ฝานชวน ตู้ชวี่
ฝั่งตะวันออกแม่น้ำเจวี๋ย ใต้ที่ราบสูงเส้าหลิง
ม้าเร็วหลายตัวควบตะบึงมาถึง และหยุดลงที่หน้าประตูจวนโหวเฟิงเซียง
เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งกระโดดลงจากหลังม้า
"เอาองุ่นมา ตามข้าไปมอบให้ฮูหยินเฒ่า"
บ่าวรับใช้สองคนด้านหลังลงจากม้า หยิบไหดินเผาสองใบลงมาจากอานม้า
บ่าวรับใช้หน้าประตูรีบเข้ามาต้อนรับ "ต้าหลาง"
"ฮูหยินเฒ่าอยู่จวนหรือไม่"
"อยู่ขอรับ สือเหนียงกำลังคุยเป็นเพื่อนฮูหยินเฒ่าอยู่พอดี"
ตู้โก้วรับไหดินเผาทั้งสองใบมาแล้วเดินเข้าไปในเรือนชั้นใน
เมื่อผ่านประตูชั้นกลาง โถงกลางสองหลังตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางเรือนชั้นใน เชื่อมต่อกันด้วยระเบียงทางเดิน ดูโอ่อ่าภูมิฐานยิ่งนัก
กัวซื่อกับสือเหนียงหลานสาวกำลังนั่งคุยกันอยู่ที่โถงฝั่งเหนือ พลางจัดดอกไม้ไปด้วย ในห้องอบกำยานและต้มชาเอาไว้
สาวใช้เข้ามารายงาน "ต้าหลางจากเรือนตะวันออกมาเจ้าค่ะ บอกว่ารับคำสั่งบิดาให้นำองุ่นจากดินแดนตะวันตกมามอบให้"
กัวซื่อไม่ได้สนใจ ทว่าตู้สือเหนียงกลับพูดพลางหัวเราะว่า "อากาศร้อนปานนี้ เหวินเจี้ยนยังอุตส่าห์เอาองุ่นมาให้ ช่างมีน้ำใจจริงๆ รีบเรียกเขาเข้ามาเถอะ"
ตู้โก้วมาถึงโถงฝั่งเหนือ
เมื่อเข้ามาในห้องก็คุกเข่าคำนับกัวซื่อก่อน "เหลนคารวะทวดหญิงขอรับ"
จากนั้นก็หันไปกล่าวกับตู้สือเหนียงว่า "คารวะท่านอาขอรับ"
และกล่าวทักทายญาติผู้หญิงคนอื่นๆ
สีหน้าของกัวซื่อเย็นชา นางไม่ค่อยชอบคนของเรือนใหญ่มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
"เมื่อครู่บ่าวบอกว่าเจ้านำองุ่นเกาชางมาให้ อยู่ที่ไหนล่ะ" สือเหนียงเอ่ยถามยิ้มๆ
ตู้โก้วจึงประคองไหดินเผาสองใบขึ้นมา ด้านในยังใส่น้ำแข็งเอาไว้ และมีกระดาษห่อองุ่นอยู่อีกชั้น เมื่อเปิดออก องุ่นก็ยังคงสดใหม่ เปล่งประกายสีเขียวใส
"ว้าว เป็นองุ่นจริงๆ ด้วย ได้องุ่นเกาชางมาจากไหนหรือ"
ตู้โก้วจึงตอบตามที่บิดาสั่งความมาว่า "เรียนท่านอา องุ่นนี้อ๋องเกาชางส่งทูตมาจิ้มก้องที่ฉางอันขอรับ เมื่อวานฝ่าบาทพระราชทานองุ่นสองกระบุงให้แก่ขุนนาง
กระบุงหนึ่งพระราชทานให้เจียงกั๋วกงผู้ดำรงตำแหน่งหวงเหมินซื่อหลางพ่านน่าเหยียน ส่วนอีกกระบุงพระราชทานให้หนานไคกั๋วอำเภอเฉี่ยนสุ่ยที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นเจี้ยวซูหลางกรมเลขาธิการไต้เจาเหมินเซี่ยขอรับ"
