สถานการณ์นี้แปลกประหลาดเกินไป โครงกระดูกขาวโพลนในศาลเจ้าทำตัวราวกับคนเป็น เชื้อเชิญอย่างกระตือรือร้น ทั้งสวี่อิงและหยวนชีต่างรู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง
ตรงบานประตูศาลเจ้าที่เปิดออก มีกลิ่นอายผิดธรรมดาสายหนึ่งพวยพุ่งออกมาจากข้างใน กลิ่นอายนี้คือกลิ่นอายแห่งมรรค ทว่าไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของวิถีสวรรค์!
สวี่อิงใจกระตุกวาบ "กลิ่นอายมรรคาแปลกแยก? ประหลาดนัก!"
ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาต่อสู้เอาเป็นเอาตายกับหอคอยเลือดเนื้อ ก็สัมผัสได้ว่าหอคอยเลือดเนื้อไม่ใช่สิ่งมีชีวิตตามวิถีสวรรค์
เวลานี้ เซวียอิ๋งอันฟื้นขึ้นมา พอเห็นสถานการณ์นี้ก็ร้องลั่นด้วยความตกใจ "ศาลเจ้านอกรีต?"
เมื่อครู่เขากำลังพยายามเปิดถ้ำสวรรค์หนีหวานอย่างหนัก เนื่องจากจดจ่อสมาธิเต็มที่ จึงไม่รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอกเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้เปิดได้สำเร็จแล้วจึงเพิ่งฟื้นขึ้นมา นึกไม่ถึงว่าจะได้เห็นโครงกระดูกในศาลเจ้า อดไม่ได้ที่จะตกใจจนสะดุ้ง
สวี่อิงถามอย่างสงสัย "อิ๋งอัน เจ้ารู้จักศาลเจ้านอกรีตด้วยหรือ?"
เซวียอิ๋งอันตั้งสติแล้วกล่าวว่า "โลกที่เราอยู่นี้ ความจริงแล้วคือโลกนอกรีต ไม่ได้อยู่ในสรรพจักรวาล สิ่งมีชีวิตที่นี่กราบไหว้ทวยเทพนอกรีต สถานที่ที่พวกเขากราบไหว้เทพเจ้า ก็เรียกว่าศาลเจ้านอกรีต"
หยวนชีถามด้วยความอยากรู้ "อะไรคือวิถีนอกรีต?"
เซวียอิ๋งอันตอบ "ผู้บำเพ็ญเพียรหากต้องการฝึกฝนจนสำเร็จฤทธานุภาพ ก็จำเป็นต้องทำความเข้าใจรูปลักษณ์แห่งมรรคต่างๆ รูปลักษณ์แห่งมรรคเหล่านี้ ก็คือการแสดงออกภายนอกของมรรค อย่างเช่นเจ้า ตัวเจ้าเองก็คือรูปลักษณ์แห่งมรรค รูปลักษณ์แห่งมรรคต่างๆ ล้วนอยู่ในวิถีสวรรค์ เป็นส่วนหนึ่งของวิถีสวรรค์ หากไม่ได้อยู่ในวิถีสวรรค์ ก็เรียกว่าวิถีนอกรีต เจ้าเคยได้ยินคำว่ามารร้ายนอกรีตใช่ไหม? คำว่านอกรีตในนั้น ก็หมายถึงกลิ่นอายมหาเต๋าในศาลเจ้านั่นแหละ!"
สวี่อิงเงยหน้ามองป้ายชื่อเหนือประตูศาลเจ้าแห่งนี้ แล้วเอ่ยว่า "ความหมายของเจ้าคือ ที่นี่เป็นสถานที่กราบไหว้เทพมารนอกรีตอย่างนั้นหรือ?"
เซวียอิ๋งอันพยักหน้าเบาๆ สีหน้าเคร่งเครียด "เทพนอกรีตในศาลเจ้าแสร้งทำท่าที อยากจะล่อลวงให้พวกเราเข้าไป! ขอเพียงพวกเราเข้าไปในศาลเจ้า ก็จะถูกมันทำร้าย"
สวี่อิงหลุดหัวเราะออกมา "ข้ายังหนุ่มยังแน่น เลือดลมสูบฉีด เหตุใดเทพนอกรีตถึงแปลงกายเป็นโครงกระดูกมาล่อข้าเข้าศาลเจ้า แทนที่จะแปลงกายเป็นหญิงสาวรูปงามเล่า?"
