เมื่อกู้สิงลุกขึ้นเดินไปทางเวที คอมเมนต์ในห้องถ่ายทอดสดก็คึกคักขึ้นมาทันที
[กู้สิงเตรียมจะร้องเพลงอะไร?]
[ร้องอะไรก็คงมีความหวังริบหรี่]
[รู้สึกว่าคืนนี้มีแค่โชว์เมื่อกี้ของหานลี่ตันเท่านั้นที่พอจะงัดกับอาจารย์เหลยเสวี่ยตงในรอบนี้ได้ ต่อให้ปกติกู้สิงกับชาร์ลีจะเก่งแค่ไหน วันนี้ก็ทำได้แค่ยอมรับสภาพ]
[ไม่เห็นเป็นไรเลย]
[ถึงกู้สิงจะแพ้ แต่ด้วยฝีมือของเขา ยังไงก็ต้องฝ่าฟันออกมาจากสายผู้แพ้ได้แน่ ไม่ได้แปลว่าต้องร้องเพลงเพื่อชาติถึงจะชนะสักหน่อย ที่เหลยเสวี่ยตงกับหานลี่ตันร้องเพลงเพื่อชาติได้ยอดเยี่ยม เป็นเพราะทั้งสองคนเดบิวต์มาด้วยสไตล์นี้ แถมยังเป็นนักร้องระดับชาติอยู่แล้ว แต่นักร้องคนอื่นไม่ใช่แบบนั้นนี่]
[ก็ไม่แน่หรอกนะ]
[การแข่งขันดำเนินมาถึงขั้นนี้ พูดตามตรงว่าต่อให้เป็นนักร้องในสายผู้แพ้ ถ้าไปรายการวาไรตี้เพลงอื่นก็สามารถคว้าแชมป์หรือเป็นเมนเทอร์หลักได้สบายๆ ดังนั้นแค่แพ้ก็ถือว่าอันตรายแล้ว]
[มีแค่ฉันคนเดียวหรือเปล่าที่คิดว่าพี่รื่นอาจจะไม่แพ้?]
[วางใจเถอะ คุณไม่ได้คิดอยู่คนเดียว ฉันก็คิดว่าพี่รื่นมีความหวังที่จะชนะ ไม่ว่าจะคัฟเวอร์หรือร้องเพลงแต่งเองก็มีโอกาสทั้งนั้น!]
ท่ามกลางการถกเถียงอย่างดุเดือดในห้องถ่ายทอดสด แสงไฟบนเวทีก็มืดลง
เสียงจอแจจากที่นั่งผู้ชมในห้องส่งค่อยๆ เงียบลงทีละน้อยท่ามกลางความมืดที่คืบคลานเข้ามา เมื่อถึงจุดหนึ่ง ทั้งสตูติโอก็เงียบกริบราวกับถูกกดปุ่มหยุดชั่วคราว
พรึ่บ!
ลำแสงหนึ่งสาดส่องลงกลางเวที กู้สิงยืนอยู่ท่ามกลางแสงนั้น เบื้องหน้ามีไมโครโฟนแบบขาตั้ง เบื้องหลังคือวงดนตรี เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเข้ม พับแขนเสื้อขึ้นมาถึงปลายแขน ไม่มีเครื่องประดับอื่นใดที่ดูเกะกะ
เรียบง่ายและทะมัดทะแมง
ตามติดมาด้วยเสียงอินโทร เป็นเสียงเปียโนที่ราวกับลอยมาจากที่แสนไกล ร่วงหล่นลงมาอย่างไพเราะนุ่มนวล ไม่เชื่องช้าไม่เร่งรีบ ไม่เย่อหยิ่งไม่ร้อนรน คล้ายกับทำให้จิตใจของผู้ฟังสงบลงตามไปด้วย
กู้สิงยังไม่เริ่มร้องในทันที เขายืนอยู่ตรงนั้นพร้อมกับหลับตาลง
ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดมาจากที่นั่งผู้ชม แม้แต่เสียงไอก็ยังถูกกลืนกลับลงคอ เดิมทีคนเหล่านี้ไม่ค่อยเชื่อมั่นในตัวกู้สิงเท่าไหร่นัก เพราะยังไงสูตรสำเร็จของวันนี้ก็คือเพลงเพื่อชาติ
แต่เพลงของกู้สิงเพลงนี้ แค่อินโทรก็จับใจคนฟังได้แล้วจริงๆ
และเมื่ออินโทรค่อยๆ ดำเนินมาถึงช่วงท้าย ผู้ชมก็เห็นข้อมูลเกี่ยวกับเพลงนี้ปรากฏขึ้นบนหน้าจอขนาดใหญ่ของเวที
ผลงาน: หรูเยวี่ยน (สมดั่งหวัง)
คำร้อง: กู้สิง
ทำนอง: กู้สิง
เรียบเรียง: กู้สิง
ขับร้อง: กู้สิง
โชว์สุดคลาสสิกของกู้สิง รายชื่อที่เรียงรายลงมาล้วนเป็นชื่อของเขาเองทั้งหมด ทว่าชื่อเพลงนี้กลับทำให้ผู้ชมค่อนข้างสับสนกับธีมของเพลงอยู่บ้าง
จนกระทั่งกู้สิงเริ่มร้อง:
"คุณคือหนทางอันยาวไกล คือดวงไฟท่ามกลางหมอกหนาในป่าเขา ส่วนฉันคือเด็กน้อย ที่เดินวนเวียนอยู่ในดวงตาของคุณ"
หัวใจของผู้ชมสั่นสะท้าน!
