หูเหลียนเฉิงไม่ได้ทำให้สวี่ซื่อเยี่ยนลำบากมากนัก แค่ไปที่กองอาสาก็จัดการเรื่องย้ายทะเบียนบ้านให้เขาเรียบร้อย ประทับตรากองอาสาเรียบร้อย
สวี่ซื่อเยี่ยนเก็บเอกสารพวกนั้นไว้อย่างระมัดระวัง ขอบคุณหูเหลียนเฉิง แล้วก็ออกจากกองอาสา กลับบ้านไปหาภรรยา
ไม่ต้องรอถึงตอนเย็น ทั้งหมู่บ้านก็รู้กันหมดแล้ว
ว่าที่สวี่ซื่อเยี่ยนถูกปลดเพราะไปยุ่งเรื่องไม่เข้าท่า แล้วจะย้ายไปอยู่ที่ซีหนานฉา ที่เป็นหมู่บ้านกันดารห่างไกล
“พี่สาม พ่อเรียกให้พี่ไปหา มีเรื่องจะคุยด้วย”
พอทานข้าวเย็นเสร็จไม่นาน สวี่ซื่อเสียงก็มาหา สีหน้าเขาไม่ค่อยดีนัก
สวี่ซื่อเยี่ยนไม่ถามอะไรเลย ลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าแล้วเดินออกจากบ้าน
“ภรรยา ถ้าเธือง่วงก็เข้านอนไปก่อนเลยนะ เดี๋ยวฉันไปบอกพ่อกับแม่สักหน่อย”
ไม่ต้องเดาก็รู้แน่ ๆ ว่าพ่อรู้เรื่องที่สวี่ซื่อเยี่ยนจะย้ายไปอยู่ซีหนานฉา แล้วก็คงโกรธจัด เรียกให้เขาไปเคลียร์กัน
เรื่องแบบนี้ไม่ควรให้ภรรยาไปเห็นให้ไม่สบายใจ อยู่บ้านพักผ่อนจะดีกว่า
สวี่ซื่อเยี่ยนเดินตามสวี่ซื่อเสียงออกจากบ้าน ยังไม่ทันพ้นประตูดี สวี่ซื่อเสียงก็อดพูดไม่ได้
“พี่สาม ทำไมเรื่องจะย้ายบ้านถึงไม่ปรึกษาพ่อกับแม่ก่อนล่ะ? แล้วจะย้ายไปที่กันดารอย่างซีหนานฉานั่นอีก พ่อโกรธจัดเลยนะ”
สวี่ซื่อเยี่ยนได้ยินก็หัวเราะ “เจ้าห้า บางเรื่องน่ะ ได้ยินมาก็ใช่ว่าจะจริงหรอก
ไปเถอะรีบกลับบ้านกัน เดี๋ยวอธิบายทีเดียวให้จบไม่ต้องพูดซ้ำสองรอบ”
พูดจบก็ทิ้งน้องชายที่ยังงง ๆ แล้วเดินตรงไปทางตะวันออกของหมู่บ้าน
พอเข้าประตูบ้าน ก็ได้ยินเสียงตะโกนลั่นของสวี่เฉิงโฮ่ว
สวี่ซื่อเยี่ยนอดไม่ได้ที่จะส่ายหัว พ่อของเขานี่นะ อายุปูนนี้แล้วยังอารมณ์ร้อนเหมือนเดิม เหมือนถังดินปืน โดนนิดเดียวก็ระเบิด
ต้องหาโอกาสพูดกับเขาสักที ให้ควบคุมอารมณ์บ้าง
อายุก็ไม่น้อยแล้วนะ จะโกรธเป็นไฟอยู่ทุกวัน แบบนี้ความดันจะไหวเหรอ?