เขาเพิ่งพูดจบ ก็เห็นโครงกระดูกหลังประตูศาลเจ้าแปลงกายเป็นหญิงสาวแต่งตัวงดงามสะดุดตา รูปร่างหน้าตาเหมือนกับหยวนหรูซื่อไม่มีผิดเพี้ยน สายตาหวานหยาดเยิ้ม เอ่ยเสียงอ่อนหวานผ่านบานประตูศาลเจ้าออกมาว่า "ท่านพี่ ท่านจะมัวชักช้าอยู่ข้างนอกอีกนานแค่ไหนถึงจะยอมเข้ามาเจ้าคะ?"
จิตมรรคาของสวี่อิงมั่นคง ไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย เขาพูดกลั้วหัวเราะ "แต่ว่าพวกเราที่นี่มีงูอยู่หนึ่งตัว เขาอาจจะไม่ชอบหญิงสาวก็ได้นะ"
หญิงสาวที่แต่งตัวงดงามสะดุดตาผู้นั้นพลันเปลี่ยนร่างเป็นงูหยวนอีกครั้ง เป็นตัวเมีย บนหัวมีเขาสองเขาเช่นกัน เอ่ยเสียงออดอ้อนกับหยวนชีว่า "ท่านพี่ เผ่าพันธุ์เราใกล้จะสูญพันธุ์อยู่แล้วนะเจ้าคะ เวลาไม่คอยท่า ยังไม่รีบเข้ามาจับคู่กันอีกหรือ?"
หยวนชีกำลังจะเข้าไป แต่ถูกสวี่อิงขวางไว้
หยวนชีร้องอย่างโมโห "อาอิ้ง ข้าใกล้จะสูญพันธุ์อยู่แล้ว เจ้ายังจะมาขวางข้าอีก! เจ้าได้เจอผู้หญิงตัวเป็นๆ ทุกวัน แต่ข้ากลับไม่ได้เห็นแม้งูตัวเมียสักตัว!"
สวี่อิงกระตุ้นเคล็ดวิชารวมศูนย์จิต ถึงได้ทำให้งูยักษ์สงบสติอารมณ์ลงได้
หยวนชีได้สติกลับคืนมา ก็อดไม่ได้ที่จะขนลุกซู่ ร้องเสียงหลง "เทพมารนอกรีตในศาลเจ้านี้ ควบคุมข้าได้อยู่หมัดเลย!"
สวี่อิงยิ้ม "มันถูกสะกดเอาไว้ สิ่งที่แสดงออกมาก็เป็นเพียงอาคมเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ไม่สามารถทำให้จิตใจเจ้าปั่นป่วนได้หรอก จิตมรรคาของเจ้าไม่มั่นคงเอง ถึงได้หลงกลมัน เจ้าดูอิ๋งอันสิ สุขุมกว่าเจ้าตั้งเยอะ ไม่ถูกเทพมารนอกรีตล่อลวงเลยสักนิด"
เขาพูดยังไม่ทันขาดคำ ก็เห็นงูตัวเมียหลังประตูศาลเจ้าแปลงกายเป็นหลี่เซียวเค่อ น้ำเสียงก็เหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน มองเซวียอิ๋งอันด้วยใบหน้าอ่อนโยน เอ่ยเสียงนุ่มนวลว่า "อิ๋งอัน ยังจำวันแรกที่เจ้าขึ้นเขามาฝากตัวเป็นศิษย์ได้ไหม? อาจารย์อยากกลับไปวันนั้นเหลือเกิน ให้ศิษย์อาจารย์อย่างเราได้เริ่มต้นกันใหม่"
"ท่านอาจารย์!" เซวียอิ๋งอันน้ำตาอาบหน้า เตรียมจะเดินเข้าไปในศาลเจ้า
หยวนชีตวัดหางออกไปรัดตัวเขาไว้ เพื่อไม่ให้เขาเดินเข้าไปในศาลเจ้า
สวี่อิงกระตุ้นเคล็ดวิชารวมศูนย์จิต ช่วยเรียกสติเขากลับคืนมา
เซวียอิ๋งอันยังคงร้องไห้ไม่หยุด สะอื้นไห้กล่าวว่า "ความจริงแล้วข้าเป็นชนพื้นเมืองของโลกใบนี้ ตอนที่ครอบครัวแตกสลาย เป็นท่านอาจารย์ที่รับข้าไว้"
สวี่อิงรอจนเขาระงับอารมณ์ได้แล้ว จึงเอ่ยถามว่า "ในเมื่อศาลเจ้าแห่งนี้เป็นสถานที่กราบไหว้เทพนอกรีต แล้วเหตุใดบนป้ายชื่อถึงมีผนึกอยู่เล่า?"
