หนานหยวน
ช่วงบ่าย การสอบของสถาบันอารยธรรม
จำนวนผู้เข้าสอบของสถาบันอารยธรรมมีไม่มากเท่าช่วงเช้า ยุคสมัยนี้ หากพูดถึงการฝึกตน ทุกคนล้วนทำได้ แต่ถ้าพูดถึงการเรียนหนังสือ ใช่ว่าทุกคนจะเรียนรอด
จำนวนคนที่สอบผ่านภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ในสถาบันระดับกลางมีน้อยนิด บางคนกระทั่งคุณสมบัติในการสมัครยังไม่มีด้วยซ้ำ
นักเรียนจากทั้งในหนานหยวนและต่างเมืองกว่าสามพันคนเข้าร่วมการสอบ มีผู้เข้าสอบสถาบันอารยธรรมเพียงแค่ราวหนึ่งพันคน หรืออาจจะน้อยกว่านั้นเสียอีก
……
ภายในสถาบัน
แตกต่างจากความเงียบสงบในช่วงเช้า ช่วงบ่ายเป็นการสอบของสถาบันอารยธรรม กลุ่มคนที่มาพร้อมกับอู๋หลานก่อนหน้านี้ล้วนมาเพื่อการสอบช่วงบ่าย ตอนเช้าพวกเขาแค่มาเพื่อทำความรู้จักซูอวี่เท่านั้น
เวลานี้ ซูอวี่เพิ่งเดินออกมาจากหอพัก ยังไม่ทันถึงสนามสอบ กลุ่มคนเหล่านั้นก็ยืนรอเขาอยู่ที่หน้าประตูสนามสอบแล้ว
เมื่อเห็นซูอวี่เดินมา เด็กหนุ่มที่ดูสดใสคนหนึ่งก็ก้าวออกไปข้างหน้า ยื่นมือออกไปแล้วพูดพลางหัวเราะ “สวัสดีครับซูอวี่ ผมคือโจวเทียนฉี ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
ซูอวี่กวาดตามองเขาแวบหนึ่ง คนยื่นไมตรีมาไม่ตีหน้ายิ้มตอบ เขาก็ไม่ได้พูดอะไร ยื่นมือไปจับด้วย
“ซูอวี่ คนหนานหยวนครับ”
ซูอวี่พูดจบ ก็ดูเวลาแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “เพื่อนนักเรียนโจวมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ”
โจวเทียนฉีหัวเราะ “พวกเราหลายคนล้วนมาจากเขตปกครองต้าเซี่ย เคยได้ยินชื่อคุณมาก่อนหน้านี้ ผู้ช่วยสอนไป๋เฟิงรับคุณเป็นนักเรียนล่วงหน้า พวกเราเลยอยากรู้มากว่าอัจฉริยะแบบไหนกันที่เข้าตาผู้ช่วยสอนไป๋”
“พอเห็นคุณเมื่อเช้า พวกเราถึงได้รู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีคน!”
โจวเทียนฉีทอดถอนใจ “ขั้นไคหยวนระดับเก้า มิน่าผู้ช่วยสอนไป๋ถึงรับคุณล่วงหน้า นับถือจริงๆ!”
โจวเทียนฉีมีสีหน้าเป็นมิตร หันไปตะโกนบอกคนด้านหลัง “ทุกคนมาทำความรู้จักกันไว้สิ ต่อไปไม่แน่ว่าอาจจะได้เป็นเพื่อนร่วมสถาบันกัน ซูอวี่มีผู้ช่วยสอนไป๋คอยช่วย เก่งกว่าพวกเราเยอะเลย!”
สิ้นเสียง คนด้านหลังก็หัวเราะเสียงดัง “ซูอวี่ เป็นเกียรติมากที่ได้รู้จัก! การถูกสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยรับเข้าล่วงหน้า นั่นคือการปฏิบัติระดับอัจฉริยะ แถมยังเป็นการปฏิบัติระดับอัจฉริยะแนวหน้าของเขตปกครองต้าเซี่ยด้วย วันนี้ได้เจอตัวจริง ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!”
วินาทีนี้ นักเรียนต่างเมืองและนักเรียนในพื้นที่ที่อยู่รอบนอกต่างพากันมองมาทางนี้
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้น
“ซูอวี่? ถูกรับเข้าล่วงหน้าแล้วงั้นเหรอ”
“อาศัยอะไรล่ะ เก่งมากเหรอ”
“แม่งเล่นเส้นสายกันอีกแล้ว คนพรรค์นี้น่าสะอิดสะเอียนชะมัด!”
“……”
เสียงซุบซิบดังเข้าหู ซูอวี่สีหน้าไม่เปลี่ยน แต่แววตากลับวูบไหวไปเล็กน้อย
น่าสนใจดีนี่!
เจ้าพวกนี้จงใจ!
กลายเป็นเป้าโจมตี!
พวกเขากำลังชักนำกระแสสังคม สำหรับนักเรียนคนอื่นๆ การสอบยังไม่ทันเริ่ม ตอนนี้ก็มีนักเรียนโควตาโผล่มาหนึ่งคนแล้ว เช่นนั้นซูอวี่ก็คือหนามยอกอกของทุกคน
โควตาของทางหนานหยวนมีจำกัด ทุกคนต่างก็รู้ดี
จู่ๆ ก็มีคนถูกกำหนดตัวไว้แล้วหนึ่งคน นั่นหมายความว่าโควตาจะลดลงไปหนึ่งที่ พวกเขาจะไม่สนหรอกว่าซูอวี่ยอดเยี่ยมแค่ไหน และไม่คิดด้วยว่าตัวเองจะสอบไม่ติด หากสอบไม่ติดจริงๆ นั่นก็อาจเป็นเพราะซูอวี่แย่งโควตาของพวกเขาไป
นี่คือจิตวิทยาหมู่!
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขรมขึ้นมาในพริบตา โจวเทียนฉีที่อยู่ตรงหน้าทำเหมือนไม่ได้ยิน ยังคงมีใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ซูอวี่ ต่อไปคงต้องรบกวนให้คุณช่วยดูแลพวกเราด้วยนะ การปฏิบัติระดับอัจฉริยะไม่เหมือนกับพวกเรา พอเข้าสถาบันแล้ว คุณจะได้รับทรัพยากรและการบ่มเพาะมากกว่า พวกเราคงเทียบไม่ติด...”
