(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 285
บทที่ 285 หายนะแห่งความเป็นความตายบนเส้นทางหลบหนี
จัสต์โซ่วจ๋วยเสยผมยาวของตัวเองขึ้น ชี้ไปที่ใบหน้าซูบผอมพลางพูดว่า "เพื่อนชาวเน็ต เบิกตาดูให้ดีๆ นะ ปีนี้ผมเพิ่งจะสามสิบ แต่ตอนนี้ถ้าบอกว่าอายุห้าสิบก็คงมีคนเชื่อใช่ไหมล่ะ"
"ผมใช้ชีวิตไม่ต่างอะไรกับผี หวาดผวาตลอดเวลา หนึ่งปีสามร้อยหกสิบห้าวัน ผมไม่เคยได้นอนหลับสนิทเลยสักวัน"
"แถมพอถูกรังแก ก็ไม่กล้าขอความช่วยเหลือเลยด้วยซ้ำ"
"ถึงจะถูกคนทำร้ายจนเกือบตาย ผมก็ทำได้แค่อดทน"
"อย่าว่าแต่แจ้งตำรวจเพื่อทวงความยุติธรรมเลย ผมไม่กล้าปริปากบอกใครเป็นคนที่สองด้วยซ้ำ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินหยูก็พยักหน้า
"ตลอดชีวิตการหลบหนีสิบสองปีของคุณ คุณเคยเจอเรื่องคอขาดบาดตายมาแล้วหลายครั้ง"
"ที่จริงเรื่องพวกนี้จะไม่เกิดขึ้นกับคุณเลย"
"แต่เป็นเพราะคุณไม่กล้าเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง ถึงได้เอาตัวเองไปเสี่ยงอันตรายครั้งแล้วครั้งเล่า"
จัสต์โซ่วจ๋วยพยักหน้ารัวๆ แล้วพูดอย่างเศร้าสร้อย "หมอเฉิน คุณพูดถูกเผงเลย นี่มันเป็นเวรกรรมของผมชัดๆ!"
"พี่ชาย ไปเจอที่แบบไหนมาวะ ถึงทำให้มีความคิดแบบนี้ได้"
"นั่นสิ ทำไมคุณถึงโดนจับมัดแน่นหนาขนาดนั้นล่ะ"
"คุณนักโทษหนีคดี รีบเล่ามาเถอะ มัวแต่อมพะนำอยู่ได้"
"หมอเฉินชอบพูดเป็นปริศนาก็ว่าไปอย่าง ทำไมคุณถึงติดนิสัยแบบนี้มาด้วยล่ะ"
"คงไม่ได้ไปเจอพวกแก๊งค้ามนุษย์หรอกนะ"
"แก๊งค้ามนุษย์จะลักพาตัวเขาเนี่ยนะ สมองเพี้ยนไปแล้วหรือไง"
"หรือว่าไปเจอโจรเรียกค่าไถ่ กะจะจับเขาเป็นตัวประกันเพื่อรีดไถเงินจากที่บ้าน"
"เพื่อนชาวเน็ตสองคอมเมนต์บน ฉันขอยกให้พวกนายเป็นขงเบ้งกับบังทองเลย โจรบ้านนายสิจะมาจับคนท่าทางเหมือนคนจรจัดแบบนี้"
เพื่อนชาวเน็ตเถียงกันวุ่นวายและเริ่มจินตนาการไปต่างๆ นานาอีกครั้ง
เฉินหยูเคาะโต๊ะเบาๆ แล้วพูดว่า "คนไข้ท่านนี้ไม่ได้ไม่อยากพูดหรอกครับ แต่เขาไม่อยากนึกถึงเหตุการณ์ตอนนั้นต่างหาก"
"สำหรับเขาแล้ว สามปีที่ถูกจับตัวไป มันเหมือนกับการตกลงไปในขุมนรก"
"ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ความทุกข์ทรมานของเขาก็คงจะดำเนินต่อไป"
จัสต์โซ่วจ๋วยพูดขึ้น "หมอเฉิน คุณ... คุณรู้หมดแล้วเหรอ"
"จากคำบอกเล่ารวมถึงกิริยาท่าทางของคุณ ก็พอจะวิเคราะห์ได้บ้างครับ"
"คุณไม่อยากนึกถึง งั้นผมเล่าแทนให้เอาไหม"
เฉินหยูเอ่ยถาม
"ยังไงมันก็เป็นอดีตไปแล้ว ไม่มีอะไรต้องปิดบังแล้วล่ะครับ"
อย่างที่เฉินหยูบอก จัสต์โซ่วจ๋วยไม่ได้ไม่อยากเล่าให้เพื่อนชาวเน็ตฟัง แต่เขาไม่อยากนึกถึงความทรงจำอันเจ็บปวดนั้นอีกจริงๆ
