรค์ปรมาจารย์นั่วเหลือเพียงถ้ำสวรรค์สระหยกในมือของนั่วหลี่เท่านั้น"
ทันใดนั้น ในใจเขาก็กระตุกวาบ เร้นกายหายตัวไป
ผ่านไปครู่หนึ่ง ท้องฟ้าก็ปริแตกออกอย่างกะทันหัน ปรากฏเป็นหุบเหวลึกสายหนึ่ง
"เหวยซวี!"
นายแห่งวังหนีหวานรู้สึกหนาวเยือกในใจ "เหวยซวีก็ไล่ตามมาถึงที่นี่แล้ว ช่างมีอิทธิพลกว้างขวางเสียจริง!"
ในหุบเหวลึกของเหวยซวีมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งบินออกมา สวมเสื้อผ้าหรูหรา ร่ำรวยหาใดเปรียบ เหยียบเมฆมงคลร่อนลงมา กวาดสายตามองผ่านสนามรบอย่างรวดเร็ว
เด็กหนุ่มคนนี้เห็นศพของนั่วตี่ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ เอ่ยเสียงแผ่วว่า "ช้าไปอีกก้าวแล้ว ท่านอาจารย์ได้ยินมาว่าตาเฒ่าหกคนที่แสร้งทำตัวลึกลับบนเขาคุนหลุนได้รับบาดเจ็บ หนีลงมาจากคุนหลุน จึงให้ข้ามาไล่ล่าตาเฒ่าหกคนนี้ นึกไม่ถึงว่าข้าจะตามหลังอยู่ก้าวหนึ่งเสมอ เมื่อไม่นานมานี้นั่วหยางก็ถูกคนชิงไปแล้ว ตอนนี้ เหลือเพียงนั่วหลี่นั่นคนเดียว"
เด็กหนุ่มคนนั้นถอนหายใจ ทันใดนั้นในใจก็เกิดความระแวดระวัง ตะโกนถามว่า "ใคร?"
สายตาของเขาดุจสายฟ้าแลบ มองไปยังที่ซ่อนตัวของนายแห่งวังหนีหวาน ทันใดนั้นก็ยกมือขึ้น ฟาดฝ่ามือใส่นายแห่งวังหนีหวาน!
เดิมทีนายแห่งวังหนีหวานไม่ได้ใส่ใจนัก ทว่าจู่ๆ สีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เห็นเพียงเบื้องหลังของเด็กหนุ่มคนนั้นปรากฏสระเหยาฉือที่เปล่งประกายแสงเซียนระยิบระยับ คลื่นน้ำสีเขียวมรกตยาวไกลนับหมื่นลี้ แสงอรุโณทัยสาดส่องราวกับเกลียวคลื่น งดงามตระการตาหาใดเปรียบ!
พร้อมกับการปะทุของสระเหยาฉือแห่งนี้ พลังเวทของเด็กหนุ่มคนนั้นก็พลันกลายเป็นล้ำลึกอย่างหาที่เปรียบมิได้ ถึงขั้นเหนือกว่าเขาที่เป็นนักตกปลาซึ่งไม่รู้ว่าเก็บเกี่ยวผู้คนมามากเท่าไรแล้วเสียอีก!
นายแห่งวังหนีหวานปรากฏตัวขึ้นทันที เบื้องหลังปรากฏถ้ำสวรรค์ทั้งหก ยกมือขึ้นฟาดฝ่ามือเข้าปะทะ
ปราณแท้ใต้เท้าของเขาปะทุออก ก่อตัวเป็นค่ายกลเซียนขนาดเล็กใหญ่กว่าสิบแห่ง พุ่งเข้าปะทะกับรอบๆ ฝ่ามือของเด็กหนุ่ม ก็มีอักขระวิถีเซียนสว่างวาบ ใช้ออกด้วยฤทธานุภาพวิถีเซียน!
"ตูม!"
