สวี่อิงมองไปยังดินแดนอัปมงคลแห่งนั้น ที่นั่นคือแดนเซียนที่ตระกูลเผยรวบรวมพลังของเซียนนั่วทั้งหมดเพื่อพยายามเปิดมันออก
ในฐานะตระกูลปรมาจารย์นั่วที่เก่าแก่ที่สุด รากฐานของตระกูลเผยย่อมไร้ข้อกังขา สติปัญญาและความสามารถของตระกูลนี้ก็ไร้ข้อกังขาเช่นกัน ทว่าเมื่อรวบรวมสติปัญญาของยอดฝีมือมากมายขนาดนี้ แดนเซียนที่สร้างขึ้นกลับเน่าเปื่อยผุพังและเต็มไปด้วยความอัปมงคล
เขาสัมผัสได้อย่างเฉียบคมว่า ในแดนเซียนที่ผุพังแห่งนั้นมีพลังแห่งความเน่าเปื่อยอันแปลกประหลาดขุมหนึ่ง กำลังแผ่ซ่านออกมากัดกร่อนภายนอกอย่างเงียบๆ
เขาเร่งเร้าเนตรสวรรค์ จนถึงขั้นมองเห็นมิติเน่าเปื่อยภายใต้พลังอันแปลกประหลาดนี้!
ส่วนดินแดนที่เกิดจากวิถีเต๋าจำลองอย่างการแฝงกายอำพราง ก็กลายเป็นรูพรุนไปนานแล้ว!
ทันใดนั้น มนุษย์ยักษ์กระดูกขาวก็พุ่งเข้ามา ชนเข้ากับม่านพลังผนึกที่มองไม่เห็นดังตู้ม มนุษย์ยักษ์กระดูกขาวอ้าปากกว้าง แลบลิ้นเน่าเฟะออกมาอย่างตะกละตะกลาม เลียไปตามม่านพลังผนึก ราวกับอยากจะกลืนกินพวกเขาสุดหัวใจ
"เขาคือเซียนนั่วท่านหนึ่งหรือ?" สวี่อิงเอ่ยถาม
"คือท่านปู่ของข้าเอง"
เผยตู้ไม่ได้ปิดบัง เขากล่าวว่า "ในยุคของท่าน แผนการแดนเซียนได้เตรียมการไว้พร้อมสรรพแล้ว ในตอนนั้น ตระกูลเผยของข้าได้ศึกษาวิชาของเผ่าปีศาจจนรู้ว่าภายในร่างกายมนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่าดินแดนซีอี๋อยู่ ดังนั้นพวกเราจึงใช้เวลาถึงสิบชั่วอายุคน ใช้ดินแดนซีอี๋ของเซียนนั่วหลายสิบคน ทุ่มเทความมั่งคั่งทั้งหมดของตระกูลเผย และรวบรวมของวิเศษที่สะสมมานับพันปี เพื่อหลอมสร้างแดนเซียนแห่งนี้ขึ้นมา โดยตั้งชื่อว่า ท้อสวรรค์"
หยวนชีเงยหน้าขึ้น กล่าวว่า "ในรัชศกไท่หยวนแห่งราชวงศ์จิ้น ชาวอู่หลิงยึดอาชีพจับปลา ล่องเรือไปตามลำธาร จนลืมเลือนระยะทางว่าใกล้ไกลเพียงใด"
เผยตู้ประหลาดใจ "เจ้างูตัวนี้ อ่านหนังสือมาไม่น้อยเลยนี่"