"หลังจากหนานอำเภอเฉี่ยนสุ่ยได้รับพระราชทานองุ่น ก็แบ่งมาให้ท่านพ่อของข้าหลายพวง ท่านพ่อจำได้ว่าท่านทวดชอบกินองุ่น จึงให้ข้านำมามอบให้เป็นพิเศษขอรับ"
กัวซื่อเพิ่งจะเอ่ยปากในตอนนี้ "พ่อของเจ้ามีน้ำใจแล้ว คนอื่นให้องุ่นมาไม่กี่พวงยังอุตส่าห์นึกถึงคนแก่ที่ยังไม่ตายอย่างข้า"
ส่วนตู้สือเหนียงถามขึ้นว่า "หนานไคกั๋วอำเภอเฉี่ยนสุ่ยคนนี้คือบ้านไหนหรือ ก่อนหน้านี้เหมือนจะไม่เคยได้ยินชื่อ เป็นญาติบ้านไหนของพวกเราหรือเปล่า"
ตู้โก้วตอบพลางหัวเราะว่า "ไม่นับว่าเป็นญาติหรอกขอรับ แต่ก็คุ้นเคยกันอยู่ ท่านอาสิบย่อมรู้จักดีกว่าใคร ก็คือหลี่อี้ หลี่ต้าหลาง แห่งหมู่บ้านหลัวเจีย ตำบลอวี้ซิ่ว ที่อยู่ถัดจากที่ราบสูงเสินเหอไปอย่างไรล่ะขอรับ"
ตู้สือเหนียงประหลาดใจ "คุณชายหลี่หรือ เขาไปเป็นมี่ซูหลางไต้เจาเหมินเซี่ยตั้งแต่เมื่อใดกัน แล้วยังได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหนานอำเภอเฉี่ยนสุ่ยอีกหรือ"
กัวซื่อเองก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาเผยความประหลาดใจ
"เพิ่งไม่กี่วันมานี้เองขอรับ ท่านพ่อบอกว่าคราวก่อนที่อ๋องฉินมาที่จวนในตู้ชวี่ หลี่อี้ก็มาเยี่ยมท่านพ่อพอดี จึงได้พบกับอ๋องฉิน อ๋องฉินยังได้คัมภีร์พันอักษรลายมือโซ่วจินของหลี่อี้ที่ท่านอาเก็บสะสมไว้ไป แล้วยังพระราชทานมีดทองคำขนาดเล็กให้หลี่อี้หนึ่งเล่ม ทั้งยังพระราชทานผ้าไหมให้โรงเรียนของเขาด้วยขอรับ
ต่อมาหลี่อี้จึงมอบยาลูกกลอนที่สองศิษย์อาจารย์ใช้ตอนออกท่องยุทธภพให้อ๋องฉินไปบางส่วน คราวนี้อ๋องฉินไปทำศึกที่จิงโจวแล้วป่วยเป็นไข้จับสั่น หมอหลวงล้วนรักษาไม่ทันท่วงที... อู๋อี้มีความดีความชอบเรื่องถวายยา ฝ่าบาทจึงพระราชทานบรรดาศักดิ์หนานอำเภอเฉี่ยนสุ่ยให้เป็นกรณีพิเศษขอรับ"
"ทั้งอ๋องฉินและองค์รัชทายาทต่างก็พากันเสนอชื่อรับรองความสามารถของหลี่อี้ องค์รัชทายาทยังถึงขั้นเสนอชื่อให้หลี่อี้เป็นซื่ออวี้สื่อขั้นเจ็ดกึ่งกลางท้องพระโรงเลยนะขอรับ