เสียงของกู้สิงไม่ดังนัก หรือจะบอกว่าแผ่วเบามากเลยก็ได้ ราวกับกลัวว่าจะไปทำให้สิ่งใดตื่นตระหนก เขาบีบอัดพลังอันหนักอึ้งให้กลายเป็นเส้นด้ายบางๆ แล้วค่อยๆ ปล่อยมันออกมาจากลำคอ ทิ่มแทงเข้าไปยังส่วนที่อ่อนนุ่มที่สุดของหัวใจอย่างเงียบงัน
กู้สิงร้องต่อไป:
"คุณคือสายลมและแสงจันทร์กระจ่าง ฉันคือความฝันที่คุณคอยดูแล ไม่ว่าจะได้พบหรือไม่ ก็จะขอโอบกอดคุณไว้ตลอดชีวิต"
ผู้ชมต่างตกตะลึง!
เพียงแค่เนื้อเพลงไม่กี่ท่อน ทุกคนก็ดูเหมือนจะเข้าใจแล้วว่ากู้สิงกำลังร้องเกี่ยวกับอะไร เขาถึงกับแต่งเพลงสดุดีวีรชนรุ่นก่อนงั้นหรือ!?
เพลงนี้แตกต่างจากเพลงเพื่อชาติของหานลี่ตันและเหลยเสวี่ยตง
เสียงของกู้สิงมีจังหวะหยุดชะงักเล็กน้อย คล้ายกับการหยุดโดยสัญชาตญาณเมื่ออารมณ์พุ่งพล่าน เหมือนคนๆ หนึ่งที่ก่อนจะเอ่ยคำพูดสำคัญออกมา ต้องกลืนก้อนสะอื้นในลำคอลงไปเสียก่อน
เขามองลงไปยังด้านล่างเวที
สายตาของกู้สิงไม่ได้โฟกัสที่จุดใดจุดหนึ่ง ราวกับมองข้ามผ่านกล้อง ข้ามผ่านผู้ชม ข้ามผ่านกาลเวลาและสถานที่ เพื่อมองไปยังสถานที่ที่แสนไกลโพ้น
ท่อนฮุกมาถึงอย่างเป็นธรรมชาติ
"และฉันจะรักโลกมนุษย์ที่คุณรัก ปรารถนารอยยิ้มอย่างที่คุณปรารถนา ฉันเดินเตาะแตะจับมือของคุณไว้ โปรดพาฉันไปยังวันพรุ่งนี้..."
ท่วงทำนองเปียโนไล่ระดับขึ้นมาจากคีย์ต่ำ
ไม่ใช่คอร์ดที่อบอุ่นเรียบง่ายอีกต่อไป ทว่าแฝงไว้ด้วยอารมณ์ที่พรั่งพรูออกมา ราวกับแม่น้ำที่ในที่สุดก็ไหลไปถึงปากอ่าวอันกว้างใหญ่
กู้สิงเงยหน้าขึ้นมองกลางอากาศเล็กน้อย ในที่สุดเสียงก็ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่:
"หากจะบอกว่าคุณเคยทนทุกข์เพื่อความสุขของฉัน ฉันก็ยินดีจะใช้ชีวิตให้เป็นดั่งความปรารถนาของคุณ ขอให้ไม่สูญเปล่า ขอให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ ในทุกๆ วันของยุคสมัยอันรุ่งเรืองนี้!"
