นอกเมืองฮ่าวจิง สวี่อิงมองเห็นจู๋ฉานฉานแต่ไกล นางเติบโตเป็นหญิงสาวเต็มตัวแล้ว นางวิ่งตรงเข้ามาหาเขาด้วยความตื่นเต้น ชายหนุ่มรู้สึกเบิกบานใจจนอดหัวเราะฮ่าๆ ออกมาไม่ได้ เขากระโดดลงจากหัวของหยวนชี กางแขนออกรอรับ
"ฟิ้ว "
จู๋ฉานฉานพุ่งพรวดพราดผ่านข้างกายเขาไป แล้วชกเปรี้ยงเข้าให้หนึ่งหมัด ทำเอางูใหญ่ที่กำลังดีใจจนเนื้อเต้นถูกต่อยจนตัวแข็งทื่อ
เดิมทีงูใหญ่ชูคอขึ้นสูง แต่เมื่อโดนหมัดนี้เข้าไปก็จำต้องเหยียดตัวตรง คางกระแทกพื้น
จู๋ฉานฉานยกมือขึ้นง้างปากงูใหญ่แล้วเดินเข้าไป ด้านในพลันมีเสียงโห่ร้องดีใจดังขึ้น "ยังอยู่! ของวิเศษของข้ายังอยู่ครบเลย!"
เสียงนั้นดังลอดออกมาจากรูจมูกของหยวนชี ฟังดูอู้อี้ "ใครก็อย่าหวังจะมาแย่งของวิเศษของข้าไปได้... เอ๊ะ ของวิเศษมีเยอะขึ้นนี่นา!"
สวี่อิงรออยู่ครู่หนึ่ง จู๋ฉานฉานก็ผลักปากงูเปิดออก แล้วเดินออกมาด้วยใบหน้าเปล่งปลั่งอิ่มเอิบ
หญิงสาวพิจารณาหยวนชี ก่อนจะชกเปรี้ยงๆ เข้าที่ลำตัวของมันสองหมัด หยวนชีพลันรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย สดชื่นขึ้นเป็นร้อยเท่า มันเดาะลิ้นชมเปาะ "เพลงหมัดของปรมาจารย์ฉานฉานร้ายกาจขึ้นเรื่อยๆ เลยแฮะ ไม่รู้ทำไม โดนท่านทุบสองที ข้าก็รู้สึกว่าตบะบารมีเพิ่มพูนขึ้นไม่น้อยเลย"
จู๋ฉานฉานลอบชำเลืองมองบั้นท้ายของมันแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าตราประทับของตนยังอยู่ จึงค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก
พอนางเห็นจินปู้อี๋ ดวงตาก็เป็นประกายวาววับ กระโดดเข้าไปหาแล้วต่อยเปรี้ยงๆ ไปสองหมัด จากนั้นก็ปล่อยโฮออกมา จินปู้อี๋ร้ายกาจเพียงใด? แม้จะแก่ชราและร่างกายอ่อนแอ แต่พลังเทพทั่วร่างก็ยังคงเป็นเลิศในใต้หล้า นางจะไปตีมันเข้าได้อย่างไร? มือทั้งสองข้างแทบจะถูกกระแทกจนหักเสียด้วยซ้ำ
สวี่อิงปลดระฆังใหญ่ออกจากคอของหยวนชี พลางกล่าวว่า "ฉานฉาน ท่านระฆังบาดเจ็บ รบกวนเจ้าช่วยซ่อมแซมให้หน่อย ของวิเศษในท้องท่านเจ็ดคือของที่ข้าสะสมมาตลอดช่วงนี้ เจ้าอยากใช้วัสดุอะไรก็ใช้ได้เต็มที่ ไม่ต้องประหยัด"
จู๋ฉานฉานรับระฆังใหญ่มา เห็นเพียงผนังระฆังถูกตีจนพังยับเยิน มีเพียงบริเวณที่มีอักขระวิถีเซียนแปดตัวเท่านั้นที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ตามหลักแล้ว มันไม่มีค่าพอจะให้ซ่อมแซมอีกต่อไป
"ของวิเศษในท้องของหยวนชี ข้าอยากจะใช้ยังไงก็ใช้ได้เลยงั้นเหรอ?" ดวงตาของนางเป็นประกายระยิบระยับ จ้องมองสวี่อิงเขม็ง
สวี่อิงหัวเราะพลางกล่าว "ขอเพียงรักษาท่านระฆังให้หายได้ เจ้าอยากใช้มากแค่ไหนก็ใช้ไปเลย!"