แม้สุดท้ายฝ่าบาทจะทรงเห็นว่าหลี่อี้ยังอายุน้อยเกินไปจึงไม่ได้ทรงเห็นชอบด้วย แต่ได้ยินมาว่าเจียงกั๋วกงเฉินเซียงก็เสนอชื่อหลี่อี้ให้เป็นเจี้ยวซูหลางกรมเลขาธิการไต้เจาเหมินเซี่ยอีก ฝ่าบาทจึงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง และยังจงใจพระราชทานองุ่นที่เกาชางจิ้มก้องมาให้เขาหนึ่งกระบุงด้วยขอรับ"
ที่แท้องุ่นนี้ก็เป็นของที่หลี่อี้มอบให้นี่เอง
ตู้สือเหนียงดีใจมาก "อา ข้าบอกแต่แรกแล้วว่าอู๋อี้มีพรสวรรค์มาก ต้องไม่ธรรมดาแน่ นึกไม่ถึงว่าคราวก่อนเขาปฏิเสธตำแหน่งอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาทไป พริบตาเดียวก็ได้รับทั้งบรรดาศักดิ์และเลื่อนขั้น ทองคำอยู่ที่ไหนก็ย่อมเปล่งประกายจริงๆ สินะ"
กัวซื่อได้ยินคำพูดนี้ ในใจก็ไม่สบอารมณ์
คราวก่อนนางให้บุตรอนุภรรยาอย่างตู้ซานหลางไปร่วมแสดงความยินดีในพิธียกขื่อบ้านของหลี่อี้ โดยจงใจมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้ จากนั้นก็เตือนหลี่อี้ว่าฐานะของทั้งสองตระกูลไม่คู่ควรกัน หวังว่าหลี่อี้จะรู้จักเจียมตัว
คำตอบของชายหนุ่มอย่างหลี่อี้ทำให้กัวซื่อพอใจมาก เขาแสดงออกว่าไม่ได้มีความคิดมักใหญ่ใฝ่สูง ทั้งยังมอบถ้วยหลิวหลีที่โปร่งใสแวววาวคู่หนึ่งกลับมาให้เป็นของขวัญ
ถ้วยคู่นี้เป็นที่ถูกใจกัวซื่ออย่างยิ่ง และมองออกว่ามูลค่าไม่ได้ด้อยไปกว่าชามทองคำและจานเงินที่นางมอบให้ไปเลย
เดิมทีคิดว่าเรื่องนี้ถือว่าจบลงแล้ว
นึกไม่ถึงว่าพริบตาเดียวหลี่อี้ผู้นี้กลับได้รับบรรดาศักดิ์ แถมยังเป็นไต้เจาเหมินเซี่ยอีก
สกุลตู้แห่งจิงเจ้าแม้จะเป็นตระกูลใหญ่ผู้ลากมากดี แต่สายของนางในตอนนี้ บุตรสายตรงอย่างตู้เยียนเป็นฉือซูซื่ออวี้สื่อขุนนางขั้นห้าอยู่ที่ลั่วหยาง หลานชายสายตรงเรือนใหญ่อย่างตู้หรูฮุ่ยเป็นขุนนางสังกัดจวนอ๋องฉินควบตำแหน่งปิงเฉาซานจวินและจั่งสื่อประจำที่ทำการผู้บัญชาการส่านโจวในฉางอัน ก็เป็นขุนนางขั้นห้าเช่นกัน
ทว่าบุตรชายและหลานชายคู่นี้ที่แยกย้ายกันรับใช้ราชสำนักอยู่ที่ฉางอันและลั่วหยาง แม้ล้วนเป็นขุนนางขั้นห้า ทว่ากลับไม่มีใครมีบรรดาศักดิ์เลยสักคน
จวนโหวเฟิงเซียงแห่งนี้ ก็เป็นบรรดาศักดิ์ของสามีผู้ล่วงลับเมื่อในอดีต
ในตระกูลไม่มีใครสามารถสืบทอดได้เลย
นักพรตน้อยที่เพิ่งสึกออกมา ชายหนุ่มที่นางรังเกียจและบอกให้อีกฝ่ายตระหนักถึงฐานะของตนเอง ตอนนี้กลับได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์และเลื่อนขั้น ทั้งยังได้รับพระราชทานองุ่นเกาชางจากฮ่องเต้อีก