ทุกครั้งที่นึกถึง เขาจะรู้สึกกลัวจนแทบเสียสติ
"ตอนนั้นคุณสลบอยู่ข้างทางรถไฟ บังเอิญมีผู้ชายหลายคนเดินผ่านมา"
"พอเห็นว่าคุณยังมีลมหายใจอยู่ พวกเขาก็เลยแบกคุณกลับไปที่พัก"
"ผมพูดถูกไหม"
พอได้ยินเฉินหยูพูดถึงเรื่องในตอนนั้น ร่างกายของจัสต์โซ่วจ๋วยก็เริ่มสั่นเทา
เมื่อเห็นดังนั้น เฉินหยูก็พูดต่อ "สถานะของคนพวกนั้นคือนักเลงคุมเหมืองถ่านหินเถื่อน"
"ห่างจากทางรถไฟไปไม่ไกลมีโรงงานขยะอยู่แห่งหนึ่ง ปกติมักจะมีคนจรจัดและผู้พิการทางสติปัญญาไปคุ้ยหาของกินของใช้เป็นประจำ"
"เหมืองถ่านหินเถื่อนไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้อง แถมงานที่คนงานทำก็เป็นงานที่อันตรายที่สุด จึงไม่สามารถรับสมัครคนงานตามช่องทางปกติได้"
"เถ้าแก่ก็เลยเล็งเป้าหมายไปที่คนเหล่านี้"
"จุดที่คุณสลบอยู่ไม่ไกลจากโรงงานขยะ ประกอบกับสภาพของคุณในตอนนั้น พวกเขาเลยเข้าใจผิดคิดว่าคุณเป็นคนจรจัดหรือผู้พิการทางสติปัญญา"
"หลังจากรู้ความจริง คุณเคยคิดจะอธิบายสถานการณ์เพื่อออกไปจากที่นั่น"
"แต่ก็รู้สึกว่าอยู่ที่นั่นก็ไม่ได้แย่ อย่างน้อยก็มีข้าวกินมีที่ซุกหัวนอน"
"ถ้าหนีออกไปข้างนอกก็มีโอกาสสูงที่จะถูกตำรวจจับ"
"ตอนนั้นคุณไม่รู้เลยว่าเหมืองถ่านหินเถื่อนน่ากลัวแค่ไหน ก็เลยแกล้งทำตัวเป็นคนบ้าซะเลย"
"แต่ไม่นานคุณก็เสียใจ เพราะเหมืองถ่านหินเถื่อนไม่เห็นพวกคุณเป็นคนเลยด้วยซ้ำ"
"อาหารแต่ละมื้อที่กินแย่ยิ่งกว่าอาหารหมู เวลาพักผ่อนก็น้อยนิด ต้องทำงานขุดถ่านหินที่เสี่ยงตายทุกวัน"
"มีคนถูกฝังอยู่ใต้เหมืองเป็นระยะๆ"
จัสต์โซ่วจ๋วยหลับตาลง ร่างกายสั่นเทาอย่างรุนแรง
เรื่องราวเมื่อหลายปีก่อนกลายเป็นฝันร้ายที่คอยหลอกหลอนเขาอยู่ตลอดเวลา
"ระหว่างนั้นคุณพยายามจะหนีอยู่หลายครั้ง แต่ก็ถูกพวกนักเลงคุมเหมืองถ่านหินเถื่อนจับตัวกลับมาได้ทุกครั้ง"
"คนพวกนี้ดูออกว่าคุณไม่ได้บ้า และเดาได้ว่าคุณต้องมีคดีติดตัวแน่ๆ"
"ไม่อย่างนั้นคงไม่แกล้งบ้าอยู่ที่นี่"
"พวกเขาซ้อมคุณก่อน แล้วสุดท้ายก็ขู่ว่าจะแจ้งตำรวจ คุณจึงต้องเลิกขัดขืนและยอมเป็นทาสแรงงานให้พวกเขา"
"จนกระทั่งสามปีต่อมา เหมืองถ่านหินเถื่อนเกิดการถล่มอย่างรุนแรง ทับคนงานไปยี่สิบกว่าคนในคราวเดียว"
"ครั้งนี้ไม่ว่าเถ้าแก่เหมืองถ่านหินเถื่อนจะหาทางยังไง ก็ไม่สามารถปกปิดเรื่องนี้ได้"
"เขาพานักเลงหนีเอาตัวรอด โดยไม่สนใจความเป็นความตายของพวกคุณเลย"
"เนื่องจากคุณเป็นคนสุดท้ายที่ลงไป จึงถูกฝังไม่ลึกมากนัก สุดท้ายคุณก็ตะเกียกตะกายขึ้นมาได้เอง"
"พอคุณออกมาได้ ที่เกิดเหตุก็มีเจ้าหน้าที่กู้ภัยและตำรวจมาถึงแล้ว"
