นอกสนามสอบ ความเป็นระเบียบเรียบร้อยเริ่มกลับคืนมา
ทว่าในเวลานี้ มีคนของกองกำลังรักษาเมืองเข้ามาควบคุมดูแลเพิ่มขึ้นไม่น้อย คนขององครักษ์หลงอู่ก็เริ่มจับตาดูอยู่ไม่ไกลเช่นกัน
พวกของโจวเทียนฉีไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์การสอบ ตอนนี้ก็ยังไม่ได้จากไป ทว่าสีหน้าของแต่ละคนดูค่อนข้างย่ำแย่ พวกเขาเลิกสนใจซูอวี่แล้วเดินไปอีกด้านเพื่อเริ่มติดต่อสื่อสารกับภายนอก
ล้วนเป็นนักเรียนสถาบันระดับกลางที่ยังไม่จบการศึกษา ตอนนี้พบเจอปัญหาเข้าให้แล้ว พวกเขาจำต้องหาผู้ปกครองมาช่วยแก้ไขปัญหา
...
ซูอวี่ไม่พูดอะไรอีก และไม่สนใจคนอื่นแล้ว เขาหามุมเงียบๆ อยู่ตามลำพัง
เขายังคงปวดใจกับการสูญเสียคะแนนความดีความชอบ 20 คะแนน
เมื่อช่วงเช้าเพื่อคะแนนความดีความชอบ 20 คะแนนนี้ เขาถึงขั้นทะลวงสู่ขั้นที่เก้ากลางสนามสอบ แถมยังต้องเสียของเหลวปราณแท้ต้นกำเนิดเพิ่มไปอีกหนึ่งหยดด้วย
จู่ๆ ก็หายวับไปแบบนี้ จะไม่ให้เขาปวดใจได้อย่างไร?
ไม่ไกลออกไป บนใบหน้าเรียบเฉยของอู๋หลานดูเหมือนจะมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นวูบหนึ่งแล้วหายไปอย่างรวดเร็ว อู๋หลานที่สูญเสียเงินไปหนึ่งสิบล้าน ตอนนี้อารมณ์ดูเหมือนจะดีมาก
สีหน้าของซูอวี่นั้นดูหนักอึ้งเกินไปแล้ว!
หนักอึ้งจน... โจวเทียนฉีที่เผลอหันมามอง ใจเต้นตึกตัก เขายังสงสัยเลยว่าบทลงโทษเมื่อครู่นี้สลับกันหรือเปล่า
ซูอวี่ต่างหากที่เป็นไอ้หมอนั่นที่ถูกปรับเงินสิบล้าน และอัตราส่วนการสอบเป็นสามต่อหนึ่ง
สีหน้าของหมอนี่ดูหนักอึ้งเกินไปจริงๆ เขากวาดตามองแวบหนึ่ง ซูอวี่ก็มองมาที่เขาเช่นกัน สายตานั้น... เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและโมโห
ราวกับกำลังบอกว่า เรื่องของเรายังไม่จบ!
พอนึกถึงคำพูดของซูอวี่ก่อนหน้านี้ คำขู่ที่ตรงไปตรงมานั้น...
เดิมทีโจวเทียนฉีไม่ได้กลัวเขา ก็แค่คนตัวเล็กๆ ในหนานหยวนเท่านั้น
แต่ในเวลานี้ ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกหนาวเหน็บในใจ รู้สึกว่าอันตรายกว่าคำขู่ของอู๋หลานตั้งเยอะ
ผู้หญิงอย่างอู๋หลาน ก็แค่พูดไปอย่างนั้นแหละ หันหลังกลับก็คงลืมไปแล้ว แต่ไอ้หมอนี่ซูอวี่ ถึงแม้โจวเทียนฉีจะไม่รู้จักเขา แต่ตอนนี้ก็รู้สึกได้ว่าหมอนี่เจ้าคิดเจ้าแค้นจริงๆ แล้ว
นักเรียนธรรมดาของหนานหยวนผูกใจเจ็บ แน่นอนว่าเขาคงไม่สนใจ
แต่นักเรียนที่ถูกนักวิจัยรับตัวไว้ล่วงหน้าแล้ว นักเรียนที่ถือว่าเป็นอัจฉริยะในวิถีนักรบผูกใจเจ็บ หากเข้าสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยไปได้ นั่นอาจนำความยุ่งยากครั้งใหญ่มาให้เขาจริงๆ
โจวเทียนฉีวางเครื่องมือสื่อสารลง ไม่มองซูอวี่อีก แต่ในใจกลับว้าวุ่นกระวนกระวาย
วันนี้ถูกซูอวี่เล่นงานเข้าให้แล้ว ก่อนหน้านี้ยิ่งนับว่าแค่หยอกล้อกันเล่น แต่คราวนี้กลายเป็นผูกมูกแค้นกันจริงๆ แล้ว ไม่รู้ว่าหลังจากนี้ปัญหาจะใหญ่โตไหม
ไม่ใช่แค่ซูอวี่... คนที่มาด้วยกัน 8 คน นอกจากตัวเองแล้ว อีก 7 คนก็มีความไม่พอใจในตัวเขาอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
การไปแหย่ซูอวี่ ถึงแม้ก่อนหน้านี้ทุกคนจะเห็นพ้องต้องกันแล้ว แต่เขาเป็นคนนำ ตอนนี้เกิดเรื่องขึ้น คนเหล่านี้มีแนวโน้มสูงที่จะต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างมหาศาล ในขณะที่พวกเขาโกรธแค้นซูอวี่ก็คงโกรธแค้นเขาด้วย
โจวเทียนฉีปวดหัวมาก!