กัวซื่อขมวดคิ้ว
สิ่งที่ทำให้นางไม่พอใจยิ่งกว่าก็คือ นางรู้สึกว่าการที่ตู้หรูฮุ่ยให้บุตรชายนำองุ่นนี้มาให้ แท้จริงแล้วก็จงใจมาทำให้นางกลุ้มใจเล่นนั่นแหละ
"ฟันข้าไม่ค่อยดี กินของเปรี้ยวหวานไม่ได้ องุ่นนี่เจ้าเอากลับไปให้พวกแม่ของเจ้ากินเถอะ"
ตู้สือเหนียงพูดพลางหัวเราะว่า "ท่านย่า นี่คือองุ่นนมม้าของเกาชาง เป็นนมม้าขาว มองดูเขียวๆ แต่ความจริงสุกงอมตั้งนานแล้ว ทั้งกรอบทั้งหวานไม่เปรี้ยวเลยสักนิด เมื่อก่อนพวกเราก็เคยกินไม่ใช่หรือเจ้าคะ เพียงแต่ตอนนี้มีศึกสงคราม เส้นทางสายไหมระเบียงเหอซีถูกตัดขาด ในฉางอันจึงหาดูองุ่นนมม้าจากเกาชางได้ยากนัก ซื้อได้เพียงลูกเกดเกาชางเท่านั้น องุ่นสดๆ แบบนี้หาดูได้ยากทีเดียวนะเจ้าคะ นี่ก็ถือเป็นความกตัญญูของพี่ชายข้าด้วย"
กัวซื่อมองท่าทางไร้เดียงสาของหลานสาว ในใจก็ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
ไอ้หนุ่มแห่งตำบลอวี้ซิ่วคนนั้น ดูเหมือนจะไม่ได้เรียบง่ายปานนั้น
"ท่านย่า พอดีเมื่อวานท่านพ่อให้คนนำเมล็ดหัวไก่ที่เพิ่งออกใหม่จากลั่วหยางมาส่ง มีความหวานชื่นใจสามส่วนนุ่มเหนียวเจ็ดส่วน พวกเราแบ่งไปให้อู๋อี้สักหลายจินเถอะเจ้าค่ะ"
เมล็ดหัวไก่เป็นหนึ่งในแปดเซียนแห่งสายน้ำ โดยเฉพาะของซูโจวนั้นมีชื่อเสียงมากที่สุด ขาวอวบ หวานชุ่มคอ นุ่มเหนียวและหอมกรุ่น ไข่มุกแห่งสายน้ำเหล่านี้มีผลผลิตน้อยและฤดูกาลสั้น ขั้นตอนก็ยุ่งยากซับซ้อน ต้องใช้มือแกะเปลือกออกทีละเม็ด ในใจของชาวดินแดนอู๋แล้ว มันล้ำค่ายิ่งกว่าปูตัวอ้วนโตเสียอีก
ฝักสิบจินแกะได้เมล็ดห้าจิน เมล็ดสิบจินแกะได้เนื้อสองจิน
ในลั่วหยางและฉางอัน เมล็ดหัวไก่สดใหม่เหล่านี้ ล้วนเป็นของล้ำค่าที่มีเพียงราชสำนักและขุนนางผู้ใหญ่เท่านั้นจึงจะได้ลิ้มลอง โดยต้องไปจัดซื้อจากซูโจว บรรจุลงในกล่องผ้าไหม แล้วส่งขึ้นเหนือมาด้วยม้าเร็วและเรือด่วน
หลี่อี้มอบองุ่นเกาชางจากดินแดนตะวันตก ตระกูลตู้มอบเมล็ดหัวไก่ซูโจวจากเจียงหนานเป็นการตอบแทน
นับเป็นการไปมาหาสู่กันด้วยมารยาท
ทว่ากัวซื่อกลับรู้สึกไม่สบอารมณ์ที่หลานสาวเรียกอู๋อี้เต็มปากเต็มคำ เดิมทีคิดว่าหลังจากเตือนหลี่อี้ไปแล้ว เขาจะรู้ตัวว่ายากแล้วล่าถอยไป เรื่องนี้ก็จะจบลง กัวซื่อจึงไม่ได้พูดเรื่องเหล่านี้กับสือเหนียงผู้เป็นหลานสาว
