ยอดคหบดีต้าถัง เริ่มจากผู้ใหญ่บ้าน · khram
ตอนที่ 63
บทที่ 63 มือเรียวงามต้มน้ำเชื่อม ยิ้มบางรอท่านลิ้มลอง
กระท่อมหญ้าอู๋จี๋
เรือนตะวันออก
ตู้สือเหนียงเข้าครัวด้วยตัวเอง หมายจะต้มเมล็ดหัวไก่น้ำตาลแดงดอกกุ้ยฮวาให้หลี่อี้สักชาม
"ต้องต้มน้ำให้เดือดก่อนเจ้าค่ะ จากนั้นค่อยใส่น้ำตาลแดงลงไป น้ำตาลแดงนี้พ่อค้าชาวซู่เท่อรับมาจากเทียนจู๋ หายากมากเลยนะเจ้าคะ"
หลี่อี้มองน้ำตาลแดงที่ตู้สือเหนียงหยิบออกมา มันดูคล้ายสีแดงอมม่วง จับตัวแข็งราวกับก้อนหิน พอทุบให้แตกก็ร่วนเหมือนเม็ดทราย
"นี่คือน้ำตาลทรายที่ได้จากการคั้นน้ำอ้อยแล้วนำไปเคี่ยวใช่หรือไม่ จงหยวนของเราไม่มีน้ำตาลแดงงั้นรึ" หลี่อี้ไม่ค่อยอยากเชื่อ
"มีเจ้าค่ะ ทั้งหลิ่งหนานและสู่ตี้ล้วนปลูกต้นอ้อย คั้นน้ำเคี่ยวเป็นน้ำตาล เรียกว่าน้ำตาลกรวด แต่น้ำตาลกรวดที่หลิ่งหนานผลิตนั้นสู้ไม่ได้กับน้ำตาลทรายขาวเทียนจู๋ ราชสำนักฉางอันและตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ ล้วนใช้น้ำตาลทรายขาวทั้งสิ้นเจ้าค่ะ"
แม้น้ำตาลอ้อยเทียนจู๋ที่พ่อค้าชาวต่างชาตินำมาขายจะราคาแพง ทว่ารูปลักษณ์และคุณภาพกลับดีกว่าของที่ผลิตในหลิ่งหนาน ด้วยเหตุนี้ตลาดน้ำตาลอ้อยระดับสูงในจงหยวนจึงถูกผูกขาดโดยน้ำตาลทรายขาวเทียนจู๋ของพ่อค้าต่างชาติ และขายในราคาที่แพงหูฉี่
โดยเฉพาะน้ำตาลทรายขาว หรือก็คือน้ำตาลทรายขาวในยุคปัจจุบัน ทว่าความจริงแล้วมันก็ไม่ได้ขาวสะอาดนัก อย่างไรเสียจนกระทั่งภายหลังเมื่อหลี่ซื่อหมินขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้ และส่งหวังเสวียนเช่อไปเจริญสัมพันธไมตรีกับเทียนจู๋ ก็ยังอุตส่าห์ส่งคนไปเรียนรู้วิธีการเคี่ยวน้ำตาลของชาวเทียนจู๋ เพื่อนำกลับมาปรับปรุงเทคโนโลยีในแผ่นดินเกิด
"น้ำตาลเทียนจู๋ขายราคาเท่าใดรึ" หลี่อี้เอ่ยถามด้วยความอยากรู้
"น้ำตาลทรายขาวชั้นหนึ่ง หนึ่งตำลึงแลกข้าวได้สามโต่ว ชั้นกลางหนึ่งตำลึงแลกข้าวได้สองโต่ว ส่วนชั้นสามหนึ่งตำลึงก็ยังแลกข้าวได้ถึงหนึ่งโต่วเจ้าค่ะ"
หลี่อี้สงสัยว่าตนเองหูฝาดไปหรือเปล่า "หนึ่งตำลึงแลกข้าวได้สามโต่วรึ ไม่ใช่หนึ่งชั่งหรอกหรือ"