เซวียอิ๋งอันรวบรวมสติ เช็ดน้ำตา แล้วกล่าวว่า "ข้าเคยได้ยินตำนานเรื่องหนึ่ง บรรพบุรุษของพวกเราคือผู้ที่รับบัญชามาสะกดเทพนอกรีต พวกเขานำผนึกของเซียนมาด้วย เพื่อสะกดเทพนอกรีตไว้ที่นี่ ไม่ให้มันหลบหนีไปได้ แต่เวลาผ่านไปเนิ่นนาน บรรพบุรุษก็ค่อยๆ ถูกเทพนอกรีตล่อลวง จนกลายเป็นสาวกของเทพนอกรีตไปทีละน้อย และไม่ศรัทธาในวิถีสวรรค์อีกต่อไป"
เขามีสีหน้าเคร่งเครียด กล่าวว่า "เทพมารนอกรีตตนนี้ค่อยๆ ทะลวงผนึกของเซียนออกมา ก่อให้เกิดมหันตภัยครั้งใหญ่ ที่เจ้าเห็นว่าในดินแดนต้องทัณฑ์สวรรค์แห่งนี้ มีก้อนเลือดเนื้ออยู่เต็มไปหมด ความจริงแล้วก็คือเลือดเนื้อของเทพมารนอกรีต มันพยายามจะฟื้นฟูพลัง เพื่อสลัดหลุดจากการถูกสะกดอย่างสิ้นเชิง"
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อ "ร่างต้นของเทพมารนอกรีต น่าจะยังคงถูกสะกดอยู่ในศาลเจ้าแห่งนี้"
"ถ้าพูดแบบนี้ ผนึกบนป้ายชื่อเหนือประตูศาลเจ้า ความจริงแล้วก็คือสิ่งที่เซียนทิ้งไว้หรือ?"
สวี่อิงพิจารณาตัวอักษรบนป้ายชื่ออย่างละเอียด อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า "ก็เป็นเซียนที่ไม่รู้หนังสือคนหนึ่ง"
เขาตั้งจิตนึกถึงทัณฑ์สวรรค์ ขยับกระบี่ดุจสายลม แก้ไขตัวอักษรคำว่า "สะกด" บนป้ายชื่อเสียใหม่ เปลี่ยนให้เหมือนกับตัวอักษร "สะกด" บนตัวระฆังใหญ่
รอจนเขาแก้ไขเสร็จ หลี่เซียวเค่อในศาลเจ้าก็ส่งเสียงครางฮึดฮัด ใบหน้าบิดเบี้ยว ร้องเสียงโหยหวน พลันเปลี่ยนร่างเป็นงูสาวแสนสวย แล้วเปลี่ยนเป็นหญิงสาวรูปร่างหน้าตาเหมือนหยวนเว่ยยาง ท้ายที่สุดก็ส่งเสียงดังปัง กลายเป็นควันสลายหายไป
สวี่อิงก้าวเท้าเดินเข้าไปในศาลเจ้า พลางเอ่ยว่า "เมื่อครู่ข้าสังหารหอคอยเลือดเนื้อไปหนึ่งแห่ง นั่นก็คือสิ่งมีชีวิตนอกรีต น่าจะเป็นเลือดเนื้อของเทพมารนอกรีตจำแลงมา ข้าใช้วิชานั่วจัดการมัน ไม่มีประโยชน์เลยแม้แต่น้อย สุดท้ายก็ต้องใช้ปราณกระบี่ทัณฑ์สวรรค์ ถึงจะแทงทะลุหัวใจมันได้"
เซวียอิ๋งอันเดินตามเขาเข้าไปในศาลเจ้าด้วยความอกสั่นขวัญแขวน
หยวนชีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็เดินตามเข้าไปเช่นกัน "อาอิ้ง หลี่เซียวเค่อยังตามล่าพวกเราอยู่เลยนะ ถ้าเกิดหาที่นี่เจอ..."
