สภาพในตอนเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ทำเอาซุนซูเผยตกใจจนสะดุ้ง
ฉู่ชิง คุณหนูฟ่าน ซูโหย่วเผิง หลินซินหรู จ้าวเวย และยังมีเฉินอิ๋ง ล้วนมีสีหน้าเหนื่อยล้าเหมือนเพิ่งผ่านการต่อสู้มาทั้งคืน นอนแผ่หลาหมดเรี่ยวแรงอยู่บนเก้าอี้
แม้ว่าปกติเวลาเริ่มงานพวกเขาจะหมดเรี่ยวแรงกันอยู่แล้ว แต่วันนี้กลับหมดสภาพแปลกๆ โดยเฉพาะจ้าวเวยและหลินซินหรูที่ตัวอ่อนปวกเปียกเหมือนไม่มีกระดูก ค่อยๆ ไหลรูดลงจากเก้าอี้ทีละนิด
คุณหนูฟ่านเองก็ง่วงจนแทบทนไม่ไหว ฝืนทำใจดีสู้เสือถลึงตาใส่เพื่อนร่วมงานที่ไม่เอาไหนพวกนี้ ดึกดื่นค่อนคืนไม่หลับไม่นอน อุตส่าห์แห่กันมาแอบฟังที่ใต้หน้าต่าง ยังมีจิตสำนึกต่อส่วนรวมอยู่บ้างไหม โชคดีนะที่ไม่ได้ทำอะไรกับแฟนหนุ่ม ไม่อย่างนั้นความบริสุทธิ์ผุดผ่องในชาตินี้คงถูกผลาญทิ้งไปในคราวเดียวแน่
เธอเหลือบมองโจวเจี๋ยที่ดูมีชีวิตชีวาอีกครั้ง เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าเขาเป็นเด็กดี
วันนี้เป็นฉากปิดกล้องของฉู่ชิงในเรื่องหวนจู ถ่ายเสร็จก็สามารถออกจากกองถ่ายได้อย่างสมบูรณ์
เดิมทีก็ไม่ได้ต่างอะไรจากปกติ แต่ผลคือพอเขาแต่งหน้าเสร็จแล้วเดินออกมาก็ถึงกับตะลึง วันนี้วันอะไรทำไมคนเยอะขนาดนี้ เสื้อผ้า พร็อพ บันทึกเสียง แสง... มากันครบทุกคน มากันพร้อมหน้าพร้อมตายิ่งกว่าตอนกินข้าวเสียอีก
พวกคุณมาส่งผม หรือมามุงดูความคึกคักกันแน่
เขามุมปากกระตุก รู้สึกปวดไข่อย่างหาที่เปรียบไม่ได้กับการตามล่าหาความเผือกของฝูงชน โดยเฉพาะเมื่อตัวเอกของการตามล่านี้ยังเป็นตัวเขาเอง
เสี่ยวเยี่ยนจื่อและพรรคพวกเตรียมหลบหนีไปไกลถึงยูนนาน แต่หลิวชิงและจินสั่วก็แอบคบหากันแล้ว จื่อเวยจึงยุยงให้หลิวชิงขอจินสั่วแต่งงาน
เมื่อซุนซูเผยตะโกนสั่ง จ้าวเวยและพรรคพวกที่เมื่อวินาทีก่อนยังทำท่าเหมือนจะตายให้ได้ ก็กลับมากระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที ดวงตาเปล่งประกายวิบวับ
ฉู่ชิงและคุณหนูฟ่านต่างก็มีเส้นดำพาดผ่านหน้าผาก รู้สึกเหมือนกำลังถูกดูโชว์ลิงหลอกเจ้าอยู่ตรงหน้า