เกลือที่ว่าแพงก็ยังใช้ข้าวแค่หนึ่งโต่วแลกเกลือได้หนึ่งชั่ง แต่น้ำตาลเทียนจู๋นี่หนึ่งตำลึงกลับแลกข้าวได้ถึงสามโต่ว ถ้าเป็นหนึ่งชั่งก็ต้องแลกข้าวได้เกือบห้าตั้น พวกพี่แขกจะไม่รวยเละไปแล้วรึเนี่ย
น้ำตาลทรายขาวก็ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงอะไรเสียหน่อย
"อืม หนึ่งตำลึงแลกได้สามโต่วเจ้าค่ะ นับแต่เกิดจลาจลในราชวงศ์สุย เส้นทางสายตะวันตกแถบฉนวนเหอซีก็ไม่ราบรื่น พ่อค้าชาวซู่เท่อรับน้ำตาลเทียนจู๋มาขายได้ยากลำบาก ราคาจึงแพงขึ้นเป็นธรรมดาเจ้าค่ะ"
"แต่นี่มันก็แพงเกินไปหน่อยกระมัง"
ระหว่างที่พูดคุยกัน น้ำก็เดือดพล่าน
ตู้สือเหนียงตักน้ำเดือดหนึ่งช้อนมาชงน้ำตาลแดงในชามให้ละลายก่อน จากนั้นจึงค่อยเทลงหม้อ เขาเดาว่านางน่าจะใส่น้ำตาลลงไปถึงสองตำลึง
แค่นี้ก็มีมูลค่าเท่ากับข้าวหกโต่วแล้ว
"น้ำตาลอี๋จะถูกกว่าหน่อยเจ้าค่ะ น้ำตาลอี๋ชั้นดีหนึ่งชั่งแลกผ้าไหมได้สองพับ"
น้ำตาลอี๋ก็คือน้ำตาลมอลโตส หนึ่งชั่งก็ราคาตั้งเจ็ดร้อยกว่าอีแปะ หลี่อี้ก็ยังรู้สึกว่าแพงอยู่ดี
"เมื่อก่อนตอนที่รัชศกไคหวงบ้านเมืองสงบร่มเย็น ข้าวหนึ่งโต่วราคายี่สิบกว่าอีแปะ น้ำตาลอี๋ก็ชั่งละแค่หกสิบกว่าอีแปะเองเจ้าค่ะ" ตู้สือเหนียงเอ่ยอธิบาย
นางเติมเมล็ดหัวไก่สดและดอกกุ้ยฮวาลงไป
ต้มต่ออีกราวสามสี่นาทีก็เป็นอันเสร็จ
ตู้สือเหนียงตักให้หลี่อี้ก่อนหนึ่งชาม "เมล็ดหัวไก่นี่ต้มสุกนานไม่ได้เจ้าค่ะ ต้องอบไว้สักครู่ รสสัมผัสถึงจะนุ่มเหนียวกำลังดี"
หลี่อี้รู้สึกว่าใส่น้ำตาลมากเกินไปหน่อย
น้ำแค่ประมาณหนึ่งเซิง กลับใส่น้ำตาลแดงลงไปตั้งสองตำลึง
ทว่าในสายตาคนถัง นี่เป็นวิธีดื่มกินที่หรูหราฟุ่มเฟือยยิ่งนัก
เมล็ดหัวไก่น้ำตาลแดงดอกกุ้ยฮวาชามนี้ เมล็ดหัวไก่เก็บมาจากซูโจว ส่งด้วยม้าเร็วมายังลั่วหยาง แล้วจึงส่งต่อมาที่ฉางอัน ส่วนน้ำตาลแดงนี่ก็เป็นน้ำตาลเทียนจู๋ที่พ่อค้าชาวซู่เท่อนำมาจากดินแดนตะวันตก
สิ่งเดียวที่ดูจะไม่มีราคาค่างวดเท่าไหร่ก็คือดอกกุ้ยฮวานี่แหละ
ให้ตายเถอะ ชามนี้น่าจะมีมูลค่าถึงสองโต่วข้าวสารเลยทีเดียว เทียบกับราคาเสบียงในฉางอันตอนนี้ ก็ปาเข้าไปตั้งหนึ่งพันกว่าอีแปะ
"ลองชิมดูสิเจ้าคะ"
สือเหนียงส่งยิ้มเร่งเร้าเขา