จู๋ฉานฉานร้องโห่ด้วยความดีใจ
สวี่อิงเห็นนางผอมลงกว่าเมื่อก่อน จึงเอ่ยถาม "ช่วงนี้ฉานฉานทำอะไรอยู่หรือ? สองปีมานี้ เจ้าไม่ยอมโผล่หน้ามาเลย"
จู๋ฉานฉานตอบว่า "โอรสสวรรค์โจวขอให้ข้าช่วยซ่อมแซมเมืองฮ่าวจิง มอบหมายหน้าที่สำคัญให้ ข้าเป็นขุนนางเก่าของพระองค์ จะปฏิเสธได้อย่างไร?"
ไกลออกไป ผู้บำเพ็ญเพียรแห่งต้าโจวคนหนึ่งสะบัดแส้ ตะคอกว่า "ช่างเทวะจู๋ อย่าคุยนานนัก กลับมาทำงานได้แล้ว!"
จู๋ฉานฉานหันกลับไปตะโกนว่า "สหายข้ามาหานี่นา!"
"ไม่มาทำงาน ตอนเย็นก็ไม่ต้องกินข้าว!"
"ไปแล้วๆ!"
จู๋ฉานฉานตอบส่งๆ ไปที ก่อนจะหันมายิ้มให้สวี่อิง "ข้ามีฐานะสูงส่งมากในฮ่าวจิง พวกเขาขาดข้าไปสักเดี๋ยวก็ไม่ได้เลย ตอนมื้อเย็น ข้าจะให้คนทำอาหารตักข้าวเก็บไว้ให้พวกเจ้าเยอะๆ หน่อย ส่วนเรื่องซ่อมท่านระฆัง รอข้าเลิกงานแล้วค่อยทำนะ"
สวี่อิงมองส่งหญิงสาวที่รีบร้อนจากไป หยวนชีก็กระซิบว่า "อาอิ้ง ดูเหมือนปรมาจารย์ฉานฉานจะใช้ชีวิตได้ไม่ค่อยราบรื่นนักนะ"
ไกลออกไป ผู้บำเพ็ญเพียรแห่งต้าโจวคนหนึ่งโยนตรวนตรึงเท้ามาให้ พลางกล่าวว่า "ใส่เองซะ"
จู๋ฉานฉานสวมตรวนตรึงเท้าให้เรียบร้อย แล้วเดินไปคุมงาน
เวลานั้นเอง เสียงของเจียงฉีก็ดังขึ้น "การที่ช่างเทวะจู๋ไม่ถูกประหาร ก็ถือเป็นความเมตตานอกกฎหมายแล้ว ตามกฎหมายของต้าโจว นางสมควรได้รับโทษสูงสุด"
สวี่อิงทำความเคารพ ยิ้มพลางกล่าว "ราชครูเจียง พบกันอีกแล้วนะ"
เจียงฉีคารวะตอบ เขาพิจารณาจินปู้อี๋พลางเผยสีหน้าประหลาดใจ จู่ๆ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ราวกับนึกอะไรขึ้นได้ จึงรีบสั่งการผู้บำเพ็ญเพียรแห่งต้าโจวซ้ายขวาว่า "ห้ามละเลยจินอู๋ตนนี้เด็ดขาด"
สวี่อิงอธิบายจุดประสงค์ที่มา เจียงฉีก็หัวเราะกล่าว "ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ในเมื่อสหายของผู้อาวุโสอาอิ้งบาดเจ็บ จะชักช้าได้อย่างไร? เด็กๆ ไปเชิญช่างเทวะจู๋มา"
ผ่านไปครู่หนึ่ง จู๋ฉานฉานก็ถูกคนเชิญตัวมาอีกครั้ง เจียงฉีกล่าวว่า "ช่างเทวะจู๋ สหายของผู้อาวุโสอาอิ้งบาดเจ็บ เจ้าจงหยุดงานสักสองสามวันเพื่อรักษาท่านระฆังเถิด ห้ามละเลยเด็ดขาด"
จู๋ฉานฉานมองไปทางสวี่อิงด้วยความประหลาดใจยิ่ง เห็นได้ชัดว่านางไม่รู้ว่าสวี่อิงมีหน้ามีตาถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด ถึงขั้นทำให้เจียงฉีออกปากช่วยพูดได้
นางคือช่างเทวะ รับผิดชอบงานซ่อมแซมเมืองฮ่าวจิงทั้งเมือง หากนางหยุดงานไปสองสามวัน การซ่อมแซมฮ่าวจิงก็ต้องหยุดชะงักเพื่อรอนางด้วย!