ทั้ง 8 คนไม่พูดอะไรกันอีก ไม่มีใครสื่อสารกัน
จนกระทั่งการสอบใกล้จะเริ่ม มีคนพูดเสียงต่ำว่า "พ่อฉันไปหาคนช่วยใช้เส้นสายแล้ว พ่อฉันแนะนำว่า คนที่มีโควตาสอบแก้ตัวสำรอง คราวนี้สามารถสละโอกาสออกมาได้ แล้วตระกูลอื่นๆ จะจ่ายค่าตอบแทนให้จำนวนหนึ่ง หลังจากนี้ก็ไปสอบแก้ตัวที่เขตปกครองต้าเซี่ย หรือไม่ก็... เข้าร่วมการสอบปีหน้า"
โควตาสอบแก้ตัว ก็คือเหมือนกับซูอวี่ นักเรียนดีเด่นที่มีรายชื่อบันทึกในสถาบันต่างๆ สามารถมาสอบได้อีกครั้ง
เขตปกครองต้าเซี่ยมีข้อเรียกร้องต่อนักเรียนในเขตตนเองสูงกว่า ถึงแม้ทั้ง 8 คนจะทำได้ไม่เลว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะมีโอกาสแบบนี้
นักเรียนที่พูดกล่าวอย่างรวดเร็วว่า "พ่อฉันกำลังติดต่อกับที่บ้านของพวกนายอยู่ คราวนี้คนที่โชคร้ายไม่ใช่แค่พวกเราคนเดียว แต่เป็นทั้งหมด พวกเราควรร่วมมือกันให้ดีที่สุด จะได้สอบเข้ากันได้ทุกคน ตอนนี้หัวหน้าซุนเป็นตัวแทนของหนานหยวนเท่านั้น ไม่ได้เป็นตัวแทนของเขตปกครองต้าเซี่ย ดังนั้นพวกเรายังมีโอกาสในการสอบแก้ตัวที่เขตปกครองต้าเซี่ย..."
โอกาสสอบแก้ตัว!
นักเรียนหลายคนสีหน้าแปรเปลี่ยนไปมา สอบแก้ตัวแล้วจะสอบติดแน่นอนหรือ?
ไปสอบแก้ตัวที่เขตปกครองต้าเซี่ย แล้วจะติดชัวร์หรือ?
ตอนนี้สละโอกาส ให้คนอื่นสอบติดไป แล้วถ้าพวกเขาสอบไม่ติดล่ะจะทำยังไง?
โจวเทียนฉีเห็นมีคนมองมาที่เขา สีหน้าก็ดูไม่ค่อยดีนัก ชัดเจนว่าความหมายของทุกคนชัดเจนมาก โจวเทียนฉีควรสละโอกาสให้คนอื่น แล้วกลับไปเข้าร่วมการสอบแก้ตัวที่เขตปกครองต้าเซี่ย
8 คนสามารถสอบติดได้แค่สองคน 6 คนไม่สามารถสอบติด
แต่คนที่มีอยู่ตรงนี้ ก็ไม่แน่ว่าจะมีถึง 6 คนที่มีโอกาสสอบแก้ตัว
นี่แสดงว่า ปีนี้ต้องมีคนสอบไม่ติดอย่างแน่นอน ต้องไปเข้าร่วมการสอบปีหน้า หรือไม่ก็... เข้าร่วมการสอบของสถาบันอื่น ไม่เข้าสถาบันอารยธรรมอีกต่อไป
พวกโจวเทียนฉีต่างก็ไม่ปริปากรอให้พวกผู้ใหญ่ตัดสินใจ ตอนนี้เรื่องราวไม่มีที่ว่างให้พวกเขาตัดสินใจแล้ว
เกี่ยวข้องกับสถานที่อย่างกรมเสริมสร้างความแข็งแกร่ง คงทำได้พึ่งพาผู้ปกครองในการแก้ไขปัญหา
...
ครู่ต่อมา มีกรรมการคุมสอบเดินออกมาแล้วตะโกนเสียงดัง "ผู้เข้าสอบเข้าสนามสอบ!"
เวลาสอบมาถึงแล้ว!
ทุกคนพากันเดินไปที่สนามสอบ ตอนที่ซูอวี่เดินผ่านไป นักเรียนรอบๆ ต่างก็หลีกทางให้เขาอย่างรู้หน้าที่
เป็นคนเก่งกาจสุดยอด!
ยอดฝีมือระดับเปิดธาตุขั้นที่เก้า ที่หนึ่งของสถาบันสงคราม คนโหดเหี้ยมที่เกือบจะสังหารเก้าอัจฉริยะในพริบตา ทุกคนถอยห่างจากเขาหน่อยจะดีกว่า
ซูอวี่รู้สึกสบายใจยิ่งนักและไม่สนใจ
คนที่ได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับเขายังมีพวกของอู๋หลาน คนอื่นๆ ก็พากันหลีกทางให้พวกเขา ทว่าในแววตาล้วนมีความสงสาร ช่างน่าเวทนาจริงๆ จู่ๆ ก็ถูกหลอกเสียย่ำแย่ขนาดนี้
...