ไม่มีการแผดเสียง
ไม่มีการตะโกน
เพียงแต่ตอนที่ร้องถึงท่อน "ทุกๆ วันของยุคสมัยอันรุ่งเรืองนี้" เสียงของกู้สิงก็สั่นเครือเล็กน้อย ทำให้ทุกคนทั้งในห้องส่งและในห้องถ่ายทอดสดต่างมีอารมณ์พลุ่งพล่านตามไปด้วย
"เพลงนี้..."
"นับว่าเป็นเพลงเพื่อชาติได้ไหม?"
"ฉันไม่รู้ว่านับเป็นเพลงเพื่อชาติไหม แต่เพลงที่มีเนื้อหาหลักแบบนี้ กลับแต่งออกมาได้งดงามขนาดนี้ เนื้อเพลงกินใจขนาดนี้ กู้สิงสุดยอดจริงๆ!"
"เพราะมากเลย!"
"ใครบอกว่ากู้สิงแต่งเพลงเพื่อชาติไม่เป็น!?"
"เป็นเพลงที่มีเนื้อหาหลักชัดเจนขนาดนี้ แต่กลับไม่ดูซ้ำซากจำเจเลยสักนิด เนื้อเพลงยังสละสลวยราวกับบทกวี อ๊ากกกกก ต่อให้ไม่ดูที่แนวเพลง เพลงนี้ก็เป็นผลงานที่ฉันชอบมากๆ อยู่ดี!"
"อย่างที่คิดไว้เลย จนถึงวินาทีนี้ กู้สิงก็ยังไม่ร้องเพลงคัฟเวอร์!"
"มีฝีมือแต่งเพลงเองได้ ทำไมต้องไปคัฟเวอร์ด้วยล่ะ ในบรรดาผลงานทั้งหมดตั้งแต่กู้สิงเข้าร่วมการแข่งขันมา เพลงนี้คือเพลงที่ฉันชอบที่สุดๆๆ เลย!"
"ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเพลงที่มีเนื้อหาหลักแบบนี้ จะเขียนออกมาในสไตล์นี้ได้ด้วย!"
ผู้ชมดื่มด่ำไปกับบทเพลงนี้อย่างสมบูรณ์ ท่อนร้องที่สองเริ่มขึ้นตามมา เสียงของกู้สิงแหบพร่ากว่าท่อนแรกเล็กน้อย ราวกับท่อนไม้ที่ถูกขัดด้วยกระดาษทราย หยาบกระด้างทว่าอบอุ่น
"คุณคือสายน้ำแห่งกาลเวลาอันยาวนาน
"คือท้องฟ้าที่จุดประกายไฟแห่งดวงดาว
"ฉันคือผู้แหงนมอง จึงนำเรื่องราวของคุณมาร้อยเรียงเป็นบทเพลง
ความเคารพเทิดทูนต่อคนรุ่นก่อน ความทุ่มเทของคนยุคนั้น ถูกควบแน่นอยู่ในท่วงทำนอง ไม่จำเป็นต้องใช้คำสรรเสริญเยินยออย่างแหบห้าว การแสดงออกราวกับบทกวีกลับยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกสั่นสะเทือนใจมากกว่า:
"คุณคือจุดเริ่มต้นที่ฉันจากมา
"และเป็นจุดหมายที่หัวใจฉันหวนกลับไป
"ทุกเส้นทางบนโลกใบนี้ ล้วนจะนำพาไปพบกับคุณ
ท่อนฮุกรอบสุดท้าย ในที่สุดการเรียบเรียงดนตรีก็ถูกคลี่คลายออกมาอย่างเต็มรูปแบบ เสียงเครื่องสายหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ ราวกับเกลียวคลื่น ราวกับพายุโหมกระหน่ำ ราวกับมีมือมากมายนับไม่ถ้วนยื่นออกมาจากความมืดมิดเพื่อโอบอุ้มเสียงของเขาเอาไว้:
"และฉันจะรักโลกมนุษย์ที่คุณรัก..."