โจวเทียนฉีทอดถอนใจ มีทั้งอิจฉาและริษยา
ซูอวี่เห็นเขาพูดเสียงดัง ก็หัวเราะออกมาแล้วเอ่ยปากว่า “ผมยังไม่รู้เลยว่าจะสอบติดไหม ถ้าสอบติด... ผมก็อาจจะไม่ไป! การสอบของสถาบันสงครามเมื่อเช้า ผมได้ที่หนึ่ง ไม่แน่ผมอาจจะไปสถาบันสงครามก็ได้”
ซูอวี่พูดอย่างไม่ใส่ใจ ราบเรียบเป็นอย่างยิ่ง “ถ้าไม่ได้ที่หนึ่งในการสอบสถาบันอารยธรรม ผมก็ไม่แน่ว่าจะไป เพราะการดูแลอาจจะต่างกันเยอะ เสียดายที่สมัครสอบทั้งสี่สถาบันใหญ่ไม่ได้ ไม่งั้นคงสอบมันทั้งสี่สถาบัน จะได้ดูว่าสถาบันไหนเหมาะกับผมมากกว่า”
ผมคือที่หนึ่ง!
ที่หนึ่งของสถาบันสงคราม!
ดังนั้นโควตาในสายตาพวกคุณ สำหรับผมแล้วมันก็แค่เรื่องตลก
ไม่ใช่พวกเขามารับผม แต่เป็นผมต่างหากที่เต็มใจจะไปหรือไม่
พอคำพูดนี้หลุดออกไป หลายคนก็ตกตะลึง คนรอบข้างกระซิบกระซาบ “เมื่อเช้าเขาสอบได้ที่หนึ่งเหรอ”
“คะแนนยังไม่ออกไม่ใช่เหรอ เขารู้ได้ยังไง”
“ไร้สาระ สอบได้ที่หนึ่งก็ต้องมีกรรมการคุมสอบมารับตัวเขาล่วงหน้าอยู่แล้ว สอบได้ที่หนึ่งแล้วจะมาทำอะไรที่นี่อีกล่ะ... จริงๆ เล้ย!”
ทิศทางลมเปลี่ยนไปในพริบตา
คนใช้เส้นสายน่ารังเกียจ แต่อีกฝ่ายแข็งแกร่งมากจริงๆ ตัวตนระดับที่หนึ่งของสถาบันสงคราม อีกฝ่ายก็ไม่แน่ว่าจะเห็นสถาบันอารยธรรมอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ
อย่างที่ซูอวี่พูด ถ้าเขาสอบที่นี่ได้ไม่ดี เขาก็อาจจะไม่ไป สถาบันอารยธรรมจะรับเขา เขายังต้องเลือกอีกทีเลย!
ซูอวี่สีหน้าเรียบเฉย พูดไปก็เอ่ยต่อ “พวกคุณมั่นใจว่าจะได้เป็นเพื่อนร่วมสถาบันกับผม... พูดแบบนี้แปลว่ามีข้อมูลวงในงั้นสิ ปีนี้พวกคุณสอบติดแน่นอนใช่ไหม ผมเคยได้ยินมานานแล้วว่าเขตปกครองต้าเซี่ยมีเส้นสายวงในมากกว่าพวกเรา พวกคุณพอจะแง้มบอกเนื้อหาการสอบให้ผมรู้หน่อยได้ไหมครับ”
ซูอวี่ถอนหายใจ “คนบ้านนอกอย่างพวกเรา รู้อะไรก็น้อยเกินไป จะสอบอะไรยังไม่ชัดเจนเลย เข้าไปก็เหมือนปล่อยให้คนอื่นชักใย เทียบกับทางเขตปกครองต้าเซี่ยไม่ได้หรอก”
โจวเทียนฉีสีหน้าแข็งค้างไปเล็กน้อย หัวเราะแห้งๆ “ไม่มีเรื่องแบบนั้นหรอก เนื้อหาการสอบเปลี่ยนทุกปี พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะสอบอะไร”
“งั้นเหรอครับ”
ซูอวี่ทำทีเหมือนไม่ค่อยเชื่อ วินาทีต่อมาก็มองเห็นคนผู้หนึ่ง จึงพูดขึ้นกระทันหัน “อู๋หลาน คุณรู้เนื้อหาการสอบเดี๋ยวนี้ไหมครับ”
ทางนั้น อู๋หลานเดินมาเพียงลำพัง ท่าทางเย่อหยิ่งและโดดเดี่ยวมาก
นี่คือคนโง่ที่หยิ่งยโสแถมยังไร้สมอง อย่างน้อยซูอวี่ก็ประเมินไว้แบบนั้น
ผู้หญิงคนนี้ไม่กลัวล่วงเกินใคร และดูเหมือนจะไม่สนด้วยว่าจะล่วงเกินใคร
หรือจะพูดว่า นางไม่คิดว่าการล่วงเกินคนพวกนี้จะมีอะไรสลักสำคัญ คนเหล่านี้ไม่ได้อยู่ระดับเดียวกับนาง
ได้ยินซูอวี่เรียกนาง อู๋หลานก็หันมองมา สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ เอ่ยเสียงเรียบ “ถ้านายอยากรู้ เดี๋ยวตอนสอบก็รู้เองนั่นแหละ!”
ซูอวี่ยิ้มตอบ “ก็แค่ถามดูน่ะครับ ผมได้ยินมาว่าทางเขตปกครองต้าเซี่ยรู้เรื่องมากกว่าพวกเรา คนเมืองเล็กๆ อย่างพวกเราก็เลยกังวลนิดหน่อย เลยอยากลองถามดู”
วินาทีนี้ นักเรียนหนานหยวนไม่น้อยต่างมีสีหน้าคาดหวัง พวกเขารู้น้อยมากจริงๆ
อู๋หลานขมวดคิ้ว ค่อนข้างรำคาญ แต่ก็ยอมปริปาก “ก็แค่การสอบทั่วไปนั่นแหละ ช่วงหลังจะมีการทดสอบพลังใจกับพวกอักษรเทวะเพิ่มขึ้นมานิดหน่อย”
“อ๋อ!”
ซูอวี่พยักหน้า ไม่ได้ถามอะไรอีก ทอดถอนใจ “เขตปกครองต้าเซี่ยเก่งจริงๆ ด้วย นักเรียนรู้เยอะกว่าพวกเราเสียอีก เพื่อนนักเรียนหลายคนที่มาจากเขตปกครองต้าเซี่ย ครั้งนี้คงสอบติดร้อยเปอร์เซ็นต์แน่ คนอย่างพวกเรา... ต่อให้ผ่านมาตรฐานก็ใช่ว่าจะได้เข้า ช่างเถอะ ยังไงผมก็เป็นที่หนึ่งของสถาบันสงคราม ไม่เห็นต้องกังวลเลย”
“ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนจากเขตปกครองต้าเซี่ยพวกนี้จะถูกรับเข้ากี่คน หวังว่าจะไม่แย่งโควตาของหนานหยวนไปมากนักนะ...”