หยวนชีกล่าวถ่อมตัว "แค่อ่านบ้างเป็นบางครั้งบางคราว สะสมทีละเล็กทีละน้อย กว่าร้อยปีมานี้ก็เลยได้อ่านไปไม่น้อย"
สวี่อิงไม่ได้อ่านตำรากวีนิพนธ์มามากจนสามารถหยิบยกบทความหรือตำนานต่างๆ มาอ้างอิงได้อย่างคล่องแคล่วเหมือนหยวนชี เขามองไปยังท้อสวรรค์แห่งนี้ ในใจมีเพียงความตกตะลึงอย่างลึกซึ้ง
ภูเขาเซียนที่ลอยอยู่ในแดนเซียนแห่งนี้มีอยู่ราวสองถึงสามร้อยลูก ลำดับการลอยของภูเขาเซียนเหล่านี้จัดเรียงตามอวัยวะภายในทั้งห้า ซึ่งสอดคล้องกับภูเขาเซียนห้ายอดในดินแดนซีอี๋
บนท้องฟ้ายังมีเศษซากของวิเศษขนาดมหึมา บางชิ้นเหมือนภูเขาทองคำ บางชิ้นคล้ายประตูสวรรค์ บางชิ้นเป็นระฆังยักษ์ที่แตกบิ่น บางชิ้นก็เป็นกระถางสมบัติที่ถูกกัดกร่อนจนไร้ก้น
ความทะเยอทะยานของตระกูลเผยนั้นยิ่งใหญ่มาก รวบรวมดินแดนซีอี๋ของเซียนนั่วหลายสิบคน ดินแดนแฝงเร้นที่เกิดจากวิถีเต๋าจำลอง ผนวกกับของวิเศษมากมายขนาดนี้ อีกทั้งยังมีเซียนนั่วคอยคุ้มกัน เพื่อพยายามปกป้องแดนเซียนแห่งนี้และบรรลุความเป็นอมตะ
"ในท้อสวรรค์ ช่วงที่มีคนมากที่สุดมีถึงพันคน นอกจากเซียนนั่วและผู้อาวุโสในตระกูลแล้ว ยังมีลูกหลานผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศอีกมากมายมาศึกษาเล่าเรียนที่นี่ เพื่อศึกษาวิชาความรู้ของปรมาจารย์ ปรมาจารย์ที่มีอายุยืนยาวที่สุดนั้นอยู่มาถึงแปดร้อยปี ทุกคนในตระกูลเผยต่างคิดว่าท้อสวรรค์จะมั่นคงสถาพรตราบนานเท่านาน หากใช้ชีวิตอยู่ในแดนเซียนแห่งนี้ ก็จะไม่มีวันตาย"
แววตาของเผยตู้อหม่นหมองลง ทว่าสีหน้ายังคงเป็นปกติ เขากล่าวว่า "ในช่วงปีเหล่านั้น ถึงขั้นไม่มีเหตุการณ์อัปมงคลในบั้นปลายชีวิตของเซียนนั่วเกิดขึ้นเลย ไม่มีเซียนนั่วคนใดถูกกิน ท่านปู่ของข้า ก็บำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นเซียนนั่วที่นี่ ทว่าช่วงเวลาอันดีงามนั้นอยู่ได้ไม่นาน จู่ๆ ท้อสวรรค์ก็พังทลายลง"
สวี่อิง หยวนชี และระฆังใหญ่ล้วนชะงักงัน
ท้อสวรรค์ที่อยู่ดีๆ จะพังทลายลงได้อย่างไร?