เหมือนกับช่วงเช้า ยังคงเป็นสนามสอบใหญ่ทั้งห้า
ทว่าจำนวนคนเข้าสอบไม่มากนัก ตอนนี้สนามสอบหมายเลข 3 ที่ซูอวี่อยู่มีคนเพียง 200 คนเท่านั้น
แถมยังมีคนคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่ไม่น้อย หลิวเยวี่ย อู๋หลาน พวกโจวเทียนฉี ล้วนอยู่ที่นี่ทั้งหมด
ซูอวี่กวาดตามองรอบหนึ่ง ก็พอจะคาดเดาได้คร่าวๆ ว่าการแบ่งสนามสอบอาจไม่ได้เป็นการสุ่ม
นักเรียนของหนานหยวนที่มีความหวังจะสอบติด แทบจะอยู่ที่นี่กันหมด
คนนอกมีเป็นส่วนใหญ่ น่าจะเป็นพวกที่ผลการเรียนดีมากเช่นกัน
พวกของโจวเทียนฉีกลุ่มนี้ แทบจะอยู่ในสนามสอบนี้กันหมด
หัวหน้ากรรมการคุมสอบยังคงมี 5 คน หัวหน้าซุน นักวิจัยหวงจากสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย นักวิจัยชราจากสถาบันอารยธรรมจิ่วเทียน อู๋เหวินไห่ และผู้บังคับกองพันกองทัพปราบมาร
องค์ประกอบเหมือนกับเมื่อเช้า ในจำนวนนั้นสองคนมาจากสถาบันอารยธรรม
นี่ก็เป็นตัวแทนอันดับของสถาบันอารยธรรมในเขตปกครองต้าเซี่ยเช่นกัน
สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยอันดับหนึ่ง สถาบันอารยธรรมจิ่วเทียนอันดับสอง ส่วนอีกแห่งที่มีชื่อเสียงพอสมควรอย่างสถาบันอารยธรรมเวิ่นเต้าอยู่อันดับสาม
ตอนนี้หัวหน้าซุนกลับมาสงบเยือกเย็นแล้ว เขามองลงไปยังนักเรียนด้านล่าง แล้วเอ่ยว่า "การสอบของสถาบันอารยธรรม แตกต่างจากสถาบันสงคราม! ไม่จำกัดเวลาในการสอบ หากพวกเธอต้องการ จะสอบสักกี่วันก็ได้!"
"อันดับแรกคือการสอบวิชาภาคทฤษฎี!"
"ความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับสถาบันสงครามก็คือ... ไม่จำกัด!"
"สถาบันระดับกลางแต่ละแห่ง มีการสอนภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ทั้งหมด 120 ภาษา ข้อสอบรวบรวมข้อสอบภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ทั้ง 120 ภาษา นักเรียนสามารถเลือกทำได้เอง 10 ข้อตอบถูก 8 ข้อถือว่าผ่าน ผ่านหนึ่งภาษาได้ 10 คะแนน หากมีคนเชี่ยวชาญภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ทั้ง 120 ภาษาและตอบถูกทั้งหมด คะแนนรวมก็คือ 1200 คะแนน!"
หัวหน้าซุนกล่าวเสียงดัง "หากมีใครสามารถทำคะแนนได้ 1200 คะแนน จะได้เข้าสู่ระดับสูงขั้นสูงสุด สถาบันจะรับเข้าเป็นกรณีพิเศษ ได้รับสวัสดิการอย่างดีเยี่ยม เมื่อเข้าสถาบัน อย่างน้อยก็จะมีนักวิจัยระดับอาวุโสเป็นผู้สอน ได้รับรางวัลเป็นอักษรเจตจำนงสิบบท โลหิตแก่นแท้ประเภทต่างๆ นับไม่ถ้วน เมื่อถึงขั้นเหินหาวหลอมกายาจะได้รับรางวัลเป็นโลหิตแก่นแท้เทพมาร..."
รางวัลมากมายพรั่งพรูออกจากปากของเขา ซูอวี่ฟังแล้วน้ำลายแทบสอ
น่าเสียดาย... ไม่เกี่ยวอะไรกับเขาเลย
อย่าล้อเล่นน่า 120 วิชา!
ต่อให้นายจะเป็นอัจฉริยะ ต่อให้นายเริ่มเรียนตั้งแต่ 6 ขวบ เวลา 12 ปี เชี่ยวชาญภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ปีละ 10 ภาษา นายแน่ใจนะว่าจะไม่เป็นบ้าไปซะก่อน?
ภาษาของเผ่าพันธุ์ต่างๆ ที่แตกต่างกันมากมายขนาดนั้น หากพลังเจตจำนงของนายไม่แข็งแกร่งพอ หรือแม้กระทั่งยังไม่ถึงขั้นเหินหาว นายแน่ใจนะว่าจะทนรับไหว?
เพราะงั้นของพรรค์นี้... มีไว้ขู่คนอื่นชัดๆ!
"แจกข้อสอบ!"
หัวหน้าซุนพูดพลาง ข้อสอบหนาเตอะเป็นปึกๆ ก็ถูกกองกำลังรักษาเมืองแจกจ่ายลงมา
หัวหน้าซุนยิ้มและพูดว่า "ทุกคนพยายามทำให้เต็มที่ ไม่จำกัดเวลา ทำได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น นักเรียนในสนามสอบนี้ ล้วนเชี่ยวชาญภาษาตั้งแต่ 6 ภาษาขึ้นไป ผู้เข้าสอบของหนานหยวนในปีนี้ พวกเธอคือกลุ่มที่ยอดเยี่ยมที่สุด ฉันหวังว่าจะได้เห็นเรื่องเซอร์ไพรส์บ้างนะ"
ซูอวี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ นี่ต้องวัดกันที่ฝีมือจริงๆ แล้ว
เชี่ยวชาญมาก ธรรมชาติย่อมทำข้อสอบได้มาก เชี่ยวชาญไม่มาก ได้ข้อสอบมาก็ทำได้แค่นั่งเหม่อ
ไม่ไกลออกไป อู๋หลานมีสีหน้าเย่อหยิ่งจองหอง หันหน้ามามองซูอวี่
"33 ภาษา!"
เสียงไม่ดังนักดังมาจากทางอู๋หลาน ซูอวี่ขี้เกียจสนใจ 33 ภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ ไม่เห็นมีอะไรวิเศษวิโสเลย
ตัวเองก็เชี่ยวชาญถึง 20 ภาษา ถึงจะด้อยกว่านิดหน่อย... ก็แค่ 130 คะแนนเท่านั้นแหละ ใครจะกลัวล่ะ!
