การที่งานดูโสมถูกคนอื่นแย่งไปนั้น สวี่ซื่อเยี่ยนคาดไว้อยู่แล้ว เขาไม่รู้สึกแปลกใจหรือโกรธแต่อย่างใด
แต่การที่จ้าวต้าไห่โดนปลดออกจากตำแหน่ง กลับเกินความคาดหมายของเขาไปมาก นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
“ลุงจ้าว เล่าให้ผมฟังหน่อย เกิดอะไรขึ้นกันแน่? งานลุงก็ดีๆ อยู่ ทำไมจู่ๆ ถึงโดนปลดล่ะ?”
สวี่ซื่อเยี่ยนก้าวฉับๆ เข้าบ้าน รีบถามจ้าวต้าไห่ด้วยความร้อนใจ
“ไม่มีอะไรหรอก แค่ทำงานพลาดนิดหน่อย จะตกงานก็ไม่เป็นไรหรอก ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
เจ้าสาม ลุงขอโทษนะ ที่ไม่สามารถรักษางานเฝ้าสวนโสมไว้ให้ได้ เฮ้อ…”
จ้าวต้าไห่นั่งอยู่บนเตียงแบบชาวจีน ดูหมดอาลัยตายอยาก ราวกับว่าแก่ตัวลงไปหลายปีในพริบตา
“ไม่ใช่แบบนั้นสิลุง ลุงต้องบอกผมความจริง ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
มันเกี่ยวกับงานเฝ้าสวนโสมนั่นใช่มั้ย? ถ้าเพราะเรื่องผม แล้วลุงต้องมาเดือดร้อน แบบนั้นมันไม่คุ้มเลยนะ”
สวี่ซื่อเยี่ยนไม่ใช่คนโง่ สองเรื่องนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน มันต้องมีความเกี่ยวข้องกันแน่
แต่มันก็แค่ตำแหน่งเฝ้าสวนโสม ทำไมถึงทำให้จ้าวต้าไห่ต้องเสียงานได้?
“เฮ้อ เรื่องมันผ่านไปแล้วก็อย่าไปพูดถึงมันเลย ยังไงช่วงปีหลังๆ ลุงก็เหนื่อยพอแล้ว ทำงานแบบนี้มันกินแรงเกินไป
ถ้าลงจากตำแหน่งแล้วจะได้ไปทำงานแบบสบายๆ หน่อย ได้แต้มแรงงานมาบ้างก็พอ ไม่ต้องปวดหัวตลอดเวลาแบบเมื่อก่อนแล้ว”
ถึงปากจะพูดเหมือนไม่ใส่ใจ แต่สีหน้าของจ้าวต้าไห่กลับไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย
ตอนที่หมู่บ้านตงเจียงเหยียนยังเป็นกองเล็ก จ้าวต้าไห่ก็เป็นหัวหน้ากอง พอเลื่อนเป็นกองใหญ่ เขาก็กลายเป็นเลขาธิการกอง
ทำมาหลายปี อยู่ๆ โดนปลด มันก็ย่อมทำใจได้ยากเป็นธรรมดา
“เจ้าสาม ต่อไปเราไม่ต้องดูแลโสมแล้ว งั้นก็ทำงานให้ดีๆ ละกัน
แค่ตั้งใจทำงานดีๆ ต่อปีแต้มแรงงานก็ไม่ได้น้อยนะ
แต่ต่อไปเรื่องล่าสัตว์ ขายปลาอะไรพวกนี้ ก็พยายามอย่าทำให้เด่นนัก คนอื่นเขาอิจฉา”
จ้าวต้าไห่มองสวี่ซื่อเยี่ยน ไม่รู้จะพูดอะไรดี ได้แต่เตือนเขาไว้เล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นการระวังตัว
พอได้ยินแบบนั้น สวี่ซื่อเยี่ยนก็พอจะเข้าใจอะไรบางอย่าง
“ลุงจ้าว สรุปแล้วก็เพราะเรื่องของผมใช่มั้ย ที่ทำให้ลุงต้องเดือดร้อน แบบนี้มันไม่ยุติธรรมเลย ใครเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้? ผมจะไปคุยกับเขาเอง”
ถ้ามีอะไรให้จัดการ ก็ควรจะมาจัดการที่ตัวเขา ไม่ใช่ไปลงกับจ้าวต้าไห่
ถึงจ้าวต้าไห่จะเป็นเลขาธิการกองก็เถอะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องคอยจับตาทุกการกระทำของสมาชิกในกอง เรื่องของสมาชิกเกี่ยวอะไรกับเขาล่ะ?