พอคำพูดนี้หลุดออกไป สีหน้าของเหล่านักเรียนก็เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย
มีคนที่รู้จักซูอวี่ อดส่งเสียงพูดไม่ได้ว่า “ซูอวี่ ไม่ถึงขนาดนั้นมั้ง อาจารย์บอกว่าคนจากเขตปกครองต้าเซี่ยจะไม่มาร่วมแบ่งโควตาของเราไม่ใช่เหรอ”
ซูอวี่พูดด้วยรอยยิ้ม “เขาก็พูดกันแบบนั้น นโยบายก็เป็นแบบนี้ แต่ว่า... เพื่อนนักเรียนจากเขตปกครองต้าเซี่ยพวกนี้ยอดเยี่ยมมาก คนเรากลัวที่สุดคือการเปรียบเทียบ พอถึงเวลาสอบ พวกเราทำได้ห่วยแตกเกินไป เมื่อก่อนไม่มีใครให้เปรียบเทียบก็แล้วไปเถอะ แต่ตอนนี้มีการเปรียบเทียบแล้ว... พอกรรมการคุมสอบของสถาบันอารยธรรมเห็นเข้า คงคิดว่าผู้เข้าสอบจากหนานหยวนห่วยเกินไปแล้วมั้ง การจะลดโควตาลงสองสามที่ ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นะ”
ประโยคเดียวหลุดออกไป จิตใจคนก็แปรเปลี่ยน!
คนทางฝั่งหนานหยวน แต่ละคนล้วนมีสีหน้าย่ำแย่ มองไปทางพวกของโจวเทียนฉี รวมถึงนักเรียนต่างเมืองคนอื่นๆ
มันมีความเป็นไปได้นี้จริงๆ!
กรรมการคุมสอบที่ดูแลการสอบล้วนมาจากสถาบันอารยธรรม พอเห็นว่าหนานหยวนห่วยขนาดนี้... ไม่มีให้เปรียบเทียบก็ดีไป แต่ถ้ามีให้เปรียบเทียบล่ะ
ซูอวี่พูดต่อ “แถมโควตาของคนที่มาจากเขตปกครองต้าเซี่ยก็มีจำกัด ตอนแรกผมคิดว่าคนที่มาส่วนใหญ่คงเป็นพวกที่ไม่แน่ว่าจะสอบติดในเขตปกครองต้าเซี่ย แต่พอเห็นเพื่อนนักเรียนโจวกับคนอื่นๆ ผมมองปราดเดียวก็รู้เลยว่าพวกเขาก็เป็นอัจฉริยะในเขตปกครองต้าเซี่ยเหมือนกัน เอาล่ะสิทีนี้ นักเรียนธรรมดาจากเขตปกครองต้าเซี่ยพวกนั้นก็คงหมดโอกาสไปด้วย”
เรื่องพวกนี้ ก่อนหน้านี้มีบางคนยังนึกไม่ถึง
พอเขาพูดแบบนี้ มีนักเรียนสองสามคนที่เห็นชัดเจนว่ามาจากต่างเมืองก็สบถด่าขึ้นมาทันที “แม่งเอ๊ย โจวเทียนฉี มึงอยู่อันดับท็อปเท็นของสถาบันระดับกลางที่เก้า แม่งเสือกมาแย่งโควตาที่หนานหยวน พ่อมึงตาย!”
“ใช่สิ เพื่อจะมาหนานหยวน พ่อฉันถึงกับขายบ้านในเขตปกครองต้าเซี่ย เพื่อมาตั้งรกรากที่นี่... คนจากเขตปกครองต้าเซี่ยที่มาที่นี่ เดิมทีก็รับคนไม่เยอะอยู่แล้ว พอไอ้พวกเวรนี่มากันทีเดียว จะแย่งโควตาของพวกเราไปหมดหรือเปล่า”
“แหงอยู่แล้ว! หรือว่ากรรมการคุมสอบจะแบ่งแยกคนงั้นเหรอ อยู่หนานหยวนเหมือนกัน ตั้งรกรากในหนานหยวนแล้วเหมือนกัน พวกเขาก็มาจากเขตปกครองต้าเซี่ย จะไล่เตะโด่งออกไปได้ยังไง”
“แม่งเอ๊ย!”
นักเรียนต่างเมืองหลายร้อยคนเดือดดาลขึ้นมาแล้ว!
มีคนพูดอย่างอัดอั้นตันใจ “ทางฝั่งหนานหยวน รับคนจากเขตปกครองต้าเซี่ยกี่คน มีใครรู้ไหม”
“อย่างมากก็ยี่สิบคน ดีไม่ดีก็ไม่มีเลยด้วยซ้ำ!”
“งั้นพอพวกมันมากันเจ็ดแปดคน ก็แย่งไปทีละครึ่งเลยน่ะสิ... แล้วพวกเราจะทำยังไง”
“ฉันจะไปรู้เหรอ!”
“พวกมันอยู่เขตปกครองต้าเซี่ยก็สอบติด ดันทุรังจะมาหนานหยวนให้ได้ จงใจใช่มั้ยเนี่ย มาหนานหยวนใช้เงินไปตั้งหลายล้าน หรือว่าเพื่อจะเอาเงินมาประเคนให้ท่านโหวเซี่ย”
“……”
เหล่านักเรียนโกรธเกรี้ยวแล้ว โกรธยิ่งกว่านักเรียนในพื้นที่ของหนานหยวนเสียอีก!
จะแค่พวกเขาได้อย่างไร สีหน้าของผู้ปกครองนักเรียนต่างเมืองบางคนก็เปลี่ยนไป ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่รู้สถานการณ์ มีคนสอบถามลูกหลานตัวเอง ได้ยินว่าคนพวกนี้เป็นอัจฉริยะตัวน้อยจากทางเขตปกครองต้าเซี่ย ถึงแม้จะไม่สู้คนระดับอู๋หลาน แต่ก็ถือเป็นบุคคลระดับอัจฉริยะในสถาบันของแต่ละคน
พวกเขาก็ดันมาที่นี่ด้วย!