แต่ก็ต้องยอมรับว่า ผู้หญิงคนนี้มีฝีมืออยู่บ้างเหมือนกัน
การเรียนภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ พูดตามตรง ไม่ได้ดูแค่พรสวรรค์อย่างเดียว แต่ต้องดูความอดทน ดูความมุมานะด้วย ของพรรค์นี้ไม่ใช่ว่ามองปราดเดียวแล้วจะทำได้เลย ต้องอาศัยเวลาเนิ่นนานหลายปีในการเรียนรู้และทบทวนถึงจะสำเร็จ
พร้อมกับเสียง "เริ่มการสอบ" ทุกคนก็เริ่มจรดปากกา
เงียบกว่าช่วงเช้ามาก ไม่มีเสียงพลิกกระดาษข้อสอบ ทุกคนต่างตั้งใจเขียน เชี่ยวชาญภาษาอย่างน้อย 6 ภาษาขึ้นไป นักเรียนที่นี่ไม่มีพวกเด็กเรียนแย่หรอก
...
โซนกรรมการคุมสอบ
มองดูนักเรียนด้านล่างเริ่มลงมือเขียน นักวิจัยหวงกวาดตามองรอบหนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น "แค่ด่านนี้ อู๋หลานก็ทำคะแนนนำซูอวี่ไปได้อย่างน้อย 100 คะแนนขึ้นไปแล้ว พวกโจวเทียนฉีถึงแม้เมื่อกี้จะเพิ่งก่อเรื่อง แต่ถ้าพูดถึงการเชี่ยวชาญภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์... ก็อยู่ระดับ 15 ภาษาขึ้นไปทั้งนั้น เกรงว่าคงสอบได้คะแนนไม่ต่ำกว่าซูอวี่หรอก"
หัวหน้าซุนพยักหน้า ไม่ได้ปฏิเสธ แต่กลับเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น "ทางเขตปกครองต้าเซี่ยนั่นน่ะ พวกคุณคิดว่าปีนี้คะแนนสูงสุดน่าจะได้สักกี่คะแนน?"
"คะแนนรวมน่ะหรือ?"
"ใช่"
"1000 คะแนนขึ้นไป!"
นักวิจัยหวงตอบอย่างตรงไปตรงมา "ปีนี้มีนักเรียนระดับยอดอัจฉริยะหลายคนเข้าร่วมการสอบ พลังเจตจำนงบรรลุถึงขั้นบ่มเพาะจิต อักษรเทวะก่อรูปสมบูรณ์ เชี่ยวชาญภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ก็มาก บวกกับคะแนนความดีความชอบพิเศษ ยังไงก็ต้องถึง 1000 คะแนนขึ้นไปแน่นอน!"
คราวนี้ แม้แต่หัวหน้าซุนก็ยังอดทอดถอนใจไม่ได้ "ยอดอัจฉริยะจริงๆ! สมัยที่ฉันเข้าเรียน คะแนนรวม 420 คะแนน ก็นับว่าไม่เลวแล้วในหมู่นักเรียนรุ่นเดียวกัน ห่างชั้นกันเกินไปจริงๆ"
นักวิจัยหวงยิ้มๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เขาอยากจะบอกว่า ปีนั้นเขาทำข้อสอบได้ 500 คะแนน แต่... ช่างเถอะ เขากลัวว่าศิษย์พี่คนนี้เดี๋ยวจะมาหาเรื่องเขาอีก
ถึงแม้จะไม่ได้เข้าระดับสูง แต่ทั้งสองคนก็นับว่าเป็นระดับหัวกะทิในหมู่นักเรียนระดับกลางแล้ว
นักเรียนระดับสูงมีอยู่น้อยนิดจริงๆ หากไม่เป็นเช่นนั้น ปัจจุบันทั้งสองคนก็คงไม่มีความสำเร็จเช่นนี้ ล้วนเข้าสู่ขั้นเหินหาวในช่วงเวลานี้ และไม่ใช่แค่เพิ่งเข้าสู่ขั้นด้วย นี่ย่อมแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและศักยภาพ
ชายชราจากสถาบันจิ่วเทียนที่อยู่ข้างๆ ตอนนี้กล่าวช้าๆ ว่า "ปีนี้ยังมีเด็กรุ่นหลังของหมื่นเผ่าพันธุ์บางส่วนไปที่พวกคุณ... มีการสอบไหม?"
นักวิจัยหวงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ต้องมีสิ! สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยไม่ใช่ว่าใครจะเข้าก็เข้าได้นะ! อธิการพาคนไปที่สนามรบพหุภพด้วยตัวเองเพื่อรับตัวพวกนั้น แล้วก็จัดสอบตรงนั้นเลย แต่ในเมื่อยอมทุ่มเทจ่ายค่าตอบแทนมหาศาลเพื่อส่งมา เกรงว่าคงไม่มีพวกไร้ความสามารถหรอก!"
ทุ่มทุนสร้างส่งคนมาขนาดนี้ ถ้าส่งพวกงี่เง่ามา นั่นก็คือการสูญเปล่า ส่งมาตายชัดๆ
ต่อให้หมื่นเผ่าพันธุ์จะโง่แค่ไหน ก็ไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้แน่
กล้าส่งมา นั่นก็แปลว่าเป็นพวกที่ยอดเยี่ยมกันทั้งนั้น ต่อให้ไม่ใช่กลุ่มที่มีพรสวรรค์ที่สุด ก็ต้องเป็นกลุ่มหัวกะทิของหมื่นเผ่าพันธุ์แล้ว
ชายชราทอดถอนใจแผ่วเบา "การกระทำของอธิการว่านครั้งนี้... พูดยากนะ ปีนี้มีนักเรียนระดับยอดอัจฉริยะปรากฏตัวขึ้นในเขตปกครองต้าเซี่ย ก็น่าจะเกี่ยวข้องกับพวกเขาด้วย เด็กพวกนั้นก่อนหน้านี้ล้วนเรียนอยู่ที่บ้านของตัวเอง ความจริงเมื่อสองปีก่อนก็สามารถมาร่วมการสอบได้แล้ว"
นักวิจัยหวงพยักหน้า "เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จริงๆ ตระกูลเซี่ย ตระกูลหู ตระกูลว่าน ล้วนมีเด็กรุ่นหลังออกมาแล้ว"
ตระกูลเซี่ย เซี่ยของเซี่ยหลงอู่
ตระกูลว่าน ว่านของว่านเทียนเซิ่ง!