หากสวี่อิงเป็นเพียงท่านเซียนเฒ่าที่ไม่แก่ไม่ตายและมีอายุยืนยาวพอ จะทำให้เจียงฉียอมทุ่มเทจ่ายค่าตอบแทนมหาศาลเพื่อเอาใจเขาได้เชียวหรือ?
สวี่อิงมอบระฆังใหญ่ให้นาง ยิ้มพลางกล่าว "ช่างเทวะจู๋ ท่านระฆังคงต้องฝากไว้กับเจ้าแล้ว"
จู๋ฉานฉานหิ้วระฆังใหญ่ขึ้นมา เรียกหยวนชีเข้ามาหา พลางกล่าวว่า "ข้ายังต้องการเปลวเพลิงที่แข็งแกร่งที่สุดด้วย!"
จินปู้อี๋ชะโงกหัวเข้ามา ยิ้มพลางกล่าวว่า "เจ้าดูข้าเป็นอย่างไรบ้าง?"
จู๋ฉานฉานพากลุ่มของพวกเขาจากไป
เจียงฉีพิจารณาสวี่อิง ยิ้มพลางกล่าว "ข้าเห็นผู้อาวุโสอาอิ้งคิ้วขมวดมุ่น ไม่ทราบว่ามีเรื่องอันใดให้รำคาญใจหรือ?"
สวี่อิงระบายลมหายใจยาว ระบายความกลัดกลุ้มของตนออกมาจนหมดสิ้น "ข้าได้เห็นผู้บำเพ็ญเพียรที่เก่งกาจหาตัวจับยาก และได้พบเซียนนั่วที่ไร้ผู้เทียมทาน จึงเพิ่งรู้ว่าตนเองยังมีข้อบกพร่องอีกมาก ข้าอยากจะก้าวหน้าไปอีกขั้น แต่ตอนนี้กลับไม่รู้ว่าจะเริ่มลงมืออย่างไรดี"
เจียงฉีครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ "ข้าไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุดในต้าโจว ฝีมือของข้าไม่อาจติดหนึ่งในสิบอันดับแรกของต้าโจวได้ ในอนาคต ผู้บำเพ็ญเพียรแห่งต้าโจวจะต้องบำเพ็ญทั้งนั่วและปราณควบคู่กันอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นระดับตบะบารมีของข้าก็คงยิ่งไม่ติดฝุ่น สำหรับข้อสงสัยของผู้อาวุโสอาอิ้ง ต้องขออภัยที่ข้ายากจะให้คำตอบได้"
สวี่อิงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง "หากเจ้าเลือกเดินเส้นทางบำเพ็ญควบคู่ทั้งนั่วและปราณ เจ้าก็สามารถเข้าสู่สิบอันดับแรกของต้าโจวได้ หรือแม้แต่จะครองอันดับหนึ่งอย่างมั่นคง ข้าก็รู้สึกว่าเป็นไปได้มากทีเดียว"
เจียงฉีส่ายหน้า "ข้าคือกุนซือของต้าโจว ไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าหาพลังยุทธ์อันแข็งแกร่ง มีพลังยุทธ์ที่เหมาะสมก็เพียงพอแล้ว สำหรับข้า บางครั้งสติปัญญาก็เอาชนะกำลังได้เป็นร้อยเท่า"