เผยตู้กล่าวว่า "การพังทลายเกิดขึ้นเร็วมาก เริ่มแรกคือภูเขาเซียนผุพัง ไร้ซึ่งพลังชีวิต ต่อให้ดึงดูดปราณฟ้าดินเข้ามา ก็ไม่อาจทำให้ภูเขาเซียนกลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง จากนั้นเลือดเนื้อบนร่างของเซียนนั่วก็เริ่มเน่าเปื่อย ผุพัง เลือดเนื้อบางส่วนตายลง แต่บางส่วนกลับเติบโตอย่างบ้าคลั่ง จิตสัมผัสของพวกเขาก็ผุพัง สติสัมปชัญญะดับสูญ กลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์และกระหายเลือด แม้แต่ลูกหลานที่เข้าไปในท้อสวรรค์ก็พลอยกลายพันธุ์ไปด้วย ความเป็นอมตะ ดูเหมือนจะเป็นคำสาปประการหนึ่ง"
สวี่อิงมองไปยังมนุษย์ยักษ์กระดูกขาวตนนั้น นั่นคือท่านปู่ของเผยตู้ เขายังมีชีวิตอยู่ มีชีวิตอยู่ในอีกรูปแบบหนึ่ง และได้รับความเป็นอมตะ
เพียงแต่รูปแบบนี้ เขาอาจจะไม่ได้เต็มใจนัก
มนุษย์ยักษ์กระดูกขาวคำรามใส่พวกเขา ทุบตีผนึกอย่างแรง หวังจะฉีกกระชากเขตหวงห้ามนี้แล้วหนีออกไป
ทันใดนั้น เลือดเนื้อจำนวนมากก็ขยับเขยื้อน คลานขึ้นไปบนร่างของมันอย่างบ้าคลั่ง และกลืนกินมันไปอย่างรวดเร็ว
เผยตู้กล่าวว่า "พวกเราผนึกท้อสวรรค์เอาไว้ ภายหลังเมื่อระดมความคิดกัน ทุกคนต่างรู้สึกว่าที่พวกเขาไม่ถูกความชั่วร้ายยุคโบราณกลืนกิน เป็นเพราะพวกเขาแปดเปื้อนคำสาปแห่งความเป็นอมตะ ความชั่วร้ายยุคโบราณเหล่านั้น ราวกับพยายามหลีกหนีคำสาปแห่งความเป็นอมตะเสียให้พ้น"
สวี่อิงเข้าใจได้ทันทีว่าความชั่วร้ายยุคโบราณที่เขาพูดถึง น่าจะหมายถึงคนกลุ่มเดียวกับเจ้าของวังหนีหวาน
เผยตู้มีสีหน้าแปลกประหลาด เขากล่าวว่า "ท่านพ่อของข้าอายุมากแล้ว ปราณและเลือดไม่เพียงพอ เขาเสี่ยงอันตรายเข้าไปในเขตหวงห้ามท้อสวรรค์ เก็บชิ้นส่วนเลือดเนื้อต้องคำสาปมาปลูกถ่ายลงบนร่างของตัวเอง เขาอายุสามร้อยเจ็ดสิบปีแล้ว และจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ถูกกิน เพียงแต่สติสัมปชัญญะของเขาก็โดนคำสาปไปด้วย บางครั้งก็ตกอยู่ในอาการคุ้มคลั่ง..."
ระฆังใหญ่เอ่ยอย่างสงสัย "แปลกจริง ผู้บำเพ็ญปราณอายุยืนยาวกว่าเซียนนั่วเสียอีก เหตุใดจึงไม่มีคำสาปแห่งความเป็นอมตะ?"
สวี่อิงพยักหน้า นอกจากผู้บำเพ็ญปราณแล้ว ยังมีมหาปีศาจอีกมากมายที่มีอายุยืนยาว ทว่าก็ไม่เคยได้ยินว่ามีคำสาปอะไรเช่นกัน
เผยตู้ถอนหายใจ "หลังจากเรื่องท้อสวรรค์ผ่านพ้นไป ทิศทางของตระกูลเผยก็เปลี่ยนไป"
พวกเขาเริ่มหันมาศึกษา "วิชาปีศาจ"
ทว่าในเวลานั้นโจวฉีอวิ๋นและตระกูลโจวได้ผงาดขึ้น โจวฉีอวิ๋นเป็นคนเถื่อนจากชนบท ไร้ซึ่งพันธนาการแห่งจารีตประเพณีของตระกูลใหญ่ ทำอะไรตามอำเภอใจ ขุดค้นการแฝงกายอำพรางของเซียนนั่วไปทั่ว ถึงขั้นตามหาสุสานและถ้ำสวรรค์ของผู้บำเพ็ญปราณยุคโบราณ
เมื่อตระกูลเผยต้องมาแข่งขันกับคนเถื่อนเช่นนี้ ย่อมสู้ไม่ได้เป็นธรรมดา
กว่าสองร้อยปีมานี้ เป็นสองร้อยกว่าปีที่ถูกโจวฉีอวิ๋นกดขี่ข่มเหง
บิดาของเผยตู้ถูกโจวฉีอวิ๋นบีบคั้นจนไม่กล้าตาย ดังนั้นจึงเข้าไปขโมยเลือดเนื้ออมตะในเขตหวงห้ามมาปลูกถ่ายบนร่างของตน เขาเกรงว่าหากตนตายไป ตระกูลเผยจะไม่อาจต่อต้านตระกูลโจวได้
"แต่ความเจริญรุ่งเรืองตลอดสองพันปีของตระกูลเผยข้า ไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วย"
เผยตู้พาเขาเดินต่อไป อ้อมท้อสวรรค์ไปจนถึงถ้ำสวรรค์อีกแห่งหนึ่ง ที่นี่เป็นสถานที่เก็บรวบรวมตำราโบราณหายากที่ตระกูลเผยเสาะหามาโดยเฉพาะ มองเห็นชั้นหนังสือเรียงรายนับไม่ถ้วน ด้านบนเต็มไปด้วยหนังสือที่ทำจากกระดาษ ผ้าไหม ผ้าแพร หนังแกะ หนังวัว ไม้ไผ่ และทองคำ!
