ความหน้าซื่อใจคดชอบเอาหน้าของซุนอู่นั้น ปลอมเปลือกเสียจนชวนให้คนอ้าปากค้าง แต่มันกลับเป็นเรื่องจริงที่มีอยู่บนโลกเสียได้
หากจะสืบหาสาเหตุ ตอนเด็กเขาหัวทึบ ใครต่อใครก็หาว่าโง่ พอโตขึ้นคนในครอบครัวก็ถูกขุนนางกังฉินทำร้ายจนตาย ไปร้องเรียนที่ไหนก็ไม่มีใครรับ ทุกคนต่างหลบหน้าหนี สุดท้ายหิวจัดจนต้องหนีไปบวชเป็นพระอยู่หลายปี
หลังจากมาเป็นโจรภูเขา ก็มีวิธีการลงมือที่โหดเหี้ยมอำมหิต ยิ่งทำให้เป็นที่รังเกียจของทุกคน!
ส่วนพวกลูกน้องก็มีแต่ความหวาดกลัว หาได้มีความเคารพยำเกรงไม่!
สรุปก็คือ ในใจท่านประมุขซุนของพวกเรานั้นไม่มีความอบอุ่น ไม่เคยได้รับการชื่นชม เหตุผลต่างๆ นานาเหล่านี้หล่อหลอมให้เขามีนิสัยเฉพาะตัว ขอเพียงลูกน้องธรรมดาสอพลอสักประโยคว่า "ประมุขใหญ่ยอดเยี่ยมไปเลยขอรับ" ก็พร้อมจะเลื่อนขั้นให้อีกฝ่ายในทันที
เวลานี้ประตูไม้ผุพังของถ้ำถูกซินจั๋วปิดลงแล้ว เขายังเติมถ่านไม้ลงในอ่าง อุณหภูมิจึงสูงขึ้น ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางข้ามเขาเป็นเวลานานจู่โจมเข้ามาในชั่วพริบตา
เพียงแต่ไม่รู้ว่าปกติแล้วซุนอู่จัดแจงอย่างไร ที่นอนถึงมีอยู่สองจุด มู่หรงซิว หวงต้ากุ้ยรวมสี่คน และเสี่ยวหวง ที่ต่างก็เหนื่อยล้าเต็มทนล้มตัวลงนอนตรงที่นอนด้านนอก เบียดเสียดกันจนเต็มแน่นพอดิบพอดี สี่คนกับหนึ่งตัวนอนแผ่หราประหนึ่งศพ
ส่วนด้านในฝั่งของชุยอิงเอ๋อร์และหานชีเหนียงกลับยังมีที่ว่าง
ซินจั๋วงุนงงเล็กน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่ต้องนอนค้างอ้างแรมข้างนอก แถมยังมีคนอยู่รวมกันเยอะขนาดนี้ ตกลงว่า... เขาต้องนอนกับใคร?
ชุยอิงเอ๋อร์และหานชีเหนียงที่จัดปูที่นอนใหม่จนเรียบร้อย มองออกถึงความลำบากใจของประมุขใหญ่ จึงพากันกวักมือเรียก "ประมุขใหญ่ ตรงนี้เจ้าค่ะ ท่านนอนตรงกลางเถิด อุ่นดี"
ซินจั๋ว "..."
'พวกเจ้าเข้าใจอะไรข้าผิดไปหรือเปล่า?'