ตระกูลหู... ผู้ที่มีอำนาจปกครองเขตปกครองต้าเซี่ยอย่างแท้จริง เฒ่าหูคนที่ทำตัวเหมือนหลานชายต่อหน้าท่านโหวเซี่ย ช่วงหลายปีมานี้เซี่ยหลงอู่ดูแลเรื่องการทหาร คนผู้นี้ดูแลเรื่องความเป็นอยู่ของประชาชน เศรษฐกิจ และการบริหาร
บุคคลหมายเลขสองของเขตปกครองต้าเซี่ย นอกจากท่านเจ้าเมืองแล้ว ก็คือเฒ่าหูผู้นี้นี่แหละ
พูดจบ นักวิจัยหวงก็หัวเราะเบาๆ "ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีเด็กรุ่นหลังของตระกูลเจิ้งด้วย"
"หืม?"
ชายชราชะงักไปครู่หนึ่ง "คุณหมายความว่า... อธิการเจิ้ง..."
"ใช่!"
นักวิจัยหวงหัวเราะ "ผมก็แค่ได้ยินมา ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ เด็กรุ่นหลังของบ้านนั้นมาที่สถาบันอารยธรรม... ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ผมกังวลว่า... จะมาแนวใช้กำลังตัดสิน พอพูดกันไม่ถูกคอก็เปิดศึกในสถาบันเลย ถึงตอนนั้นคงจะวุ่นวายยุ่งยากน่าดู"
สีหน้าของแต่ละคนแตกต่างกันไป ทายาทของหัวเรือใหญ่สถาบันสงครามมาที่สถาบันอารยธรรม สองที่นี้เป็นคู่อริกันนะ
ว่านเทียนเซิ่งช่างกล้ารับใครต่อใครจริงๆ!
คนหนึ่งกล้ารับ อีกคนก็กล้าส่ง
เหล่าเจิ้งช่างใจกล้าจริงๆ ไม่กลัวเลยว่าลูกหลานจะถูกตีตาย
สถาบันสงครามมาท้าประลองกับสถาบันอารยธรรมทุกปี นี่เป็นเกมการละเล่นที่มีมาหลายร้อยปีแล้ว ทุกปีก็ปล่อยให้สถาบันสงครามได้สนุกสนานกันอย่างเต็มที่ ทุบตีผู้ใช้อารยธรรมไปตั้งเท่าไหร่แล้ว
ตอนนี้เด็กรุ่นหลังของบ้านเขามาแล้ว ไม่กลัวว่าพวกตาแก่พวกนั้นจะหาเรื่องไปซ้อมเอาสักยกหรือไง?
คนในสถาบันมีตั้งหลายหมื่นคนนะ!
คนที่ไม่เคยโดนตี... จะหาเจอหรือเปล่าล่ะ?
ตอนนี้ทายาทของผู้บริหารระดับสูงมาแล้ว แม้แต่อู๋เหวินไห่ที่อยู่ข้างๆ ก็ยังอดพูดขึ้นมาไม่ได้ว่า "คนบ้านอธิการเจิ้งนั่น... ใช่... ไม่ใช่ลูกแท้ๆ หรือเปล่า?"
"..."
หลายคนมองเขาด้วยสายตาพิลึก อู๋เหวินไห่ นายคิดเหมือนพวกเราเป๊ะเลย แต่ที่พูดออกมานี่ ไม่กลัวตายจริงๆ หรือ?
อันที่จริงหลายคนก็มีความคิดที่ไม่ดีแบบนี้เหมือนกัน ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่สมเหตุสมผล เหล่าเจิ้งจะส่งคนมาสถาบันอารยธรรม น่ากลัวเกินไปแล้ว!
หลายคนคุยกันเรื่องซุบซิบนินทา แต่ล้วนเป็นยอดฝีมือขั้นเหินหาว การสอบของนักเรียนด้านล่าง ย่อมหนีไม่พ้นสายตาของพวกเขาไปได้
วินาทีต่อมา ผู้บังคับกองพันกองทัพปราบมารก็กระโดดลอยตัวพุ่งทะยานขึ้น ในชั่วพริบตาก็ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้านักเรียนคนหนึ่ง หิ้วปีกเขาขึ้นมาแล้วโยนออกไปข้างนอก
"ทุจริต โยนออกไป บันทึกไว้ สถาบันทุกแห่งห้ามรับเข้าศึกษาตลอดชีวิต!"
น้ำเสียงของผู้บังคับกองพันเย็นเยียบ ทุกปีต้องมีพวกนี้อยู่เสมอไม่เคยขาด
สมองมีไว้ประดับแท้ๆ โง่ยิ่งกว่าพวกในกองทัพปราบมารบางคนเสียอีก... อะแฮ่ม!
โกงข้อสอบใต้จมูกยอดฝีมือขั้นเหินหาวตั้งหลายคน ไอ้เด็กพวกนี้รู้หรือเปล่าว่าขั้นเหินหาวแข็งแกร่งแค่ไหน โดยเฉพาะผู้ใช้อารยธรรม ภายใต้การปกคลุมของพลังเจตจำนง มีอะไรหนีพ้นสัมผัสของพวกเขาไปได้บ้าง?
