ฉู่ชิงเพิ่งเคยเจอสถานการณ์ที่มีคิวถ่ายละครติดกันสองวันเป็นครั้งแรก เขาไปทักทายเหอซิ่วฉงไว้แต่เนิ่นๆ ว่าตอนค่ำไม่อยากลำบากเดินทางกลับบ้าน เลยจะขอติดกองถ่ายไปนอนค้างที่โรงแรมสักคืน
เดิมทีเขาถูกจัดให้พักห้องเดียวกับผู้ช่วยผู้กำกับคนหนึ่ง แต่ผลปรากฏว่าซูโหย่วเผิงอาจจะเพราะได้ถกเรื่องหมวกกับเขาอยู่นานสองนานจนมิตรภาพงอกเงย จึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอให้เขาย้ายไปอยู่ด้วยกัน
ซูโหย่วเผิงนับว่าเป็นนักแสดงเบอร์ใหญ่ที่สุดในกองถ่าย แม้ในห้องจะมีเตียงสองเตียงเหมือนกัน แต่ก็เป็นห้องสวีทขนาดเล็ก ด้านนอกยังมีห้องนั่งเล่นเล็กๆ ให้อีกด้วย
ฉู่ชิงขอบคุณความปรารถนาดีที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้ หลังจากได้คลุกคลีกันสองสามครั้ง เขาก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นคนดีใช้ได้ น่าจะคบเป็นเพื่อนกันได้
จะว่าไปบางทีเขาก็มานั่งคิดนะว่า เพื่อนที่คบในชาตินี้ดูเหมือนส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงทั้งนั้น
ผู้ชายก็มีแค่เหล่าเจี่ย กู้เจิ้ง และอวี๋ลี่เวยสามคนนี้เท่านั้น ส่วนโหลวเย่ เขามักจะรู้สึกว่าอุดมการณ์ของอีกฝ่ายต่างกับเขาโดยสิ้นเชิง ค่อนข้างมีช่องว่างระหว่างวัยอยู่บ้าง ยังมีพวกหลิวเย่ ตั่งฮ่าวอีกสองสามคน ที่ยังไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่ นับได้แค่ว่ารู้จักกันเฉยๆ
"ก๊อก ก๊อกก๊อก ก๊อก!"
ในโถงทางเดินอันเงียบสงัด ภายใต้แสงไฟสลัว ฉู่ชิงทำตัวลับๆ ล่อๆ เคาะประตูเป็นรหัสเบาๆ สี่ครั้ง
"แอ๊ด!"
ประตูถูกแง้มออกเป็นช่องเล็กๆ คุณหนูฟ่านก็ทำตัวลับๆ ล่อๆ ชะโงกหน้าออกมา พอเห็นว่ารอบด้านไม่มีคน เธอก็ดึงเขาเข้าไปข้างในทันที
ฉู่ชิงหิ้วกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ไว้ในมือ เขาโยนมันลงบนเตียงแล้วพูดอย่างจนใจ "ต้องขนาดนี้เลยเหรอ เหมือนมาขโมยของไม่มีผิด"
คุณหนูฟ่านนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง เธอรูดซิปกระเป๋าออกแล้วเริ่มรื้อค้น พลางพูดว่า "แหงล่ะสิ! ดึกดื่นป่านนี้นายวิ่งแจ้นมาหาฉันที่นี่ ขืนมีใครมาเห็นเข้าจะทำยังไงเล่า"
เธอพูดไปพลางดึงเสื้อไหมพรมบางๆ สีฟ้าอ่อนออกมาตัวหนึ่ง แล้วไม่รู้ว่าเสกไม้แขวนเสื้อมาจากไหน เธอบอกว่า "เอาไปแขวนไว้ตรงโน้น!"
ฉู่ชิงรับมา ดึงชายเสื้อให้ตึง แล้วเอาไปแขวนไว้บนลวดเหล็กที่ขึงอยู่บนผนัง
"แล้วกางเกงตัวนั้นนายเอามาหรือเปล่า อ้อ อยู่นี่ไง"
"แล้วเสื้อคลุมตัวนั้นล่ะ"
"โอ๊ย ดูนายพับเข้าสิ ยับยู่ยี่ไปหมดแล้ว..."