คนทั้งสอง คนหนึ่งร่างใหญ่คนหนึ่งร่างเล็ก ฝ่ามือปะทะกัน ในชั่วขณะที่อานุภาพปะทุออก นายแห่งวังหนีหวานก็ถอยร่นออกมา กระโดดลอยตัวขึ้น เคลื่อนไหวราวกับมัจฉามังกร หลบหนีเข้าไปในหุบเขาชางอู๋
เด็กหนุ่มเผยสีหน้าประหลาดใจ "เขาถึงกับรับฝ่ามือนี้ของข้าได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บเลยหรือ? คนผู้นี้ช่างร้ายกาจนัก เกรงว่าคงจะเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในโลกมนุษย์แล้วกระมัง!"
นายแห่งวังหนีหวานหลบหนีเข้าไปในหุบเขาชางอู๋ สะบัดแขนสองที เอ่ยเสียงแผ่วว่า "คนของเหวยซวีก็ออกโรงแล้ว เพื่อตามหาถ้ำสวรรค์หกปรมาจารย์นั่ว พวกเขาจะต้องไปหาสวี่อิงอย่างแน่นอน ตอนนี้สวี่อิงครอบครองถ้ำสวรรค์ปรมาจารย์นั่วถึงสามแห่ง แต่กลับไม่รู้เคล็ดวิชาบรรพชน เกรงว่าคงจะยังไม่สามารถต่อกรกับสระเหยาฉือของเด็กหนุ่มคนนั้นได้..."
เขาสะบัดแขนอีกสองที สะกดพลังเวทอันบ้าคลั่งที่รุกรานเข้ามา ในใจรู้สึกตื่นตระหนกเล็กน้อย "สระเหยาฉือของเด็กหนุ่มคนนั้น ตกลงแล้วมันคืออะไรกันแน่? เหตุใดจึงได้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้? เขากับสวี่อิง จะต้องปะทะกันอย่างแน่นอน ถึงเวลานั้นก็จะเป็นโอกาสให้ข้าเป็นตาอยู่คว้าผลประโยชน์ไป!"
เขาเหาะทะยานออกจากหุบเขาชางอู๋ กำลังจะบินเข้าไปในแดนหยินเพื่อตามหาร่องรอยของปรมาจารย์นั่วนั่วหลี่ ทันใดนั้นก็เห็นเมืองขนาดมหึมาเมืองหนึ่งบินส่ายไปส่ายมาจากบนท้องฟ้า
"นั่นมัน... ฮ่าวจิง? เมืองแห่งนี้ บินขึ้นมาได้อย่างไรกัน? ยุคสมัยนี้ มีเรื่องแปลกประหลาดมากมายเสียจริง"
นายแห่งวังหนีหวานส่ายหน้า หลบหนีเข้าไปในแดนหยิน
ฮ่าวจิงค่อยๆ ร่อนลงมาจากท้องฟ้า ทว่าเมื่อห่างจากพื้นเพียงสิบกว่าจั้ง ทันใดนั้นก็สูญเสียการควบคุม ร่วงหล่นลงมาเป็นเส้นตรง ผู้คนในเมืองหลวงต่างร้องอุทานด้วยความตกใจ ใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม ทว่าเมื่อฮ่าวจิงกระแทกพื้น กลับไม่ได้แตกเป็นเสี่ยงๆ ทำให้พวกเขาต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก ต่างคนต่างปาดเหงื่อเย็นเยียบที่ผุดพรายบนหน้าผาก
กงหยางเช่อเห็นราชครูเจียงมีสีหน้าสงบเยือกเย็นอยู่ตลอดเวลา ในใจก็นับถืออย่างยิ่ง "สมแล้วที่เขาได้เป็นถึงราชครู ความเยือกเย็นถึงเพียงนี้ ข้าไม่อาจเทียบได้เลย"