แม้กระทั่งของวิเศษต่างๆ อย่างกระถางทองแดงและระฆังใหญ่ บนนั้นก็ยังมีจารึกอักษรต่างๆ เพื่อใช้บันทึกเรื่องราว!
หยวนชีอดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้าง ไถลตัวลงจากไหล่ของสวี่อิงโดยไม่รู้ตัว เลื้อยไปมาในถ้ำสวรรค์อันทอดยาวแห่งนี้ ปีศาจงูเป่าลมออกไปเฮือกหนึ่ง ตำราโบราณแต่ละม้วนก็เปิดพลิกดังพึ่บพั่บ ตัวอักษรบนนั้นดูเก่าแก่และลึกลับ
เผยตู้หยิบหนังสือขึ้นมาม้วนหนึ่งแล้วกล่าว "ในยุคกลียุคของหวังหมั่ง บุคคลผู้นี้แย่งชิงราชบัลลังก์ มีปณิธานอยากเป็นอมตะ จึงรวบรวมตำราวิเศษจากทั่วแผ่นดิน สั่งให้คนนำตำราโบราณทั้งหมดตั้งแต่ยุคซานหวงอู่ตี้จนถึงปัจจุบันมาส่งมอบให้คลังหลวง ภายหลังหวังหมั่งถูกสังหาร บรรพบุรุษตระกูลเผยของข้าบุกเข้าไปในคลังหลวง ไม่ได้ไปแย่งชิงของมีค่าใดๆ แย่งมาเพียงหนังสือเหล่านี้ ตระกูลเผยแย่งตำราโบราณมาได้ถึงหนึ่งในสิบส่วน หนึ่งในนั้นก็มีม้วนไผ่ม้วนนี้ ม้วนไผ่มีใจความท่อนหนึ่งกล่าวว่า ที่ซงซานมีถ้ำสวรรค์ของเทพเซียนแห่งหนึ่ง ภายในมีเซียนแซ่เติ้งอาศัยอยู่ ซงซาน ก็อยู่ข้างๆ เสินตูนี่เอง"
สวี่อิงเอ่ยถาม "หรือว่าตระกูลเผยจะพบถ้ำสวรรค์แห่งนี้แล้ว?"