กรรมการคุมสอบหลายคนไม่ได้สนใจ นักเรียนที่ถูกโยนออกไปร้องไห้คร่ำครวญขอความเมตตา ก็ไม่มีใครสนใจใยดี
กล้าทุจริต ก็ต้องรับผลตอบแทน
สถาบันทุกแห่ง โดยเฉพาะฝ่ายทหาร รังเกียจคนประเภทนี้ที่สุด
ไม่ใช่แค่สถาบันต่างๆ จะไม่รับเข้าศึกษา การจะเข้ากองทัพก็ยังยาก บันทึกไว้เป็นประวัติ กองทัพก็ไม่มีทางรับอีกต่อไป วันข้างหน้าก็ตั้งใจหางานคนธรรมดาทำเลี้ยงชีพไปเถอะ
ในสนามสอบ ซูอวี่และคนอื่นๆ ล้วนสะเทือนใจอยู่บ้าง นี่ไม่ใช่นักเรียนตัวปลอมแบบเมื่อเช้า นี่คือถูกจับได้ว่าทุจริตจริงๆ
...
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป
หนึ่งชั่วโมงครึ่งผ่านไป...
ในขณะที่บรรยากาศในสนามสอบกำลังตึงเครียด จู่ๆ อู๋หลานก็ยกมือขึ้นรอกรรมการคุมสอบส่งสัญญาณ อู๋หลานก็เอ่ยขึ้น "อาจารย์คะ หนูทำข้อสอบเสร็จแล้วค่ะ ข้อสอบทั้ง 33 วิชาทำเสร็จหมดแล้ว!"
"..."
ด้านล่าง นักเรียนบางคนถึงกับเปลี่ยนสีหน้า 33 วิชา!
บางคนสอบเจ็ดแปดวิชา จนป่านนี้ยังไม่กล้าส่งข้อสอบ ยังคงตรวจทานอยู่เลย ผู้หญิงคนนี้ทำข้อสอบเสร็จตั้ง 33 วิชา แถมยังไม่คิดจะตรวจทานอีก จะต้องมีความมั่นใจขนาดไหนกันเนี่ย
เวลาไม่ถึงสองชั่วโมง อู๋หลานทำข้อสอบไปเกือบ 20 แผ่นในหนึ่งชั่วโมง นี่เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก บ่งบอกว่าคำถามบางข้อในข้อสอบ สำหรับนางแล้ว แทบไม่ต้องใช้สมองคิดหรือทำความเข้าใจเลย
เวลานี้ แม้แต่ซูอวี่ก็ยังรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย 20 วิชาของเขาเพิ่งเขียนเสร็จไปแค่ 18 วิชา ยังเหลืออีกตั้งสองวิชาที่ยังเขียนไม่เสร็จเลย
ด้านบน นักวิจัยหวงเอ่ยขึ้น "ทำข้อสอบเสร็จแล้ว สามารถไปเข้าร่วมการสอบรายการต่อไปได้เลย ตอนนี้จะไปเลยไหม?"
"ไม่ค่ะ หนูจะรอพวกเขา!"
อู๋หลานลุกขึ้นไปส่งข้อสอบ จากนั้นก็หันหน้าไปมองซูอวี่ด้วยใบหน้าภาคภูมิใจ!
ฉันจะรอพวกนาย!
ส่งข้อสอบก่อนเวลา นั่นคือความมั่นใจ การรอพวกนายไปสอบพร้อมกัน นั่นก็เพื่อให้พวกนายได้เห็นเป็นบุญตาว่า อะไรคืออัจฉริยะที่แท้จริง!
ด้านล่าง จิตใจของซูอวี่สั่นไหวเล็กน้อย จากนั้นก็เลิกสนใจแล้วเริ่มก้มหน้าก้มตาทำข้อสอบต่อไป
ส่วนนักเรียนคนอื่นๆ ตอนนี้ก็ทยอยกันเริ่มส่งข้อสอบแล้ว
บางคนรู้ภาษาน้อย ก็เขียนเสร็จไปตั้งนานแล้ว ก่อนหน้านี้ก็แค่คอยตรวจทานอยู่เท่านั้น เวลานี้ก็เริ่มจะรอไม่ไหวแล้วเหมือนกัน
ผ่านไปอีกสิบกว่านาที ซูอวี่ก็ทำข้อสอบเสร็จ
เขาเริ่มลงมือตรวจข้อสอบแล้ว!
ด้านบน อู๋หลานยืนอยู่ในโซนกรรมการคุมสอบ เห็นซูอวี่ยังคงตรวจข้อสอบอยู่ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
พวกหัวหน้าซุนย่อมคอยจับตาดูซูอวี่อยู่เช่นกัน เมื่อเห็นเขาตรวจทานอย่างละเอียดรอบคอบตั้งแต่ต้นจนจบอย่างช้าๆ หลายคนก็ยิ้มออกมา กลับรู้สึกว่าไอ้หนุ่มคนนี้ช่างเยือกเย็นหนักแน่นดี
ในวัยหนุ่มที่เลือดลมพลุ่งพล่าน เวลาแบบนี้ที่อู๋หลานส่งข้อสอบก่อนหน้าเขา เขาควรจะร้อนรนกระวนกระวายใจสิ ตอนนี้ยังมามีกะจิตกะใจตรวจข้อสอบอย่างสบายอารมณ์ นับว่าอดทนอดกลั้นได้ดีทีเดียว
กระทั่งพวกโจวเทียนฉี ก็ล้วนได้รับผลกระทบไปไม่น้อย แต่ละคนรีบทำข้อสอบเสร็จแล้วรีบนำไปส่ง ซูอวี่หมอนี่กลับให้ความรู้สึกเหมือนทำข้อสอบไม่ได้ แล้วยังมัวยืดยาดถ่วงเวลาอยู่อีก
เวลานี้ หัวหน้าซุนยิ้มแล้วพูดว่า "ในเมื่อยังมีเวลา ก็มาตรวจข้อสอบด้วยกันเถอะ"
นักวิจัยทั้งสองจากสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยและสถาบันจิ่วเทียนก็ไม่มีความเห็นขัดข้อง ยอดฝีมือขั้นเหินหาวตรวจข้อสอบได้เร็วมาก หนึ่งนาทีตรวจข้อสอบหนึ่งชุดเสร็จได้สบายมาก
การตรวจข้อสอบมีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้น ผู้บังคับกองพันกองทัพปราบมารและอู๋เหวินไห่ไม่ได้เข้าร่วม ทั้งสามคนกวาดตามองอย่างรวดเร็ว ตรวจสลับกันไปมา
ไม่นานนัก ข้อสอบของอู๋หลานก็ถูกตรวจเสร็จ
"330 ข้อ ตอบถูก 328 ข้อ!"