ราชครูเจียงขาสั่นเล็กน้อย แสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ หันไปกล่าวกับกษัตริย์โจวว่า "ฝ่าบาท เชิญพ่ะย่ะค่ะ"
กษัตริย์โจวมีสีหน้าเป็นปกติ กล่าวว่า "ราชครูอย่าได้ลุกลี้ลุกลนไป ขอเวลาข้าพักหายใจหน่อยเถอะ"
ราชครูเจียงเข้าใจความหมาย กล่าวว่า "กระหม่อมเองก็ขอพักหายใจสักหน่อยเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ"
ผ่านไปไม่นาน ในที่สุดขาทั้งสองก็เลิกสั่น สั่งให้ทุกคนยังคงเฝ้าฮ่าวจิงเอาไว้ กษัตริย์และขุนนางทั้งสองออกจากฮ่าวจิง มุ่งหน้าเข้าไปในหุบเขาชางอู๋
"สหายเต๋าสวี่เพียงแค่บอกให้มาพบเขาที่หุบเขาชางอู๋ แต่ไม่ได้บอกว่าให้ไปที่ใดของหุบเขาชางอู๋"
กษัตริย์โจวครุ่นคิด ในตอนนั้นเอง ทั้งสองก็เห็นชายชราสวมมงกุฎหนามผู้หนึ่งเดินมาทางนี้ ราชครูเจียงรีบเดินเข้าไปหา สอบถามว่า "ท่านผู้เฒ่า ขอเรียนถามว่าท่านได้พบเห็นเด็กหนุ่มที่ชื่อว่าสวี่อิงบ้างหรือไม่?"
ชายชราผู้นั้นมีรูปลักษณ์ที่ไม่ธรรมดา รอบกายมีปราณสีเทาไหลเวียน ราวกับเสื้อผ้าที่ประกอบขึ้นจากหมอกควัน หัวเราะพลางกล่าวว่า "ที่แท้ก็เป็นสหายของคุณชายสวี่นี่เอง ชายชราผู้นี้คือชางอู๋ โปรดตามข้ามาเถิด"
ราชครูเจียงตกใจจนหน้าถอดสี เอ่ยเสียงสั่นว่า "หรือว่าจะเป็นฮ่องเต้ชางอู๋?"
ชายชราสวมมงกุฎหนามผู้นั้นหัวเราะหึๆ "เป็นชายชราผู้นี้เอง ทว่าผู้คนในโลกต่างไม่ได้กราบไหว้ข้าอีกต่อไปแล้ว กลับไปกราบไหว้ทวยเทพแห่งวิถีสวรรค์แทน ดังนั้นคำเรียกขานว่าฮ่องเต้นี้ เกรงว่าจะใช้ไม่ได้แล้วกระมัง"
ราชครูเจียงรีบคุกเข่ากราบกราน
กษัตริย์โจวเห็นดังนั้น ก็รีบเดินเข้าไปกราบกรานเช่นกัน กล่าวว่า "จี๋หม่าน กษัตริย์รุ่นหลัง ขอกราบคารวะฮ่องเต้ชางอู๋"
เมื่อฮ่องเต้ชางอู๋ได้รับการกราบไหว้จากพวกเขา ก็รู้สึกได้ทันทีว่าพลังเทวะฟื้นฟูขึ้นมาบ้าง จึงประคองพวกเขาให้ลุกขึ้น หัวเราะกล่าวว่า "ในเมื่อพวกเจ้าเป็นสหายของคุณชายสวี่ เช่นนั้นก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล เข้าไปในแดนลับชางอู๋ของข้าด้วยกันเถอะ"
เขาสะบัดแขนเสื้อเบาๆ แดนลับชางอู๋ก็ปรากฏขึ้น เห็นเพียงแสงเซียนแห่งหุบเหวสวรรค์กลางอากาศสว่างวาบ สาดส่องแดนลับแห่งนี้ แดนลับชางอู๋ที่เดิมทีดูอับเฉาไร้ชีวิตชีวา ในยามนี้กลับอบอวลไปด้วยไอเซียน แสงเซียนสาดส่องไปทั่ว ราวกับแดนเซียนบนโลกมนุษย์
กษัตริย์โจวและราชครูเจียงอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจด้วยความประหลาดใจ