เผยตู้ส่ายหน้า "ตระกูลเผยของข้าค้นหาในซงซานมาหลายปี แต่ก็ไม่เคยพบถ้ำสวรรค์ของเทพเซียนแห่งนี้เลย จนกระทั่งเมื่อสามเดือนก่อน แม่น้ำไน่เหอเปลี่ยนทิศทาง แดนหยินรุกราน ซงซานก็เกิดความเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ไม่รู้ว่ามีภูเขาลูกใหญ่ผุดขึ้นมาจากที่ใดมากมาย ถ้ำสวรรค์ที่บันทึกไว้ในม้วนไผ่ผืนนี้ ก็ปรากฏขึ้นมาพร้อมกัน"
หยวนชีกำลังพลิกดูตำราโบราณบนชั้นหนังสือ อ่านอย่างรวดเร็วม้วนแล้วม้วนเล่า จู่ๆ เมื่อเปิดตำราโบราณม้วนหนึ่ง เขาก็ต้องตกใจกับภาพวาดในหนังสือ รีบปิดหนังสือม้วนนั้นลงอย่างลุกลี้ลุกลน
เมื่อเห็นว่าเผยตู้และคนอื่นๆ ไม่ได้สังเกต เขาจึงเปิดอ่านต่อ
ตำราโบราณม้วนนี้เขียนถึงเรื่องราวตอนที่หวังหมั่งช่วงชิงบัลลังก์ มีการถวายตำราโบราณจากทั่วทุกสารทิศ มีคนถวายมนุษย์อมตะผู้หนึ่งให้หวังหมั่ง และทูลหวังหมั่งว่า คนผู้นี้มีรูปลักษณ์ราวกับเด็กน้อย มีชีวิตอยู่บนโลกมาตั้งแต่พันปีก่อน จนถึงบัดนี้ใบหน้าก็ยังไม่แปรเปลี่ยน
หวังหมั่งดีใจมาก สั่งให้คนนำมนุษย์อมตะผู้นั้นไปปรุงเป็นอาหารเพื่อกิน
บันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้สิ้นสุดลงเพียงแค่นั้น ไม่รู้ว่าหวังหมั่งได้กินมนุษย์อมตะผู้นี้เข้าไปหรือไม่
หยวนชีใจเต้นระส่ำ หันกลับไปมองสวี่อิง เห็นเพียงว่ารูปลักษณ์ของมนุษย์อมตะที่วาดไว้ในหนังสือนั้น มีส่วนคล้ายคลึงกับสวี่อิงอยู่หลายส่วน
เขาแอบเลียไปบนภาพวาดของสวี่อิงเงียบๆ เลียจนภาพนั้นเลือนลาง นึกในใจว่า "จะให้ตระกูลเผยรู้เรื่องนี้ไม่ได้เด็ดขาด มิฉะนั้นหากอาอิ้งไม่ถูกกิน ก็คงถูกจับไปวิจัยในฐานะตัวประหลาด ความหมกมุ่นต่อความเป็นอมตะของตระกูลเผยนั้นลึกล้ำเกินไปแล้ว"
"โชคดีที่เจ้ามา!"
สีหน้าของเผยตู้กลับมาคลั่งไคล้อีกครั้ง เขากล่าวว่า "ข้าสังเกตเห็นว่าเจ้าเปิดวังหนีหวานและเจียงกงแล้ว พลังของขุมทรัพย์เร้นลับหลอมรวมอยู่ในกายเจ้า เจ้ายังสามารถไขวิชาของผู้บำเพ็ญปราณได้ หากมีเจ้าคอยช่วยเหลือ ตระกูลเผยของข้าจะต้องหลุดพ้นจากคำสาปแห่งความเป็นอมตะ และหลีกเลี่ยงความอัปมงคลในบั้นปลายชีวิตของเซียนนั่วได้อย่างแน่นอน!"
หยวนชีประหลาดใจ กล่าวว่า "ท่านรู้ได้อย่างไรว่าอาอิ้งเปิดวังหนีหวานกับเจียงกงแล้ว? อาอิ้งเพิ่งจะใช้วังหนีหวานกับเจียงกงแค่ครั้งเดียวตอนเดินทางมาเสินตูเท่านั้น"
จู่ๆ เขาก็ตระหนักขึ้นมาได้ "ข้ารู้แล้ว ท่านคอยเฝ้าดูพวกเราอยู่ในเงามืดมาตลอดใช่หรือไม่? คนของตระกูลเผยสองถึงสามร้อยคนต้องตายอย่างอนาถเพราะเหตุนี้ แต่ท่านกลับซ่อนตัวอยู่ในเงามืดไม่ยอมปรากฏตัว..."