“อย่าเลยเจ้าสาม อย่าไปยุ่งเรื่องนี้เลย
ถือว่าลุงแก่แล้วหมดแรง อยากกลับมาพักผ่อนที่บ้าน
ที่ลุงพูดกับเธอ ก็แค่อยากให้เธอระวังตัวให้มากหน่อย พวกคนในกองเธอก็รู้นิสัยดีใช่มั้ย? พวกนั้นมันอิจฉากันทั้งนั้นแหละ”
เมื่อก่อนจ้าวต้าไห่ยังอยู่ในตำแหน่ง ก็พอจะกดพวกที่อิจฉาไว้ได้บ้าง
แต่ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในตำแหน่งแล้ว ก็กลัวว่าสวี่ซื่อเยี่ยนจะยังแสดงตัวเด่นๆ เหมือนเมื่อก่อน แล้วจะโดนคนอื่นใส่ร้ายป้ายสีเอาอีก
เมื่อพูดมาถึงจุดนี้ สวี่ซื่อเยี่ยนก็รู้แล้วว่าถามต่อไปคงไม่ได้คำตอบอะไร
“ลุงจ้าว แล้วตอนนี้ในกองใครเป็นคนดูแลเรื่องต่างๆ? ผมมีเรื่องต้องไปจัดการกับกองพล”
เขากลับมาครั้งนี้ก็เพื่อย้ายทะเบียนบ้านและขนย้ายของ ต้องทำเรื่องให้เรียบร้อยก่อน
ส่วนเรื่องจ้าวต้าไห่โดนปลด ค่อยหาโอกาสสืบทีหลัง
“ลุงลงจากตำแหน่งแล้ว ตอนนี้หูเหลียนเฉิงเป็นคนรักษาการเลขาธิการกองอยู่ ถ้ามีเรื่องก็ไปหาหูเหลียนเฉิงเอา
แต่เวลาเจอเขา เธอพูดจาดีๆ หน่อยล่ะ อย่าไปทำกิริยาไม่ดี หูเหลียนเฉิงน่ะ เธอก็รู้ นิสัยเขาไม่ใช่คนง่ายๆ หรอก”
จ้าวต้าไห่เป็นห่วงสวี่ซื่อเยี่ยนอย่างแท้จริง เตือนทุกอย่างที่ควรเตือน
เมื่อได้ยินแบบนี้ สวี่ซื่อเยี่ยนก็ยิ่งแน่ใจว่าเรื่องทั้งหมดนี้ มีความเกี่ยวข้องกับหูเหลียนเฉิงแน่นอน
เพราะเดิมทีหูเหลียนเฉิงก็แค่รองหัวหน้ากอง ต่อให้จ้าวต้าไห่ลงจากตำแหน่ง คนที่ควรขึ้นแทนก็ควรจะเป็นอวี่ซานไห่ หัวหน้ากองตัวจริง แล้วทำไมถึงกลายเป็นหูเหลียนเฉิงได้ล่ะ?
“อา ผมขอตัวไปทำธุระก่อน ไว้มีเวลาจะกลับมาคุยด้วยนะครับ”
สวี่ซื่อเยี่ยนลุกขึ้นกล่าวลาแล้วเดินออกไป ขณะเดินออกจากประตู เขาก็ส่งสัญญาณทางสายตาให้กับจ้าวเจี้ยนเซ่อ
เรื่องนี้ ถ้าถามออกมาจากปากของจ้าวเจี้ยนเซ่อ ยังไงก็ต้องได้ความจริงแน่
จ้าวเจี้ยนเซ่อปกติก็เป็นคนไม่ค่อยจะไวต่ออะไรพวกนี้ แต่วันนี้ไม่รู้เป็นอะไร อยู่ๆ สมองก็ดูจะเชื่อมติดขึ้นมา เข้าใจความหมายของสวี่ซื่อเยี่ยนทันที
“พ่อ งั้นผมขอออกไปส่งพี่สามหน่อย” พอพูดจบ ยังไม่ทันให้จ้าวต้าไห่เอ่ยปาก เจ้าหมอนี่ก็พุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
จ้าวต้าไห่ เห็นลูกชายวิ่งพรวดออกไปก็อดถอนหายใจหนักๆ ไม่ได้
“เจี้ยนเซ่อ นี่มันใช้ไม่ได้จริงๆ พอออกไปแล้ว จะไม่พูดหมดทุกอย่างได้ยังไง?”
ภรรยาของจ้าวต้าไห่ ที่เงียบมาตลอดก็เอ่ยขึ้นบ้าง “พูดก็พูดเถอะ ก็ควรให้เจ้าสามรู้ว่ามันเป็นเพราะอะไร เขาจะได้รู้ตัวไว้ ระวังตัวเองในอนาคต อีกอย่าง คุณแบกรับเรื่องแทนเขา ก็ควรให้เขารู้นะ”
จ้าวต้าไห่ได้ยินคำพูดของภรรยา ก็นิ่งไปอยู่พักหนึ่ง
“พูดแบบนี้ไม่ถูกหรอกไม่ใช่ว่าฉันแบกรับแทนเขา แต่เจ้าสามน่ะแบกรับแทนฉันตั้งหลายอย่าง
ตอนนั้นไม่มีใครยอมขึ้นเขาไปเฝ้าโสม แม้แต่ลูกชายสองคนของเราก็ไม่อยากไป
แต่พอไปบอกเจ้าสามเขาก็ตอบตกลงทันที
ตอนนั้นภรรยาเจ้าสามยังท้องอยู่นะ ฉันก็กังวลจนแทบคลั่งไม่คิดอะไรเลยก็แค่ขอให้เขาพาภรรยาขึ้นเขาไปด้วย
ตอนนี้มาคิดดู มันก็เสี่ยงมากจริงๆ ถ้าอิงจื่อเกิดมีอะไรขึ้นมาบนเขา เราจะมีหน้าไปเจอเขาได้ยังไง?”