ในที่สุดเสียงของกู้สิงก็พุ่งทะยานไปถึงจุดสูงสุด มันคือการปลดปล่อยหลังจากถูกผลักดันไปจนถึงขีดจำกัด: "แผ่นดินสงบสุขพ้นภัยพาล วิถีชีวิตดำเนินไปตามปกติ นี่คือการทอดสายตามองอย่างสมดั่งหวังของคุณใช่ไหม เหล่าเด็กน้อยเอ๋ย หลับใหลอย่างเป็นสุขในห้วงนิทรา เหมือนดั่งที่คุณรักสุดหัวใจ!!!!"
ตู้ม!
ห้องถ่ายทอดสดแทบระเบิด!
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า โชว์รอบนี้ของกู้สิงจะงัดเอาเพลงแบบนี้ออกมา ทั้งเนื้อเพลง ทำนอง ไปจนถึงการขับร้อง ล้วนอยู่ในระดับท็อปฟอร์มทั้งหมด!
[ฉันคุกเข่าให้เลย พวกคุณจะยังไงก็ตามสบาย!]
[กู้สิงคือเทพเจ้า พี่รื่นคือเทพเจ้า!]
[ตอนฟังเพลงของอาจารย์เหลยเสวี่ยตงจบ ฉันไม่รู้เลยว่ากู้สิงจะชนะได้ยังไง แต่พอฟังเพลงของกู้สิงจบ ตอนนี้ฉันไม่รู้เลยว่าเขาจะแพ้ได้ยังไง!]
[ถ้าแพ้ก็คือล็อกมงแล้วล่ะ!]
[ทำไมถึงได้เจ๋งขนาดนี้ เพลงนี้มันสุดยอดจริงๆ รำลึกถึงวีรชนผู้พลีชีพ สดุดีความเสียสละเพื่อชาติของคนรุ่นก่อนตลอดไป เนื้อเพลงทุกประโยคล้วนเป็นตัวแทนความเคารพอันบริสุทธิ์ใจของมวลชน!]
[เพลงนี้ฉันยอมใจเลย!]
ดนตรีดำเนินมาถึงช่วงสุดท้าย เสียงของกู้สิงค่อยๆ แผ่วเบาลง ราวกับค่อยๆ เดินจากยอดเขากลับลงมาสู่ที่ราบ: "ฉันจะได้เห็นโลกที่คุณไม่เคยเห็น จะเขียนบทกวีที่คุณยังไม่ได้เขียน พระจันทร์ที่ขอบฟ้า ความคิดถึงในใจ คุณจะอยู่เคียงข้างฉันตลอดไป"
เสียงเปียโนหวนกลับไปสู่ท่วงทำนองอันเรียบง่ายในตอนแรก ร่วงหล่นลงมาอย่างไพเราะนุ่มนวล
เสียงของกู้สิงก็กลับไปแผ่วเบาเหมือนในตอนเริ่มต้น ราวกับคนๆ หนึ่งที่ยืนอยู่บนทุ่งกว้างอันว่างเปล่า แล้วเอื้อนเอ่ยกับสายลม:
"ขอสัญญากับคุณ ว่าจะใช้ชีวิตอย่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง เหมือนดั่งใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของคุณ"
เมื่อคำสุดท้ายสิ้นสุดลง เสียงเปียโนก็ยังคงดังก้องกังวานอยู่ในอากาศอีกหลายวินาที ก่อนจะเงียบงันลงอย่างสมบูรณ์
ทั้งห้องส่งตกอยู่ในความเงียบ
ราวกับผืนทะเลหลังพายุฝนฟ้าคะนอง แม้จะเงียบสงบไร้คลื่นลม แต่คุณรู้ดีว่าเพิ่งเกิดอะไรขึ้น ความเงียบสงบนั้นดำเนินไปอย่างยาวนาน
ห้าวินาที?
สิบวินาที?
หรืออาจจะนานกว่านั้น
ไม่มีใครปรบมือ ไม่มีใครพูดคุย ราวกับทุกคนยังคงจมดิ่งอยู่ในบทเพลงนั้นจนถอนตัวไม่ขึ้น
ในที่สุด
เสียงปรบมือก็ดังขึ้น
กู้สิงยืนอยู่บนเวที โค้งคำนับอย่างลึกซึ้ง เมื่อยืดตัวขึ้น แสงไฟสาดส่องลงบนใบหน้าของเขา เขาไม่ได้พูดอะไร และไม่จำเป็นต้องพูดอะไรทั้งนั้น
คอมเมนต์บนหน้าจอเลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็วจนมองไม่เห็นอย่างสิ้นเชิงแล้ว
ตัวอักษรอัดแน่นทับซ้อนกันจนเหมือนหน้าจอแตกเป็นเสี่ยงๆ นานๆ ครั้งถึงจะพอมองออกสักสองสามข้อความ
[ขอสดุดีวีรชนผู้พลีชีพ!]