หลี่อี้ใช้ช้อนคนไปมา ตักขึ้นมาชิมคำหนึ่ง รสชาติหวานเจี๊ยบ เมล็ดหัวไก่นุ่มเหนียวเคี้ยวเพลิน ทว่าเขาไม่ค่อยชอบรสหวานจัดเท่าใดนัก
ชาติก่อนเขามีภาวะกึ่งแข็งแรง ภายหลังยังป่วยเป็นโรคคนรวยอย่างโรคเบาหวาน จนทำให้ไม่กล้าแตะต้องน้ำตาลเลยแม้แต่นิดเดียว
"อร่อยมากทีเดียว เพียงแต่ตักกินคำหนึ่งก็มีมูลค่าเท่ากับข้าวหนึ่งเซิง ช่างฟุ่มเฟือยเหลือเกิน"
ตู้สือเหนียงหัวเราะร่วน การได้อยู่กับหลี่อี้ทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายเสมอ
ซูอิ่ง สาวใช้ตัวน้อยที่ยืนอยู่ด้านข้าง แอบอิจฉาตาร้อนจนทนไม่ไหว
คุณหนูใหญ่ของตน ถึงกับวิ่งมาต้มน้ำเชื่อมให้คนอื่นด้วยตัวเอง ทั้งยังยิ้มแย้มเบิกบานถึงเพียงนี้ แย่แล้ว คุณหนูของนางถูกเจ้าหนุ่มบ้านนอกคนนี้ทำให้หลงใหลเข้าแล้วจริงๆ
"ซูอิ่ง ตักเมล็ดหัวไก่น้ำตาลแดงดอกกุ้ยฮวาให้ทุกคนทีสิ" ตู้สือเหนียงร้องเรียกนาง แต่นางยังคงยืนเหม่อลอยอยู่
หม้อเมื่อครู่นี้ตักได้เพียงสามชามเท่านั้น
แน่นอนว่าหลี่อี้ไม่สามารถให้คุณหนูใหญ่ของคนอื่นมาทนต้มอยู่ตรงนี้ได้ตลอด จึงเรียกซิ่วจือมาต้มต่อ คราวนี้ให้ใส่น้ำเยอะหน่อย จะได้ต้มได้หลายๆ ชาม
กัวเอ้อร์หลาง ตู้ลิ่วหลาง ตู้ซานหลาง อย่างไรก็ต้องได้กินคนละชามสิ
สือเหนียงนำน้ำตาลแดงมาประมาณสองชั่ง ทั้งยังมีดอกกุ้ยฮวาอีกห่อเล็ก ก็มอบให้หลี่อี้ไปจนหมด
ช่างฟุ่มเฟือยเสียจริง
นี่สิถึงจะเรียกว่าตระกูลขุนนางใหญ่ที่แท้จริง รากฐานลึกซึ้งสุดหยั่งคาด ของกินของใช้แต่ละอย่าง ล้วนไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปจะเทียบเคียงได้เลย
หลี่อี้ดื่มน้ำเชื่อมไปพลาง ขบคิดในใจไปพลาง
การคั้นและการเคี่ยวน้ำตาลอ้อยก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนี่นา ในยุคหลังสื่อออนไลน์และร้านค้าอินเทอร์เน็ตเฟื่องฟู ได้เห็นวิธีการทำน้ำตาลแดงแบบโบราณมาก็เยอะ แม้แต่วิดีโอการฟอกสีทำให้น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ก็มีไม่น้อย เอาเป็นว่าขอแค่เติมคำว่าสูตรโบราณลงไป ก็เรียกยอดวิวได้มากมายแล้ว
ต้าถังทางตอนใต้มีการปลูกต้นอ้อยอยู่ไม่น้อย ที่ยังขาดก็คือเทคโนโลยีในการเคี่ยวน้ำตาลและการฟอกสีซึ่งยังค่อนข้างล้าหลัง จึงถูกน้ำตาลเทียนจู๋ของพ่อค้าต่างชาติผูกขาดตลาดระดับกลางและระดับสูงไปเสียหมด ปล่อยให้พวกเขากอบโกยเงินทองไปจนเกลี้ยง