สีหน้าของเผยตู้พลันมืดครึ้มลง
สวี่อิงกระแอมไอ ขัดจังหวะคำพูดของหยวนชี กล่าวว่า "ประมุขเผยอุตส่าห์เชิญชวนด้วยความหวังดี สวี่ผู้นี้มิกล้าปฏิเสธ ประมุขเผยอยากให้ข้าทำสิ่งใด โปรดสั่งการมาได้เลย"
เผยตู้หยิบกระดาษทองคำบางๆ ม้วนหนึ่งลงมาจากชั้นหนังสือ ยื่นให้สวี่อิงแล้วกล่าว "ได้ยินมาว่าสหายตัวน้อยสวี่มีความรู้อันลึกล้ำ ม้วนคัมภีร์นี้คือวิชาของผู้บำเพ็ญปราณที่ตระกูลเผยของข้าได้มาโดยบังเอิญ ลูกหลานตระกูลเผยของข้าศึกษามาหลายปี แต่ก็ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ขอให้สหายตัวน้อยสวี่ช่วยตระกูลเผยของข้าถอดรหัสคัมภีร์ม้วนนี้ด้วยเถิด"
สวี่อิงรับมาดู ร้องเอ๊ะด้วยความประหลาดใจ คัมภีร์ม้วนนี้เป็นเคล็ดวิชาขัดเกลาจิตวิญญาณและจิตดั้งเดิม อักษรลูกอ๊อดบนนั้นเขามองปราดเดียวก็เข้าใจ มันมีชื่อว่า "คัมภีร์จิตดั้งเดิมข้ามเคราะห์"!
แววตาของเผยตู้เป็นประกาย จ้องมองเขาเขม็ง "สหายตัวน้อยสวี่สามารถถอดรหัสได้หรือไม่?"
สวี่อิงกล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบ "ต้องใช้เวลาสักสองสามวัน"
เผยตู้ถอนหายใจอย่างโล่งอก หัวเราะกล่าวว่า "สองพันปียังรอได้ จะประสาอะไรกับเวลาแค่ไม่กี่วันนี้ ช่วงสองสามวันนี้ สู้สหายตัวน้อยสวี่พักอยู่ที่ตระกูลเผยของข้าเลยดีหรือไม่?"
สวี่อิงหัวเราะ "หากข้าพักที่ตระกูลเผย เกรงว่าตระกูลเผยจะไม่มีวันสงบสุข ไปพักที่ตระกูลหยวนน่าจะปลอดภัยกว่า"
เผยตู้พยักหน้า "สหายตัวน้อยสวี่รั้งอยู่ที่ตระกูลเผยของข้า ดูจะไม่ค่อยปลอดภัยจริงๆ ผู้อื่นอาจพานคิดไปว่าข้าเก็บสหายตัวน้อยสวี่ไว้คนเดียว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะไม่รั้งเจ้าไว้"
สวี่อิงกล่าวว่า "ประมุขเผย ข้าอยากได้ขุมทรัพย์เร้นลับสระหยกของตระกูลเผย"
เผยตู้หัวเราะ "สหายตัวน้อยสวี่ไม่ใช่ได้ไปแล้วหรือ? เขตหวงห้ามแห่งนี้ ก็เป็นสถานที่ที่ลูกหลานตระกูลเผยของข้าใช้เปิดขุมทรัพย์เร้นลับสระหยกเช่นกัน"
สวี่อิงใจสั่นสะท้านเล็กน้อย เขาอาศัยพลังงานประหลาดของเขตหวงห้าม ค้นพบตำแหน่งขุมทรัพย์เร้นลับสระหยกของตัวเองในเขตหวงห้ามแล้วจริงๆ!