สวี่อิงมองสำรวจไปรอบๆ "อารามโบราณอยู่บนหลังสัตว์ยักษ์ สัตว์ยักษ์กำลังหลบหนีหอคอยเลือดเนื้อ พวกเราซ่อนตัวอยู่ในอารามโบราณ ต่อให้หลี่เซียวเค่อจะคำนวณเก่งกาจดั่งเทพเทวดา ก็อย่าหวังว่าจะหาพวกเราเจอเลย"
หยวนชีลองคิดดูอย่างละเอียด ก็เห็นว่ามีเหตุผลจริงๆ
ภายในอารามโบราณสมบูรณ์ดี บนแท่นบูชาเก่าแก่ยังมีธูปเทียนปักอยู่ ควันลอยกรุ่น ราวกับว่าเมื่อไม่นานมานี้เพิ่งมีคนมากราบไหว้เทพมารนอกรีตที่นี่
"หรือว่าเคยมีคนมาที่นี่?" สวี่อิงตรวจสอบธูปเทียน ในใจเกิดความสงสัย
ตรงกลางแท่นบูชาคือบ่อน้ำลึกบ่อหนึ่ง ฝาบ่อถูกคนเปิดออกแล้ว ภายในบ่อมีโซ่ตรวนหนาหนัก
สวี่อิงเดินผ่านข้างแท่นบูชา เห็นเพียงภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในอารามโบราณสลักเสลาประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ บนภาพจิตรกรรมฝาผนังเป็นฉากที่บรรพชนกลุ่มหนึ่งกำลังสร้างอารามโบราณ และสะกดเทพมารนอกรีต
บนภาพจิตรกรรมฝาผนังคือผู้บำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งจำนวนหนึ่ง แต่ละคนลอยตัวอยู่กลางอากาศ ของวิเศษอย่างเช่น ดาบ หอก กระบี่ ง้าว หอคอย ศาลา ต่างแผ่อานุภาพไร้ขีดจำกัด สะกดเทพมารร่างยักษ์ตนนั้นไว้ ปิดผนึกมันลงในบ่อน้ำลึก
และที่ริมภาพจิตรกรรมฝาผนัง มีชายชราผู้หนึ่งกำลังเขียนอักษรนกและหนอนอยู่ น่าจะเป็นคนที่ถูกเรียกว่าเซียนผู้นั้น
"ภาพบนภาพจิตรกรรมฝาผนังนี้ น่าจะเป็นเหตุการณ์ตอนที่บรรพบุรุษของข้าสะกดเทพมารนอกรีต!"
เซวียอิ๋งอันรู้สึกฮึกเหิมในใจ กล่าวว่า "หากสืบย้อนกลับไปในยุคโบราณ บรรพบุรุษของใครบ้างจะไม่มีคนเก่งกาจอยู่สักสองสามคน? น่าเสียดาย ที่ต่อมาพวกเขากลับตกต่ำลง ถูกเทพมารนอกรีตล่อลวง"
สวี่อิงขยับเข้าไปดูใกล้ๆ เอ่ยเสียงเบา "เครื่องแต่งกายของพวกเขา เป็นเครื่องแต่งกายในยุคต้าซาง! อิ๋งอัน บรรพบุรุษของเจ้าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรในยุคต้าซาง!"
เซวียอิ๋งอันฮึกเหิมขึ้นมา ยืดอกขึ้นตรง
พวกเขาเดินไปยังภาพจิตรกรรมฝาผนังภาพต่อไป
สวี่อิงชะงักไปเล็กน้อย พิจารณาภาพจิตรกรรมฝาผนังภาพนี้อย่างละเอียด
เห็นเพียงในภาพจิตรกรรมฝาผนังวาดภาพเทพมารนอกรีตที่มีสภาพราวกับก้อนเนื้อแผ่นยักษ์ ปกคลุมท้องฟ้า บันดาลทัณฑ์สวรรค์ลงมาเป็นระยะ ส่วนด้านล่างคือภาพเหตุการณ์ที่บรรพชนเหล่านั้นกำลังต้านทานภัยพิบัติต่างๆ ทั้งน้ำท่วม แผ่นดินไหว ตั๊กแตนระบาด และภัยจากสัตว์ร้าย
เซวียอิ๋งอันกล่าว "เป็นเทพมารจริงๆ ด้วย! ในภาพคือเหตุการณ์หลังจากที่มันหลุดจากการจองจำ พอหลุดออกมาได้มันก็ทรมานบรรพบุรุษของข้า!"