หากหลี่อี้สามารถนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมาใช้ได้ ถึงตอนนั้นมันจะเป็นตลาดที่ใหญ่โตสักเพียงใดกัน
ตลาดบลูโอเชี่ยนชัดๆ เลย
ยามอาทิตย์อัสดง
หลี่อี้และพวกตู้สือเหนียงกำลังนั่งดื่มน้ำเชื่อมกันอยู่ในศาลารับลมกลางลานเรือน
ด้านหลังตู้สือเหนียงมีสาวใช้ซูอิ่งยืนอยู่
ส่วนด้านหลังหลี่อี้มีจีซู่จวินและจินอวี้ซู่ยืนขนาบ
กัวเอ้อร์หลางที่ยอมลดฐานะตัวเองลงมาหนึ่งขั้นก็นั่งเคียงข้างตู้ลิ่วหลางผู้เป็นภรรยา
ความจริงหลี่อี้ก็มองออกว่าตู้สือเหนียงเอาแต่กวาดสายตามองสาวใช้สองคนที่อยู่ด้านหลังเขาอยู่ตลอด เมื่อก่อนในเรือนของหลี่อี้มีหลัวซานเหนียง นางรู้ความจากตู้ลิ่วหลางมานานแล้วว่าเป็นแค่เพื่อนบ้านของหลี่อี้เท่านั้น
แต่ทว่าสตรีทั้งสองนางในตอนนี้ แม้จะเป็นเพียงสาวใช้ แต่ก็ทำให้นางต้องปรายตามองอยู่บ่อยครั้ง
"คุณชายหลี่ยังไม่ได้แนะนำโฉมงามสองท่านที่อยู่ข้างกายให้ข้ารู้จักเลยนะเจ้าคะ มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าชาติตระกูลไม่ธรรมดา" ในที่สุดตู้สือเหนียงก็ทนไม่ไหวต้องเอ่ยปากถาม
หลี่อี้ยิ้มบางๆ "คนที่สวมกระโปรงสีเขียวคืออวี้ล่าย ส่วนคนที่สวมกระโปรงสีขาวคือซู่จวิน"
จีซื่อกล่าวว่า "เดิมทีบ่าวเป็นนักโทษหญิงในตำหนักเย่ถิง ฝ่าบาทพระราชทานให้มาเป็นสาวใช้ของนายท่าน ไม่กล้ารับคำเรียกขานว่าพี่สาวจากคุณหนูหรอกเจ้าค่ะ"
เมื่อได้ยินคำตอบของนาง ตู้สือเหนียงก็ประหลาดใจเล็กน้อย ที่แท้ก็เป็นนักโทษหญิงจากตำหนักเย่ถิง
"แล้วแม่นางอวี้ล่ายก็ออกมาจากวังเหมือนกันหรือเจ้าคะ"
"เดิมทีบ่าวเป็นคนซินหลัวเจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้เคยเป็นสาวใช้ในจวนของลิ่งสื่อหวังแซ่หวังแห่งกรมคลัง หวังต้าหลางได้มอบบ่าวให้กับนายท่านเจ้าค่ะ"
เป็นสาวใช้ซินหลัวที่ชวนให้ประหลาดใจอีกคนแล้ว
ซูอิ่งที่อยู่ด้านข้างบ่นพึมพำเสียงเบา "มีสาวงามขนาบซ้ายขวา ช่างสำราญใจเสียจริง เพิ่งจะเข้ารับราชการก็ลุ่มหลงในสตรีเสียแล้ว"
ตู้สือเหนียงยื่นมือไปแอบหยิกนางทีหนึ่ง เพื่อให้นางหุบปาก