ยัยหนูบ่นพึมพำขณะรื้อเสื้อผ้าในกระเป๋าออกมา ท้ายที่สุดก็ดึงออกมาอีกตัวหนึ่ง อืม เป็นกางเกงซับในกันหนาวสีชมพู ลายดอกไม้เล็กๆ
"ว้าย!"
ยัยหนูหน้าแดงก่ำ เธอรีบยัดกางเกงซับในกันหนาวไว้ใต้ผ้าห่มด้วยความเร็วที่ยิ่งกว่าซ่อนของล้ำค่าเสียอีก
ฉู่ชิงกะพริบตาปริบๆ ไม่รู้ว่าควรจะหันหลังกลับไปหลบสักหน่อย หรือจะยืนอยู่ตรงนี้แล้วทำเป็นมองไม่เห็นดี สถานการณ์แบบนี้ก็ทำให้เขาทำตัวไม่ถูกเหมือนกันนะ!
ก่อนหน้านี้คุณหนูฟ่านโทรศัพท์มาหาฉู่ชิงเรื่องนี้ บอกให้เอาเสื้อผ้าหนาๆ มาให้หน่อย โดยพูดถึงแค่ตัวที่ชอบสักหนึ่งหรือสองตัว ฉู่ชิงคิดว่าคงไม่พอใส่ เลยจัดการกวาดเสื้อผ้าฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวของเธอมาทั้งหมด แล้วจัดใส่กระเป๋าแบกมาให้เสียเลย
ตอนนั้นเขาก็ไม่ได้สังเกตเลยว่า จะมีของพรรค์นี้ซ่อนอยู่ด้วย
ของสิ่งนี้ ไม่ว่าจะเรียกว่ากางเกงซับในฤดูใบไม้ร่วง กางเกงซับใน หรือกางเกงขนสัตว์ สรุปแล้วประโยชน์สูงสุดของมันไม่ได้มีไว้กันหนาว แต่มีไว้ทำลายภาพพจน์ของคนคนหนึ่งจนป่นปี้ต่างหาก
ผู้หญิงหลายคนก่อนออกจากบ้านสามารถส่องกระจกแต่งตัวได้เป็นชั่วโมง แต่ลองถามพวกเธอสิว่า กล้าใส่กางเกงซับในกันหนาวออกไปเจอผู้คนหรือเปล่า
โดยเฉพาะตอนที่ขากางเกงถูกยัดไว้ในถุงเท้า...
มีสาวๆ ตั้งกี่คน พอเข้าฤดูหนาวปุ๊บก็แทบจะไม่ยอมส่องกระจกเลย ไม่ใช่เพราะอากาศหนาว แต่เป็นเพราะกางเกงซับในกันหนาวที่แสนจะน่าเกลียดน่าชังตัวนั้นต่างหาก
แน่นอนล่ะ หากรสนิยมความงามของคุณค่อนข้างพิเศษ จะมองว่ามันเป็นสไตล์อย่างหนึ่ง แล้วใส่ออกไปเดินเชิดหน้าชูตาก็ย่อมได้
เอ่อ...
ฉู่ชิงถึงกับสะท้านเยือก ภาพนี้มันชวนมึนเมาเกินไปแล้ว
เขาขยับเข้าไปใกล้ หย่อนก้นลงบนขอบเตียง ช่วยจัดเก็บเสื้อผ้า มองดูหัวเล็กๆ ของเธอที่ส่ายไปมา เขาขยับปากอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะเค้นคำพูดออกมาได้ประโยคหนึ่ง "วันนี้เหนื่อยไหม"
"ก็พอได้"
คุณหนูฟ่านชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงเบา เธอช้อนสายตามองเขาแวบหนึ่ง แล้วก้มหน้าลงอีกครั้ง
ฉู่ชิงก็ไม่รู้จะพูดอะไรขึ้นมาเหมือนกัน บรรยากาศตอนกลางวันทำให้เขารู้สึกอึดอัดมาก นี่ไม่ใช่ปัญหาว่าใครถูกใครผิด แต่เป็นความรู้สึกไม่มั่นใจและสับสนต่อชีวิตในวันข้างหน้าของพวกเขาทั้งสองคน
ยัยหนูก็รู้สึกอึดอัดไม่แพ้กัน เธอสู้ร้องไห้โฮออกมาให้สะใจเสียยังดีกว่ามานั่งอึดอัดใจอยู่แบบนี้
อันที่จริงจะว่าไปพวกเขาสองคน มีเรื่องผิดใจกันหรือเปล่า
ไม่มีเลยสักนิด!