สวี่อิงเดินมาถึงหน้าภาพจิตรกรรมฝาผนังภาพต่อไป ภาพจิตรกรรมฝาผนังนี้วาดภาพบรรพชนถูกโซ่ตรวนล่ามไว้ ผู้บำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งบางคนถึงกับถูกแทงทะลุดินแดนซีอี๋ แทงทะลุจิตวิญญาณ ถูกผนึกฤทธานุภาพและพลังเวททั่วร่าง กำลังสร้างอารามโบราณอย่างยากลำบาก
เซวียอิ๋งอันก็มองออกว่ามีความผิดปกติ เกาหัวแล้วเอ่ยว่า "ลำดับภาพจิตรกรรมฝาผนังผิดไปหรือเปล่า? ภาพนี้ควรจะอยู่ก่อนหน้านี้สิ?"
ภาพจิตรกรรมฝาผนังภาพต่อไป ในภาพคือเรือหอโบราณหลายลำกำลังแล่นอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว เข้าใกล้โลกที่ไม่มีใครรู้จักแห่งหนึ่ง
บนดาดฟ้าเรือหอ มีนักโทษที่ถูกผนึกตบะและจิตวิญญาณยืนอยู่มากมาย
พวกเขาสวมเสื้อผ้าขาดวิ่น ในบรรดานั้นมีหลายคนที่เป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่สะกดเทพมารนอกรีต
ท่ามกลางหมู่ดาวเบื้องหลังนักโทษ มีร่างอันสูงใหญ่ยืนตระหง่านอยู่ นั่นคือร่างจริงของเทพมารนอกรีต มีเพียงโครงร่างเลือนราง มองไม่ออกถึงรูปลักษณ์ที่แน่ชัด
ภาพจิตรกรรมฝาผนังนี้ ชัดเจนว่าเป็นเทพมารนอกรีตที่คุมตัวบรรพบุรุษของเซวียอิ๋งอัน มายังดินแดนต้องทัณฑ์สวรรค์!
เซวียอิ๋งอันเกาหัว กล่าวว่า "ลำดับภาพจิตรกรรมฝาผนังพวกนี้ต้องสลับกันแน่ๆ หรือไม่ภาพจิตรกรรมฝาผนังพวกนี้ก็อาจจะเป็นสิ่งที่เทพมารนอกรีตวาดขึ้น เพื่อใส่ร้ายว่าบรรพบุรุษของข้าเป็นนักโทษที่ถูกเนรเทศ ต้องเป็นแบบนี้แน่!"
สวี่อิงเดินมาถึงภาพจิตรกรรมฝาผนังภาพต่อไป ก็อดไม่ได้ที่จะชะงักงัน
เห็นเพียงภาพจิตรกรรมฝาผนังนี้เป็นฉากการต่อสู้ ผู้บำเพ็ญเพียรในยุคต้าซางเหล่านั้น กำลังทุ่มเทสุดกำลัง ต่อสู้ห้ำหั่นกับศัตรูที่มีแสงสว่างปกคลุมทั่วร่าง
ศัตรูเหล่านั้นมองหน้าตาไม่ชัดเจน ทั่วร่างถูกปกคลุมอยู่ในแสงสว่าง แต่กลับสามารถรับมือกับการโจมตีประสานของพวกเขาได้ด้วยมือเดียว พลังฝีมือแข็งแกร่งจนน่าเหลือเชื่อ
สวี่อิงตั้งสติ มองดูว่าในหมู่ผู้บำเพ็ญเพียรต้าซางมีวิหคเพลิงที่ทั่วร่างลุกท่วมด้วยเปลวไฟตัวหนึ่ง กางปีกออก ห้ำหั่นกับศัตรู
นั่นคือจินอู๋สามขาตัวหนึ่ง ต่อสู้สะท้านฟ้าสะเทือนดิน ห้าวหาญยิ่งนัก
และบนหลังจินอู๋ตัวนั้น มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่ รูปร่างหน้าตาคุ้นเคยเป็นอย่างมาก
สวี่อิงมองไปข้างกายเด็กหนุ่ม ตรงนั้นมีเด็กหญิงคนหนึ่ง คอยอยู่เคียงข้างเขา ร่วมเป็นร่วมตาย
สวี่อิงตกตะลึง
"จินอู๋คือจินปู้อี๋ งั้นเด็กหญิงคนนี้ก็คือ..."