ตู้ซานหลางดื่มน้ำเชื่อมชามนั้นด้วยจิตใจว้าวุ่น ในใจจดจำคำสั่งของฮูหยินกัวไว้แน่น แต่หลี่อี้ก็ไม่ได้มีท่าทีเกี้ยวพาราสีสือเหนียงเลยจริงๆ เห็นได้ชัดว่าเป็นสือเหนียงต่างหากที่คอยตามติดหลี่อี้ไม่ยอมห่าง
จะไปปรักปรำว่าเขาไม่รักษาคำพูดก็คงไม่ได้
"สือเหนียง ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ยังเหลือระยะทางอีกตั้งสิบห้าหลี่ พวกเราออกเดินทางกันเถอะ" ตู้ซานหลางทำได้เพียงพูดเช่นนี้
ตู้สือเหนียงรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง "โธ่ เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ เลยเจ้าค่ะ"
หลี่อี้ลุกขึ้นยืนเพื่อไปส่ง
ตู้สือเหนียงอาลัยอาวรณ์ไม่อยากจากไป "จริงสิ ข้าวาดภาพชิ้นใหม่หมายจะมอบให้คุณชายหลี่ เกือบจะลืมไปเสียสนิทเลย" พูดจบนางก็เดินไปที่รถม้าเพื่อหยิบภาพวาดนั้นออกมาส่งให้หลี่อี้ด้วยตัวเอง
"ค่อยเอาไว้ดูวันหลังนะเจ้าคะ"
ภาพวาดถูกนำไปใส่กรอบอย่างประณีตงดงาม หัวแกนทำจากหยก ตัวแกนทำจากไม้ถานโบราณ วาดลงบนผ้าไหม และใช้ผ้าแพรทำเป็นถุงใส่
หลังจากเดินไปส่งถึงใต้ต้นเจ้าเจี่ยวใหญ่หน้าลานเรือน และมองดูรถม้าแล่นจากไปจนลับตาแล้ว หลี่อี้ก็กลับเข้ามาในลานเรือน หยิบภาพวาดออกจากถุงผ้าแพร แล้วคลี่ม้วนภาพออกดู
บนผ้าไหมผืนนั้นปรากฏภาพวาดเหมือนของตู้สือเหนียง
ภาพหญิงงามผู้ไร้เดียงสาปรากฏเด่นชัดอยู่บนกระดาษ ดูมีชีวิตชีวาน่ารักและบริสุทธิ์ผุดผ่อง
รอยยิ้มพริ้มพราย นัยน์ตางามหยดย้อย
แม้แต่หลี่อี้ก็ยังเผลอใจลอยไปชั่วขณะ
ผู้คนล้วนมีใจรักสวยรักงาม
หลี่อี้ส่ายหน้า ก่อนจะเก็บภาพวาดนั้นลง
หากไม่ใช่เพราะเพิ่งจะเดินออกมาจากกรงขังแห่งการแต่งงานจนเหนื่อยล้าไปทั้งตัวล่ะก็ เขาอาจจะรวบรวมความกล้าแล้วพุ่งเข้าใส่ดูสักตั้งจริงๆ ก็ได้
ช่างมันเถอะ
ไม่อยากเข้าไปยุ่งกับเรื่องวุ่นวายพวกนั้นหรอก มันเหนื่อยเกินไป
บนที่ราบสูงเสินเหอ ตู้สือเหนียงนั่งอยู่ในห้องโดยสารของรถม้า ใช้มือเท้าคางเหม่อลอย
ซูอิ่งที่อยู่ด้านข้างมองดูแล้วก็รู้สึกร้อนรนใจยิ่งนัก
บุรุษกลัวการถอนหายใจ สตรีกลัวการเท้าคาง หญิงสาวเท้าคางแม้จะดูงดงาม แต่ก็หมายความว่ากำลังมีใจให้ใครสักคนเข้าแล้ว
"สือเหนียง ฮูหยินเฒ่ากัวไม่มีทางเห็นด้วยกับเรื่องของท่านและหลี่ต้าหลางเด็ดขาด ท่านอย่าได้หลงระเริงไปเลยนะเจ้าคะ"