[ปู่ของฉันเคยเข้าร่วมสงคราม พอฟังเพลงนี้จบฉันร้องไห้ไปตั้งครึ่งชั่วโมง ขอบคุณการแสดงของกู้สิง!]
[คอมเมนต์บนน่ะ เพลงนี้เพิ่งร้องจบไปไม่ถึงสิบวินาทีเองนะ...]
[ปังมาก เพลงนี้คุ้มค่าที่จะอวยจริงๆ จากแอนตี้แฟนตัวยงของกู้สิง ดูมาจนถึงตอนนี้ฉันกลายเป็นแฟนคลับตัวยงของเขาไปซะแล้ว!]
[ขำจะตาย ตอนนี้กู้สิงยังมีแอนตี้แฟนอยู่อีกเหรอ?]
[พระเจ้าช่วย สรุปแล้วยังมีอะไรที่กู้สิงทำไม่ได้อีกเนี่ย รอบนี้เหลยเสวี่ยตงหาสูตรสำเร็จของงานเจอแล้วแท้ๆ แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่ากู้สิงอัปเดตแพตช์ใหม่ด้วยตัวคนเดียวซะงั้น!]
[การแข่งแบบล้มกระดานชัดๆ!]
[อาจารย์เหลยเสวี่ยตงคงต้องเริ่มสงสัยแล้วล่ะว่าตัวเองแก่แล้วจริงๆ เพราะดันมาเจอกับกู้สิงที่เป็นเหมือนพวกใช้โปรแบบนี้ ก็ไม่รู้จะไปเรียกร้องหาความยุติธรรมที่ไหนแล้ว!]
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนในห้องส่งและห้องถ่ายทอดสด
เมื่อกู้สิงเดินกลับเข้าไปในหลังเวทีของนักร้อง กล้องถ่ายทอดสดก็รู้หน้าที่ รีบตัดภาพไปที่หลังเวทีของนักร้องทันที
และภาพโคลสอัปช็อตแรกที่ตัดไป ก็จับภาพไปที่เหลยเสวี่ยตงซึ่งสวมแว่นสายตายาว ผู้อาวุโสท่านนี้มีสีหน้าเคร่งขรึม ทว่ามุมปากกลับแฝงรอยยิ้มขมขื่นเอาไว้เล็กน้อย
หลังจากสังเกตเห็นกล้อง
เหลยเสวี่ยตงก็ยิ้มขื่นพลางเอ่ยขึ้น "ผมชอบบทกวีบทหนึ่งของหลินโม่ที่บอกว่า 'แผ่นดินย่อมมีผู้เปี่ยมพรสวรรค์ปรากฏขึ้นในทุกยุคสมัย ต่างก็โดดเด่นเป็นสง่าไปนับร้อยปี' รอบนี้ผมแพ้อย่างราบคาบเลยครับ"
ไม่ยอมรับก็ไม่ได้!
กู้สิงแต่งเพลงเพื่อชาติได้ เหลยเสวี่ยตงไม่แปลกใจเลย แต่การที่สามารถแต่งเพลงเพื่อชาติออกมาได้ขนาดนี้ เขาคาดไม่ถึงจริงๆ ทั้งเพลงไม่ได้มีคำสรรเสริญเยินยอประเทศชาติหรือวีรชนรุ่นก่อนแบบตรงๆ เลย มีแต่การใช้ภาพลักษณ์อันงดงาม
อย่างเช่นคำว่า "แผ่นดินสงบสุขพ้นภัยพาล วิถีชีวิตดำเนินไปตามปกติ"
หรือคำว่า "คุณคือสายลมและแสงจันทร์กระจ่าง ฉันคือความฝันที่คุณคอยดูแล"
อย่าเพิ่งพูดถึงเลยว่าองค์ประกอบทางดนตรีเป็นยังไง แค่เนื้อเพลงนี้กู้สิงก็ชนะขาดลอยไปไกลแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าองค์ประกอบทางดนตรีของเพลงนี้ก็คู่ควรกับความงดงามของเนื้อเพลงอย่างสมบูรณ์แบบ
เพลงที่มีเนื้อหาหลักเพื่อชาติ โดยปกติแล้วจะมีคนฟังก็ต่อเมื่อถึงเทศกาลพิเศษเท่านั้น
ต้องนำมาร้องบนเวทีในวันสำคัญอย่างเช่นวันรำลึกระดับชาติเท่านั้น ถึงจะสามารถเข้าถึงอารมณ์ของผู้ชมได้
แต่ทว่า!