เผยตู้กล่าวว่า "ผู้อื่นหวงแหนขุมทรัพย์เร้นลับ ถือเป็นความลับที่ไม่ถ่ายทอดให้ใคร แต่ในตระกูลเผยของข้าไม่มีหลักการเช่นนั้น ขุมทรัพย์เร้นลับสระหยกแพร่หลายในยุทธภพมานานแล้ว ตระกูลเล็กๆ และสำนักในยุทธภพมากมายล้วนมีฝึกฝน เพียงแต่วิชาของตระกูลเผยข้าคือสายตรงที่แท้จริงเท่านั้น"
เขาลงมือส่งสวี่อิงออกจากเขตหวงห้ามด้วยตัวเอง และสั่งให้เผยจิ้งถิงไปส่งสวี่อิงกลับจวนตระกูลหยวน
ผ่านไปเนิ่นนาน เผยจิ้งถิงก็กลับมาที่ตระกูลเผย เห็นเพียงเผยตู้กำลังล้างมือ น้ำในอ่างดำสนิท สาวใช้ด้านข้างเปลี่ยนน้ำสะอาดให้อีกหลายอ่าง เผยตู้ล้างแล้วล้างเล่า น้ำในอ่างจึงค่อยๆ ใสขึ้น
"ประมุขเป็นอะไรไปหรือขอรับ?" เผยจิ้งถิงเห็นว่าในน้ำนั้นมีพิษร้ายแรง จึงตื่นตระหนกและสงสัย
เผยตู้มีสีหน้าเรียบเฉย กล่าวว่า "ตอนที่ข้าพลิกหนังสือข้าโดนพิษงูเข้า พิษงูนี้ร้ายกาจนัก ขนาดเป็นข้ายังต้องเปลืองแรงไปไม่น้อย กว่าจะขับพิษงูออกมาได้"
เผยจิ้งถิงรีบหันไปมองด้านข้าง เห็นเพียงบนโต๊ะหนังสือมีตำราโบราณม้วนหนึ่งวางอยู่ และถูกเปิดออกแล้ว
บนตำราโบราณม้วนนั้นมีภาพวาดภาพหนึ่ง เป็นภาพของเด็กหนุ่มที่ใบหน้าเลือนลาง ไม่รู้ด้วยเหตุใดจึงถูกน้ำเปียกชุ่ม คาดว่าคราบน้ำนั้น ก็คือพิษงู!
"คนระมัดระวังตัวอย่างประมุข ยังพลาดท่าได้!" เผยจิ้งถิงตื่นตระหนกตกใจ
เผยตู้เช็ดคราบน้ำบนมือจนแห้ง ประคองตำราโบราณม้วนนั้นขึ้นมาอย่างระมัดระวัง แล้วกล่าวว่า "หนังสือเล่มนี้พูดถึงเรื่องราวที่หวังหมั่งนำมนุษย์อมตะไปปรุงอาหาร เหลวไหลไร้สาระ แต่ก็น่าสนใจมาก จิ้งถิง ข้าต้องการให้เจ้าคัดเลือกลูกหลานร้อยคน เข้าไปในถ้ำเก็บตำราเพื่อพลิกดูตำราโบราณเหล่านั้น ค้นหาหนังสือทุกเล่มที่บันทึกเรื่องราวของมนุษย์อมตะ แล้วรวบรวมมาให้ข้า!"
แม้เผยจิ้งถิงจะไม่เข้าใจจุดประสงค์ของเขา แต่ก็ยังโค้งคำนับรับคำ และรีบลุกไปจัดการทันที
เผยตู้พับหนังสือลง พึมพำว่า "มนุษย์อมตะ จะเป็นเจ้าหรือเปล่านะ?"
สวี่อิงกลับไปที่ตระกูลหยวน นอนหลับพักผ่อนอย่างสงบ เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เขาเพิ่งล้างหน้าบ้วนปากเสร็จ ก็ได้ยินเสียงนกจิกขอบหน้าต่างดังมาจากด้านนอก
สวี่อิงผลักหน้าต่างมองออกไป เห็นเพียงหยวนหรูซื่อน้องสาวของหยวนเว่ยยางยืนอย่างงดงามอยู่ใต้หน้าต่าง สองมือไพล่หลัง หลังยืดตรง เอ่ยกับเขาเสียงเบาว่า "วันนี้ข้าเปลี่ยนชาดทาปากสีใหม่ เจ้าอยากลองชิมดูไหม?"