ก็แค่คนหนึ่งคิดมาก อีกคนคิดมากยิ่งกว่า แล้วก็ไม่มีใครกล้าพูด ต่างคนต่างกลัว กลัวว่าพอพูดออกมาแล้วจะทะเลาะกัน
หากเปิดอกคุยกัน เรื่องไร้สาระแค่นี้ เกรงว่าแม้แต่ตัวเองก็คงรู้สึกขำ
ภายในห้องพลันอึมครึมขึ้นมาครู่หนึ่ง ทั้งสองคนเอาแต่ก้มหน้าก้มตาจัดของ ไม่มีใครปริปากพูดอะไร
คุณหนูฟ่านเลือกเสื้อผ้าที่ยังเร็วไปหน่อยที่จะใส่ในตอนนี้ออกมา พับอย่างระมัดระวัง แล้วซ้อนไว้ด้านข้าง ฉู่ชิงก็เอาเสื้อผ้าที่เธอคัดเหลือมาคลี่ออกทีละตัว แล้วแขวนให้เรียบร้อย
ทั้งเสื้อ กางเกง ถุงเท้าฝ้าย ถุงมือ และยังมีกระติกน้ำร้อนที่เพิ่งซื้อให้เธอใหม่ อะไรต่อมิอะไร อัดแน่นมาเต็มกระเป๋าใบใหญ่
พอเขาแขวนเสื้อตัวสุดท้ายเสร็จ ยัยหนูก็พับเสื้อผ้าเสร็จพอดี เธอลงจากเตียง แล้วยัดกระเป๋าเดินทางใบนั้นไว้ใต้โต๊ะข้างเตียง
เธอถือวิสาสะปรับโคมไฟให้สว่างขึ้นอีกนิด จากนั้นก็ยืดตัวขึ้น แล้วจู่ๆ ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไปดี ไม่อยากกลับไปที่เตียง และไม่อยากพูดอะไร ทำได้เพียงหันหลังให้เขา แล้วยืนทื่ออยู่ตรงนั้น
แสงไฟสีส้มสาดส่องลงบนใบหน้าของยัยหนู ทะลุผ่านไรขนอ่อนๆ บริเวณใบหูและลำคอ สะท้อนเข้าสู่ดวงตาของฉู่ชิง
ลำคอของเขาแห้งผาก เขายืนอยู่ริมกำแพง มองดูแผ่นหลังเล็กๆ นั้นอยู่นานสองนาน ก่อนจะถอนหายใจออกมา เดินเข้าไปอ้าแขนสวมกอดเธอจากด้านหลังอย่างแนบแน่น ริมฝีปากคลอเคลียอยู่บริเวณติ่งหูและจอนผมของเธอเบาๆ
"อื้อ..."
คุณหนูฟ่านขืนตัวเล็กน้อย ก่อนจะอ่อนยวบลง เธออดไม่ได้ที่จะสะอื้นออกมา ไม่ได้ร้องไห้ แต่พูดด้วยความน้อยใจอย่างยิ่ง "นายทำอะไรของนายเนี่ย! ตอนกลางวันทำหน้าบึ้งใส่ใครฮะ! ฉันไปทำอะไรให้นายไม่พอใจ"
ฉู่ชิงไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่กอดเธอแน่นขึ้น ราวกับจะบดขยี้เธอไว้ในอ้อมอก
ผ่านไปครู่ใหญ่ ยัยหนูจึงค่อยๆ หันตัวกลับมา
เธอเบิกตากลมโตสองข้าง เต็มไปด้วยความตัดพ้อ ขยับเข้าไปใกล้ แล้วใช้ฟันกระต่ายคู่หน้ากัดลงบนริมฝีปากของเขาอย่างแรง จนกระทั่งเขาเจ็บจนต้องแยกเขี้ยว เธอถึงยอมปล่อย
"ไม่โกรธแล้วนะ ฉันผิดไปแล้ว"
ฉู่ชิงลูบแก้มเล็กๆ นั้นเบาๆ ดึงเธอให้มานั่งบนเตียง
คุณหนูฟ่านขยับเข้าไปใกล้ ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของเขา วงแขนโอบรอบคอเขาไว้แน่น ฉู่ชิงก็กอดเอวเธอไว้ ร่างกายโยกไปมาข้างหน้าและหลังเบาๆ เหมือนเด็กสองคนที่กำลังโล้ชิงช้า เฉกเช่นในวันวาน
ทั้งสองคนต่างหลับตา ราวกับว่าห้วงเวลาได้หยุดนิ่งอยู่ในวินาทีนี้
"นี่!"