หัวหน้าซุนพยักหน้าเล็กน้อย เผยรอยยิ้มออกมา ไม่เลวเลยทีเดียว 330 คะแนน ยัยหนูจากตระกูลอู๋คนนี้ มีฝีมืออยู่บ้างจริงๆ
วินาทีต่อมา หัวหน้าซุนก็เปิดไปเจอข้อสอบอีกชุดหนึ่ง ตรวจทานครู่หนึ่ง แล้วเผยรอยยิ้มออกมาอีกครั้ง "ไม่เลวเลย หลิวเยวี่ย จากทางฝั่งหนานหยวน 240 ข้อ ตอบถูก 235 ข้อ ผ่านหมดเลย 240 คะแนน!"
ทางด้านนั้น บนใบหน้าของหลิวเยวี่ยปรากฏแววแห่งความปีติยินดี
พออู๋หลานมาถึง อัจฉริยะแห่งหนานหยวนอย่างนางก็ถูกรัศมีกลบเสียจนไม่มีจุดยืน ตอนนี้ถึงแม้จะสู้ไม่ได้เท่าอู๋หลาน แต่คะแนน 240 คะแนนนี้ ในทั่วทั้งหนานหยวน เกรงว่าคงไม่มีใครทำคะแนนได้สูงกว่านางอีกแล้ว
"โจวเทียนฉี... 200 ข้อ ตอบถูก 192 ข้อ ในนั้นมีชุดหนึ่งทำผิดไปสามข้อ..."
หัวหน้าซุนหันกลับไปมองโจวเทียนฉี เมื่อเห็นเขาหลบสายตาตน ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย "ก็ทำได้ไม่เลว แต่กลับเสียคะแนนไปตั้ง 10 คะแนน นี่เป็นความผิดพลาดที่พวกเธอไม่สมควรจะทำพลาด เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ กลับทำให้ได้รับผลกระทบหนักหนาขนาดนี้... สภาพจิตใจยังใช้ไม่ได้!"
โจวเทียนฉีรู้สึกน้อยใจ เขาไม่กล้าพูดออกไป
นั่นมันเรื่องเล็กหรือ?
เรื่องใหญ่โตมโหฬารเลยล่ะ!
เขายังอุตส่าห์กัดฟันทำข้อสอบมาจนจบได้ อัตราการทำผิดก็ยังไม่สูง ถือว่าเขามีสติสัมปชัญญะดีพอแล้ว
"ขงเซิ่ง 170 ข้อ ตอบถูก 148 ข้อ สองชุดมีข้อที่ตอบผิด 3 ข้อขึ้นไป ได้คะแนน 150 คะแนน..."
นี่คืออีกคนหนึ่งในกลุ่ม 8 คน ได้รับคะแนนไป 150 คะแนน
หัวหน้าซุนไม่ได้พูดอะไรอีก ไม่ได้คะแนนเต็มอย่างที่ควรจะได้ นั่นก็เป็นความรับผิดชอบของพวกเขาเอง เขาขี้เกียจจะพูดอะไรอีกแล้ว
150 คะแนนถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่นานนัก ข้อสอบของผู้เข้าสอบคนอื่นๆ ก็ถูกเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว
100 คะแนน 90 คะแนน... หรือแม้กระทั่งน้อยกว่านี้ก็มี
มีนักเรียนเชี่ยวชาญ 6 วิชา แต่ผลปรากฏว่าทำคะแนนได้ 40 คะแนน แบบนี้ก็มีให้เห็น ที่ต่ำกว่านี้ยังไม่เห็น อาจจะมีในสนามสอบอื่นที่ได้ยี่สิบหรือสามสิบคะแนน
ทางฝั่งหนานหยวน สนามสอบนี้น่าจะมีคนอยู่ไม่ถึง 50 คน
คนที่สามารถทำคะแนนได้ร้อยคะแนนขึ้นไปจริงๆ เกรงว่าคงมีไม่กี่คนหรอก
จนกระทั่งกรรมการคุมสอบหลายท่านตรวจข้อสอบไปมากกว่า 50 ชุดแล้ว ซูอวี่ถึงได้เดินขึ้นไปส่งข้อสอบ
หัวหน้าซุนรับมาเปิดดูคร่าวๆ รอบหนึ่ง แล้วมองซูอวี่อีกครั้ง จากนั้นจึงเอ่ยขึ้น "200 ข้อ ถูกหมด 200 คะแนน! แต่... ด้านหลังนี่เธอเขียนบ้าอะไรมาเนี่ย?"
ซูอวี่ไม่แยแส เอ่ยเสียงเรียบ "ด้านหลังผมไม่เคยเรียนมาครับ ลองเขียนให้เต็มดู เผื่ออาจจะได้คะแนนบ้าง"
"..."
กรรมการคุมสอบหลายคนถึงกับพูดไม่ออก!
หมอนี่ซูอวี่ ข้อสอบด้านหลังก็เขียนมาซะเยอะแยะ แต่... คนละเรื่องเดียวกันเลย!
ผิดหมดเกลี้ยง!