เพลง "หรูเยวี่ยน" ของกู้สิงเพลงนี้ กลับให้ความรู้สึกที่ว่า ไม่ว่าวันนี้จะเป็นวันอะไร เพลงนี้ก็เหมาะสมกับทุกช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลพิเศษหรือไม่ ก็จะมีคนยินดีดาวน์โหลดเพลงนี้มาฟังอย่างดื่มด่ำ นี่คือการก้าวข้ามข้อจำกัดของแนวเพลง และไปถึงระดับที่เจาะกลุ่มคนฟังในวงกว้างได้แล้ว
แม้ว่ารายการจะยังไม่จบ
ทว่าในวินาทีนี้ เหลยเสวี่ยตงมองเห็นแล้วว่าเพลงนี้จะต้องโด่งดังเป็นพลุแตกอย่างแน่นอน การแพร่หลายและอิทธิพลของมันมีโอกาสสูงมากที่จะแซงหน้าเพลง "letting go" ของกู้สิงในรอบที่แล้ว
ต่อให้เพลง "letting go" จะเป็นการร้องคู่ระหว่างกู้สิงกับกงชิงอี๋ ซึ่งเป็นสองซูเปอร์สตาร์ระดับท็อปก็ตาม!
"เหล่าเหลย พูดตามตรงนะ ตอนที่เห็นคุณจับสลากเจอกู้สิงในรอบที่แล้ว ฉันทั้งอิจฉาแล้วก็รู้สึกเสียดายนิดๆ เพราะว่าจางเฉวียนไท่ คู่หูของฉันในรอบที่แล้ว ถูกเพลง "letting go" ของกู้สิงส่งกลับบ้านไปน่ะสิ"
คนที่พูดคือหานลี่ตัน ตอนนี้เธอดูมีอารมณ์ความรู้สึกหลากหลายประการ:
"ดังนั้นฉันก็เลยหวังว่าตัวเองจะจับสลากเจอกู้สิงแล้วเอาชนะเขาให้ได้ ถือเป็นการชดเชยความเสียใจที่ฉันกับจางเฉวียนไท่แพ้ให้กับเพลง "letting go" ก็แล้วกัน"
หานลี่ตันหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มขื่นออกมาเช่นกัน:
"แต่ผลลัพธ์ก็คือตอนนี้ฉันรู้สึกโชคดีมากที่ตัวเองไม่ได้จับสลากเจอกู้สิงในรอบนี้ เพราะกู้สิงในรอบนี้ กับเพลงนี้ ในวันแบบนี้ ไม่ว่าใครหน้าไหนมาเจอจังหวะนี้ก็ตายลูกเดียว"
กู้สิงไม่ได้บอกเหรอว่า เขาต้องการจะแก้แค้นให้เฉินหลิงซู แฟนสาวของเขา?
หานลี่ตันเองก็อยากจะ "แก้แค้น" ให้กับคู่หู และตัวเองที่แพ้ไปในรอบที่แล้วเหมือนกัน
และแน่นอนว่าเป้าหมายในการแก้แค้นย่อมไม่ใช่กงชิงอี๋ เพราะทุกคนรู้ดีว่าความสำเร็จของเพลง "letting go" เป็นผลงานของกู้สิงล้วนๆ
กงชิงอี๋ร้องเพลงนี้ได้ เปลี่ยนให้คนอื่นมาเป็นคู่หูของกู้สิงก็ร้องได้เหมือนกัน
ทว่าพอเพลง "หรูเยวี่ยน" นี้ถูกปล่อยออกมา แม้แต่หานลี่ตันก็ยังรู้ดีว่า วันนี้ไม่ใช่แค่เหลยเสวี่ยตงคนเดียวที่แพ้ให้กับกู้สิง
ต่อให้ตัวเองต้องมาเจอกับกู้สิง ก็มีแต่ต้องพ่ายแพ้เป็นจุดจบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น!