แต่ดูจากตอนนี้แล้ว เรื่องนี้คงจัดการยากกว่าที่คิด
เด็กคนนี้เพิ่งจะเริ่มรู้จักความรัก ดูเหมือนจะมีใจให้ไอ้หนุ่มนั่นเข้าจริงๆ เสียแล้ว
“ตกลง ข้าจะให้ตู้ซานหลางนำเมล็ดหัวไก่ไปส่งสักกล่อง ถือโอกาสแสดงความยินดีกับหลี่ต้าหลางที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์และแต่งตั้งเป็นขุนนางด้วย” กัวซื่อกล่าว
“ท่านย่า ข้าจะนำองุ่นและเมล็ดหัวไก่ไปให้ท่านอาคุณหนูหก แล้วก็ถือโอกาสนำเมล็ดหัวไก่ไปให้อู๋อี้ด้วย ข้ายังเป็นสมาชิกสมาคมโรงเรียนประถมอู๋จี๋อยู่นะเจ้าคะ เมื่อไม่นานมานี้ข้าซื้อกระดาษและพู่กันมาบ้าง จะนำไปส่งให้สถานศึกษา และถือโอกาสไปดูด้วยว่านักเรียนพวกนั้นเรียนเป็นอย่างไรกันบ้างแล้ว” ตู้สือเหนียงดึงแขนกัวซื่อแกว่งไปมาอย่างออดอ้อน
กัวซื่อรู้สึกจนใจยิ่งนัก
“ตกลง ให้ตู้ซานหลางไปเป็นเพื่อนเจ้า”
“ตู้ซานหลาง”
“ขอรับ ฮูหยิน”
“นำข้าวสาลีสิบสือไปด้วย ถือเป็นการสนับสนุนเล็กๆ น้อยๆ จากหญิงชราผู้นี้มอบให้สถานศึกษาของเขา และถือโอกาสเตือนเขาสักหน่อยว่า คนเราหากไร้สัจจะก็ไม่อาจหยัดยืน”
“ขอรับ”
ตู้สือเหนียงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “ท่านย่า ท่านหมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ”
กัวซื่อตบแขนนางเบาๆ ยิ้มแต่ไม่พูดอะไร
······
หลี่อี้กลับมาถึงหมู่บ้านหลัวเจีย
ชาวบ้านได้ยินว่าชาวบ้านที่ไปเกณฑ์แรงงานก่อนหน้านี้ติดอยู่ในสนามรบจิงโจวและปินโจว ก็ทั้งเป็นห่วงและแอบยินดี อย่างน้อยก็ได้ข่าวคราวที่แน่ชัดว่าพวกเขายังมีชีวิตอยู่
ชีวิตยังคงดำเนินต่อไป
ยังไม่สามารถหาจ้างอาจารย์ได้ในตอนนี้
หลี่อี้จึงให้จีซู่จวินมาเป็นอาจารย์สอนแทนชั่วคราว อันที่จริงนางเป็นถึงคุณหนูตระกูลสูงส่ง ตั้งแต่เด็กก็มีอาจารย์มาสอนถึงบ้าน แม้แต่มารดาของนางก็เป็นผู้มีความรู้เช่นกัน จีซื่อสามารถแต่งกวีร่ายกลอน อีกทั้งยังมีความเข้าใจในตำราคลาสสิกและพงศาวดารเป็นอย่างดี การสอนหนังสือเด็กเพิ่งเริ่มเรียนนั้นนับว่าเพียงพออย่างแน่นอน
แม้แต่สาวใช้ซินหลัวความจริงแล้วก็ได้รับการฝึกฝนวัฒนธรรมจงหยวนมาเป็นอย่างดีอยู่หลายปี โดยเฉพาะเรื่องดนตรี การร่ายรำ และธรรมเนียมมารยาทนั้นเชี่ยวชาญมาก