"พอเห็นตำรวจ คุณก็เหมือนเห็นผี ไม่สนว่าตัวเองจะบาดเจ็บสาหัสแค่ไหน แล้วฉวยโอกาสหนีไป"
จัสต์โซ่วจ๋วยพยักหน้า
ตอนนั้นเขาก็เคยลังเลใจ คิดว่าหรือจะไปมอบตัวดี
แต่พอนึกขึ้นได้ว่าฆ่าคนแล้วไม่ยอมมอบตัว แถมยังเลือกที่จะหลบหนี โทษจะต้องหนักขึ้นแน่นอน
ถ้าตอนนั้นไปมอบตัวแล้วโดนตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ตอนนี้ไปมอบตัวก็คงโดนประหารชีวิตสถานเดียว
หลังจากผ่านความเป็นความตายในเหมืองถ่านหินเถื่อนมาสามปี จัสต์โซ่วจ๋วยก็เรียนรู้วิธีแกล้งบ้า
อาศัยการแกล้งเป็นคนบ้า จัสต์โซ่วจ๋วยก็หนีมาจนถึงมณฑลเจียง
มณฑลเจียงมีภูเขามากมาย และมีพื้นที่ชนบทกว้างขวาง
จัสต์โซ่วจ๋วยจึงหยุดการหลบหนีไว้ที่นี่
กลางวันเก็บของเก่าขาย กลางคืนก็หลบอยู่ในถ้ำหลังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
ซึ่งก็คือสถานที่ซ่อนตัวในปัจจุบัน
"ถึงจะสมควรโดน แต่ฉันก็อดสงสารเขาไม่ได้อยู่ดี..."
"สงสารอาชญากรเนี่ยนะ บ้าไปแล้ว ตรรกะอะไรวะเนี่ย!"
"พี่ชายคนนี้พูดถูกนะ ตั้งแต่เขาก้าวเข้าสู่เส้นทางหลบหนี คนก็ไม่ใช่คนอีกต่อไปแล้ว ดีกว่าหนูท่อแค่ไม่เท่าไหร่เอง"
"เวลาสิบสองปี ปล่อยให้ฆาตกรลอยนวลอยู่ได้ยังไง"
"จะว่าไปคุณตำรวจก็ทำงานห่วยแตกเกินไปแล้วนะ ปล่อยให้เขาหนีรอดมาได้ตั้งสิบสองปี"
เมื่อเห็นคอมเมนต์นี้ เพื่อนชาวเน็ตหลายร้อยคนที่กำลังดูไลฟ์สดอยู่ต่างก็มีสีหน้าซับซ้อน
ณ อาคารสำนักงานอันน่าเกรงขามแห่งหนึ่งในเมืองหลวงของมณฑลเจียง
ผู้ชายสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวคนหนึ่งกำลังจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ตรงหน้าเขม็ง
ไม่กี่วินาทีต่อมา โทรศัพท์ของผู้ชายเสื้อเชิ้ตขาวก็ดังขึ้น
"รายงานครับ จากการสแกนใบหน้า เราสามารถระบุตัวตนของผู้ต้องสงสัยได้แล้วครับ แต่... แต่เขาไม่ใช่ผู้หลบหนีคดีครับ"
"หืม?"
ชายเสื้อเชิ้ตขาวขมวดคิ้ว แล้วพูดด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจว่า "พูดอีกทีสิ"
"รายงานครับ เราตรวจสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาไม่ใช่ผู้หลบหนีคดีจริงๆ ครับ"
"ผ่านระบบบิ๊กดาต้าของตำรวจ เราได้ติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ของเขาแล้วครับ"
"เขาไม่ใช่ผู้หลบหนีคดีจริงๆ ครับ"
ชายเสื้อเชิ้ตขาวรู้สึกว่าเซลล์สมองเริ่มทำงานไม่ทัน
เป็นตำรวจมาหลายสิบปี นี่เป็นครั้งแรกที่เจอเรื่องแบบนี้
อาชญากรวิ่งเข้ามามอบตัวในห้องไลฟ์สดของสตรีมเมอร์
สารภาพขั้นตอนการก่อเหตุตามความเป็นจริง
แต่จากการตรวจสอบ บุคคลนี้ไม่ใช่ผู้หลบหนีคดี