คราวนี้ แม้แต่ผู้ปกครองก็ยังนั่งไม่ติด
ที่นี่คือด้านนอกสนามสอบ การสอบยังไม่เริ่ม พวกผู้ปกครองยังไม่จากไป คราวนี้ยังไม่ทันถึงตาคนของหนานหยวนพูดเลยด้วยซ้ำ
วินาทีต่อมา ก็มีผู้ปกครองก้าวออกมายืนข้างหน้า ตะโกนเสียงดัง “ในเมื่ออยู่เขตปกครองต้าเซี่ยก็สอบติด แล้วดันทุรังจะมาทำอะไรที่หนานหยวน ที่บ้านมีเงินมีอำนาจแล้ววิเศษนักเหรอ พวกเราถูกบีบในเขตปกครองต้าเซี่ยจนสิ้นเนื้อประดาตัวเพื่อมาเมืองเล็กๆ อย่างหนานหยวน ตอนนี้กะจะไม่เหลือทางรอดให้กันเลยใช่มั้ย”
“ท่านโหวเซี่ยหลอกฟันพวกเราก็แล้วไปเถอะ แต่พวกแกคนในพื้นที่เขตปกครองต้าเซี่ยยังจะมาหลอกพวกเราอีก แม่งเอ๊ย คิดว่ามีเงินมีอำนาจแล้วจะยิ่งใหญ่นักรึไง รอให้ท่านเจ้าเมืองออกจากด่านมาเมื่อไหร่ จะสับหัวพวกแกเรียงคนเลย!”
ผู้ปกครองท่านนี้คงจะทุ่มจนหมดตัวแล้วจริงๆ ถึงตอนนี้จึงได้เศร้าโศกและเดือดดาลแทบขาดใจ!
ล่วงเกินท่านโหวเซี่ยไม่ได้ แล้วฉันยังต้องกลัวพวกแกอีกรึไง
“เรื่องนี้ต้องให้คำอธิบายกับพวกเรา! ไม่อย่างนั้นก็คืนเงินมา บ้านฉันไม่เอาแล้ว ทะเบียนสำมะโนครัวก็ไม่ย้ายแล้ว คืนเงินมา ไม่งั้นพวกเราไม่สอบแล้ว!”
“……”
“คืนเงินมา ไม่งั้นพวกเราไม่สอบแล้ว นี่มันจงใจหลอกฟันพวกเราชัดๆ!”
“ไม่งั้นก็เพิ่มโควตา ไม่นับรวมพวกมัน!”
“……”
ซูอวี่ค่อนข้างเหม่อลอย ฉันก็แค่ชี้นำนิดหน่อย คงจะไม่เกิดเรื่องใหญ่โตหรอกมั้ง
เขาเหม่อลอย พวกโจวเทียนฉีก็ตะลึงงันไปแล้ว
นี่... เหมือนพวกตนจะก่อเรื่องใหญ่ซะแล้ว!
นักเรียนหลายร้อยคน ผู้ปกครองหลายสิบคน ตอนนี้ต่างก็จ้องพวกเขาด้วยสายตาที่พร้อมจะฆ่าคน แทบอยากจะฉีกเนื้อพวกเขากิน แล้วจะทำยังไงดีล่ะ
จะเกิดเรื่องแล้วสิ!
คนจากเขตปกครองต้าเซี่ยแตกคอกันเองแล้ว!
นักเรียนและผู้ปกครองของหนานหยวนต่างพากันหุบปาก เริ่มดูงิ้ว
ดูเหมือนจะจริงนะ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับพวกเขาสักหน่อย คนอื่นจากฝั่งเขตปกครองต้าเซี่ยนั่นแหละที่น่าสงสาร จ่ายเงินไปตั้งเยอะ สุดท้ายอาจจะถูกไอ้พวกนี้แย่งโควตาไป แบบนี้ไม่เท่ากับเสียเงินเปล่าเหรอ
คนหนานหยวนอย่างน้อยก็ไม่ได้เสียเงินนี่นา!
โจวเทียนฉีถึงอย่างไรก็ยังเด็ก ตอนนี้ถึงกับลนลานไปหมด เขาเห็นผู้ปกครองบางคนเดินมาทางเขา ก็ตื่นตระหนกตกใจ รีบละล่ำละลักว่า “ไม่ใช่ พวกเรา... พวกเราแค่มาทำความรู้จักกับซูอวี่...”
“เพื่ออยากรู้จักคนอื่น แกก็วิ่งโร่มาหนานหยวน พวกเราเสียเงินไปตั้งเยอะ ใครจะรับผิดชอบให้พวกเรา”
มีผู้ปกครองตวาดลั่น “ถ้าสอบในเขตปกครองต้าเซี่ยไม่ติด นั่นก็ไม่โทษพวกแก ในเมื่อเป็นอัจฉริยะของเขตปกครองต้าเซี่ย แล้วยังจะวิ่งมาที่นี่ทำไม หมายความว่ายังไง! ชนชั้นสูงผูกขาดงั้นเหรอ”
“ไม่เหลือโอกาสเล็กๆ น้อยๆ ให้พวกเราเลยรึไง”
“ถ้าปีนี้ลูกชายฉันสอบไม่ติด ตอนนี้ที่บ้านข้าวกินยังจะไม่มี วันหน้าจะทำยังไง แกจะมาเลี้ยงพวกเรามั้ย แกจะชดใช้เงินมั้ย”
“พวกคนรวยอย่างพวกแก เอาเงินหลายล้านมาเป็นค่าขนม ใช้เล่นๆ แต่นั่นเป็นเงินเก็บทั้งชีวิตของพวกเรา แถมยังต้องแบกรับหนี้สิน ก็หวังแค่ให้ลูกชายฉันสอบติด พวกแกกำลังตัดหนทางของครอบครัวฉัน...”
“พวกแกไม่เหลือทางรอดให้พวกเรา ถ้าปีนี้ลูกชายฉันสอบไม่ติด ฉันก็จะไม่เหลือทางรอดให้พวกแกเหมือนกัน!”
ผู้ปกครองท่านนี้เดือดจัดแล้ว และไม่ได้มีเพียงเขาแค่คนเดียว
วินาทีต่อมา ภายในสนามสอบ กรรมการคุมสอบบางคนรีบรุดมาตามข่าว เสียงแหวกอากาศดังขึ้นไม่ขาดสาย!
รอบด้าน กองกำลังรักษาเมืองบางส่วนก็ปรากฏตัวขึ้นเช่นกัน
กระทั่งทางฝั่งองครักษ์หลงอู่ เซี่ยปิงก็ปรากฏตัวขึ้นด้วย
เกิดการปะทะกันขึ้นที่นอกสนามสอบ!
……
สีหน้าของซูอวี่เดี๋ยวซีดเดี๋ยวเผือด คงไม่เกิดเรื่องอะไรหรอกนะ
ผมก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง กะจะปั่นหัวพวกโจวเทียนฉีสักหน่อย
ดูแวบเดียวก็รู้แล้วว่าเจ้าพวกนี้ไม่ได้มาดี เขาถึงได้พูดออกไปแบบนั้น เพื่อให้พวกมันเสียเปรียบเสียบ้าง
ใครจะไปรู้ล่ะว่า... จะไปแหย่รังแตนเข้า!