ดังนั้นจินอวี้ซู่จึงได้เป็นอาจารย์สอนแทนเช่นกัน คอยสอนเด็กๆ ร้องเพลงและวาดภาพ แม้หลี่อี้จะมองว่าสำหรับเด็กยากจนแล้ว ดนตรีและศิลปะพวกนี้ไม่ได้มีประโยชน์อะไร แต่การได้เรียนสักหนึ่งหรือสองคาบต่อรอบสิบวันก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร
สามห้องเรียน สี่อาจารย์ ชั่วคราวนี้นับว่าเพียงพอแล้ว
ยังคงเรียนตอนกลางวันเช่นเดิม ในช่วงพักคาบที่สอง ได้เพิ่มการออกกำลังกายระหว่างพักคาบขึ้นมา
หลี่อี้เลือกเคล็ดวิชาแปดวัชระมาใช้เป็นการออกกำลังกายระหว่างพักคาบ ทั้งสอนทั้งฝึกไปพร้อมกัน
ตอนนี้มีนักเรียนร้อยสามสิบกว่าคนแล้ว ยังมีนักเรียนทุนส่วนตัวที่ฐานะทางบ้านไม่เลวอยู่อีกไม่น้อย ทว่าบรรยากาศโดยรวมก็ยังถือว่าดี นักเรียนส่วนใหญ่มักจะตั้งใจฟังการบรรยาย
อาหารมื้อนั้นในแต่ละวัน ต้องกินข้าวฟ่างไปมากกว่าหนึ่งสือ
โชคดีที่ตอนนี้สมาคมโรงเรียนได้รับเงินบริจาคไม่น้อย ทั้งเงินตรา ผ้าไหม เสบียงอาหาร ที่นา กระดาษและพู่กัน หลี่อี้ให้จีซื่อจัดการและลงบัญชีเอาไว้ ทั้งที่นา เสบียงอาหาร เงินตรา และผ้าไหม นอกเหนือจากเก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งแล้ว ที่เหลือล้วนนำออกมาปล่อยเช่าและให้กู้ยืม
ค่าเช่าที่นาและดอกเบี้ยนั้นต่ำกว่าสถานที่ราชการ วัดวาอาราม และพวกเศรษฐีที่ดินในหมู่บ้านอยู่มาก อีกทั้งยังให้สิทธิ์ชาวบ้านในหมู่บ้านได้กู้ยืมก่อนเป็นอันดับแรก
เช่นนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเหลือเพื่อนบ้านได้ ขณะเดียวกันก็ยังทำให้เงินของสมาคมโรงเรียนเหล่านี้สามารถหมุนเวียนเพิ่มมูลค่า เพื่อการพัฒนาในระยะยาวได้อีกด้วย
ตอนนี้ที่นาเพื่อการศึกษาของโรงเรียนประถมอู๋จี๋ ที่เบื้องบนประทานให้ ทางการจัดสรรให้ และยังมีที่ทุกคนบริจาคให้ เมื่อรวมกันแล้วก็มีมากกว่าหนึ่งร้อยหมู่แล้ว
อาจกล่าวได้ว่า เพียงแค่ค่าเช่าจากที่นาเพื่อการศึกษาเหล่านี้ ในหนึ่งปีก็มีเสบียงค่าเช่าเกือบสองร้อยสือ สามารถแก้ปัญหาปากท้องส่วนใหญ่ในโรงอาหารของสถานศึกษาได้แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นนักเรียนทุนส่วนตัวยังต้องจ่ายค่าอาหารเอง และทุกเดือนยังต้องจ่ายข้าวสารหกโต่วเป็นทุนการศึกษาอีกด้วย