จ้าวเวยตื่นเต้นผิดปกติ พูดขึ้นว่า "รีบถามรีบพูดสิ ถ้าไม่พูดล่ะก็ พวกเราจะพาจินสั่วไปยูนนานแล้วนะ" เธอร้องโอ๊ยอย่างเกินจริง หันกลับไปมองเซียวเจี้ยนแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า "ฉันรู้สึกเหมือนขาดพี่สะใภ้ไปคนนึง จินสั่วกับเซียวเจี้ยนเหมาะสมกันดีนะ"
คุณหนูฟ่านเห็นท่าทางกลั้นขำแทบไม่อยู่ของเธอแล้วก็รู้สึกโมโห ถลึงตาให้โตขึ้นอีก กระทืบเท้าแล้วพูดว่า "เสี่ยวเยี่ยนจื่อ เธอพูดอะไรน่ะ ทำเหมือนฉันไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจอะไรเลย วันๆ เอาแต่ถูกพวกเธอประเคนให้คนนู้นทีคนนี้ที"
จ้าวเวยพูดว่า "ดีๆๆ แล้วสิทธิ์ตัดสินใจของเธอคืออะไรล่ะ สรุปแล้วเธอจะแต่งงานกับใคร"
ตรงนี้ หลิวชิงจำเป็นต้องทำท่าทางอิดออดสักเล็กน้อย
สำหรับฉู่ชิงแล้ว นี่เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก โตมาป่านนี้เขาไม่เคยเรียนรู้ทักษะการเล่นสีหน้าแปลกประหลาดแบบนี้มาก่อนเลย ลูกผู้ชายอกสามศอกมาทำท่าอิดออด มันจะเป็นภาพแบบไหนกันล่ะ
ความจริงก็เหมือนกับผู้หญิงนั่นแหละ อิดออดได้พอดีก็จะดูน่ารัก อิดออดไม่ดีก็จะดูน่าขยะแขยง... กุญแจสำคัญอยู่ที่เบ้าหน้า
เขาไม่อยากทำให้ตัวเองดูทั้งสาวและโง่ เพื่อความปลอดภัย จึงไม่ได้แสดงสีหน้าอะไร เพียงแต่เวลาพูดบท เขาปรับน้ำเสียงให้ดูไม่เป็นธรรมชาติเอามากๆ "โอ๊ย พวกเธอแต่ละคนก็รู้ๆ กันอยู่แล้วยังจะมาถามอีก น่ารำคาญชะมัด"
โอ๊ย น่ารำคาญชะมัด... ชะมัด... มัด
นี่แม่งเป็นคำพูดที่ลูกผู้ชายเขาพูดกันเหรอ พอพูดจบฉู่ชิงก็ใจสั่น ชาตินี้เขาจะไม่เล่นละครฉงเหยาอีกแล้ว
พูดให้ชัดก็คือ ยังคงเป็นปัญหาเรื่องทัศนคติและฝีมือการแสดงของเขาที่ยังไม่ถึงขั้น ยังไม่กล้าปล่อยของเต็มที่ ถ้าให้เขาไปเล่นหนังตลก มีหวังพังไม่เป็นท่าแน่นอน
จากนั้น เขาก็หันไปหาแฟนสาว สบตากัน แล้วพยายามพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนดุจสายน้ำให้มากที่สุด "จินสั่ว หลิวชิงอย่างฉันเป็นคนหยาบกระด้าง ประโยคเลี่ยนๆ พวกนั้นฉันพูดไม่เป็นสักคำ"
"ในชาตินี้ มีเพียงครั้งเดียวที่ทำให้ฉันตกใจจนแทบสิ้นสติ ก็คือตอนที่เธอตกลงไปในหน้าผานั่นแหละ"
"ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวฉันเหมือนสายฟ้าแลบว่า ถ้าเธอมีชีวิตรอดต่อไปไม่ได้ แล้วหลังจากนี้ฉันจะทำยังไง"
"ฉันถึงเพิ่งรู้ ว่าการรักใครสักคนมันเป็นยังไง..."