ในตอนนั้นเอง นอกศาลเจ้าก็มีเสียงระฆังที่คุ้นเคยดังขึ้น เสียงของหลี่เซียวเค่อดังแว่วมา "ท่านเทพ ผู้น้อยหลี่เซียวเค่อมาขอเข้าพบ ผู้อาวุโส ข้าต้องการขอยืมดวงตาของท่าน เพื่อไปตามหาคนสองคน"
สวี่อิงใจหายวาบ รีบพาเซวียอิ๋งอันและหยวนชีพุ่งตัวไปหลบหลังตำหนักอย่างรวดเร็ว กลั้นหายใจรวบรวมสมาธิ ไม่กล้าส่งเสียงใดๆ
สัตว์ยักษ์บรรพกาลยังคงแบกอารามโบราณแห่งนี้วิ่งห้อตะบึง เสียงดังครืนๆ
ด้านนอกเสียงลมพัดหวีดหวิว
หลี่เซียวเค่อเทินระฆังทองแดงใบใหญ่ไว้บนหัว ก้าวเท้าเดินเข้ามาในอารามโบราณ สังเกตธูปเทียนบนแท่นบูชาครู่หนึ่ง เห็นเพียงธูปเทียนยังคงลุกไหม้อยู่ จึงหัวเราะกล่าวว่า "ท่านเทพ ธูปเทียนที่ผู้น้อยจุดกราบไหว้เมื่อคราวก่อนยังคงลุกไหม้อยู่ เห็นได้ว่าความกตัญญูของผู้น้อยก็ดั่งเช่นธูปเทียนนี้ ที่คงอยู่ไม่ขาดสาย"
เขาหันไปหัวเราะกับบ่อน้ำลึกบ่อนั้น "เมื่อสามพันปีก่อน ผู้น้อยฝึกฝนการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับสวรรค์ ญาณหยั่งรู้เชื่อมต่อกับสรรพจักรวาล จนได้พานพบกับญาณหยั่งรู้ของผู้อาวุโส เวลานั้นผู้น้อยถึงได้รู้ว่าอะไรคือวิถีสวรรค์ไม่เที่ยงแท้!"
เขาถอนหายใจกล่าวว่า "ผู้อาวุโสผดุงความยุติธรรมแทนสวรรค์ คุมตัวคนบาปเหล่านั้นมายังดินแดนต้องทัณฑ์สวรรค์ เพื่อให้พวกเขาและลูกหลานชั่วกัปชั่วกัลป์ชดใช้บาปกรรมที่ตัวเองเคยก่อ นึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะฉวยโอกาสจากความเมตตาของผู้อาวุโส กลับกลายเป็นฝ่ายสะกดผู้อาวุโสเอาไว้!"
เซวียอิ๋งอันอึ้งไป ในใจคิดว่า "นี่ไม่เหมือนกับตำนานของบรรพบุรุษเลย อืม บรรพบุรุษต้องแต่งเรื่องยกย่องตัวเองแน่ๆ ไม่สิ! บรรพบุรุษของข้าจะเป็นฝ่ายธรรมะบ้างไม่ได้หรือไง?"