“อืม ที่คุณพูดมาก็ถูก เจ้าสามเขาดีกับบ้านเราจริงๆ” ภรรยาของจ้าวต้าไห่ ถอนหายใจ
จริงๆ แล้ว สำหรับยุคสมัยนี้ ผู้ชายทำงานเหมือนวัวเหมือนควาย ผู้หญิงก็ต้องทำงานเหมือนผู้ชาย เป็นเรื่องปกติ
ภรรยาใครท้อง ก็ยังต้องทำงานทั้งในบ้านนอกบ้านเหมือนเดิม
ถ้าเป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ถึงใกล้คลอดก็ยังต้องออกไปทำงานในไร่
บางคนถึงขนาดกำลังทำงานอยู่ในไร่นั่นแหละ แล้วก็คลอดลูกเลยก็มี
ทำงานตอนเช้า ตอนบ่ายคลอดลูกก็ยังมีให้เห็นทั่วไป
ไม่มีใครคิดว่าผู้หญิงท้องเป็นเรื่องใหญ่อะไรนัก
จ้าวต้าไห่ ตอนนั้นไม่ทันคิดก็ไม่ได้ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงอะไร
“อีกอย่างเรื่องโสมที่หาย ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าสามเจอเจ้าใหญ่บ้านเฉิน เรื่องคงไม่ถูกคลี่คลาย
ถึงแม้ว่าสุดท้ายเราจะไม่สามารถเอาโสมที่หายไปกลับคืนมาได้ แต่ก็ยังพอให้น้ำหนักกับชาวบ้านว่าเราทำอะไรได้บ้าง
ถ้าเรื่องนี้จับขโมยไม่ได้ ถึงคนอื่นจะไม่พูดอะไรต่อหน้า แต่ลับหลังไม่ด่าฉันเหรอ?”
จ้าวต้าไห่หาคนระบายไม่ได้ ก็ได้แต่พร่ำบ่นกับภรรยานั่นแหละ
ในขณะเดียวกัน ที่หน้าประตูบ้านจ้าว
สวี่ซื่อเยี่ยนก็กำลังซักถามจ้าวเจี้ยนเซ่อ
“เจี้ยนเซ่อ เราเป็นเพื่อนสนิทกันที่สุด นายมีอะไรต้องบอกพี่สามนะ อย่าปิดบังกัน”
เจี้ยนเซ่อเป็นคนตรงๆ ไม่ค่อยมีเล่ห์เหลี่ยม พอได้ยินก็รีบพยักหน้า
“แน่นอน พี่สามดีกว่าพี่แท้ๆ ของผมอีก ผมไม่ปิดบังพี่แน่”
“งั้นบอกพี่มาเลยว่า ลุงจ้าวโดนปลดเพราะเรื่องอะไร?” สวี่ซื่อเยี่ยนถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
จ้าวเจี้ยนเซ่อ “หา?” ออกมาเสียงหนึ่ง แล้วเกาศีรษะ “พ่อผมบอกไม่ให้พูด”
สวี่ซื่อเยี่ยนยกเท้าจะเตะเขาทันที
“ยังจะมาปิดบังพี่อีกเหรอ? ถ้านายไม่บอก พี่จะหาทางช่วยลุงจ้าวได้ยังไง?”
เรื่องนี้ต้องมีเบื้องหลังแน่นอน ถ้าสวี่ซื่อเยี่ยนไม่รู้ให้ชัด คืนนี้เขาคงนอนไม่หลับแน่ต้องเค้นให้กระจ่าง
“ก็มีคนไปแจ้งกับกองพล ว่าพี่ไปยักยอกทรัพย์สินของหลวง
ใช้ปืนกับหมาของกองการเกษตรเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
บอกว่าพี่ขึ้นเขาไปเฝ้าโสมเป็นข้ออ้าง แต่จริงๆ แล้วไปล่าสัตว์
แต่ยังรับแต้มแรงงานกับเสบียงของกองอีก บอกว่าเป็นพวกเห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว หรืออะไรสักอย่างนี่แหละ
ยังบอกอีกว่า พี่ไปจับปลาไปขายในตลาด ถือว่าเป็นการค้ากำไรเกินควร เป็นพฤติกรรมของพวกทุนนิยม สร้างภาพลักษณ์ไม่ดี”
เจี้ยนเซ่อเป็นคนตรงๆ ไม่รู้จะปิดบังยังไง โดนสวี่ซื่อเยี่ยนข่มนิดหน่อย ก็เทความลับออกมาหมดเหมือนเขย่ากระบอกไม้ไผ่ใส่ถั่วเลยทีเดียว