สวี่อิงกล่าวว่า "ข้ายังไม่ได้กินข้าวเลย"
เด็กสาวผู้นั้นเขย่งปลายเท้าเขยิบเข้ามาใกล้ ลมหายใจหอมกรุ่นดั่งกล้วยไม้ กล่าวว่า "ถ้ากินข้าวเช้าเสร็จ มันก็จะเลือนหายไปหมด เจ้าชิมดูก่อนสิ"
สวี่อิงยื่นตัวออกไปครึ่งหนึ่ง แล้วลองชิมดู
ตอนนั้นเอง เสียงกระแอมไอก็ดังขึ้น หยวนหรูซื่อราวกับนกน้อยที่ตื่นตกใจ วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปครู่หนึ่ง เซียวป๋อก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้ามืดครึ้ม เอ่ยอย่างเชื่องช้า "คุณชายสวี่ กินข้าวเช้าได้แล้ว"
สวี่อิงใจเต้นระส่ำ ขานรับคำหนึ่ง นึกในใจว่า "เกือบถูกจับได้แล้ว ข้าอยู่ในจวนตระกูลหยวน จะทำอะไรตามอำเภอใจไม่ได้ ขืนพี่ชายหยวนรู้เข้าว่าข้ากับน้องสาวของเขาทำเรื่องเช่นนี้ เกรงว่าแม้แต่เพื่อนก็คงเป็นไม่ได้แล้ว... ใช่แล้ว ข้ายังมีธุระสำคัญต้องทำ ต้องถอดรหัส 'คัมภีร์จิตดั้งเดิมข้ามเคราะห์' ให้ตระกูลเผยอีก!"
หลังอาหารเช้า สวี่อิงอาบน้ำจุดธูปเปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมตัวถอดรหัส 'คัมภีร์จิตดั้งเดิมข้ามเคราะห์' ตอนนั้นเองหยวนหรูซื่อก็เอ่ยถามอยู่ด้านนอก "พี่สวี่จะออกไปเที่ยวเล่นไหม? ไปซื้อชาดทาปากสีใหม่กัน!"
สวี่อิงยัดคัมภีร์เข้าไปในปากของงูใหญ่ที่กำลังอาบแดดอยู่ แล้วกล่าวว่า "รอข้าด้วย!"
ช่วงบ่าย สวี่อิงกลับมาหลังจากได้ชิมชาดทาปากไปมากมาย นึกในใจว่า "ทำแบบนี้ไม่ดีเลย รู้สึกผิดต่อพี่ชายหยวน พรุ่งนี้ทำไม่ได้แล้ว"
วันที่สาม หยวนหรูซื่อพาเขาไปชิมชาดทาปากอีก เที่ยวเล่นจนถึงพลบค่ำถึงได้กลับมา ตอนกลางคืนสวี่อิงนอนทบทวนตัวเองอยู่บนเตียง กล่าวว่า "ข้าจะทำเช่นนี้ไม่ได้อีกเด็ดขาด"
วันที่สี่ ก็ชิมชาดทาปากไปอีกทั้งวัน สวี่อิงบ่นอย่างหงุดหงิดใจ "ยังมีธุระสำคัญที่ยังไม่ได้ทำ อัครเสนาบดีเผยยังรอให้ข้าถอดรหัสคัมภีร์อยู่นะ"
วันที่ห้า สวี่อิงนึกในใจ "อัครเสนาบดีเผยบอกว่าตระกูลเผยรอมาตั้งสองพันปีแล้ว คงไม่ต่างกันกับอีกแค่วันสองวันหรอกมั้ง? ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้ ชาดทาปากของน้องหรูซื่อจะเป็นรสชาติอะไร..."
วันที่หก สวี่อิงกล่าวว่า "ข้าต้องฮึกเหิมขึ้นมาเสียที!"
……
จวนตระกูลเผย เผยจิ้งถิงนำตำราโบราณหนาเตอะมากองซ้อนกันจนเต็มโต๊ะในห้องหนังสือ
เผยตู้เงยหน้าขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ มองไปที่เขา เผยจิ้งถิงพยักหน้า กล่าวว่า "ประมุข นี่คือบันทึกเกี่ยวกับมนุษย์อมตะในถ้ำเก็บตำราทั้งหมดขอรับ"