หลังจากผ่านการต่อสู้ในใจอย่างหนักหน่วงและกำหนดจุดยืนให้ตัวเองได้แล้ว เขาก็เลือกที่จะล้มตัวลงนอนข้างชุยอิงเอ๋อร์
หวงต้ากุ้ยทั้งสี่คนส่งเสียงกรนเป็นจังหวะบาดหูอย่างรวดเร็ว ผิดกับชุยอิงเอ๋อร์และหานชีเหนียงที่เรี่ยวแรงยังเหลือเฟือ นอนหันหน้าเข้าหากันกระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง ไม่รู้ว่าคุยอะไรกันถึงได้ส่งเสียงหัวเราะเบาๆ ออกมาเป็นระยะ
ซินจั๋วใช้สองมือหนุนหัว มองดูหินขรุขระที่มีตะไคร่น้ำขึ้นอยู่บนเพดานถ้ำ ขบคิดถึงหนทางรอดในก้าวต่อไป
พูดตามตรง หากให้โอกาสเขากลับไปเลือกใหม่อีกครั้ง เขาก็ยังจะปล้นซูเมี่ยวจิ่นอยู่ดี
เพราะถึงอย่างไรผลตอบแทนก็มหาศาลมาก รวบรวมวิญญาณสังเวยได้ถึงเจ็ดดวงในคราวเดียว ระดับพลังเลื่อนขึ้นมาถึงขั้นเจ็ดระดับรอง และยังได้ครอบครองเคล็ดวิชาอีกกองพะเนิน
เวลาเพียงหนึ่งเดือน พุ่งพรวดจากขั้นปุถุชนมาถึงขั้นเจ็ดระดับรอง นี่มันขับรถแซงปาดหน้าด้วยความเร็วสูงชัดๆ!
หากทำตามขั้นตอนปกติ สำหรับคนที่ขาดแคลนวิญญาณสังเวยอย่างเขา ไม่รู้ว่าต้องรอไปจนถึงปีศอกเดือนลิงนู่นเลย
ที่เขาว่ากันว่าไม่มีความเสี่ยง ก็ไม่มีผลตอบแทน
แน่นอนว่า เขาก็ต้องแบกรับผลลัพธ์ที่ตามมาเช่นกัน และผลลัพธ์นั้นก็รุนแรงเกินเกณฑ์ไปมากแล้ว...
คนของสี่ตระกูลใหญ่ไล่ล่าไม่ลดละ!
ความจริงแล้วเขาไม่ได้มีความมั่นใจเต็มร้อยว่าจะรับมือได้ สภาพความเป็นอยู่จึงกลายเป็นยากลำบากและระหกระเหินขึ้นมาในทันที
ตอนนี้เขาตัวคนเดียวต้องแบกรับชะตากรรมของคนเจ็ดแปดคนเอาไว้!
จะว่าไป ถึงจะมีความท้าทาย แต่ก็มีโอกาสอยู่เหมือนกัน อย่างเช่นการทำลายสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ แล้วเก็บกวาดคนของสี่ตระกูลใหญ่ซะ? เกรงว่าความแข็งแกร่งคงจะได้พุ่งพรวดขึ้นอีกระลอก!
เพียงแต่ตอนนี้จะเก็บกวาดคนพวกนั้นยังไง ถือเป็นบททดสอบที่สาหัสสากรรจ์ยิ่งนัก!
ด้านนอกถ้ำ ท่ามกลางลมฤดูใบไม้ร่วง ซุนอู่และหวังหูลู่ที่สวมเพียงกางเกงตัวในขาสั้น นั่งยองๆ ตัวสั่นงันงกอยู่ริมกำแพง
"ประมุขใหญ่ ทำเกินไปหรือเปล่าขอรับ?" หวังหูลู่ปากสั่นกึกๆ "ให้พวกเขากระทั่งเสื้อผ้า! แล้วพวกเรา..."
ยามนี้ซุนอู่พอจะตระหนักอะไรขึ้นมาได้บ้างแล้ว บนใบหน้าจึงเผยให้เห็นถึงความโลเลอยู่สายหนึ่ง
และในตอนนั้นเอง ภายในถ้ำก็มีเสียงทอดถอนใจของซินจั๋วดังแว่วมา "ที่แท้ซุนอู่ก็ใจกว้างองอาจถึงเพียงนี้ เสียดายที่ไม่ได้รู้จักเขาให้เร็วกว่านี้ ละอายใจนัก นอนดีกว่า!"