เขาเคยมีโอกาสที่จะบำเพ็ญควบคู่ทั้งนั่วและปราณ เพียงแต่ในเวลานั้นเขาจำเป็นต้องใช้เวลาสั้นที่สุดในการฝึกปรือจนถึงขั้นสูงสุด เพื่อควบคุมกระบี่ลงทัณฑ์สวรรค์ จึงจะสามารถดำเนินแผนการขั้นต่อไป เพื่อบรรลุเป้าหมายในการปกป้องโอรสสวรรค์โจวได้
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงจำต้องสละโอกาสนั้นไป
เจียงฉีกล่าว "คนส่วนใหญ่ ล้วนแต่เรียนรู้วิชาและอิทธิฤทธิ์ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ชั่วชีวิตหนึ่งฝึกปรือวิชาจนถึงขั้นทะยานขึ้นฟ้า ก็ได้รับการยกย่องจากผู้คนว่าเป็นอัจฉริยะแล้ว แต่แท้จริงแล้วคนส่วนใหญ่ ก็เป็นเพียงคนธรรมดาสามัญเท่านั้น หากสามารถคิดค้นอิทธิฤทธิ์ขึ้นมาได้สักหนึ่งหรือสองวิชา ก็จะถูกขนานนามว่าเป็นปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้อาวุโสอาอิ้ง ท่านหยั่งรู้แปดเสียงแห่งการบ่มเพาะปฐมกำเนิด เฝ้าสังเกตอักขระวิถีสวรรค์ ตระหนักรู้ถึงอิทธิฤทธิ์วิถีสวรรค์ อีกทั้งยังศึกษาวิจัยอักขระวิถีเซียน ท่านก้าวข้ามคนส่วนใหญ่ไปไกลแล้ว"
สวี่อิงมีสีหน้าหม่นหมอง กล่าวว่า "แต่สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งที่ตัวข้าในอดีตเคยทำ เคยหยั่งรู้ ข้าก็ยังคงเรียกตัวเองว่าปรมาจารย์ไม่ได้อยู่ดี"
เจียงฉีถอนหายใจ "แต่ทว่า สิ่งที่ท่านเคยหยั่งรู้นั้น คือความสำเร็จที่คนจำนวนมากใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่อาจบรรลุได้เชียวนะ?"
เขาส่ายหน้า เรียกผู้บำเพ็ญเพียรแห่งต้าโจวคนหนึ่งมา จัดแจงให้สวี่อิงพักอาศัยอยู่ในฮ่าวจิงชั่วคราว ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
สวี่อิงตั้งหลักปักฐาน ทุกวันจะมีคนคอยจัดการเรื่องอาหารการกินและที่พักอาศัยให้ ไม่จำเป็นต้องลงมือทำเอง ก็นับว่าสุขสบายดี
เขาอยู่ว่างไม่ได้ พักผ่อนได้ครู่เดียว ก็ไปช่วยจู๋ฉานฉานซ่อมแซมระฆังใหญ่
"ฉานฉาน ฮ่าวจิงนี่เจ้าเป็นคนสร้างหรือ?"