เขาพูดอย่างลึกซึ้งกินใจ แต่คุณหนูฟ่านกลับกลั้นจนแทบกระอักเลือด ริมฝีปากยังสั่นระริก เป็นนิสัยเสียที่ติดมาจากแฟนหนุ่ม ทั้งที่เห็นเรื่องน่าสนุกมาก แต่กลับไม่สามารถบ่นออกมาได้ทันที ทำเอาเธอแทบจะเป็นบ้า
ก็เพราะคุ้นเคยกับท่าทางขี้เกียจและเงียบขรึมในยามปกติของผู้ชายคนนี้มากเกินไป พอจู่ๆ มาเห็นเขากลายร่างเป็นเทพบุตรนักรักปากหวาน ยัยหนูจึงไม่รู้สึกซาบซึ้งเลยแม้แต่น้อย กลับรู้สึกว่ามันตลกสิ้นดี
ประวัติศาสตร์ดำมืดแบบนี้ของเขาไม่ได้มีให้เห็นบ่อยๆ แน่นอนว่าต้องจดจำไว้ให้แม่น เพื่อจะได้เอามาเยาะเย้ยได้ทุกเมื่อ
"เอาล่ะ นี่เป็นคำพูดที่เลี่ยนที่สุดในชีวิตที่ฉันเคยพูดแล้ว" ฉู่ชิงกระแอมในคอ แล้วพูดเสียงดังว่า "จินสั่ว สรุปแล้วเธอจะแต่งงานกับฉันไหม"
หลินซินหรูเอามือปิดปากแอบยิ้ม ซูโหย่วเผิงเองก็มีเปลวไฟแห่งความน้ำเน่าเต้นระริกอยู่ในดวงตา ที่ทำเกินไปที่สุดคือจ้าวเวย
"อ่าฮ่าฮ่าฮ่า"
ในที่สุดเธอก็สามารถหลุดขำออกมาได้อย่างเปิดเผย ทั้งกระทืบเท้าทั้งปรบมือ แล้วโวยวายว่า "จินสั่ว เธอจะว่ายังไง รีบตอบเขาไปสิ"
คุณหนูฟ่านเม้มปาก ระงับความรู้สึกอยากจะบีบคอเธอให้ตาย แสร้งทำเป็นเอียงอายอย่างหาที่สุดไม่ได้ แล้วพูดว่า "ฉันยังมีอะไรให้พูดอีก โดนเขาหลอกไปแล้ว ก็ถูกของเขานั่นแหละ"
............
"เฮ้อ"
ฉู่ชิงถูหลังคอ เพิ่งถูกช่างแต่งตัวจับแต่งตัวจนเหงื่อแตกพลั่กไปทั้งตัว รู้สึกขยาดไม่หาย หมอนี่ไม่เคยใส่เสื้อผ้าที่ใส่ยากขนาดนี้มาก่อนเลย
พอเพิ่งเดินออกจากห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ก็เห็นจ้าวเวยและหลินซินหรูกำลังเดินเตร็ดเตร่อยู่หน้าประตู จึงถามอย่างแปลกใจว่า "พวกเธอสองคนทำอะไรน่ะ"
"ฮ่าฮ่า"
จ้าวเวยพอมองเห็นเขาก็ฉีกยิ้มกว้าง เอื้อมมือไปถอดหมวกของเขาออก แล้วพูดว่า "นายไม่ใส่หมวกใบนั้นยังจะดูดีกว่า พอใส่แล้วเหมือนเศรษฐีที่ดินหน้าเลือดเลย"
ฉู่ชิงทำหน้าใสซื่อ พูดว่า "ฉันก็ไม่ได้อยากใส่หรอกนะ"
จะว่าไปชุดที่เขาใส่อยู่นี้ ท่อนบนเป็นเสื้อกั๊กหม่ากว้าแบบผ่าหน้าสีแดงเข้ม ท่อนล่างเป็นกางเกงขายาวเอวกว้าง มีผ้าไหมสองเส้นไขว้กันที่หน้าอก เตรียมไว้สำหรับติดดอกไม้สีแดงดอกใหญ่
พวกนี้ยังพอว่า แต่ยกเว้นหมวกใบนั้น เป็นหมวกแตงโมใบเล็กของแท้เลย
มันเป็นหมวกใบเล็กจริงๆ เล็กจนครอบได้แค่รอบกระหม่อมของเขาเท่านั้น ช่างเสื้อบอกว่าไม่มีไซส์ใหญ่กว่านี้แล้ว ฉู่ชิงไม่เชื่อหรอก หมอนั่นจงใจแกล้งกันชัดๆ เขายังสงสัยด้วยซ้ำว่าซูต้าโถวเป็นคนบงการอยู่เบื้องหลัง เพื่อแก้แค้นเรื่องเมื่อวาน
หลินซินหรูพูดพลางหัวเราะ "พวกเรากำลังรอปิงปิงอยู่น่ะ อยากเห็นว่าตอนเธอเปลี่ยนชุดเสร็จแล้วจะเป็นยังไง"
เดิมทีฉู่ชิงไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ พอฟังเธอพูด เขาก็รู้สึกตั้งตารอขึ้นมานิดหน่อย จึงพูดพลางหัวเราะ "งั้นผมขอดูด้วยคน"
"เอ๊ะๆ แบบนี้ไม่ได้นะ!"
