(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 286
บทที่ 286 รู้จักคำว่ากลั้นหายใจไหม?
รออยู่ครู่หนึ่งก็ไม่เห็นผู้บังคับบัญชาพูดอะไร ลูกน้องจึงพูดเสริมต่อว่า "เขาไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในรายชื่อผู้หลบหนีคดี ไม่มีแม้แต่ประวัติอาชญากรรม แม้แต่การตักเตือนหรือการคาดโทษ พวกเราก็หาไม่พบเลยครับ"
"นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?"
จากน้ำเสียงตอนที่ 'จัสต์โซ่วจ๋วย' พูด ไม่ยากเลยที่จะตัดสินว่าเขารู้สึกเสียใจกับการกระทำในอดีตของตัวเองมากแค่ไหน
ชายเสื้อเชิ้ตขาวที่เคยจับกุมโจรผู้ร้ายมาแล้วนับไม่ถ้วน และค่อยๆ เลื่อนขั้นขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งระดับสูง มีประสบการณ์ในการสอบสวนอย่างโชกโชน
อีกฝ่ายจะเป็นคนหรือผี พูดจริงหรือโกหก เขาสามารถตัดสินได้ง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ
ถ้าหากจัสต์โซ่วจ๋วยไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในรายชื่อผู้หลบหนีคดี แล้วการจับกุมในเมืองเล็กๆ นั่นจะอธิบายว่ายังไง?
ตำรวจท้องที่ค้นหาในเมืองนั้นอยู่ตั้งหนึ่งเดือนเต็ม จะอธิบายเรื่องนี้ยังไง?
เนื่องจากจัสต์โซ่วจ๋วยไม่ได้บอกชื่อเมืองเล็กๆ แห่งนั้น แม้แต่คำอธิบายรายละเอียดก็ไม่มี
ชายเสื้อเชิ้ตขาวถึงอยากจะติดต่อกับท้องที่นั้นก็ติดต่อไม่ได้
เครื่องหมายคำถามนับไม่ถ้วนผุดขึ้นมาในหัวของชายเสื้อเชิ้ตขาว
……
"หัวหน้าครับ นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ครับ?"
"เป็นไปได้ไหมว่าหน่วยงานบางแห่งในท้องที่จะทุจริตต่อหน้าที่?"
หน่วยคดีอาชญากรรมร้ายแรงหางโจว ห้องทำงานของหัวหน้าทีม
หลี่ชางจวินสูบบุหรี่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เมื่อเทียบกับลูกทีมที่กำลังงุนงงไม่เข้าใจแล้ว เขากลับดูสบายอารมณ์กว่ามาก
หลี่ชางจวินพ่นควันบุหรี่ออกมาอย่างมีความสุข แล้วพูดว่า "เรื่องราวมันเป็นยังไง ดูต่อไปเดี๋ยวก็รู้เอง"
ลูกทีมยิ้มเจื่อน "หัวหน้าครับ จากประสบการณ์ของคุณ เป็นไปได้ไหมว่าเพื่อนร่วมอาชีพในพื้นที่นั้นทำงานผิดพลาด เลยไม่ได้ใส่ชื่อเขาไว้ในรายชื่อผู้หลบหนีคดี?"
"หรือว่าครอบครัวของเขาจะใช้เส้นสาย เลยทำให้เขายังไม่ถูกขึ้นบัญชีเป็นผู้หลบหนีคดี"
หลี่ชางจวินกลอกตาใส่ลูกทีมอย่างหงุดหงิด
เขาบ่นลูกน้องว่าอายุยังน้อยแท้ๆ แต่กลับพูดมากจู้จี้เหมือนคนแก่
"ถ้ามีการทุจริตต่อหน้าที่หรือมีสถานการณ์อื่นจริงๆ หมอเฉินคงโทรหาฉันตั้งนานแล้ว"
"โทรศัพท์ของฉันไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลย แสดงว่าผู้ชายคนนี้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรใหญ่โต"
"ถ้าจะสืบหาไม่เจอก็ไม่แปลกหรอก"
ลูกทีมถึงกับพูดไม่ออก
หัวหน้าหลี่ผู้เกลียดความชั่วร้ายเข้ากระดูกดำ หมู่นี้กลับกลายเป็นคนเกียจคร้านขึ้นเรื่อยๆ
ในห้องไลฟ์สดมีฆาตกรที่หลบหนีคดีมาหลายปีโผล่มา หัวหน้าหลี่กลับไม่รีบร้อนและไม่ร้อนใจเลยสักนิด
ถ้าเป็นเมื่อก่อน คงเริ่มสืบสวนไปตั้งนานแล้ว
ถึงแม้คนร้ายจะไม่ได้อยู่ในเขตรับผิดชอบของพวกเขา แต่ยังไงก็เป็นคนฆ่าคน แถมยังหนีมาตั้งสิบสองปี
การให้ความช่วยเหลือในการสืบสวนจนนำไปสู่การจับกุมตัวมาดำเนินคดีได้ ก็ถือเป็นความดีความชอบใหญ่หลวงเช่นกัน
"เอ๊ะ พวกนายสังเกตกันไหมว่าตอนนี้ผ่านไปสี่สิบนาทีแล้ว"
"ยังต้องให้บอกอีกเหรอ ในห้องไลฟ์ก็มีเวลาบอกอยู่"
"พี่ชายเมนต์บนคงอยากจะสื่อว่า ผ่านมาตั้งนานขนาดนี้ ทำไมถึงไม่มีใครไปจับเขาใช่ไหมล่ะ?"
"ตอนนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าจะตาย แค่คนร้ายโผล่หน้ามาเล่าขั้นตอนการก่ออาชญากรรมของตัวเอง ตำรวจก็ไปถึงที่เกิดเหตุได้ในไม่กี่นาทีแล้ว"
"การจับกุมฆาตกรหลบหนีคดีเป็นผลงานชิ้นโบแดงเลยนะ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงไม่ปล่อยปละละเลยขนาดนี้หรอกมั้ง?"
"ฉันมีคำถาม ใครก็ได้ช่วยอธิบายที เขาทำบัตรประชาชนกับโทรศัพท์มือถือหายไปแล้ว ตอนนี้เขาใช้อะไรอยู่?"
คำพูดประโยคเดียวปลุกคนให้ตื่นจากภวังค์
ชาวเน็ตมัวแต่สนใจขั้นตอนการก่อเหตุและกระบวนการหลบหนีของจัสต์โซ่วจ๋วย
แทบไม่มีใครสนใจเลยว่าโทรศัพท์มือถือของเขามาจากไหน
การจะวิดีโอคอลกับเฉินหยูได้ นอกจากจะต้องมีโทรศัพท์มือถือแล้ว ยังต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ด้วย
อยู่ในป่าเขาห่างไกลความเจริญขนาดนั้น เรื่อง WiFi ตัดทิ้งไปได้เลย
ต้องใช้อินเทอร์เน็ตมือถือแน่นอน
แล้วพี่ชายคนนี้ไปเอาซิมการ์ดมาจากไหน?
บอกว่าเข้ามาแย่งอั่งเปา แต่การจะแย่งอั่งเปาได้ บัญชีก็ต้องยืนยันตัวตนด้วยชื่อจริงเสียก่อน
ซึ่งนั่นก็ต้องใช้บัตรประชาชนเหมือนกัน
เรื่องราวประหลาดต่างๆ นานาผุดขึ้นมาตรงหน้าชาวเน็ต
ชาวเน็ตพากันส่งคอมเมนต์เข้ามาอย่างล้นหลาม
เฉินหยูยิ้มบางๆ แล้วพูดว่า "โทรศัพท์มือถือและซิมการ์ดของคนไข้ท่านนี้ มีคนอื่นให้เขามาครับ"
เมื่อรู้ว่าชาวเน็ตเต็มไปด้วยความสงสัย เฉินหยูก็ไม่อ้อมค้อมอีก
เขาเล่าที่มาของโทรศัพท์มือถือและซิมการ์ด
"ประมาณไม่กี่เดือนก่อน คนไข้ท่านนี้ไปเก็บขยะหาอาหารในหมู่บ้านละแวกนั้นเหมือนเช่นเคย บัง..."
"...เอิญไปเจอคนกำลังแย่งเด็กกันกลางถนนพอดี"
"ด้วยความคิดที่อยากจะชดเชยความผิด เขาจึงเข้าไปขวางพวกแก๊งลักพาตัวเด็กเอาไว้อย่างไม่ลังเล"
"ในที่สุดก็สามารถแย่งเด็กกลับมาจากมือของแก๊งลักพาตัวได้"
"พ่อแม่และพี่ชายของเด็ก พอเห็นรูปลักษณ์ของเขา ก็คิดว่าเขาต่างหากที่เป็นคนร้ายลักพาตัว เลยพากันรุมซ้อมเขาไปชุดใหญ่โดยไม่ถามไถ่อะไรสักคำ"
"จนกระทั่งเด็กเอ่ยปากอธิบาย พ่อแม่ถึงได้รู้ว่าตีผิดคน จึงรีบนำเงินก้อนหนึ่งออกมามอบให้เขาเพื่อเป็นการขอบคุณ"
"คนไข้ท่านนี้ปฏิเสธเงินตอบแทน แต่ขอให้อีกฝ่ายช่วยซื้อโทรศัพท์มือถือให้เครื่องหนึ่ง และจะดีมากถ้ามีซิมการ์ดแถมมาด้วย"
"หลบหนีมาหลายปี ในแต่ละวันนอกจากความรู้สึกผิดแล้ว ก็ยังมีความคิดถึงที่มีต่อครอบครัว"
"ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ความคิดถึงก็ยิ่งลึกซึ้งมากขึ้นเท่านั้น"
ชาวเน็ตพากันพยักหน้า
หนีคดีมาสิบสองปี การคิดถึงครอบครัวก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
จัสต์โซ่วจ๋วยเคยคิดจะขโมยโทรศัพท์มือถือสักเครื่อง แต่ก็กลัวว่าเจ้าของจะแจ้งความ แล้วจะทำให้ตัวตนของเขาถูกเปิดเผย
ในเมื่อตอนนี้มีคนต้องการจะตอบแทนเขา เขาก็เลยฉวยโอกาสนี้เอ่ยคำขอดังกล่าวออกไปอย่างสมเหตุสมผล