เรื่องนี้ถ้าถูกตรวจสอบขึ้นมา คงไม่หาว่าเขาเป็นคนชี้นำกระแสสังคมหรอกใช่ไหม?
คนจำนวนมากพากันมา มีคนที่เขารู้จักอย่างหัวหน้าซุนจากกรมเสริมสร้างความแข็งแกร่ง มีเหล่าเซี่ยที่ปรากฏตัวในท่ากอดอก เซี่ยปิงก็มาถึงแล้ว นายกองพันจากกองทัพปราบมารท่านนั้นก็ปรากฏตัวขึ้น กระทั่งอู๋เหวินไห่ก็ปรากฏตัวขึ้นด้วย!
ผู้เหินเวหาหลายท่านปรากฏตัว ในที่สุดสถานการณ์ในที่เกิดเหตุก็ไม่วุ่นวายเท่าเมื่อครู่แล้ว
หัวหน้าซุนกำลังรับฟังรายงานจากลูกน้อง เวลานี้เขาปรายตามองมาที่ซูอวี่ด้วยสายตาเย็นเยียบ ซูอวี่ตกใจวูบ วินาทีต่อมา หัวหน้าซุนก็หันไปมองพวกโจวเทียนฉีด้วยสีหน้าปั้นยาก!
เกือบจะกลายเป็นเหตุจลาจลแล้วเชียว!
ไอ้พวกบัดซบพวกนี้ รู้ตัวบ้างไหมว่าถ้าเกิดการปะทะกันขึ้นมา จะสร้างความยุ่งยากใหญ่โตแค่ไหน!
หัวหน้ากรมอย่างเขา ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักในครั้งนี้ อาจจะถูกท่านโหวเซี่ยตัดหัวเอาได้!
นี่คือเรื่องจริง!
การซื้อทะเบียนบ้าน การซื้อบ้านเพื่อย้ายทะเบียนบ้าน นั่นล้วนเป็นนโยบายของท่านโหวเซี่ย ตอนนี้นโยบายเกิดปัญหาขึ้นและมาปะทุที่หนานหยวน หากปล่อยให้บานปลายต่อไป อาจจะทำให้ทั้งยี่สิบแปดเมืองเกิดปัญหาตามไปด้วย
เรื่องนี้เกี่ยวโยงกับนโยบายที่ยังไม่ชัดเจนของท่านโหวเซี่ย แต่ในฐานะที่เขาเป็นผู้รับผิดชอบการสอบที่หนานหยวนในครั้งนี้ ทว่ากลับไม่สามารถชี้แจงให้ดีได้ เขาย่อมมีความผิดฐานละทิ้งหน้าที่อย่างร้ายแรงเช่นกัน
สีหน้าของหัวหน้าซุนเดี๋ยวซีดเดี๋ยวเผือด วินาทีต่อมาเขาก็ร้องบอกเสียงดัง "ทุกคนอย่าเพิ่งใจร้อน! อย่าเพิ่งด่วนสรุปไปเอง! พวกโจวเทียนฉีจะไม่เข้ามาแย่งโควตากับผู้ที่ย้ายทะเบียนบ้าน พวกเขาถือเป็นนักเรียนที่ย้ายทะเบียนบ้านเป็นกรณีพิเศษ!"
"แต่ละตระกูลได้จ่ายเงินเพิ่มมาสิบล้าน รวมอู๋หลานด้วยก็เป็นเก้าคนพอดี โดยจะรับเข้าศึกษาในอัตราส่วนสามต่อหนึ่ง ซึ่งก็คือรับสามคน! การที่พวกเขามาหนานหยวน ไม่ใช่เพื่อมาแย่งโควตาเหล่านี้กับพวกคุณ แต่เพื่อมาท้าทายตัวเองต่างหาก!"
หัวหน้าซุนพูดด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า "มีคนยินดีจ่ายเงินตั้งสิบล้านเพื่อท้าทายตัวเอง พวกเราก็ยินดีอย่างยิ่ง ท่านโหวเซี่ยเคยกล่าวไว้ว่า ในเมื่อพวกเขามีเงินและเต็มใจให้เราฟันกำไร งั้นพวกเราก็ไม่ขัดข้องที่จะสนองความต้องการของพวกเขา!"
หัวหน้าจากกรมเสริมสร้างความแข็งแกร่งผู้นี้ เวลานี้พูดจาติดตลกและดูผ่อนคลายเป็นอย่างมาก เขาหัวเราะพลางพูดแหย่ "ทุกคนล้วนเป็นคนใจร้อน เขตปกครองต้าเซี่ยของพวกเราก็ไม่ดีตรงนี้แหละ มีเรื่องอะไรนิดอะไรหน่อยก็อยากจะใช้กำลังแก้ปัญหา... ผู้ปกครองท่านเมื่อครู่นี้ ถ้าขืนยังกล้าพูดอีกว่าจะไม่ปล่อยให้ใครรอดชีวิต หอจับลมก็รอคุณอยู่!"
ผู้ปกครองท่านเมื่อครู่รีบยอมรับผิดและเอ่ยอย่างน้อยใจ "ไม่ใช่นะครับใต้เท้า พวกเราเองก็ตกใจเหมือนกัน จู่ๆ ก็โดนแย่งโควตาไปเยอะขนาดนี้ ถ้ารู้แต่แรก พวกเราก็คงไม่มาหรอก พวกเราทุ่มทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่มีไปแล้ว นี่มันปิดทางรอดของพวกเราชัดๆ ไม่ใช่หรือครับ?"
"เลิกคร่ำครวญได้แล้ว!"
หัวหน้าซุนหัวเราะพลางด่า "บ้านก็ยังอยู่ไม่ใช่หรือไง? จะทำให้พวกคุณอดตายหรือไง? พวกคุณควักกระเป๋ามาเอง หรือว่ามีใครเอามีดจี้คอบังคับมาล่ะ? อย่าว่าแต่ว่าพวกเขายังไม่ถูกนับรวมเลย ต่อให้นับรวมเข้าไปด้วย พวกคุณก็หาเรื่องใส่ตัวกันเอง!"
"คราวหน้าถ้ายังกล้ายุยงให้คนอื่นก่อเรื่องอีก... จะถือว่าคุณเป็นสาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ แล้วจับตัดหัวซะ!"
หัวหน้าซุนมีสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมา เปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็วและตวาด "อะไรกัน มารวมตัวกันตรงนี้ กะจะก่อกบฏหรือไง? หรืออยากให้พวกคนของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์เห็นช่องโหว่ แล้วมายุยงให้พวกคุณออกหน้าก่อเรื่อง จากนั้นก็โดนจับตัดหัวกันหมด?"
"ไสหัวไปให้หมด ใครที่ไม่ใช่นักเรียนก็ออกไปเดี๋ยวนี้!"