เสียงทอดถอนใจนี้แม้มิได้เอ่ยคำว่า "ท่านประมุข" อันแสนเคารพยกย่อง แต่ก็ชนะตรงที่เป็นการพูด "การส่วนตัว" และ "จริงใจ" ยิ่งดูจริงใจเข้าไปใหญ่
ซุนอู่ปั้นหน้าตึง สะบัดมือตบหน้าหวังหูลู่ฉาดใหญ่ "แม่มเอ๊ย เกินไปอะไรกัน? ข้าก็เป็นท่านประมุขแบบนี้แหละ ข้ามันคนใจกว้างองอาจ ไป ไปซุกหัวนอนกับพวกพี่น้องสักสองสามวัน!"
ราตรีล่วงเข้ายามดึกสงัด
ซินจั๋วแปลกที่แปลกทาง ต่อให้หลับไปแล้วก็หลับๆ ตื่นๆ มักจะรู้สึกอยู่เสมอว่ากำลังโดนคนไล่ฟัน เขาจึงสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างฉับพลันพลางเบิกตากว้าง
บนเรือนร่างสัมผัสได้ถึงความอ่อนนุ่มและกลิ่นหอมจางๆ ของดอกหลันฮวา หันขวับไปก็สบเข้ากับดวงตาที่เต็มไปด้วยความป่าเถื่อนของชุยอิงเอ๋อร์ รวมถึงใบหน้าที่โดดเด่นจำง่าย ทว่ากลับหยาบกร้านเล็กน้อยจากการตากแดดตากลมมาหลายปี
ความจริงแล้วใบหน้านี้สะสวยมาก มีเอกลักษณ์ และมีเสน่ห์ดึงดูด ทำให้คนที่พบเห็นเกิดความรู้สึกอยากเอาชนะอย่างรุนแรง
เพียงแต่...
การที่นางยื่นแขนซ้ายมาหนุนใต้หัวเขา แล้วกอดเขาไว้แน่นจนหน้าอกอวบอิ่มแนบชิด ใบหน้าแทบจะแนบชิดกับใบหน้าของเขา นี่มันเรื่องอะไรกัน?
ซินจั๋วมองไปทางมู่หรงซิวและคนอื่นๆ ตามสัญชาตญาณ พวกเขากำลังหลับสนิท ส่วนหานชีเหนียงที่อยู่ด้านในชิดกำแพงก็นอนแผ่หรา ริมฝีปากเล็กๆ ขยับมุบมิบละเมอออกมา
"ท่านพี่อิงเอ๋อร์ ท่าน..."
สิ่งที่ตอบกลับเขามาคือมือขวาอันเรียวยาวของชุยอิงเอ๋อร์ นางช่วยเช็ดเหงื่อบนใบหน้าให้เขาอย่างแผ่วเบา นัยน์ตาจิ้งจอกคู่นั้นเต็มไปด้วยความอ่อนโยน "ฝันร้ายหรือเจ้าคะ?"
"อา ใช่แล้ว..." ซินจั๋วเบียดตัวออกไปด้านนอกตามสัญชาตญาณ
"ขืนเบียดอีกเดี๋ยวก็ตกลงไปหรอกเจ้าค่ะ!" ชุยอิงเอ๋อร์หัวเราะเบาๆ รอยยิ้มนั้นบริสุทธิ์ใจ ไม่เจือปนความเสแสร้งแม้แต่น้อย "ช่วงเวลานี้ มีทั้งศึกในศึกนอก ต้องพึ่งพาท่านแบกรับไว้เพียงผู้เดียว พวกเราก็ช่วยอะไรท่านไม่ได้เลย ลำบากท่านแล้ว!"
ซินจั๋วอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ จมูกพลันรู้สึกแสบร้อนขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก หลังจากที่แม่ในชาติก่อนป่วยตาย ก็ไม่มีใครคอยห่วงใยเขาอีกเลย ประกอบกับความโดดเดี่ยวในต่างโลก ต่อให้เข้มแข็งแค่ไหน ปลงตกกับทุกสิ่งแค่ไหน ก็ยังเผลอปล่อยโฮออกมาในชั่วพริบตา!
