หลินนั่วเด้งตัวขึ้นจากโซฟานุ่มอย่างลุกลี้ลุกลน คว้าชุดเดรสสายเดี่ยวที่หล่นกระจัดกระจายอยู่บนพื้นมาสวมลวกๆ ผมเผ้ายุ่งเหยิงราวกับรังนก ใบหูแดงก่ำจนแทบจะโปร่งใส แต่ยิ่งรีบก็ยิ่งรน สายเดี่ยวของชุดติดอยู่ตรงหัวไหล่ ดึงอย่างไรก็ไม่เข้าที่เสียที
องค์หญิงนั่วผู้สูงส่ง นานทีปีหนถึงจะเผยให้เห็นสภาพทุลักทุเลเช่นนี้
กู้สิงกลับหยิบเสื้อยืดของตัวเองขึ้นมาอย่างใจเย็น สวมใส่อย่างไม่รีบร้อน ซ้ำยังยกมือขึ้นจัดทรงผมอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับคนที่ถูกจับได้คาหนังคาเขาไม่ใช่ตน
ลั่วหนิงจัดดอกไม้ใส่แจกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ช่อดอกคาโมมายล์สีขาวถูกปักลงในแจกันแก้วใส วางไว้ตรงกึ่งกลางโต๊ะกระจกอย่างพอดิบพอดี ราวกับเป็นผลงานศิลปะที่ผ่านการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ลั่วหนิงถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อพิจารณาอยู่สองวินาที ขยับปรับองศาของก้านดอกที่อยู่ริมสุดเล็กน้อย พยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วจึงหันหลังเดินไปรินน้ำที่ห้องครัว โดยที่ตลอดเวลาเธอไม่ได้ปรายตามองโซฟาเป็นครั้งที่สองเลย
นี่คือท่าทีของลั่วหนิงที่มีต่อการเปิดฮาเร็มของกู้สิง
ไม่เก็บมาคิดเล็กคิดน้อย ไม่ปล่อยให้บั่นทอนจิตใจ ในเมื่อตัวเองตกหลุมรักผู้ชายคนนี้ไปแล้ว ก็มีแต่ต้องยอมรับอย่างเงียบๆ
ในทางกลับกัน เฉินหลิงซูกลับมีสภาพจิตใจที่ต่างออกไป
เฉินหลิงซูวางถุงช้อปปิ้งลงบนพื้น สวมรองเท้าแตะเดินเสียงดัง "ตึกๆๆ" เข้ามา ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาอีกฝั่ง นั่งไขว่ห้าง เท้าคาง มองหลินนั่วสวมเสื้อผ้าด้วยรอยยิ้มตาหยี
"ต้องการให้ช่วยไหม"
"ฉันบอกให้เธอหันไปทางอื่นไม่ใช่หรือไง"
เสียงของหลินนั่วดังอู้อี้ลอดออกมาจากในเสื้อ
เฉินหลิงซูหยิบรีโมตบนโต๊ะกระจกขึ้นมาเปิดทีวี แล้วเอ่ยยิ้มๆ "พวกเธอสองคนทำกันบนโซฟา ก็เพราะอยากให้พวกเราเห็นไม่ใช่หรือไง"
ร้ายกาจจริงๆ เฉินหลิงซูอ่านความคิดของหลินนั่วได้ทะลุปรุโปร่ง
หลินนั่วที่ถูกพูดแทงใจดำหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม เธอยอมรับว่าการที่เธอกับกู้สิงทำกันบนโซฟานั้นเพื่อหาความตื่นเต้นเร้าใจ แต่มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อน แม้พวกเขาจะชอบปลดล็อกสถานที่ใหม่ๆ เพื่อหาความตื่นเต้น ทว่าสิ่งที่ต้องการก็คือแค่ความตื่นเต้นนั้น หากถูกคนอื่นมาเจอเข้าจริงๆ มันก็ไม่ใช่ความตื่นเต้นอีกต่อไป แต่เป็นความอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีต่างหาก
อย่างเช่นในวินาทีนี้
โชคดีที่เฉินหลิงซูไม่ได้ไล่ต้อนให้จนมุม เธอเอ่ยอย่างสบายอารมณ์ว่า "วันนี้ฉันกับหนิงหนิงเดินห้างกันมาทั้งบ่าย ปวดขาไปหมดแล้ว ขอพักสักหน่อยก็แล้วกัน เธอค่อยๆ ใส่ไปเถอะ ไม่ต้องรีบ จะไม่ใส่เหมือนเมื่อกี้ก็ได้ ยังไงในบ้านก็ไม่มีคนนอกอยู่แล้ว"