ส่วนสมาคมโรงเรียนตอนนี้ยอมรับการบริจาค แต่หากต้องการเป็นสมาชิก ในหนึ่งปีจะต้องจ่ายเสบียงสองสือเป็นค่าบำรุงสมาคม
ตกเย็น
ซิ่วจือคืนมันฝรั่งสองลูกให้หลี่อี้อย่างระมัดระวัง นางตากลมไว้หนึ่งวันและเฝ้าดูมาทั้งวัน ไม่กล้าคลาดสายตาเลยแม้แต่น้อย
หลี่อี้มองดู พรุ่งนี้ตากลมอีกหนึ่งวันก็สามารถปลูกได้แล้ว
ด้วยความกังวลว่าอากาศจะหนาวเย็น หลี่อี้จึงตั้งใจว่าจะไม่ปลูกของทดลองสองชิ้นนี้ลงดินโดยตรง เขาเดินไปสำรวจที่ระเบียงมิติรอบหนึ่ง แล้วยกกระถางดอกไม้มาสองใบ
เดิมทีกระถางสองใบนี้ใช้ปลูกดอกพุด ตอนที่ซื้อมาดอกไม้ก็สวย กระถางก็ใหญ่ มีดอกตูมเต็มต้น ใครจะไปรู้ว่าของพรรค์นี้เลี้ยงยากที่สุด ดอกยังไม่ทันบานก็ร่วงจนหมด และตายไปอย่างรวดเร็ว
ภรรยาจึงเอากระถางไปปลูกผักเสียเลย
ตอนนี้หลี่อี้เลยนำมาปลูกมันฝรั่งโดยตรง
ในลานบ้าน หลี่อี้เทดินในกระถางทั้งสองใบออกมา ทุบจนร่วนซุยทั้งหมด จากนั้นก็ให้สือโถวไปที่ห้องครัวตักขี้เถ้าฟืนมาหนึ่งตะกร้า นำดินในกระถางกับขี้เถ้าฟืนมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน ไม่เพียงแต่เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน แต่ยังทำให้ดินร่วนซุยมากขึ้นด้วย ดินที่ใช้ปลูกมันฝรั่งนั้นจะแข็งกระด้างไม่ได้ ต้องให้ร่วนซุยหน่อยถึงจะดีที่สุด
คนกลุ่มหนึ่งล้อมรอบหลี่อี้ มองดูเขาง่วนทำโน่นทำนี่อยู่ตรงนั้น
“กระถางสองใบนี้สวยจริงๆ”
“นี่กำลังจะผสมดินเพื่อปลูกดอกไม้หรือเจ้าคะ”
หลี่อี้ชูมันฝรั่งสองลูกขึ้นมา “ปลูกเจ้านี่ ก้อนสองก้อนนี้คือของล้ำค่า ล้ำค่ายิ่งกว่าก้อนทองคำเสียอีก”
ทุกคนไม่เชื่อ
แต่ก็ไม่มีใครเคยเห็นมันฝรั่งมาก่อน มันเหมือนเผือกแต่ไม่มีขน
“น้องอู๋อี้ พี่กัวผู้นี้มาแล้ว”
นอกประตูมีเสียงหัวเราะอย่างเบิกบานใจของกัวเอ้อร์หลาง ผู้ใหญ่บ้านแห่งหมู่บ้านกัวที่อยู่ติดกันดังแว่วมา ด้านหลังเขามีตู้ซานหลางเดินตามมา อีกทั้งยังมีภรรยาของเขา ตู้ลิ่วหลางที่มาเป็นเพื่อนตู้สือเหนียง ซูอิ่งสาวใช้ฝีปากกล้าผู้นั้นก็อยู่ด้วยเช่นกัน
เมื่อก่อนกัวเอ้อร์หลางให้หลี่อี้เรียกเขาว่าท่านอา แต่ตอนนี้กลับลดตัวลงมาหนึ่งระดับ เรียกขานกันฉันพี่น้องเสียแล้ว
“ท่านอากัว ตู้ซานหลาง พวกท่านมาได้อย่างไรกัน รีบเข้ามาเถิด”