ชุยอิงเอ๋อร์ใช้มือตบแก้มเขาเบาๆ "ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ต่อไปจะดีขึ้นเอง ข้าเพิ่งจะทะลวงผ่านขั้นแปดระดับรอง ยังมีความสามารถแปลกประหลาดเพิ่มมาอีกหนึ่งอย่างด้วย!"
ทะลวงระดับแล้ว?
สรรพคุณของน้ำในบ่อน้ำว่างเยวี่ยเริ่มออกฤทธิ์แล้วหรือ?
เพียงแต่... ความสามารถแปลกประหลาด?
ซินจั๋วถามด้วยความประหลาดใจ "ความสามารถอะไรหรือ?"
ชุยอิงเอ๋อร์ขมวดคิ้วพลางกล่าว "ข้าเหมือนกับ... เมื่อได้ยินเสียง ก็สามารถรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย รวมถึงความรุนแรงของคลื่นพลังปราณและเลือดลม อาวุธ อะไรทำนองนั้นเจ้าค่ะ อย่างเช่นตอนที่ถูกสี่ตระกูลใหญ่ไล่ล่า อีกฝ่ายอยู่บนยอดเขาฝั่งตรงข้าม ข้าสามารถแยกแยะได้ว่าพวกเขาเป็นชายหรือหญิง ใช้อาวุธอะไร หันหน้าไปทางไหน และเตรียมจะทำอะไร... เพียงแค่พึ่งพาเสียงเท่านั้น"
ฟังเสียงแยกแยะตำแหน่ง วัดรูปร่าง? เรดาร์มนุษย์?
นี่มัน...
น้ำในบ่อน้ำว่างเยวี่ยยังมีพรสวรรค์ค้ำจุนแบบนี้ด้วยหรือ?
"เจ้าฟังได้ชัดเจนในระยะกี่จั้ง?" ซินจั๋วซักไซ้
ชุยอิงเอ๋อร์ลองคิดดู "ยังไม่แน่ใจนักเจ้าค่ะ สิบกว่าจั้งน่ะมีแน่ ข้าเองก็แปลกใจเหมือนกันว่าทำไมจู่ๆ ถึงเป็นแบบนี้!"
นี่มันเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่เกิดขึ้นกะทันหันจริงๆ ตอนนี้ท่าทางไม่งามนัก พรุ่งนี้ค่อยมาศึกษาคุณสมบัติของบ่อน้ำว่างเยวี่ยกันใหม่ดีกว่า
ซินจั๋วเริ่มจินตนาการว่าหานชีเหนียงกับไป๋เจียนซี่พวกเขามีความสามารถที่สอดคล้องกันหรือไม่ ถึงตอนนั้นหากดูดซับหรือหลอมรวมดัดแปลง ตัวเขาเองจะกลายเป็นอะไรไปล่ะ?
ชุยอิงเอ๋อร์หาวหวอด พ่นใส่หน้าซินจั๋วเต็มๆ "ประมุขใหญ่ นอนเถอะเจ้าค่ะ"
ท่อนแขนยังคงไม่ได้ขยับเขยื้อนออกไป หนำซ้ำแขนอีกข้างยังตบหน้าท้องเขาเบาๆ
การกระทำอันน่าฉงนนี้!
ความจริงแล้วซินจั๋วก็ยังงัวเงียอยู่ สมองตื้อตัน จึงซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดของชุยอิงเอ๋อร์ตามสัญชาตญาณ
อุ่นจัง!
ถ้าชุยอิงเอ๋อร์เป็นผู้หญิงระดับสามระดับสี่ก็คงจะดี นอนรอรับชัยชนะสบายๆ...
เพียงแต่ยามนี้เกิดการตอบสนองทางร่างกายที่ไม่อาจระงับได้ สัมผัสที่เกิดขึ้นก็ลึกล้ำพิสดารยิ่งนัก
เป็นเพราะสัดส่วนของอีกฝ่ายดีเลิศเกินไปจริงๆ!