เมื่อรู้ว่าเขาเป็นคนเร่ร่อน และอยากได้โทรศัพท์มือถือไว้ฆ่าเวลา พี่ชายของเด็กจึงเอาโทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าที่ใส่ซิมการ์ดไว้แล้ว มอบให้กับจัสต์โซ่วจ๋วย
แถมยังใจดีซื้อที่ชาร์จแบตเตอรี่ให้อีกด้วย
เมื่อได้โทรศัพท์มา จัสต์โซ่วจ๋วยก็อาศัยความทรงจำ โทรกลับไปที่บ้าน
กะว่าจะไม่พูดอะไร แค่ได้ยินเสียงของพ่อแม่ก็พอแล้ว
คาดไม่ถึงว่าโทรศัพท์ที่บ้านจะถูกระงับสัญญาณ ส่วนเบอร์มือถือของพ่อแม่ก็โทรไม่ติด
"เขาคิดว่าพ่อแม่คงเปลี่ยนเบอร์ไปแล้ว เดิมทีก็ตั้งใจจะทิ้งโทรศัพท์เครื่องนี้ไป แต่ก็รู้สึกเสียดายอยู่นิดหน่อย"
"ก็เลยเก็บเอาไว้ใช้ฆ่าเวลาตอนกลางคืน"
"เขาเรียนรู้วิธีดูไลฟ์สดได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีใครสอน"
"ชื่อแอคเคานต์ของเขา ความจริงแล้วเป็นชื่อแอคเคานต์ของพี่ชายเด็กคนนั้น ซึ่งอีกฝ่ายได้ยืนยันตัวตนด้วยชื่อจริงเอาไว้แล้ว"
"ระหว่างที่ดูไลฟ์สด เขาก็ค้นพบเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ในการหาเลี้ยงปากท้อง นั่นก็คือการแย่งอั่งเปา"
ชาวเน็ตได้ฟังแล้วก็ทั้งฉุนทั้งขำ
เพื่อเป็นการดึงดูดแฟนคลับ สตรีมเมอร์หลายคนจะแจกอั่งเปาในห้องไลฟ์เป็นประจำ
จำนวนเงินอาจจะไม่เยอะ แต่ขอแค่จับจุดได้ วันๆ หนึ่งก็สามารถแย่งมาได้สิบกว่าหยวน
การที่สามารถคิดเรื่องนี้ได้ แสดงว่าจัสต์โซ่วจ๋วยเป็นคนฉลาดมาก
ถ้าไม่ได้ก่ออาชญากรรม บางทีเขาอาจจะแต่งงานสร้างครอบครัวไปตั้งนานแล้ว
"หมอเฉินครับ ผมจะรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่ผมได้ก่อไว้ในอดีต คุณโทรแจ้งตำรวจเถอะครับ"
เมื่อได้เล่าเรื่องที่เก็บซ่อนไว้ในใจมาสิบกว่าปีจบ จัสต์โซ่วจ๋วยก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมากในพริบตา
เฉินหยูยิ้มแล้วถามว่า "คนไข้ท่านนี้ คุณยืนกรานว่าตัวเองเป็นฆาตกรที่ทำผิดบาปอย่างมหันต์ เคยคิดบ้างไหมครับว่า ทั้งหมดนี้มันเป็นเพียงแค่สิ่งที่คุณจินตนาการไปเอง?"
"จินตนาการไปเองคืออะไรครับ?"
จัสต์โซ่วจ๋วยมองดูหน้าจอด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
"ข้อนี้ฉันตอบได้ จินตนาการไปเองก็คือการคิดเอาเองเป็นตุเป็นตะ"
"ที่หมอเฉินถามแบบนี้ หรือจะบอกว่าเขาไม่ได้ฆ่าคน?"
"ไม่มั้ง... เขาพูดเต็มปากเต็มคำเลยนะว่าผู้ชายคนนั้นไม่มีลมหายใจ อีกฝ่ายหมดลมหายใจไปแล้ว"
เฉินหยูเหลือบมองคอมเมนต์แวบหนึ่ง แล้วถามขึ้นว่า "รู้ไหมครับว่าเสียงตะโกนว่าฆ่าคนตายนั่น ใครเป็นคนร้องออกมา?"
"ใครเหรอครับ?"
จัสต์โซ่วจ๋วยรีบถามทันที
"ลูกพี่นักเลงที่ถูกคุณซ้อมจนล้มลงไปกองกับพื้นไงครับ"
"เขาลงไปนอนกองกับพื้นแล้วไม่มีลมหายใจ ไม่ได้แปลว่าตายจริงๆ หรอกนะครับ"
"รู้จักคำว่ากลั้นหายใจไหมครับ?"
จัสต์โซ่วจ๋วยถึงกับอึ้งไปเลย
(จบตอน)