ชาติก่อนพ่อเขาก็จากไปแบบกระทันหันเลย
ตอนนั้นกำลังเก็บถั่วอยู่พอดี อยู่ ๆ ก็มีลูกเห็บตกลงมา ถั่วที่ปลูกไว้โดนลูกเห็บทำลายหมด
พ่อโมโหมาก ด่าลั่นว่าทำไมสวี่ซื่อเยี่ยนทำงานช้า ถ้ารีบเก็บให้เร็วหน่อยก็คงไม่เสียหายหมดขนาดนี้
พ่อด่ากระโดดเป็นลิงอยู่ดี ๆ หน้าก็เริ่มเปลี่ยนสี แล้วก็ล้มลงไปกับพื้น
สวี่ซื่อเยี่ยนเห็นก็รู้ทันทีว่าเป็นเส้นเลือดในสมองแตก ถึงจะพยายามปฐมพยาบาลเบื้องต้น
แต่เพราะอายุของพ่อมากแล้ว เลือดออกเยอะ สุขภาพก็ไม่ดีถึงจะส่งโรงพยาบาลก็ช่วยไม่ทัน สุดท้ายก็จากไป
ตอนนี้สวี่เฉิงโฮ่วยังไม่ถึงหกสิบ สุขภาพก็ยังแข็งแรงดี ขอแค่ควบคุมอารมณ์ในแต่ละวัน แล้วระวังเรื่องกินเรื่องอยู่ ก็น่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เหมือนชาติก่อน
แน่นอนว่าคนดื้ออย่างพ่อ ไม่ใช่ว่าจะพูดอะไรก็เชื่อ เรื่องนี้ต้องค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ โน้มน้าว โชคดีว่ายังมีเวลาอีกหลายปี ค่อย ๆ จัดการไป
สวี่ซื่อเยี่ยนคิดในใจ พลางเปิดประตูเข้าไป “พ่อ โกรธใครอีกล่ะ? ได้ยินเสียงพ่อตั้งแต่ไกลเชียว”
พอเห็นลูกชายคนที่สามเข้ามา ความโกรธของสวี่เฉิงโฮ่วก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาเลย
“จะให้ฉันโกรธใครอีกล่ะ? ก็แกไง ไอ้ลูกไม่ได้ความ! ข้านึกว่าแกจะดีขึ้นแล้ว ที่ไหนได้ยังขี้ขลาดเหมือนเดิม โดนปลดจากงานแค่นั้น ก็กลัวจนจะหนีไปอยู่ที่อื่น?
จะย้ายบ้านก็ให้มันดีหน่อย ไปอยู่ซีหนานฉา ที่มันกันดารกว่าตรงตงเจียงเหยียนเสียอีก เป็นที่ที่กระต่ายยังไม่อยากอยู่ นกยังไม่อยากบินผ่าน แกจะไปทำไม?”
ยิ่งพูดก็ยิ่งโกรธ สวี่เฉิงโฮ่วหันกลับไปหาไม้กวาดเพื่อจะฟาดลูกชาย
“พ่อ มาดูนี่ก่อนว่านี่มันคืออะไร?”
สวี่ซื่อเยี่ยนหัวเราะทันทีที่ได้ยิน ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายกำลังหาไม้กวาดอยู่ ควักจดหมายแนะนำตัวที่อวี่โส่วกวงเขียนให้จากกระเป๋าเสื้อออกมา
“อะไร? ฉันอ่านไม่ออกหรอก แกเอามาให้ฉันดูจะมีประโยชน์อะไร?”
สวี่เฉิงโฮ่วอ่านหนังสือไม่ออก ดูไม่รู้ว่าในจดหมายเขียนว่าอะไร เห็นแต่ตราสีแดงตรงท้าย ก็รีบยื่นให้สวีซื่อเต๋อที่อยู่ข้าง ๆ
วันที่เจ็ดเดือนแรกของปี โรงเรียนประถิงชิงหลิ่งยังไม่เปิดเทอม สวีซื่อเต๋อจึงยังอยู่บ้านได้อีกสองสามวัน
เขารับจดหมายแนะนำมาอ่านแล้วก็ชะงักไปทันที
“พี่สาม นี่มันจดหมายแนะนำจากกองการผลิตที่สองของชุมชนตงกั่ง เขาให้พี่ไปย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่ที่นั่นนะ แล้วพี่มาบอกว่ากำลังจะย้ายไปซีหนานฉาได้ยังไง?”
“อะไรนะ? กองที่สองของตงกั่ง?” พอได้ยินแบบนั้น สวี่เฉิงโฮ่วก็หน้าเหวอไปทันที มันไม่เหมือนกับที่คนข้างนอกพูดกันเลยนี่นา
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เจ้าสามรีบบอกมาให้หมดเลยนะ นี่วันๆ เอาแต่ทำให้พ่อแม่ปวดหัว!”