ในที่สุดหลินนั่วก็สวมเสื้อผ้าเสร็จ
ชุดเดรสสายเดี่ยวสวมอยู่บนร่างอย่างบิดเบี้ยว สายเดี่ยวข้างหนึ่งยาวข้างหนึ่งสั้น ผมเผ้ายังคงยุ่งเหยิง บนใบหน้ายังมีรอยแดงระเรื่อหลงเหลือจากการออกกำลังกายเมื่อครู่ เธอยืนอยู่หน้าโซฟาเหมือนแมวที่ถูกจับได้คาหนังคาเขา ทั้งอยากจะขู่ฟ่อแต่ก็รู้ตัวว่าผิด สีหน้าดูตลกพิลึก
"นี่"
เฉินหลิงซูมองสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ "ผมเธอยุ่งหมดแล้ว"
หลินนั่วยกมือขึ้นจัดทรงผมตามสัญชาตญาณ ก่อนจะตระหนักได้ว่าตัวเองถูกล้อเลียน จึงถลึงตาใส่เฉินหลิงซู
"มาถลึงตาใส่ฉันทำไม"
เฉินหลิงซูกะพริบตาปริบๆ "ฉันพูดความจริงนะ แถมสายเดี่ยวของเธอนี่ก็ดูยั่วชะมัดเลย "
"พอได้แล้ว"
หลินนั่วพูดแทรก สูดลมหายใจเข้าลึก พยายามปรับท่าทีให้ตัวเองดูไม่ทุลักทุเลจนเกินไป เธอหันขวับไปมองกู้สิงแวบหนึ่ง ก็พบว่าเขาสวมเสื้อผ้าเสร็จและนั่งอยู่ตรงนั้นแล้ว สีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หลินนั่วพลันรู้สึกฉุนกึกขึ้นมา
ทำไมถึงมีแค่ฉันคนเดียวที่ลุกลี้ลุกลนอยู่ได้
เธอกระแอมในลำคอ หันหน้ากลับมา มองเฉินหลิงซูด้วยสายตาเย่อหยิ่ง ฟื้นคืนความสง่างามขององค์หญิงนั่วกลับมาได้หลายส่วน "พวกเธอกลับมากันเร็วดีนี่"
"เร็วเหรอ"
เฉินหลิงซูมองนาฬิกาแขวนผนัง "สี่โมงเย็น ก็เวลาปกติทั่วไปนี่นา เป็นพวกเธอที่อินกันเกินไปจนไม่ทันดูเวลาต่างหากล่ะมั้ง"
"..."
ลั่วหนิงที่เพิ่งดื่มน้ำไปได้ครึ่งแก้วเดินออกมาจากห้องครัว จุดสนใจของเธออยู่ที่ถังขยะ เมื่อไม่พบถุงยางอนามัย จึงเอ่ยถามขึ้นมาว่า "นั่วนั่วก็ไม่ได้คุมกำเนิดเหรอ"
"ไม่ได้คุม"
หลินนั่วกดข่มจังหวะการเต้นของหัวใจ ค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลง เธอตระหนักได้ในทันทีว่า สาเหตุที่ลั่วหนิงและเฉินหลิงซูดูใจเย็นกันขนาดนี้ เป็นไปได้มากว่าพวกเธอคงเคยผ่านสถานการณ์คล้ายๆ กันนี้มาแล้ว
ลองคิดดูแล้วก็คงใช่
กู้สิงคบหากับลั่วหนิงและเฉินหลิงซูพร้อมกัน หากใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันสามคน ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีจังหวะที่หญิงสาวสองคนบังเอิญมาเห็นกันเอง หลินนั่วถึงกับสงสัยว่า พวกเขาสามคนเคยทำเรื่องอย่างว่าพร้อมกันแล้ว เมื่อเทียบกัน ตัวเองที่เพิ่งเข้ามาทีหลัง กลับดูเป็นคนหน้าบางเกินไปเสียด้วยซ้ำ
ควรจะหน้าหนากว่านี้อีกสักหน่อยถึงจะถูก
คิดได้ดังนั้นหลินนั่วก็แอบสูดลมหายใจเรียกความกล้า ใครจะรู้ว่าวินาทีต่อมาก็ถูกเฉินหลิงซูทำลายความตั้งใจจนหมดสิ้น ผู้หญิงคนนี้ถึงกับกระซิบพึมพำที่ข้างหูเธอเบาๆ ว่า
"ขนเธอน้อยจังเลยนะ"
ใบหน้าที่เพิ่งจะกลับมาขาวของหลินนั่วพลันแดงซ่านขึ้นมาอีกครั้ง ไม่นึกเลยว่าตัวเองจะมีจังหวะที่ถูกเฉินหลิงซูควบคุมอยู่หมัด "เธอพูดจาเหลวไหลอะไรเนี่ย"
"ฉันเห็นหมดแล้วต่างหาก"
เฉินหลิงซูเป่าลมรดข้างหูหลินนั่ว "ใครใช้ให้เธอไม่ใส่เสื้อผ้าเองล่ะ เห็นชัดเจนแจ่มแจ้งเลยเถอะ"