จ้าวเวยรีบพุ่งเข้ามายืนขวางประตูไว้ พูดว่า "นายจะดูอะไร! เจ้าบ่าวเจ้าสาวห้ามเจอกันก่อนเข้าหอ ไปชิ่วๆ รีบไปเลย!" พูดพลางผลักไสไล่ส่งเขาไปไกลๆ
ฉู่ชิงกลอกตาบน ผมที่เป็นเจ้าบ่าวยังไม่เห็นเป็นไรเลย แล้วคุณที่เป็นเพื่อนเจ้าสาวทำไมถึงอินจัดขนาดนี้?
การถ่ายทำละคร ไม่ใช่ว่าแต่งหน้าเปลี่ยนชุดเสร็จแล้วจะถ่ายได้ทันที นั่นเป็นแค่การเตรียมการล่วงหน้า การต้องรอเป็นชั่วโมงสองชั่วโมงกว่าจะได้เข้าฉากถือเป็นเรื่องปกติ
ยิ่งไปกว่านั้น ซุนซูเผยกำลังถ่ายซ่อมฉากสั้นๆ อยู่สองสามฉาก จึงยิ่งไม่มีเวลามาสนใจเขา
ฉู่ชิงจึงสวมชุดนี้เดินเตร็ดเตร่ไปมาในลานบ้าน ไปที่ไหน ทีมงานก็ส่งยิ้มอบอุ่นให้เขา เป็นรอยยิ้มอบอุ่นราวกับหญิงคณิกาเจอแขกประจำยังไงยังงั้น
เวลานี้ฟ้าใกล้จะมืด อุณหภูมิลดต่ำลง พอโดนลมพัด เขาก็รู้สึกว่าเหงื่อบางๆ ที่แผ่นหลังกลายเป็นความเย็นเหนอะหนะเกาะติดตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งเย็นทั้งรู้สึกไม่สบายตัว
เดินวนไปวนมา สุดท้ายก็เลยวิ่งไปขลุกอยู่ในห้องหอซะเลย
นี่คือห้องนอนห้องหนึ่งในบ้านของคนบ้านเดียวกัน ทีมงานใช้เวลาหนึ่งวันเต็มในการจัดตกแต่งให้กลายเป็นห้องหอ บนหน้าต่างและประตูแปะตัวอักษรซวงสี่ หัวเตียงไม้แกะสลักทาสีน้ำตาล มีม่านสีชมพูห้อยลงมาทั้งสี่ด้าน บนเตียง... อืม น่าจะดัดแปลงมาจากเตียงเตาขนาดเล็ก ยังมีผ้าห่มมงคลลายหยวนยางซ้อนกันอยู่ ผืนหนึ่งสีแดง ผืนหนึ่งสีเขียว...
ฉู่ชิงถึงกับพูดไม่ออก ฝ่ายอุปกรณ์ช่วยมีมโนธรรมหน่อยได้ไหม? ผ้าห่มมงคลสีเขียวนั่นก็ช่างมันเถอะ แต่ไอ้หน้าต่างกระจกที่ส่องแสงสะท้อนวับวาวนั่นมันหมายความว่ายังไง? เอากระดาษมาแปะทับหน่อยมันจะตายหรือไง!