ราชครูเจียงรีบเก็บกระบี่ลงทัณฑ์สวรรค์ เพียงรู้สึกว่าการสะพายกระบี่เล่มนี้เข้าไปในแดนเซียนแห่งนี้ในยามนี้ ค่อนข้างจะเป็นการล่วงเกินและเสียมารยาท
ทั้งสองเดินตามฮ่องเต้ชางอู๋เข้าไปในแดนลับแห่งนี้ ก็รู้สึกได้ทันทีว่าไอเซียนเข้าสู่ร่างกาย ปราณแท้ในร่างกลับค่อยๆ ยกระดับขึ้น รูขุมขนทั้งหนึ่งแสนแปดหมื่นแห่งบนร่างกายก็ล้วนเปิดออก ดูดซับไอเซียน ทำให้กายเนื้อแข็งแกร่งขึ้น
ฮ่องเต้ชางอู๋มองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นสภาพเช่นนี้ ในใจก็รู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนัก "ลูกเขยของข้าเก่งกาจสมคำร่ำลือจริงๆ นอกจากจะชุบชีวิตข้าแล้ว ยังเปิดหุบเขาชางอู๋ของแดนเซียนได้อีกด้วย หากข้ากลับมาช้ากว่านี้สักหน่อย เกรงว่าเขากับเซียงเซียงคงจะข้าวสารกลายเป็นข้าวสุก จนเด็กน้อยเรียกข้าว่าท่านตาได้แล้วกระมัง... หืม?"
ในเวลานี้ ฮ่องเต้ชางอู๋ก็เห็นกายเนื้อของตนเองที่มีหญ้าขึ้นบนหัว กระโดดมาอยู่ตรงหน้าตน แล้วมองซ้ายมองขวาสำรวจตนเอง
"อาปาอาปา?" ฮ่องเต้ชางอู๋ที่มีหญ้าขึ้นบนหัวเกาหัว พลางเอ่ยถาม
ฮ่องเต้ชางอู๋เส้นเลือดปูดโปนบนหน้าผาก คว้าหมับเข้าที่หญ้าบนหลุมศพต้นนั้นบนหัวของตนเอง แล้วออกแรงสะบัด แยกหญ้าบนหลุมศพออกจากกายเนื้อของตน
หญ้าบนหลุมศพร้ายกาจยิ่งนัก ทั้งตะปบหน้าควักตา เตะผ่าหมาก โจมตีเข้าที่เอวอย่างจัง ฮ่องเต้ชางอู๋ร้องด้วยความเจ็บปวด หญ้าเซียนสีม่วงฉวยโอกาสหลบหนีไป
กษัตริย์โจวเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ ในใจก็รู้สึกหวาดหวั่น "ดูเหมือนว่าจะเป็นหญ้าต้นนั้นของสวี่อิง หญ้าต้นนี้ถึงกับกล้าลงมือกับฮ่องเต้ชางอู๋เชียวหรือ หรือว่าสวี่อิงจะไม่กลัวฮ่องเต้ชางอู๋โกรธจัด แล้วเชือดเขาทิ้งเสียล่ะ?"
ฮ่องเต้ชางอู๋ดึงกายเนื้อกลับคืนมา ทันใดนั้นพลังเทวะอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ปกคลุมไปทั่วสรรพจักรวาลก็พรั่งพรูเข้ามา ระดับพลังฝึกตนพุ่งพรวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
"สหายเต๋าสวี่!"
ฮ่องเต้ชางอู๋หัวเราะลั่น โบกมือให้กับสวี่อิงที่ตามเสียงมา กล่าวว่า "ชายชราผู้นี้โชคดีที่ไม่ทำให้ผิดหวัง แย่งชิงถ้ำสวรรค์ปรมาจารย์นั่วกลับมาให้สหายเต๋าสวี่ได้หนึ่งแห่งแล้ว!"
กษัตริย์โจวยืนอึ้ง สบตากับราชครูเจียง คิดในใจว่า "การร่วมมือกับสหายเต๋าสวี่ ดูเหมือนพวกเราจะเป็นฝ่ายอาจเอื้อมไปเองเสียแล้ว"