เขาเล่นทั้งบทบู๊และบุ๋นอยู่คนเดียว ใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็ง ตอนนี้บรรดาผู้ปกครองเหล่านั้นจึงไม่โกรธเคืองอีกต่อไป แต่ละคนต่างยิ้มประจบประแจง ไม่กล้าพูดจาส่งเดชอีก และพากันทยอยจากไป
ความวุ่นวายสงบลงแล้ว
หัวหน้าซุนปรายตามองพวกโจวเทียนฉีด้วยสายตาเย็นชาและเอ่ยเสียงเย็น "เรื่องที่ผมเพิ่งพูดไปก่อนหน้านี้ จัดการให้เรียบร้อยด้วย!"
พวกโจวเทียนฉีหน้าซีดเผือด
สิบล้าน!
เรื่องเงินไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่คือเก้าเลือกสาม!
หกคนจะไม่ได้รับการตอบรับเข้าศึกษา!
ในกลุ่มคนเหล่านี้มีบางคนที่รู้สึกหวาดกลัวและน้อยใจ จึงรีบเอ่ยว่า "หัวหน้าซุนครับ พวกเรา..."
แววตาของหัวหน้าซุนแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบในพริบตา เขาเอ่ยเสียงเหี้ยม "องครักษ์หลงอู่ กองทัพเขตปกครอง ก็สามารถยึดทรัพย์ริบราชบาตรได้เหมือนกัน!"
พอคำพูดนี้หลุดออกมา คนเหล่านั้นก็ตกใจจนแทบสิ้นสติ!
ที่นี่คือเขตปกครองต้าเซี่ย ยามปกติก็ไม่ได้มีอะไร แต่เมื่อใดที่ล้ำเส้นของหน่วยงานหลักต่างๆ องครักษ์หลงอู่และกองทัพเขตปกครองจะกลายร่างเป็นปีศาจในพริบตา การยึดทรัพย์ริบราชบาตรและการประหารล้างตระกูล เรื่องพรรค์นี้มีให้เห็นอยู่ถมไป!
หัวหน้าซุนไม่สนใจพวกเขาทีอีก หันไปมองซูอวี่ ซูอวี่เองก็หน้าซีดเผือดเล็กน้อยเช่นกัน
หัวหน้าซุนมองเขาอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่พูดอะไร จากนั้นก็หันไปพูดกับหัวหน้าทีมวัยหนุ่มจากสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยสองสามประโยค
นักวิจัยผู้นั้นพยักหน้าอย่างต่อเนื่อง เวลานี้เขาไม่ได้มีท่าทีเย็นชา และไม่เมินเฉยต่อหัวหน้าซุนอีกต่อไป เพราะเมื่ออยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พวกเขาล้วนต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของหัวหน้าซุน
หลังจากฟังอยู่ครู่หนึ่ง นักวิจัยผู้นี้ก็พยักหน้า ส่วนหัวหน้าซุนนั้นได้เดินจากไปแล้ว
พอหัวหน้าซุนไปแล้ว หัวหน้าทีมจากสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยก็หันมามองซูอวี่ ริมฝีปากขยับเล็กน้อย น้ำเสียงดังแว่วเข้ามาในหูของซูอวี่
"เขตปกครองต้าเซี่ยตบรางวัลและลงทัณฑ์อย่างชัดเจน มีระเบียบวินัยเข้มงวด พวกโจวเทียนฉีก่อเรื่องขึ้นก่อน เรื่องในครั้งนี้จึงไม่เกี่ยวกับนาย... ทว่า การที่นายพูดจาชี้นำส่งเดช ก็ไม่อาจละเว้นโทษได้!"
"นายรู้ไหมว่าถ้าหากทำให้คนพวกนี้รุมทำร้ายพวกโจวเทียนฉีขึ้นมา จะส่งผลลัพธ์เช่นไร?"
"ซูอวี่ นายเป็นคนฉลาดหลักแหลม เวลาจะทำอะไรควรไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน!"
"วันนี้เห็นแก่ที่นายเพิ่งทำผิดเป็นครั้งแรก และรับผิดชอบในส่วนรอง จึงขอปรับความดีความชอบยี่สิบแต้ม!"
สีหน้าของซูอวี่เดี๋ยวซีดเดี๋ยวเผือด ความดีความชอบยี่สิบแต้ม...
ผมแม่งปากเสียจริงๆ!
เมื่อเช้าหัวหน้าซุนก็อยู่ คงรู้ว่าเขาได้ความดีความชอบยี่สิบแต้มมาฟรีๆ ถึงได้ปรับจนเกลี้ยงภายในรวดเดียว!
ผมขาดทุนย่อยยับเลย!
เขารู้สึกว่าตัวเองขาดทุน แต่พวกโจวเทียนฉีที่อยู่ข้างๆ กลับแทบจะสิ้นหวังอยู่แล้วในเวลานี้
เดิมทีพวกเขาสามารถสอบเข้าได้ แต่ตอนนี้ไม่เพียงแค่มีหกคนที่หมดสิทธิ์สอบเข้าเท่านั้น แต่ยังถูกกรมเสริมสร้างความแข็งแกร่งรวมถึงสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยและสถาบันอื่นๆ หมายหัวเอาไว้อีก ต่อให้สอบเข้าได้ ปัญหาก็คงใหญ่หลวงนัก!
เงินสิบล้านไม่ใช่เรื่องหลัก ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าถ้าหากผลลัพธ์ในครั้งนี้แพร่งพรายออกไป ตระกูลของพวกเขาและคนในครอบครัวของพวกเขา คงแทบอยากจะทุบตีพวกเขาให้ตาย!
ร้องเรียนงั้นหรือ?
ตลกน่า!
ครั้งนี้เกือบจะก่อให้เกิดเรื่องใหญ่โต ขืนร้องเรียนขึ้นไป ระวังจะโดนยึดทรัพย์ริบราชบาตรของจริง!
พวกเขาก็รู้สึกอัดอั้นตันใจ ทว่าเวลานี้ก็ไม่มีช่องทางให้พูดคุยด้วยเหตุผลแล้ว
วินาทีต่อมา คนเหล่านั้นก็ถลึงตามองซูอวี่อย่างเคียดแค้น ส่วนซูอวี่ก็จ้องมองพวกเขาด้วยสีหน้าปั้นยากเช่นกัน!
"อย่าได้มาสถาบันเชียว... ไม่อย่างนั้น ผมจะเล่นงานพวกคุณในสถาบันให้ตายไปเลย!"