คนข้างนอกกำลังวุ่นวาย ส่วนเขานั่งอยู่ในห้องคนเดียว คุณหนูฟ่านไม่รู้ว่าถูกจ้าวเวยเอาไปซ่อนไว้ที่ไหน ไม่ได้เจอหน้ากันจริงๆ
นี่ถือว่าเป็นการเข้าหอแล้ว!
เขามองดูข้าวของในห้องครั้งแล้วครั้งเล่า ความรู้สึกในใจค่อนข้างละเอียดอ่อน ทั้งรู้สึกสนุก และแฝงไปด้วยความคาดหวังเล็กน้อย
จู่ๆ ก็นึกถึงคำถามที่ยัยหนูถามเขาขึ้นมา: เราสองคน จะมีวันแบบนี้บ้างไหม?
ค่ำคืนในต้นฤดูหนาวมาเยือนเร็วไปสักหน่อย เพิ่งจะหกโมงกว่า ฟ้าก็มืดแล้ว พอถึงหนึ่งทุ่ม ก็มีแต่ความมืดสลัว ท้องทุ่งนอกกำแพงเตี้ยดูเงียบสงัดยิ่งขึ้นท่ามกลางราตรีอันมืดมิด มีเพียงแสงไฟกะพริบวิบวับประดับอยู่ไกลๆ แม้แต่เสียงแมลงร้องให้ได้ยินก็ยังแทบไม่มี
แต่ภายในกำแพงเตี้ยกลับสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ เสียงคนดังเซ็งแซ่
หลิวชิงและจินสั่วต่างก็เป็นเด็กอาภัพที่ไม่มีพ่อแม่ ย่อมไม่มีผู้อาวุโสให้กราบไหว้ ตรงกลางลานบ้านจึงมีการตั้งซุ้มประตูเกียรติยศขนาดเล็ก ด้านหน้าตั้งตัวอักษรสี่สีทองขนาดเท่ากระบุงเอาไว้ และบนโต๊ะบูชาก็มีเทียนแดงจุดอยู่สองเล่ม
ดอกไม้สีแดงดอกใหญ่นั้นถูกติดไว้ที่หน้าอกของฉู่ชิงแล้ว ดูมีมาดเหมือนยุวชนบุกเบิกที่กำลังขึ้นรับรางวัลนิดๆ
เขายืนเอามือไพล่หลังอยู่หน้าซุ้มประตูเกียรติยศ รอคอยการถ่ายทำ เดิมทีก็ยังรู้สึกผ่อนคลายและเป็นธรรมชาติอยู่หรอก
แต่เมื่อเห็นจ้าวเวยและหลินซินหรูประคองเด็กสาวคนนั้น ก้าวข้ามธรณีประตู ออกมาจากเรือนหลัก และค่อยๆ เดินเข้ามาหาเขาทีละก้าวอย่างระมัดระวัง
เธอคลุมหน้าด้วยผ้าสีแดง สวมเสื้อคลุมไหล่ห้าสี รองเท้าปักคู่หนึ่งที่ฝ่าเท้าเผยให้เห็นรำไรใต้กระโปรงจีบลายร้อยบุปผา หัวใจของเขาก็พลันถูกสีแดงเพลิงทั้งชุดนั้นจุดประกายขึ้นมา
รอบด้านเนืองแน่นไปด้วยฝูงชนที่มามุงดูมากกว่าตอนกลางวันเสียอีก เอ่อคังและองค์ชายห้ายืนอยู่ข้างๆ ทำท่าทำทางเป่าสั่วหน่า ความจริงแล้วไม่มีเสียงเลยแม้แต่น้อย เสี่ยวกะจื่อถือตะกร้าโปรยกลีบดอกไม้อยู่ข้างหน้าเจ้าสาว
เมื่อเดินมาถึงตรงหน้า จ้าวเวยก็วางมือของคุณหนูฟ่านลงบนหลังมือของฉู่ชิง นิ้วของทั้งสองขยับ เปลี่ยนมาเกี่ยวกระหวัด และจับมือกันอย่างช่ำชองยิ่งนัก
ในกองถ่ายพลันเงียบกริบ แม้แต่ไมโครโฟนรับเสียงห่วยๆ สองสามตัวนั้นก็ยังไว้หน้าโดยไม่ส่งเสียง "ซี่ๆ" แสบแก้วหู และไม่มีใครตะเบ็งเสียงแหบพร่าตะโกนว่า: หนึ่งคำนับฟ้าดิน สองคำนับบุพการี...