หลี่เซียวเค่อกล่าวต่อ "ผู้อาวุโสรับปากว่าจะมอบความเป็นอมตะให้ผู้น้อย ผู้น้อยถึงได้ทุ่มเทสื่อสารอย่างเต็มที่ พับทบเขาจิ่วหลงและขุนเขาแม่น้ำบริเวณใกล้เคียง แล้วมายังดินแดนแห่งนี้ ผู้น้อยช่วยผู้อาวุโสคลายผนึกไปส่วนหนึ่ง ผู้อาวุโสถึงได้สามารถหลุดพ้นจากบ่อน้ำมาได้ส่วนหนึ่ง"
น้ำเสียงของเขาเจือความปีติยินดี กล่าวว่า "หลายปีมานี้ ผู้อาวุโสแทบจะสังหารลูกหลานของคนบาปเหล่านั้นจนหมดสิ้น ทั้งยังกลืนกินของวิเศษที่พวกเขาทิ้งไว้เพื่อสะกดผู้อาวุโสจนหมด เป็นผู้น้อยที่ช่วยผู้อาวุโสกำจัดศัตรูเหล่านี้!"
ร่างของเซวียอิ๋งอันสั่นเทิ้ม ในดวงตาเอ่อคลอด้วยน้ำตา
เขาเป็นชนพื้นเมืองของดินแดนต้องทัณฑ์สวรรค์ ครอบครัวแตกสลาย ถึงได้รับความช่วยเหลือจากหลี่เซียวเค่อ กลายมาเป็นศิษย์ของหลี่เซียวเค่อ และปฏิบัติต่อหลี่เซียวเค่อราวกับบิดาบังเกิดเกล้ามาโดยตลอด!
เขากำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าไปในเนื้อ
เสียงของหลี่เซียวเค่อดังแว่วมา กล่าวต่อไปว่า "ผู้อาวุโสได้ชำระแค้นครั้งใหญ่ เหลือเพียงผนึกบนศาลเจ้าแห่งนี้ที่ยังไม่ได้คลาย ทำให้ผู้อาวุโสไม่สามารถหลุดพ้นได้อย่างสมบูรณ์ แต่โชคดีที่ตอนนี้ ผู้น้อยมีความมั่นใจว่าจะคลายผนึกได้แล้ว"
เขาเร่งเร้าระฆังทองแดง เสียงระฆังดังกังวานแว่ว หัวเราะกล่าวว่า "ผู้อาวุโส บนระฆังทองแดงใบนี้มีอักขระวิถีเซียนที่สอดคล้องกันอยู่!"
เวลานั้นเอง บ่อน้ำลึกก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ดึงโซ่ตรวนจนเกิดเสียงดังเคร้งคร้าง!
หลี่เซียวเค่อหัวเราะร่วน "ผู้อาวุโสมีความหวังที่จะหลุดพ้นแล้ว แต่สิ่งที่ผู้น้อยต้องการ กลับยังไม่สมปรารถนาเสียที ผู้อาวุโส ความเป็นอมตะที่ผู้น้อยต้องการล่ะ? ท่านควรจะทำตามสัญญาได้แล้วกระมัง?"
ในบ่อน้ำลึกนั้นมีญาณหยั่งรู้อันลึกล้ำสายหนึ่งส่งผ่านมา สั่นสะเทือนอยู่ในห้วงมิติ ราวกับมียักษ์ใหญ่ที่กว้างใหญ่ไพศาลหาใดเปรียบกำลังเอื้อนเอ่ย สั่นสะเทือนจนแก้วหูของสวี่อิง หยวนชี และเซวียอิ๋งอันดังอื้ออึง!
พวกเขาฟังไม่ออกเลยว่าญาณหยั่งรู้นั้นกำลังพูดอะไร!
สวี่อิงใจสั่นสะท้าน "แย่แล้ว! เทพมารนอกรีตในบ่อน้ำ ไม่ได้ถูกสะกดไว้อย่างสมบูรณ์! มันยังสามารถใช้ญาณหยั่งรู้ได้!"