“มิกล้าๆ วันหน้าพวกเราเรียกขานกันอย่างคนรุ่นราวคราวเดียวกันเถิด ข้าขออาจหาญเรียกท่านเจวี๋ยเหยียว่าน้องชายสักคำก็แล้วกัน” กัวเอ้อร์หลางพูดจาเกรงใจแฝงไปด้วยความประจบประแจงอยู่หลายส่วน
ใครจะไปคิดเล่าว่า หลี่อี้ที่เพิ่งจะเอาของในบ้านมาจำนำที่บ้านเขาเมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้กลับได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์และแต่งตั้งเป็นขุนนาง เป็นไต้เจาเหมินเซี่ยไปเสียแล้ว
คนเขาว่ากันว่าสามสิบปีเหอตง สามสิบปีเหอซี หลี่อี้ผู้นี้กลับเป็นสามสิบวันเหอตง สามสิบวันก็เหอซีแล้วจริงๆ ช่างเป็นดั่งคำกล่าวที่ว่า อย่าดูแคลนเด็กหนุ่มที่ยากจนโดยแท้
ตอนนี้เขาแทบอยากจะเรียกหลี่อี้ว่าท่านอาเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่อายุห่างกันมากเกินไปจึงเรียกไม่ออก
ตู้สือเหนียงเดินเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มแป้นแล้น “ขอแสดงความยินดีด้วยเจ้าค่ะ จากกันไปเพียงสามวัน ก็ต้องมองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ”
เมื่อมองดูแม่หนูคนนี้ หลี่อี้ก็หันไปมองตู้ซานหลางที่มองพวกเขาอยู่ด้านข้างมาโดยตลอด จึงส่งยิ้มบางๆ ให้เขา ตู้ซานหลางยิ้มเฝื่อนตอบกลับมาอย่างดูไม่ได้ ราวกับคนท้องผูกก็ไม่ปาน
“ฮูหยินเฒ่าให้ข้านำข้าวฟ่างสิบสือมาส่ง ถือเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ มอบให้สถานศึกษาอู๋จี๋ขอรับ”
“แล้วก็นี่คือเมล็ดหัวไก่จากซูโจวที่บิดาของสือเหนียงให้คนส่งมาจากลั่วหยาง ฮูหยินเฒ่าก็ให้ข้านำมามอบให้คุณชายหลี่ลองลิ้มรสดูสักกล่องด้วยขอรับ”
หลี่อี้ไม่เข้าใจ
เวลานี้ตู้สือเหนียงที่อยู่ด้านข้างจึงอธิบายว่า พี่ชายหรูฮุ่ยส่งองุ่นเกาชางจากฉางอันมาให้ท่านย่า
“องุ่นนี่ฝ่าบาทพระราชทานให้ท่าน แล้วท่านก็นำมามอบให้พี่ชายข้า ท่านย่าของข้าบอกว่าขอบคุณสำหรับองุ่นของท่านเจ้าค่ะ······”
เมื่อมองดูเมล็ดหัวไก่ที่บรรจุหีบห่อมาอย่างประณีตงดงาม แล้วมองดูเสบียงอาหารเต็มคันรถ อีกทั้งกล่องกระดาษ พู่กัน น้ำหมึก และเครื่องเขียนอื่นๆ ที่ตู้สือเหนียงนำมาด้วย
หลี่อี้ก็ราวกับมองเห็นความรู้สึกว้าวุ่นใจและอึดอัดใจของฮูหยินเฒ่ากัวในยามนี้
ฮูหยินกัวผู้นี้ยังคงดูแคลนเขาอยู่เสมอ กังวลว่าเขาจะตีตนเสมอเกี่ยวดองกับตระกูลตู้สินะ