ซูอวี่ข่มขู่ด้วยน้ำเสียงที่แทบจะไม่ได้ยิน สีหน้าเขียวคล้ำ ความดีความชอบยี่สิบแต้ม สำหรับเขาแล้ว ถือเป็นความสูญเสียที่ใหญ่หลวงเกินไป เขาตระหนักดีว่าการหลอกด่าพวกโง่เหล่านี้ไปหนหนึ่ง มันไม่คุ้มกันเลย
ส่วนพวกโง่เหล่านี้จะเป็นอัจฉริยะแค่ไหน หรือมีอนาคตไกลเพียงใด เขาไม่ได้สนใจเลยสักนิด
ทางด้านอู๋หลาน นางกำลังทำหน้างงงวย
นาง... สูญเงินไปสิบล้านหรือ?
นางยังไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น!
เก้าคน นางก็ถูกนับรวมอยู่ในนั้นด้วย
ฉันทำอะไรลงไปหรือ?
ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ!
อู๋หลานงุนงงของจริง นางเพิ่งจะมาถึง ยังไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่กลับได้ยินคำพูดของซูอวี่ ทว่า... มันไม่น่าจะเกี่ยวกับนางไม่ใช่หรือ?
นางก็ถือเป็นนักเรียนที่รับเข้าศึกษาเป็นกรณีพิเศษ และจะไม่แย่งโควตาของคนอื่นหรอก
ทำไมกันล่ะ?
อู๋หลานปรายตามองซูอวี่แวบหนึ่ง พอเห็นว่าสีหน้าของเขามืดมนจนแทบจะมีน้ำหยดออกมาได้ จู่ๆ นางก็รู้สึกสะใจอยู่ลึกๆ สูญเงินไปสิบล้าน... ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นอะไรนี่นา เมื่อเช้าหมอนี่ยังทำตัวหยิ่งผยองอยู่เลย ตอนนี้หน้าเปลี่ยนสีไปแล้วสิ!
เมื่อหันไปมองพวกโจวเทียนฉีอีกครั้ง สีหน้าของอู๋หลานก็ดูแย่ลง "อย่าให้ฉันเห็นพวกนายในสถาบันนะ ไม่อย่างนั้น... พวกนายได้ใช้ชีวิตบั้นปลายในสถาบันไปตลอดชีวิตแน่!"
นางรู้สึกว่าตัวเองถูกเจ้าพวกนี้ลากเข้าไปเอี่ยวด้วย!
นางไม่ได้ทำอะไรเลยสักนิด มีแต่ไอ้พวกบัดซบพวกนี้แหละ ที่ก่อนหน้านี้เหมือนจะคุยอะไรบางอย่างกับซูอวี่ ล้วนเป็นไอ้พวกบัดซบพวกนี้ที่ลากนางไปพัวพัน จนทำให้นางต้องพลอยโดนลงโทษไปด้วย
ส่วนโควตาสามที่นั่งนั้น นางจะต้องคว้ามาได้หนึ่งที่อย่างแน่นอน และจะไม่มีใครสงสัยในเรื่องนี้
สีหน้าของพวกโจวเทียนฉีกลับมาย่ำแย่อีกครั้ง ซูอวี่ข่มขู่พวกเขา อู๋หลานข่มขู่พวกเขา หัวหน้าซุนลงโทษพวกเขา หนำซ้ำยังเพิกถอนสิทธิ์ในการเข้าศึกษาของพวกเขาหกคนอีก...
ตกลงว่าพวกเขาทำอะไรลงไปกันแน่?
ถึงได้ตกลงไปในหลุมพรางที่ใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้?
ยังจะมาฉวยโอกาสเก็บตกอะไรอีกล่ะ... คนจะโดนเก็บหมดอยู่แล้ว!
……
"เจ้าหนูนี่... ช่างพูดช่างจาซะจริง!"
เวลานี้ ภายในสนามสอบ ผู้เหินเวหาหลายท่านก็มีสีหน้าพูดไม่ออกเช่นกัน
อู๋เหวินไห่เองก็หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ หันไปมองหัวหน้าซุนพลางเอ่ย "เรื่องนี้จะไปโทษเขาก็ไม่ได้ ทางเขตปกครองต้าเซี่ยอยู่ดีๆ ก็มาหาเรื่องเขา... ซูอวี่ก็แค่โต้กลับไป แน่นอนว่าก็นับเป็นการพูดความจริง เรื่องนี้อันที่จริงก็ยังเกี่ยวข้องกับท่านโหวเซี่ยอยู่ดี นโยบายที่ตั้งไว้ในตอนแรกมันมีช่องโหว่"
หัวหน้าซุนพูดอย่างอารมณ์เสีย "งั้นคุณก็ไปคุยกับท่านโหวเซี่ยเอาเองสิ! เกือบจะก่อเรื่องยุ่งยากใหญ่โตแล้วเชียว! เจ้าหนูนี่... ฝีปากกล้าไม่เบา! พ่อของเขาไม่ใช่คนของกองทัพปราบมารหรอกหรือ? คนของกองทัพปราบมารหัดใช้สมองเป็นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"
พอคำพูดนี้หลุดออกมา นายกองพันจากกองทัพปราบมารที่อยู่ข้างๆ ก็โกรธจัด!
"คุณกำลังยั่วยุกองทัพปราบมารงั้นหรือ?"
สีหน้าของหัวหน้าซุนกระตุก ไอ้พวกบัดซบไร้สมอง ใครไปยั่วยุพวกแกล่ะ!
อู๋เหวินไห่เอือมระอา คิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า "หลิวเหวินเยี่ยนเป็นคนสอนมา ฝีปากกล้าหน่อยก็เป็นเรื่องปกติ เรื่องนี้ยุติลงอย่างรวดเร็ว อย่าให้บานปลายไปมากกว่านี้เลย ปรับความดีความชอบเขายี่สิบแต้มเพื่อให้เขาจำใส่ใจก็พอแล้ว"
หัวหน้าทีมจากสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยที่อยู่ข้างๆ เอ่ยเสียงเบา "แล้วอีกเก้าคนที่เหลือ จะต้องเพิกถอนสิทธิ์ในการเข้าศึกษาของหกคนจริงๆ หรือครับ?"
หัวหน้าซุนพูดเสียงเย็น "หรือว่าคุณมีข้อสงสัย? ถ้ามีก็เก็บเอาไว้ซะ! ที่ไม่จัดการฆ่าทิ้งเสียตั้งแต่แรก ก็เห็นแก่ที่พวกเขายังเด็ก! ปรมาจารย์อารยธรรมไร้สมองขนาดนี้ แล้วจะเป็นปรมาจารย์อารยธรรมไปทำไม!"
"ซูอวี่อย่างน้อยก็ยังมีสมองอยู่บ้าง ส่วนเจ้าพวกนี้มันงี่เง่าทั้งนั้น ตายไปก็ไม่น่าเสียดายหรอก!"