คุณหนูฟ่านอารมณ์เย็นลงแล้ว เธอเรียกเบาๆ แล้วถามว่า "วันนี้นายมีคิวถ่ายทั้งวันอีกแล้วเหรอ"
"อืม มีคิวถ่ายตอนกลางคืนด้วยนะ"
"แล้วนายจะกลับมานอนที่นี่ไหม"
"ไม่ล่ะ ฉันจะกลับบ้าน พรุ่งนี้ยังมีเรียนอีก"
คุณหนูฟ่านดันตัวเขาออกห่างเล็กน้อย จ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขา แล้วพูดว่า "นายว่า พวกเราสองคนจะมีวันนั้นไหม"
ฉู่ชิงรู้ว่าเธอกำลังพูดถึงเรื่องอะไร เขาตอบอย่างหนักแน่น "ต้องมีสิ!"
"จริงเหรอ"
"จริงสิ!"
"หึ..."
คุณหนูฟ่านหัวเราะเบาๆ เอาปลายจมูกคลอเคลียกับจมูกของเขา
แล้วจู่ๆ ก็ขยับเข้าไปใกล้ แตะริมฝีปากล่างของเขาที่ถูกเธอกัดจนแตกเบาๆ จากนั้นก็จุมพิตเขาอย่างแผ่วเบา
ทั้งสองคนไม่ได้เจอกันมาระยะหนึ่งแล้ว ตอนนี้ความรักกำลังพลุ่งพล่าน ต่างฝ่ายต่างแทบอยากจะซึมซับอีกฝ่ายเข้าไปในหัวใจ ให้กลายเป็นของล้ำค่าที่เป็นของตัวเองแต่เพียงผู้เดียว
ภายในห้องเหลือเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบา
จูบกันอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าของคุณหนูฟ่านก็ซับสีระเรื่อ เธอซบลงบนไหล่ของเขาเบาๆ แล้วพึมพำออกมาคำหนึ่ง
ฉู่ชิงโอบเอวเธอ รัดเธอแน่นขึ้น ทั้งสองคนต่างก็สะท้านขึ้นมาเล็กน้อย รู้สึกเพียงว่าจังหวะการเต้นของหัวใจเริ่มปั่นป่วน
ฝ่ามือของเขาวางแหมะอยู่บนแผ่นหลังของเธอ ชั่วขณะนั้นไม่รู้จะเดินหน้าหรือถอยหลังดี
แสงไฟสลัว อุณหภูมิในห้องค่อยๆ สูงขึ้นทีละน้อย ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยสิ่งใด
เขาค่อนข้างงุ่มง่าม ท่าทางแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น
คุณหนูฟ่านผละตัวออกห่างเล็กน้อย แล้วบ่นกระปอดกระแปดเสียงเบา "ซื่อบื้อทื่อชะมัด!"
โฮลเด้น ในเรื่อง 'The Catcher in the Rye' ก็ทำตัวงกๆ เงิ่นๆ ในเวลาแบบนี้เหมือนกัน เลยปล่อยให้ช่วงเวลาดีๆ หลุดลอยไปอย่างเปล่าประโยชน์
ฉู่ชิงไม่รู้ว่าโฮลเด้นคือใคร แต่เขาก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน เมื่อก่อนเขาไม่ได้งุ่มง่ามขนาดนี้นี่นา
คุณหนูฟ่านเม้มปาก อยากจะยื่นมือไปช่วยเขา ฉู่ชิงจับมือเธอไว้ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ในที่สุดก็ตั้งสติได้
ยัยหนูรู้สึกโล่งอก ซบลงบนตัวเขา ในใจอบอุ่นจนแทบจะเดือดพล่าน
ฉู่ชิงตบหลังเธอเบาๆ แววตาอ่อนโยนเสียจนแทบจะหลอมละลายเธอได้
"ตึง!"