สวี่อิงสัมผัสได้ว่าฮ่าวจิงคือของวิเศษที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ถนนหนทางแต่ละสาย อาคารบ้านเรือนแต่ละหลัง สะพานและแม่น้ำแต่ละสาย ล้วนประกอบขึ้นจากของวิเศษหลากหลายประเภท ในใจเขารู้สึกตื่นตะลึงอย่างบอกไม่ถูก
จู๋ฉานฉานมีสีหน้าสลดลง ส่ายหน้าพลางกล่าว "ท่านอาจารย์ของข้าเป็นคนออกแบบ แต่ท่านทำไม่สำเร็จ ภายหลังข้าเป็นคนช่วยท่านทำให้เสร็จสมบูรณ์"
นางหยิบเศษซากของวิเศษมากมายออกมาจากปากของหยวนชี ให้จินปู้อี๋พ่นไฟหลอมละลาย เพื่อสกัดแร่ล้ำค่าที่อยู่ข้างในออกมา พลางเล่าเรื่องราวของอาจารย์นางอย่างไม่รีบร้อน
"ฮ่าวจิงคือเมืองหลวงของโอรสสวรรค์โจว ปีนั้นโอรสสวรรค์โจวมีความคิดที่จะพาทั้งประเทศทะยานขึ้นสู่แดนเซียน การพาทั้งประเทศทะยานขึ้นฟ้า จำเป็นต้องมีเมืองที่ใหญ่โตมโหฬารไร้ที่เปรียบ จึงจะสามารถบรรทุกคนทั้งหมดทะยานขึ้นไปได้"
แสงไฟสาดส่องกระทบใบหน้าของจู๋ฉานฉาน ดูมืดมนสลับสว่างไสว
การจะสร้างของวิเศษระดับนี้ได้ จำเป็นต้องใช้บุคคลที่มีสติปัญญาเทียมฟ้า บุคคลผู้นี้ต้องมีประสบการณ์ในการหลอมของวิเศษอันยอดเยี่ยม เชี่ยวชาญในการหล่อหลอมของวิเศษและการประทับอักขระทุกรูปแบบ รวมถึงต้องมีพลังในการควบคุมมิติที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง
"ผู้ที่ครอบครองพลังความสามารถเช่นนี้ ในยุคนั้น ถูกขนานนามว่าช่างเทวะ ท่านอาจารย์และข้า ก็คือช่างเทวะที่เก่งกาจที่สุด!"
เรื่องนี้ถูกมอบหมายให้จู๋ฉานฉานและท่านอาจารย์ของนางเป็นผู้ดูแล ท่านอาจารย์ของนางทูลบอกโอรสสวรรค์โจวว่า ต่อให้ขุดแร่ล้ำค่าทั้งหมดในแผ่นดินเสินโจวมาจนเกลี้ยง ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะให้ฮ่าวจิงปกป้องโอรสสวรรค์โจวให้ผ่านพ้นทัณฑ์สวรรค์ไปได้
"สิ้นทองแดงทั่วแผ่นดินเสินโจว จะต้านทานสวรรค์ได้หรือ? เมืองแตกตัวตาย รังแต่จะเพิ่มการสูญเสีย สิ้นคนทั่วหล้า จะต้านทานสวรรค์ได้หรือ? สิ้นชาติสิ้นคน รังแต่จะเพิ่มชื่อเสียงอันโหดร้าย"
เมื่อท่านอาจารย์ของนางกล่าวคำพูดนี้ออกมา โอรสสวรรค์โจวก็กริ้วหนัก มีรับสั่งให้ประหารชีวิต กวาดล้างเผ่าพันธุ์ของอาจารย์นางจนสิ้นซาก ผู้คนมากมายถูกตัดหัว
ก่อนตายท่านอาจารย์บอกนางว่า ห้ามปล่อยให้โอรสสวรรค์โจวมีความคิดที่จะพาทั้งประเทศทะยานขึ้นฟ้าอีกเป็นอันขาด
"พระองค์ไม่สามารถต้านทานทัณฑ์สวรรค์ได้ด้วยตัวเอง จึงพยายามจะจับสรรพสัตว์ในแผ่นดินเสินโจวเป็นตัวประกันเพื่อผ่านด่านทัณฑ์สวรรค์ไปด้วยกัน โดยเดิมพันว่าวิถีสวรรค์จะไม่กล้าสังหารราษฎรทั้งหมดในแผ่นดินเสินโจว"
ท่านอาจารย์ของนางบอกเขาว่า "แต่วิถีสวรรค์นั้นไร้ความปรานี จะไม่มีทางคำนึงถึงสรรพสัตว์เด็ดขาด หากพาทั้งประเทศทะยานขึ้นฟ้า ย่อมต้องสิ้นชาติสิ้นคนอย่างแน่นอน"