"ยังจะพูดอีก"
หลินนั่วหายใจหอบถี่
กู้สิงหัวเราะอย่างขบขัน "เฉินหลิงซู เธอเอาพอประมาณก็พอมั้ง ฉันว่าตอนนี้เธอปลดปล่อยตัวเองอย่างเต็มที่แล้วใช่ไหม"
เมื่อก่อนเฉินหลิงซูไม่ได้ "กล้าแกร่ง" ขนาดนี้นี่นา
เป็นเพราะหลังจากที่ตกลงคบกันสามคนกับเขาและลั่วหนิง เธอก็ค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นแบบนี้ แม้ว่ากู้สิงจะค่อนข้างชอบความกล้าและเปิดเผยของเฉินหลิงซูแบบนี้ก็เถอะ
เพราะกู้สิงรู้ดีว่า ความเปิดเผยของเฉินหลิงซูมีให้แค่เขาคนเดียวเท่านั้น
เอาเถอะ ตอนนี้ไม่ได้มีแค่เขาแล้ว ต่อหน้าลั่วหนิงและหลินนั่วก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน สามารถเปิดปากพูดจาบ้าบิ่นได้อย่างอิสระไร้ข้อกังขาได้ทุกที่ทุกเวลา
"แหม ก็เป็นครอบครัวเดียวกันหมดแล้วไม่ใช่หรือไง"
เฉินหลิงซูกะพริบตาปริบๆ แล้วกระซิบความลับข้างหูหลินนั่ว
ไม่รู้ว่าเฉินหลิงซูพูดอะไร สีหน้าของหลินนั่วถึงได้เปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอถึงกับเผลอปรายตามองลั่วหนิงแวบหนึ่งราวกับผีผลักแล้วเอ่ยว่า "จริงเหรอ"
"จริงสิ ไม่โกหกหรอก วันหลังเธอต้องมีโอกาสได้เห็นแน่ๆ..."
สีหน้าเย็นชาของลั่วหนิงไม่มีความเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย ทว่าเห็นได้ชัดว่าเธอเดาออกว่าเฉินหลิงซูกับหลินนั่วกระซิบกระซาบอะไรกัน จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "ทำไมเธอถึงเอาแต่พูดเรื่องของฉัน ไม่พูดเรื่องของตัวเองล่ะ"
"ใครพูดเรื่องของเธอกัน!"
เฉินหลิงซูออกอาการร้อนตัวเสียแล้ว
กู้สิงอดหัวเราะไม่ได้ "เธอพูดว่าขนของนั่วนั่วน้อย แล้วก็กระซิบกระซาบกับเธออย่างลับๆ ล่อๆ เนื้อหาใช้หัวเข่าคิดก็เดาออกแล้วเถอะว่าคืออะไร"
ต้องกำลังแฉให้หลินนั่วฟังเรื่องที่ลั่วหนิงเป็นเสือขาวแน่ๆ
เฉินหลิงซูกระแอมไอ ตัดสินใจเลิกเสแสร้ง "แล้วไงล่ะ ยังไงวันหลังก็ต้องรู้อยู่ดี ยกเว้นเสียแต่ว่าบางคนจะทนไหว"
ส่วนทนอะไรได้นั้น เฉินหลิงซูไม่ได้พูดออกมาตรงๆ
แต่ไม่ว่าจะเป็นลั่วหนิง หลินนั่ว หรือแม้กระทั่งกู้สิง ต่างก็รู้ความหมายแฝงในคำพูดของเฉินหลิงซูดี จังหวะการเต้นของหัวใจของคนทั้งหลายเริ่มเร็วขึ้นเล็กน้อยพร้อมกัน
โดยเฉพาะกู้สิง ที่ไม่ได้มีเพียงแค่หัวใจเท่านั้นที่กำลังเต้น...
โชคดีที่กู้สิงยังไม่ลืมว่าลั่วหนิงกับเฉินหลิงซูกำลังตั้งครรภ์อยู่ เขาจึงเอ่ยอย่างไม่อายปากว่า "อย่างน้อยภายในหนึ่งปีนี้ฉันก็ทนไหว"
คำพูดนี้อย่าว่าแต่เฉินหลิงซูกับหลินนั่วเลย ขนาดลั่วหนิงฟังแล้วยังต้องมองบน
สิ่งที่เรียกว่า "ภายในหนึ่งปีนี้ทนไหว" ก็เป็นเพราะระยะเวลาในการตั้งครรภ์และคลอดลูกของเฉินหลิงซูกับลั่วหนิงนั้นกินเวลายาวนาน ทำให้ไม่สามารถเอื้ออำนวยเงื่อนไขนั้นให้เขาได้ก็เท่านั้น คาดว่าพอถึงเวลาที่เหมาะสมเมื่อไหร่ หมอนี่ก็คงเผยความทะเยอทะยานอันป่าเถื่อนออกมาแน่ๆ!