“ไม่มีอะไรหรอก ผมตั้งใจจะย้ายไปตงกั่งมานานแล้ว วันนี้กะว่าจะไปซื้อบ้านพอดี
บังเอิญได้ไปดื่มเหล้ากับเลขากองที่สอง เขาก็ยินดีให้ผมย้ายไป เลยออกจดหมายแนะนำให้”
สวี่ซื่อเยี่ยนรู้ดีว่าเรื่องวันนี้ถ้าไม่อธิบายให้พ่อแม่เข้าใจ พ่อคงได้หวดเขาจริงๆ เลยเล่าทุกอย่างให้ฟังแบบละเอียด
“ผมกลับมาก็ได้ยินมาว่าลุงจ้าวถูกปลดออกจากตำแหน่ง งานดูแลไร่โสมที่ผมเคยได้ก็ถูกคนอื่นเอาไปแล้ว
พอผมไปหาหูเหลียนเฉิง เลยไม่ได้เอาจดหมายแนะนำออกมา ไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น แค่บอกว่าจะย้ายไปซีหนานฉา
แบบนี้แหละ หูเหลียนเฉิงก็ไม่ติดขัดอะไร ให้ผมย้ายทะเบียนบ้านได้แบบง่ายๆ เลย”
สวี่ซื่อเยี่ยนพูดไปก็หัวเราะไป ยังดีที่ใช้ไหวพริบนิดหน่อย ไม่งั้นหูเหลียนเฉิงอาจจะหาเรื่องขัดขวางไม่ให้ย้ายได้
ทุกคนในบ้านพอได้ฟังก็อึ้งไปตามๆ กัน “เฮ้ย ไอ้เจ้าสาม คนอื่นเขาว่าแกเป็นคนซื่อๆ แต่จริงๆ แล้วหัวไวที่สุดในบ้านเลยว่ะ”
สวี่ซื่ออันเบิกตากว้างมองน้องชาย ต่อไปใครพูดว่าเจ้าสามโง่อีก เขาจะไม่ยอมเด็ดขาด
ถ้าเจ้าสามโง่ งั้นก็ไม่มีใครฉลาดแล้วล่ะ
ดูสิ คนอื่นยังไม่รู้เรื่องอะไร เจ้าสามจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แถมเลือกที่ดีที่สุดทั้งในชุมชนและในกองการผลิต
ยังสามารถให้เลขากองเป็นคนออกจดหมายแนะนำให้เองด้วย ใครจะทำได้แบบนี้?
สวี่ซื่ออันพูดออกมาราวกับเป็นตัวแทนใจของทุกคนในครอบครัว
ชุมชนตงกั่ง ถือว่าเป็นที่รู้จักในทั้งอำเภอ เพราะมีประวัติปลูกโสมมายาวนาน ค่าแต้มแรงงานก็สูงกว่าที่อื่น
ในสิบกองการผลิตภายใต้ชุมชนตงกั่ง กองที่สองถือว่าดีที่สุด
กองที่สองมีที่นาทั้งหมดกว่า 2,600 โหม่ว และที่ปลูกโสมกว่า 10,000 จั้ง
ต้องบอกว่า กองที่หนึ่งมีที่นาแค่ 2,300 โหม่ว ที่ปลูกโสมแค่ 4,000 จั้ง กองที่สามมีที่นาแค่ 1,800 โหม่ว ปลูกโสมได้ 7,000 จั้ง
ในชุมชนตงกั่งมีคำพูดว่า “กองที่หนึ่งขุดสมุนไพรจีน กองที่สองปีนเขา, กองที่สามขายถั่วงอก”
ความหมายคือ กองที่หนึ่งอยู่ฝั่งตะวันออกของชุมชน ที่ปลูกโสมน้อยแต่ใกล้ภูเขา เลยเน้นรองานเสริมอย่างขุดสมุนไพรจีน
กองที่สองมีพื้นที่ปลูกโสมมาก แต้มแรงงานก็สูง คนต้องปีนเขาไปปลูกโสมทั่วเขา
ส่วนกองที่สามที่ดินน้อย พื้นที่ปลูกโสมก็ไม่มาก พอถึงหน้าหนาวเลยต้องทำถั่วงอกไปขายที่แม่น้ำซงเจียง
สวี่ซื่อเยี่ยนเลือกได้ตรงจุดสุดๆ ทั้งชุมชนที่ดีที่สุด ทั้งกองการผลิตที่ดีที่สุด เขานี่แหละฉลาดกว่าทุกคน
คนนอกยังนินทากันอยู่เลย คิดว่าสวี่ซื่อเยี่ยนอยู่ที่ตงเจียงเหยียนไม่ได้ เลยต้องพาภรรยาย้ายออกไปแบบซอมซ่อ
แต่ความจริงคือ เขาเลือกโอกาสทองต่างหากล่ะ
ถ้าคนพวกนั้นรู้เข้า มีหวังหน้าเขียวกันเป็นแถบแน่นอน
พอทุกคนในบ้านนึกถึงภาพนั้นก็อดขำไม่ได้ หัวเราะกันลั่นบ้าน
“ไอ้เจ้าตัวแสบ เรื่องดีขนาดนี้ยังแอบปิดที่บ้านไว้ ไม่คิดจะบอกกันซักคำ?”
สวี่เฉิงโฮ่วก็กลั้นหัวเราะไม่ไหวแล้ว ทั้งหัวเราะทั้งด่าลูกไปพร้อมๆ กัน