"หลังจากท่านอาจารย์ของข้าตาย การหลอมสร้างฮ่าวจิงก็ตกมาอยู่ในมือข้า"
แสงไฟสาดส่องจนดวงตาของจู๋ฉานฉานเป็นประกายระยิบระยับ ทันใดนั้นหยาดน้ำตาใสกระจ่างก็ไหลรินอาบแก้ม หญิงสาวกล่าวว่า "นับแต่นั้นมา ไม่ว่าโอรสสวรรค์โจวจะขนแร่ล้ำค่ามามากเพียงใด ก็ไม่อาจถมหลุมไร้ก้นอย่างฮ่าวจิงนี้ให้เต็มได้ เมื่อใช้ข้าเป็นช่างเทวะ พระองค์ก็จะไม่มีวันหลอมฮ่าวจิงได้สำเร็จตลอดกาล"
สวี่อิงเอ่ยถาม "ดังนั้น ภายหลังเมื่อจนปัญญา พระองค์จึงจำต้องยอมถอยมาเลือกหนทางรองลงมา คือการหลอมเรือเทวะโลกหน้า เพื่อบรรทุกขุนนางทั้งบุ๋นบู๊เดินทางไปยังโลกหน้า ใช่หรือไม่?"
จู๋ฉานฉานหัวเราะ "แม้แต่เรือเทวะโลกหน้า พระองค์ก็เกือบจะหลอมไม่สำเร็จเหมือนกัน ถึงพระองค์จะรู้ว่าข้ายักยอกของไปเยอะแยะ แต่ก็ไม่กล้าฆ่าข้า เพราะถ้าฆ่าข้า ก็จะไม่มีใครสามารถหลอมเรือเทวะโลกหน้าให้พระองค์ได้อีก"
หยวนชีถามด้วยความสงสัย "ปรมาจารย์ฉานฉาน ทำไมท่านถึงไม่ได้ขึ้นเรือเทวะโลกหน้าล่ะ?"
จู๋ฉานฉานตอบเสียงเรียบ "ศิษย์ของขุนนางต้องโทษ ไม่มีคุณสมบัติพอจะขึ้นเรือได้หรอก คนที่ขึ้นเรือได้ ล้วนแต่เป็นเชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ แม้ในนามข้าจะเป็นช่างเทวะ แต่สำหรับโอรสสวรรค์โจวแล้ว ช่างเทวะกับคนงานปลูกหม่อนเลี้ยงไหม หรือชาวประมงจับปลา ก็ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย"
หยวนชีพึมพำ "คนไม่ได้สร้างเรือ กลับได้ขึ้นเรือเดินทางไปโลกหน้าอย่างสุขสบาย ส่วนคนสร้างเรือ กลับไม่มีสิทธิ์ได้ขึ้นเรือ นี่มันตรรกะอะไรกัน?"
จินปู้อี๋พ่นไฟสุริยะเทวะอันร้อนแรงไปพลาง สัปหงกไปพลาง จู่ๆ ก็เหมือนจะตื่นขึ้นมา มันลืมตาอันฝ้าฟางขึ้น แล้วกล่าวว่า "ตั้งแต่โบราณกาลมา มันก็เป็นตรรกะแบบนี้แหละ เจ้าดูพวกกรรมกรเปื้อนโคลนที่สร้างบ้านให้คนอื่นสิ มีใครบ้างที่มีปัญญาอยู่บ้านแบบนั้น?"
สวี่อิงพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมา เอ่ยเตือนว่า "แต่โอรสสวรรค์โจวกำลังจะกลับมาแล้ว ยอดเขาเฟยไหลของเจ้า ใหญ่กว่าเรือเทวะโลกหน้าเสียอีก ข้อหานี้ส่งเจ้าไปพบท่านอาจารย์ได้เลยนะ"
จู๋ฉานฉานหัวเราะ "พวกเจ้าวางใจเถอะ ข้ามีวิธีหนีเอาตัวรอดแน่"
เดิมทีระฆังใหญ่ถูกหลอมขึ้นจากทองเหลืองธรรมดา การถูกตีจนพังยับเยินในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสดีที่จู๋ฉานฉานจะได้หลอมร่างกายให้มันใหม่
สวี่อิงได้รับเศษซากของวิเศษมาไม่น้อยจากไท่อี๋เสี่ยวเสวียนเทียน เศษซากเหล่านี้คือของวิเศษของผู้บำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งที่สุดในสรรพจักรวาล ของล้ำค่าที่ใช้เป็นส่วนประกอบนั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน!