ในตอนที่ทั้งสองคนเกือบจะลืมเวลาไปแล้วนั้น จู่ๆ ก็มีเสียงดังเบาๆ ดังมาจากนอกประตู ราวกับมีอะไรบางอย่างเผลอชนเข้ากับประตู
คุณหนูฟ่านกับฉู่ชิงต่างก็สะดุ้งโหยง หยุดการกระทำ แล้วเงี่ยหูฟัง ตามมาด้วยเสียงสวบสาบดังมาจากหน้าประตู
ยัยหนูรูดตัวลงมาจากตัวเขา รีบจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ความสนิทสนมเมื่อครู่ถูกเก็บกวาดจนสะอาดสะอ้านในพริบตา
ทั้งสองคนย่องเบาๆ ไปที่ประตู สบตากันแวบหนึ่ง ยัยหนูเป็นฝ่ายเอ่ยปากถามก่อน "ใครน่ะ"
ไม่มีเสียงตอบรับ กลับมีเสียงฝีเท้าดังกึกกักตามมาแทน แถมฟังดูเหมือนจะไม่ใช่แค่คนเดียวด้วย
"..."
"..."
ทั้งสองคนสบตากันอีกครั้ง แล้วเบ้ปากพร้อมกัน
ฉู่ชิงได้ยินเสียงฝีเท้านั้นวิ่งไปได้ไม่ไกลก็เงียบหายไป จึงอดถามไม่ได้ "ห้องข้างๆ เธอมีใครบ้างเนี่ย"
ยัยหนูก็เพิ่งนึกขึ้นได้ เธอพูดอย่างอ่อนใจ "แล้วจะมีใครได้อีกล่ะ"
บรรยากาศบางอย่าง จำเป็นต้องราบรื่นไปตลอดรอดฝั่งถึงจะลุล่วง หากถูกขัดจังหวะ ก็มักจะสานต่อไม่ติด ทำได้เพียงเริ่มต้นใหม่เท่านั้น
ฉู่ชิงมองดูนาฬิกาข้อมือ อีกไม่ถึงสองชั่วโมงก็ต้องเริ่มงานแล้ว เขายิ้มแล้วพูดว่า "งั้นฉันกลับก่อนนะ เธอยังพอนอนต่อได้อีกงีบหนึ่ง"
"อืม นายก็พักผ่อนให้สบายเถอะ"
คุณหนูฟ่านเปิดประตูชะโงกหน้าออกไปดูก่อน พอแน่ใจว่าไม่มีใครมาแอบฟังอยู่ที่หน้าต่างแล้ว ถึงได้เขย่งปลายเท้าจูบลาแฟนหนุ่ม
ฉู่ชิงกลับไปที่ห้องของซูโหย่วเผิง ผลักประตูเบาๆ ปรากฏว่าไม่ได้ล็อก
ข้างในมืดสนิท ซูโหย่วเผิงซุกตัวอยู่ในผ้าห่มนิ่งไม่ไหวติง ดูท่าทางกำลังหลับสนิท
เขาเดินไปที่ห้องน้ำก่อน ปิดประตู เปิดน้ำไหลเอื่อยๆ ล้างหน้าล้างตา แล้วมองดูตัวเองในกระจก ภายในดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยสีแดงก่ำ บนคางมีตอหนวดเคราสีเขียวครึ้มผุดขึ้นมา
จู่ๆ ก็ฉีกยิ้มออกมา รู้สึกว่ามันน่าขันเกินไป
ฉู่ชิงไม่ได้ถอดเสื้อผ้าด้วยซ้ำ ทิ้งตัวลงนอนแผ่หราบนเตียง ปล่อยให้ร่างกายทาบทับลงบนฟูก ตอนนี้เองที่เขารู้สึกได้ถึงกล้ามเนื้อที่ผ่อนคลาย ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้ามาดั่งเกลียวคลื่น
แสงไฟจากโถงทางเดินลอดผ่านช่องใต้ประตูเข้ามา สว่างเป็นเส้นเล็กๆ เลือนราง ภายในห้องเงียบสงัด มีเพียงซูโหย่วเผิงที่พลิกตัวอย่างเกียจคร้าน