ตู้สือเหนียงยังคงเท้าคางเหม่อลอย
"ซูอิ่ง ข้าเหมือนจะป่วยเสียแล้วล่ะ"
"เอ๊ะ คุณหนูไม่สบายตรงไหนหรือเจ้าคะ รีบกลับจวนไปตามท่านหมอมาดูอาการเถอะเจ้าค่ะ"
"ตอนเดินทางมา ข้าก็เฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ พอได้พบหน้าก็ดีใจจนหาที่เปรียบไม่ได้ แต่ยามต้องจากลากลับอาลัยอาวรณ์ เพิ่งจะห่างกันมาได้ครู่เดียว ข้าก็เอาแต่คิดถึงเขาสุดหัวใจ ซูอิ่ง เจ้าว่าข้าป่วยแล้วใช่หรือไม่"
ซูอิ่งคิดไม่ถึงว่าจะเป็นโรคเช่นนี้ จึงทำปากยื่นด้วยความโมโห "คุณหนูป่วยแล้วจริงๆ เจ้าค่ะ แถมยังป่วยหนักเสียด้วย นี่มันโรคไข้ใจต่างหากล่ะเจ้าคะ"
"จริงหรือนี่ ข้า... ข้าชอบคุณชายหลี่เข้าแล้วจริงๆ หรือ"
ตู้สือเหนียงวัยสิบห้าปียังไม่กล้าแน่ใจว่าตนเองกำลังมีความรัก ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อน ความรู้สึกนี้รังแต่จะลึกซึ้งขึ้นทุกครั้งหลังจากที่ได้พบหน้าหลี่อี้
จนถึงตอนนี้ มันทำให้นางไม่สามารถสงบจิตสงบใจได้อีกต่อไป
ซูอิ่งรู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง "ล้วนเป็นเพราะหลี่อี้คนนั้น เมื่อก่อนบวชเป็นนักพรตมาตั้งสิบหกปี ไม่รู้ว่าไปร่ำเรียนวิชามารคาถาอาคมอะไรมาหรือเปล่า มิเช่นนั้นสือเหนียง ท่านจะถูกเขาล่อลวงจนวิญญาณหลุดลอยถอนตัวไม่ขึ้นได้รวดเร็วเพียงนี้หรือเจ้าคะ"
"หรือว่าเขาจะไม่รู้ธรรมเนียมการเว้นระยะห่างระหว่างชายหญิง ไม่รู้เลยหรือว่าต้องรักษาระยะห่างเอาไว้บ้าง"
ตู้สือเหนียงหัวเราะออกมา
"จริงด้วยสิ ยิ่งได้อยู่ด้วยกันกับเขาก็ยิ่งหลงใหล เมื่อก่อนข้าไม่เคยพบใครที่สง่างามและมีอารมณ์ขันเช่นคุณชายหลี่มาก่อนเลย พวกคุณชายตระกูลใหญ่เหล่านั้น ไม่มีใครสู้คุณชายหลี่ได้สักคน"
ซูอิ่งส่ายหน้า คุณหนูของนางเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ
นี่มันป่วยเป็นโรคคลั่งรักชัดๆ
"คุณหนู ท่านตื่นเถิดเจ้าค่ะ ข้าดูแล้วหลี่อี้ไม่ได้มีความรู้สึกแบบนั้นกับคุณหนูเลยนะเจ้าคะ เขามีท่าทีต่อสาวใช้หลายคนของเขา หรือแม้แต่กับหญิงชาวบ้านที่เป็นเพื่อนบ้าน ก็เหมือนกับที่ปฏิบัติต่อคุณหนูไม่มีผิด ทั้งยิ้มแย้มและอ่อนโยนเหมือนกันหมด"