"แต่ละคนคิดจริงๆ หรือว่าแค่มาสอบที่นี่ ก็จะทำให้ไป๋เฟิงถูกตาต้องใจได้?"
หัวหน้าซุนรู้จุดประสงค์ของพวกเขามาตั้งนานแล้ว เขาแค่นเสียงหยันและเอ่ยอย่างดูแคลน "ถ้าไป๋เฟิงรับพวกเขาเข้าศึกษา เขาก็คงไม่ใช่ไป๋เฟิงแล้ว คงต้องเปลี่ยนชื่อเป็นไป๋ชือแทนละมั้ง! คนไร้สมองพรรค์นี้ จะรับเข้าสถาบันไปทำไม เปลืองทรัพยากรเปล่าๆ? ก็ดีเหมือนกัน ได้รายได้พิเศษเพิ่มมาตั้งเก้าสิบล้าน พอส่งมอบขึ้นไป ท่านโหวเซี่ยก็คงไม่เอาความอะไรอีกแล้วล่ะ..."
พูดจบ หัวหน้าซุนก็เอ่ยต่อ "อีกอย่างนะ ถ้าการสอบอารยธรรมของซูอวี่ได้ที่หนึ่ง ทางฝั่งสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย หัวหน้ากรรมการคุมสอบจะต้องควักความดีความชอบยี่สิบแต้มออกมาชดเชยให้เขาด้วย!"
หัวหน้ากรรมการคุมสอบที่อยู่ข้างๆ ทำหน้าเหวอ ทำไมล่ะ?
หัวหน้าซุนพูดเสียงเย็น "สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยของพวกคุณก่อเรื่องยุ่งยากขึ้นมา ที่ไม่เอาความพวกคุณก็เห็นแก่ที่เรื่องมันไม่ได้บานปลายใหญ่โต! ถ้ามีข้อสงสัย งั้นก็ไม่ใช่แค่ยี่สิบแต้มแล้วล่ะ สองแสนแต้มก็คงเอาไม่อยู่ คุณเชื่อไหมล่ะ!"
อู๋เหวินไห่ที่อยู่ข้างๆ หัวเราะและกล่าวว่า "เลิกแล้วต่อกันเถอะ อย่าเปิดโอกาสให้ท่านโหวเซี่ยเลย ไม่อย่างนั้นถ้าโดนถลกหนังไปสักชั้น พวกคุณคงใช้ชีวิตอย่างยากลำบากแน่ อย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยนเลย"
หัวหน้ากรรมการคุมสอบรู้สึกจนปัญญาเล็กน้อย "แล้วทำไมถึงต้องเอาไปให้ซูอวี่ล่ะ..."
"คุณยังเป็นนักวิจัยอยู่อีกหรือ? ไอ้โง่เอ๊ย!"
หัวหน้าซุนด่าออกไปตรงๆ "ไป๋เฟิงกับหลิวเหวินเยี่ยนก็ไม่ใช่คนยอมคน ผู้อาวุโสหงก็แค่ไปที่สนามรบพหุภพ ไม่ใช่ว่า... อะแฮ่ม! อยู่ดีๆ ไปปรับความดีความชอบซูอวี่ยี่สิบแต้ม ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้เป็นคนเริ่มหาเรื่องก่อน ถ้าเขาสอบได้ที่หนึ่งก็ค่อยคืนให้เขา แต่ถ้าสอบไม่ได้นั่นก็แปลว่าเขาไร้ความสามารถ และถ้าไร้ความสามารถก็ไม่คู่ควรที่จะได้รับการจับตามอง เข้าใจหรือยัง?"
หัวหน้ากรรมการคุมสอบถอนหายใจและกล่าวว่า "หัวหน้าซุน สมแล้วที่เป็นศิษย์พี่ของผม สมัยก่อนที่คุณอยู่ในสถาบันอารยธรรมแล้วได้ดิบได้ดีก็ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผลเลยจริงๆ"
สีหน้าของหัวหน้าซุนปั้นยาก นี่คุณกำลังพูดกับใครอยู่ฮะ?
เชื่อไหมว่าผมจะจัดการอัดคุณสักตั้ง!
แต่จะว่าไป การที่คุณยังย่ำตอก็ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผลเหมือนกัน เป็นผู้ช่วยนักวิจัยไปตลอดชีวิตเถอะ ไอ้โง่เอ๊ย!
ถ้าไม่เห็นแก่ที่จบมาจากสถาบันเดียวกัน ผมก็คงขี้เกียจออกไอเดียให้หรอก เดี๋ยวคุณก็จะรู้เองแหละว่าคุณเผลอไปล่วงเกินใครเข้าให้ตั้งเท่าไหร่ ไป๋เฟิง หลิวเหวินเยี่ยน ผู้อาวุโสหง กระทั่งตระกูลอู๋รวมถึงพวกโจวเทียนฉีด้วย... ใครใช้ให้คุณโง่ดักดานแบบนี้ล่ะ!
แน่นอนว่า เงินแค่สิบล้าน ตระกูลอู๋ยังไม่ถึงกับเอาเรื่องหรอก
หัวหน้าซุนคิดเรื่องพวกนี้ไปพลาง แล้วหันไปมองเขาอีกครั้งด้วยความรังเกียจเล็กน้อย "อย่าหาเรื่องมาให้ผมอีก! ถ้าการสอบมีปัญหาขึ้นมาอีก ผมจะเอาเลือดคุณมาเซ่นธง! ความขัดแย้งภายในสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย ถ้าพวกคุณทำให้มันโจษจันไปทั่ว จนต้องมาวุ่นวายถึงในสนามสอบล่ะก็ ผมจะจัดการพวกคุณเรียงตัวเลย อย่าคิดนะว่าเขตปกครองต้าเซี่ยจะมีสถาบันอารยธรรมอยู่แค่แห่งเดียวน่ะ!"
หัวหน้ากรรมการคุมสอบรีบพูด "ไม่หรอกครับ"
"ไม่ก็ดีแล้ว! เลิกติดต่อกับไอ้โง่หลิวหงนั่นซะ... ไม่สิ ไอ้โง่นั่นไม่ได้ออกหน้าเอง แต่กลับชี้นิ้วสั่งคุณ คุณนี่มันโง่กว่าเขาซะอีก!"
หัวหน้ากรรมการคุมสอบเอือมระอา ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย ทำไมถึงมาพาลใส่ผมได้ล่ะ
ผมมาหนานหยวนก็แค่เพื่อหาความดีความชอบเท่านั้น เป็นคนนี่มันยากจริงๆ แฮะ