ฉู่ชิงค่อยๆ จูงมือคุณหนูฟ่านให้คุกเข่าลงบนเบาะ ปล่อยมือ แล้วทั้งสองก็หันหน้าไปข้างหน้า ก้มกราบลงหนึ่งครั้ง
จากนั้นก็หันกลับมา เผชิญหน้ากัน ราวกับมีเส้นด้ายบางๆ ดึงรั้งอยู่ระหว่างพวกเขา ทั้งคู่ก้มศีรษะลงพร้อมกัน กราบครั้งที่สอง
ฉู่ชิงยืดตัวขึ้น นัยน์ตาที่เป็นประกายสะท้อนภาพเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้า ราวกับว่าเธอได้กักเก็บความงดงามทั้งหมดบนโลกใบนี้เอาไว้
เขาก้มศีรษะลงอีกครั้ง กราบครั้งที่สาม
คุณหนูฟ่านก็ค้อมตัวลงอย่างนุ่มนวลแผ่วเบา สายลมอ่อนพัดชายผ้าคลุมหน้าเปิดขึ้นมุมหนึ่ง เผยให้เห็นลำคอขาวเนียนและริมฝีปากสีแดงระเรื่อ แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มอันสงบนิ่งและเอียงอาย
เมื่อลุกขึ้นเดินเข้าห้องหอ บนโต๊ะในห้องก็มีเทียนคู่จุดอยู่เช่นกัน และยังมีธัญพืชวางอยู่สองสามจาน
พวกของจ้าวเวยกำลังแอบดูอยู่ข้างนอกอย่างตื่นเต้น เกาะกระจกหน้าต่างบานนั้นอยู่ พี่ตากล้องถึงกับอุตส่าห์แพนกล้องไปถ่ายให้ด้วย...
ฉู่ชิงถือคันชั่ง มือสั่นเทาเล็กน้อย ค่อยๆ เลิกผ้าคลุมหน้าของเธอขึ้น
เขาเหมือนกำลังดูภาพวาดหญิงงามที่ค่อยๆ เผยให้เห็นทีละส่วน เริ่มจากลำคอ จากนั้นก็ปลายคาง ตามด้วยริมฝีปาก จมูก และสุดท้ายก็คือดวงตา
มงกุฎหงส์ประดับเครื่องห้อยระย้าเต็มไปหมด สายไข่มุกห้อยอยู่ทั้งสองข้าง แกว่งไกวไปมาขับเน้นใบหน้าเล็กๆ ที่งดงามเปล่งปลั่งยิ่งกว่าแสงเทียนแดง
ฉู่ชิงกลับไม่ได้สัมผัสถึงความรู้สึกตะลึงงันในความงามแต่อย่างใด เพราะทั้งสองคนคุ้นเคยกันมากเกินไป และก็เป็นเพราะความคุ้นเคยนี้นี่แหละ ที่ทำให้เขาหัวใจเต้นแรงยิ่งขึ้น
ในบรรยากาศเช่นนี้ คุณหนูฟ่านควรจะให้ความร่วมมือด้วยท่าทีเอียงอายอ่อนหวานถึงจะถูก
"คัต"
ซุนซูเผยตะโกนสั่งหยุดกะทันหัน ถามด้วยความไม่เข้าใจอย่างมาก "ปิงปิง ตอนนี้เธออยู่ในคืนเข้าหอนะ จะทำหน้ารังเกียจออกมาได้ยังไง?"
"ขอโทษค่ะๆ ผู้กำกับ ฉันยังปรับอารมณ์ไม่ได้ค่ะ!"
เธอรีบเอ่ยปากขอโทษ แต่มือกลับซ่อนอยู่ใน