"เนื้อเพลงนี้เขียนดีเกินไปแล้ว ฟังแล้วฉันแอบอยากจะร้องไห้เลย อาจารย์กู้สิง ทำไมคุณถึงแต่งเพลงเก่งขนาดนี้คะเนี่ย"
คราวนี้คนที่พูดคือถังเหยา
ชาร์ลีพยักหน้าอยู่ด้านข้าง เขาฟังเนื้อเพลงไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่เขาเข้าถึงทำนองของเพลงนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันเป็นการไล่คอร์ดที่ยอดเยี่ยมมาก
กงชิงอี๋ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยกนิ้วโป้งให้กู้สิง
การแข่งขันในรอบที่แล้วเป็นเพราะได้คู่กับกู้สิง เธอจึงสนิทสนมกับอีกฝ่ายมาก รอบนี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์หรือเปล่า กงชิงอี๋ถึงได้จงใจรักษาระยะห่างเพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา
จนถึงตอนนี้ เธอแทบจะไม่ได้พูดคุยอะไรกับกู้สิงเลย
ทางฝั่งเวที พิธีกรปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับเอ่ยกับที่นั่งผู้ชมด้วยน้ำเสียงดังฟังชัด: "ขอเชิญคณะกรรมการมวลชนในห้องส่งทุกท่านลงคะแนนโหวตครับ"
พรึ่บพรั่บ!
ผู้ชมเริ่มลงคะแนนโหวตกันอย่างตึงเครียด
ไม่กี่นาทีต่อมา อาจารย์เหอก็เดินถือผลคะแนนโหวตของเหลยเสวี่ยตงและกู้สิงเข้ามาในห้องโถงนักร้อง สายตาของเขามองไปที่กู้สิงเป็นอันดับแรก
เมื่อทุกคนเห็นสายตาของอาจารย์เหอ ก็ดูเหมือนจะเดาผลการแข่งขันในรอบนี้ได้แล้ว แต่ละคนจึงเผยสีหน้าเข้าใจกระจ่างแจ้ง
เหลยเสวี่ยตงยิ่งแสดงท่าทีสบายๆ ออกมาพลางเอ่ย:
"อาจารย์เหอไม่ต้องอมพะนำหรอกครับ อย่าทรมานคนแก่อย่างผมเลย ประกาศผลมาตรงๆ เลยดีกว่า ผมอยากรู้ว่ารอบนี้ผมแพ้กู้สิงไปเท่าไหร่?"
ใครแพ้ใครชนะ ไม่ต้องเดากันแล้ว
อาจารย์เหลยถามถึงความห่างของคะแนนโหวตตรงๆ เลย
อาจารย์เหอได้ยินดังนั้นก็ยิ้มและเอ่ยว่า "ขอบคุณสำหรับการแสดงอันยอดเยี่ยมของอาจารย์ทั้งสองท่านครับ ไม่ว่าจะเป็นเพลงแต่งเองของอาจารย์กู้สิง หรือเพลงคัฟเวอร์สุดคลาสสิกของอาจารย์เหลย ล้วนทำให้ผมสัมผัสได้ถึงความจริงใจที่นักร้องมีต่อวีรชนรุ่นก่อนๆ ดังนั้นในมุมมองของผม ทั้งสองท่านไม่มีใครแพ้ใครชนะหรอกครับ แต่การแข่งขันก็ย่อมต้องมีกฎกติกา..."
น้ำเสียงเปลี่ยนไป
อาจารย์เหอประกาศว่า "ขอแสดงความยินดีกับอาจารย์กู้สิงด้วยครับ ที่คว้าชัยชนะในการแข่งขันรอบนี้ไปด้วยคะแนนโหวตสนับสนุนหกสิบสามเปอร์เซ็นต์ และในขณะเดียวกันก็ต้องขอแสดงความเสียใจกับอาจารย์เหลยด้วย ที่จะต้องเข้าไปอยู่ในสายผู้แพ้ของเราชั่วคราว รอจนกว่าสมาชิกคนที่สามของสายผู้แพ้จะปรากฏตัว ก็จะสามารถแข่งขันเพื่อแย่งชิงโควตาคืนชีพในท้ายที่สุดได้..."
ทุกคนปรบมือ
เหลยเสวี่ยตงพยักหน้า สีหน้าดูหนักอึ้งเล็กน้อย เพราะศึกในสายผู้แพ้นั้น ก็ไม่ได้สู้ด้วยง่ายๆ เช่นกัน