ตู้สือเหนียงถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง "จริงรึ ไม่หรอกมั้ง จะเหมือนกันได้อย่างไรเล่า"
ตลอดเส้นทางนี้
ตู้สือเหนียงเอาแต่เท้าคาง ประเดี๋ยวก็หัวเราะคิกคักอย่างเหม่อลอย ประเดี๋ยวก็ขมวดคิ้วถอนหายใจ
เมื่อรถม้ากลับมาถึงตู้ชวี่
หลังจากเข้าจวนไป ตู้ซานหลางก็ตรงไปเข้าพบฮูหยินเฒ่ากัวทันที และรายงานสถานการณ์ที่สือเหนียงได้พบกับหลี่อี้ในวันนี้ให้ฟังตามความเป็นจริง
"ดูท่าสือเหนียงคงจะถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว หลี่อี้ผู้นี้ สมควรจะขีดเส้นแบ่งกับสือเหนียงให้ชัดเจน ไม่ใช่ทำตัวเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายเช่นนี้ นี่มันแสร้งปล่อยเพื่อจับชัดๆ" กัวซื่อกล่าวอย่างเดือดดาล
"ฮูหยิน ยังมีอีกเรื่องขอรับ หลี่อี้ผู้นั้นได้ปฏิเสธตำแหน่งขุนนางที่ฝ่าบาททรงแต่งตั้งให้เขาไปอีกครั้งแล้วขอรับ"
"เจี้ยวซูหลางกรมเลขาธิการไต้เจาเหมินเซี่ย เขาปฏิเสธไปจริงๆ รึ"
"ปฏิเสธจริงๆ ขอรับ ตอนนี้รับเพียงบรรดาศักดิ์หนานอำเภอเฉี่ยนสุ่ยเท่านั้นขอรับ"
เมื่อกัวซื่อได้ยินข่าวนี้ก็แค่นเสียงฮึดฮัด "คนเช่นนี้ยิ่งไม่คู่ควรกับสือเหนียง ต่อไปไม่อนุญาตให้สือเหนียงไปที่หมู่บ้านหลัวเจียอีก และไม่อนุญาตให้พวกเขาไปมาหาสู่กันทางจดหมายด้วย"
"เกรงว่าสือเหนียงจะไม่ยอมน่ะสิขอรับ"
"เช่นนั้นก็ส่งสือเหนียงไปลั่วหยาง ให้บิดามารดาของนางเป็นคนอบรมสั่งสอน หากไม่รอดจริงๆ ก็ให้ไปบอกบิดาของนางซะ ว่าเรื่องแต่งงานของสือเหนียงกับเวยเอ้อร์หลางได้กำหนดเอาไว้แล้ว"
"ส่วนหลี่อี้ผู้นี้ ในเมื่อไม่เห็นสกุลตู้แห่งจิงเจ้าของเราอยู่ในสายตา เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจเขาอีกต่อไป" ฮูหยินกัวโกรธจัด ตัดสินใจที่จะลงโทษหลี่อี้เล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้เขาได้รู้ซึ้งว่าสกุลตู้แห่งจิงเจ้านั้นเป็นอย่างไร
ก่อนหน้านี้สกุลตู้แห่งจิงเจ้าอาจจะดึงตัวหลี่อี้มาเป็นพวกและทำดีด้วย แต่ในเมื่อรินสุรามงคลให้ไม่ดื่ม กลับจะดื่มสุราลงทัณฑ์ เช่นนั้นก็อย่าหาว่าสกุลตู้ไม่เกรงใจก็แล้วกัน
เป็นแค่หลี่อี้ที่ไร้ซึ่งรากฐานแท้ๆ ยังกล้ามากระตุกหนวดเสือสกุลตู้แห่งจิงเจ้าอีก