เพื่อที่จะสกัดของล้ำค่าเหล่านี้ออกมา จู๋ฉานฉานต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างหนัก กินเวลาไปกว่าสิบวันก็ยังหลอมไม่สำเร็จ
แม้เจียงฉีจะอนุญาตให้นางช่วยสวี่อิงหลอมระฆังใหญ่ให้เสร็จก่อน แต่เมื่อยืดเยื้อมานานขนาดนี้ เขาก็อดร้อนใจไม่ได้ ต้องมาเร่งรัดอยู่หลายครั้ง
สวี่อิงกลับไปที่พัก ขบคิดอย่างหนักต่อไป เพื่อค้นหาเส้นทางการบำเพ็ญเพียรของตนเอง
วันหนึ่ง จู่ๆ เขาก็บังเกิดความตระหนักรู้ขึ้นในใจ "วิชานั่วคืออะไร? อิทธิฤทธิ์คืออะไร? วิถีแห่งยุทธ์คืออะไร? จุดประสงค์ที่พวกมันถูกสร้างขึ้นมา คืออะไรกันแน่?"
เขาเริ่มตื่นเต้นขึ้นมา "คือการต่อต้าน!"
"คือการต่อต้านพายุเฮอริเคน ในยามที่มันพัดมาทำลายบ้านเมืองของเรา!"
"คือการต่อต้านอุทกภัย ในยามที่มันหลากมากลืนกินชีวิตของเรา!"
"คือการต่อต้านสัตว์ร้าย ในยามที่มันมาฉีกทึ้งชีวิตของเรา!"
"คือการต่อต้านอำนาจบาตรใหญ่ ในยามที่มันไม่เหลือทางรอดให้เรา!"
"คือการต่อต้านวิถีสวรรค์ ในยามที่มันเหยียบย่ำเรา!"
เขากระโดดพรวดขึ้นมา หัวเราะฮ่าๆ พลางกล่าวว่า "เมื่อครั้งเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างพวกเรายังอ่อนแอ ไม่มีกรงเล็บอันแหลมคมอย่างสัตว์ร้าย ไม่มีกองกำลังที่ยิ่งใหญ่อย่างผู้มีอำนาจ ไม่มีพละกำลังอย่างพายุเฮอริเคน ไม่มีความเชี่ยวกรากอย่างอุทกภัย ไม่มีบารมีอย่างวิถีสวรรค์ ในตอนที่เริ่มลุกขึ้นต่อต้าน สิ่งที่เราใช้ได้ ก็มีเพียงสองหมัดนี้เท่านั้น!"
"บรรพชนใช้กายเนื้อของตนต่อกรกับอุทกภัยและสัตว์ร้าย ต่อต้านอำนาจบาตรใหญ่ของวิถีสวรรค์ วิชานั่ว อิทธิฤทธิ์ เมื่อทุกสิ่งเริ่มต้นขึ้น ล้วนเริ่มต้นจากวิถีแห่งยุทธ์!"
เขาไม่สนใจเส้นทางการโคจรลมปราณของวิชาใดๆ อีกต่อไป ไม่คิดถึงวิชานั่วหรืออิทธิฤทธิ์ใดๆ อีก เพ่งจิตสำรวจภายใน ปลุกเร้าเลือดลม แก่นทองคำลอยขึ้นจากเตาหลอมในตันเถียน ส่องประกายเจิดจ้าไปทั่วร่าง!
"มาเริ่มต้นจากวิถีแห่งยุทธ์กันเถอะ!"