บนหน้าผากเขามีเหงื่อเย็นผุดพราย ปลายนิ้วปล่อยปราณกระบี่สายเล็กๆ ออกมา ปาดเบาๆ ที่คิ้วของตัวเอง โกนคิ้วออกไปข้างหนึ่ง
เซวียอิ๋งอันและหยวนชีมองเขาอย่างเหม่อลอย เห็นเพียงสวี่อิงโกนผมครึ่งหัวของตัวเองจนล้านเลี่ยน ปลดเสื้อผ้าออก แล้วสวมกลับด้าน
สวี่อิงเตะรองเท้าที่เท้าซ้ายทิ้ง กระตุ้นพลังชีวิตหนีหวานเล็กน้อย ทำให้ดวงตาข้างหนึ่งใหญ่ข้างหนึ่งเล็ก
เขาเพิ่งทำสิ่งเหล่านี้เสร็จ พลันได้ยินเสียงหลี่เซียวเค่อดังมา "ขอบคุณผู้อาวุโสที่ชี้แนะ"
วินาทีต่อมา หลี่เซียวเค่อก็ปรากฏตัวตรงหน้าพวกเขา กลิ่นอายอันแข็งแกร่งสะกดสองคนหนึ่งงูเอาไว้โดยตรง เซวียอิ๋งอันและหยวนชีเพิ่งจะเร่งเร้าแก่นทองคำของตัวเอง ยังไม่ทันลอยตัวขึ้น ก็ถูกตรึงอยู่กับที่!
หลี่เซียวเค่อหัวเราะฮ่าๆ "ค้นหาจนรองเท้าเหล็กสึกก็ไม่พบ พอบทจะได้มากลับไม่เสียแรงเปล่า นึกไม่ถึงเลยว่าพวกเจ้าจะมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่... เจ้า เจ้า!"
เขาเบิกตากว้าง จ้องเขม็งไปที่สวี่อิง ปากอ้าพะงาบๆ พูดอะไรไม่ออก!
ในชั่วพริบตาที่กลิ่นอายของเขาผันผวนนั้นเอง สวี่อิงก็ตวาดก้อง สลัดหลุดจากการสะกดด้วยกลิ่นอายของเขา ยกมือขึ้นกำหมัดแน่น หยวนชีอ้าปากกว้างอย่างไม่อาจควบคุมตัวเองได้!
จากปากของหยวนชีมีกลิ่นอายวิถีสวรรค์อันเข้มข้นพวยพุ่งออกมา แขนขาดข้างหนึ่งพุ่งทะยานออกไป ทั่วร่างมีอักขระวิถีสวรรค์ไหลเวียน พุ่งตรงเข้าเสียบทะลุท้ายทอยของหลี่เซียวเค่อ นั่นก็คือแขนของเทพมังกรหลงเยวียน ที่สวี่อิงเก็บไว้ในปากของหยวนชีมาตลอด!
กลิ่นอายวิถีสวรรค์ที่แผ่ออกมาจากมือของทวยเทพ รบกวนญาณหยั่งรู้ของหลี่เซียวเค่อ ยิ่งไปกว่านั้นยังแฝงไว้ด้วยอานุภาพอันทรงพลังหาใดเปรียบ ทำลายล้างทุกสรรพสิ่ง!
ในเวลาเดียวกัน สวี่อิงรวบนิ้วเป็นกระบี่ ทะยานร่างขึ้นไป แทงกระบี่ออกไป ปราณกระบี่ทัณฑ์สวรรค์พลันพวยพุ่งออกจากปลายนิ้ว เสียงดังฉึก แทงทะลุหว่างคิ้วของหลี่เซียวเค่อ พร้อมๆ กับที่มือของทวยเทพโจมตีโดนท้ายทอยของหลี่เซียวเค่อพอดี!
"ท่านระฆัง!" สวี่อิงตวาดลั่น
ระฆังใหญ่บนหัวหลี่เซียวเค่อพลันเปล่งประกายแสงของวิเศษ ทุ่มเทอานุภาพทั้งหมด ซัดกระหน่ำลงมา!
"กว๊าง!"
คลื่นเสียงระลอกแล้วระลอกเล่าพุ่งกระแทกเข้าสู่สมอง เพียงครั้งเดียวก็ซัดร่างของหลี่เซียวเค่อจนตอกลึกลงไปในพื้นดินในแนวตั้ง!
สวี่อิงยื่นมือออกไปจับหูระฆังใหญ่ ทุ่มเทกำลังสุดความสามารถ กระตุ้นอานุภาพของระฆังใหญ่ สลายปราณกระบี่ทัณฑ์สวรรค์จนหมดสิ้น ซัดกระหน่ำเข้าใส่หว่างคิ้วของหลี่เซียวเค่อ!
ระฆังใหญ่ร้องลั่น "ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคนเราจะเลวทรามได้ถึงขนาดนี้! อาอิ้ง ตีมันให้ตายไปเลย "