นี่มันไม่ใช่ข้อสอบแบบปรนัยนะ หมอนี่คิดจะเดาให้ถูก มันจะง่ายขนาดนั้นได้ยังไง ต่อให้ฟลุกเดาถูกสักข้อสองข้อ ก็ไม่มีทางได้คะแนนอยู่ดี
ทางด้านนั้น อู๋หลานหัวเราะเยาะ ใบหน้าเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม
ไอ้งั่ง ยังจะคิดเดาให้ถูกอีก คิดได้ยังไงเนี่ย!
ซูอวี่หันหน้าไปมองนางแวบหนึ่ง เอ่ยเสียงเบา "อัตราการตอบถูกของฉันคือหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์"
"..."
อู๋หลานไม่อยากสนใจเขา มีอะไรวิเศษนักหนา ฉันทำข้อสอบเร็วมาก แถมยังได้คะแนนเต็มหมดด้วย สูงกว่านายตั้ง 130 คะแนนแหนะ!
ด้านข้าง หลิวเยวี่ยกลับกล่าวแสดงความยินดีเบาๆ
พวกเขาทั้งสองคนล้วนได้คะแนนเกิน 200 คะแนนขึ้นไป และทั้งสนามสอบคนที่มีคะแนนเกิน 200 คะแนนขึ้นไปก็มีเพียงแค่พวกเขาสามคนเท่านั้น
ต่อให้ไม่ต้องเข้าร่วมการสอบรายการอื่น พวกเขาก็สอบติดสถาบันอารยธรรมแน่แล้ว
กรรมการคุมสอบหลายท่านสบตากัน ในสนามสอบยังมีคนที่ยังสอบไม่เสร็จ หัวหน้าซุนจึงเอ่ยขึ้น "งั้นพวกเราพาพวกเขาไปเข้าร่วมการสอบวิชาต่อไปเถอะ ทางนี้มอบให้คุณจัดการแล้วกัน"
คนที่พวกเขามองล้วนเป็นผู้บังคับกองพันกองทัพปราบมารท่านนั้น ยังไงนายก็เป็นคนหยาบกระด้าง การสอบหลังจากนี้นายก็ไม่แน่ว่าจะดูรู้เรื่อง ก็เลยไม่พานายไปเล่นด้วยแล้ว
ผู้บังคับกองพันหน้าดำคร่ำเครียด ไม่ปริปากพูดอะไร นั่งหลังตรงอย่างสง่าผ่าเผยต่อไป เห็นได้ชัดว่าก็รู้ตัวดีว่าคนพวกนี้ไม่ยอมพาเขาไปเล่นด้วยแล้ว
นักวิจัยหวงของสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย ตอนที่เดินผ่านซูอวี่ ริมฝีปากก็ขยับมุบมิบเล็กน้อย "เอาที่หนึ่งมาให้ได้ แล้วจะให้คะแนนความดีความชอบ 20 คะแนนที่ถูกยึดไปคืนเป็นรางวัล อย่าหาว่าฉันไม่ให้โอกาสล่ะ แต่ว่า... ดูทรงแล้วคงต้องยกให้อู๋หลานเสียแล้วล่ะมั้ง!"
"..."
สีหน้าของซูอวี่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ยังมีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วยหรือ?
ถ้าพูดอย่างนี้ ตำแหน่งที่หนึ่งนี้ก็ต้องคว้ามาให้ได้แล้วสินะ!
ไม่อย่างนั้นคะแนนความดีความชอบที่ขาดทุนไปก่อนหน้านี้ก็ต้องสูญเปล่าไปเลยสิ!
"ที่หนึ่ง... ตามหลังอยู่ 130 คะแนน..."
สีหน้าของซูอวี่แปรเปลี่ยนไปมา ช่องว่างห่างกันมากทีเดียว เขาไม่รู้ว่าการสอบหลังจากนี้ จะสามารถทำคะแนนแซงหน้าอู๋หลานได้หรือไม่ แต่รู้สึกว่าค่อนข้างยาก
วินาทีนี้ ในหัวของซูอวี่มีเรื่องราวมากมายแล่นเข้ามา
อย่างเช่น... พูดยั่วโมโหอู๋หลานสักสองสามประโยค ยัยโง่นั่นทำไปทำมาอาจจะสละสิทธิ์การสอบไปเองก็ได้
"ช่างเถอะ ไม่รังแกคนโง่ดีกว่า"
ซูอวี่ล้มเลิกความคิดนี้ไป มิฉะนั้นตามการประเมินที่เขามีต่ออู๋หลาน ตอนนี้เดินเข้าไปยั่วโมโหนางสักสองสามประโยค อย่างเช่นพูดว่า... คนที่มาสอบที่หนานหยวนล้วนแต่เป็นขยะ ต่อให้สอบติดระดับสูงได้ พวกอัจฉริยะของเขตปกครองต้าเซี่ยนั่นก็ดูถูกนางอยู่ดี คิดว่านางทุจริตข้อสอบที่หนานหยวน...
คำพูดแบบนี้พูดกรอกหูสักหลายๆ ประโยค อู๋หลานทำไปทำมาอาจจะระเบิดอารมณ์แตก แล้วหนีไปเองเลยก็เป็นได้
"ฉันนี่มันใจดีเกินไปจริงๆ"
ซูอวี่พึมพำกับตัวเองเบาๆ คนใจดีมักจะต้องยอมเสียเปรียบเสมอ ไม่เป็นไร ฉันมีความแข็งแกร่ง ใช้ความแข็งแกร่งบดขยี้นางให้แหลกก็เหมือนกันแหละ!
ฉันไม่เชื่อหรอก ว่าอู๋หลานอย่างนางจะเชี่ยวชาญอักษรเทวะตั้งสองตัว อักษรเทวะที่สมบูรณ์ด้วยนะ!