ที่ร้ายกาจยิ่งกว่าคือชุยอิงเอ๋อร์ นางคว้ามันจับปัดไปด้านข้างอย่างลวกๆ ราวกับกลัวว่าจะไปทำให้มันบาดเจ็บ พลางเอ่ยเสียงเบาแกมตำหนิเล็กน้อยว่า "ประมุขใหญ่ อย่าซุกซนสิ รีบนอนเถอะเจ้าค่ะ เชื่อฟังข้านะ!"
นี่มัน...
ความคิดสับสนวุ่นวายในใจของซินจั๋วอันตรธานหายไปในพริบตา ชุยอิงเอ๋อร์มองดูเขาเติบโตมา นางอายุมากกว่าเขาห้าหกปี คงเห็นเขาเป็นน้องชายจริงๆ
เพียงแต่... มันก็ค่อนข้างจะแปลกแหวกแนวไปหน่อยกระมัง!
...
เช้าตรู่ ซินจั๋วถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงโห่ร้องยินดีอย่างดุเดือด พอลืมตาขึ้นมาก็ไม่เห็นใครอยู่ข้างกายแล้ว ตะเกียงน้ำมันด้านข้างเหือดแห้ง โครงกระดูกแกะที่กินเหลือไว้ถูกปกคลุมด้วยคราบน้ำมันบางๆ ชั้นหนึ่ง
เขาบิดขี้เกียจ เดินออกจากปากถ้ำ ท้องฟ้าขมุกขมัว เป็นวันฟ้าครึ้ม ไร้ลมพัดผ่าน รอบด้านส่งกลิ่นเหม็นฉุนปัสสาวะที่หลงเหลือจากการขับถ่ายไม่เป็นที่เป็นทางอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ
บนลานกว้างด้านหน้า รายล้อมไปด้วยคนเฒ่าคนแก่ ผู้ชายและผู้หญิงจากค่ายพยัคฆ์ดุร้ายที่สวมเสื้อผ้าขาดวิ่น หรือไม่ก็สวมเสื้อคลุมตัวใหญ่ที่ปล้นมาซึ่งไม่พอดีตัว ตรงกลางมีชายร่างยักษ์หน้าตาดุร้ายจากค่ายพยัคฆ์ดุร้ายส่วนสูงเก้าฉื่อ ยกหินก้อนใหญ่หนักราวๆ สามร้อยจินขึ้นมา เส้นเลือดดำบนหน้าผากปูดโปน แม้จะดูยากลำบาก ทว่าท่วงท่ากลับดูน่าเกรงขามยิ่งนัก!
รอบด้านมีแต่เสียงโห่ร้องชื่นชม!
ชายฉกรรจ์ผู้นั้นทุ่มก้อนหินลงอย่างแรง สีหน้าภาคภูมิใจสุดขีด "พี่น้องค่ายพิชิตมังกร มีใครยกขึ้นบ้างหรือไม่?"
ซุนอู่กับหวังหูลู่ไม่รู้ไปเอาชุดเศรษฐีมาจากไหน สวมใส่แล้วยืนอยู่รวมกันราวกับเป็นเศรษฐีหน้าเลือด "อย่าเสียมารยาทเช่นนี้สิ ฮ่าๆๆ..."
ความภาคภูมิใจบนใบหน้าปิดบังเอาไว้ไม่มิดเลยแม้แต่น้อย
มู่หรงซิวและหวงต้ากุ้ยยืนอยู่ด้วยกันด้วยใบหน้างุนงง ยกหินเนี่ยนะ? ว่างจนบ้าไปแล้วหรือไง?
ทว่าหานชีเหนียงกลับทำหน้าตาบ้องแบ๊ว "หะ... หินแบบนี้ ข้าเหมือนจะยกได้สักสามก้อนนะเจ้าคะ!"







