96. บทที่ 95 ทะเลเจตจำนงอันลึกลับ
ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่ว
หลินเย่าบอกเมื่อวานว่าจะศึกษาด้วยตัวเอง และไม่ได้มาเข้าเรียนชั้นเรียนใหญ่ แม้ว่าข่าวจะแพร่กระจายไปทั่ว แต่ตัวหลินเย่าเองกลับไม่รู้เรื่อง
เมื่อไม่รู้เรื่อง ย่อมไม่ออกมาแก้ข่าว
ไปๆ มาๆ นักเรียนทุกคนจึงคิดว่าเขายอมรับโดยปริยาย และในขณะเดียวกันก็เป็นการเพิกเฉยต่อความโกรธเกรี้ยวของนักเรียนชั้นเรียนระดับกลางเหล่านั้น
พอเป็นเช่นนี้ ยิ่งทำให้ผู้คนโมโห!
กำเริบเสิบสาน!
ในเวลานี้ คำว่ากำเริบเสิบสานและหยิ่งยโส ล้วนกลายเป็นคำสรรพนามแทนตัวหลินเย่าไปแล้ว
...
ส่วนซูอวี่ ตอนนี้เขาทำตัวเงียบเชียบมาก
เขาไม่ได้พูดอะไร แม้จะมีนักเรียนโกรธแทนเขา เขาก็รีบปลอบโยนอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ทำเหมือนกับว่าคนที่ถูกรังแกไม่ใช่เขา แต่เป็นเพื่อนนักเรียนเหล่านั้น
'ภาพลักษณ์สำคัญมากนะ!'
ซูอวี่คิดเรื่องต่างๆ ขณะที่เรียนไปด้วย
ตอนนี้ ในสายตาของนักเรียน เขาเป็นคนซื่อสัตย์และพึ่งพาได้
ส่วนหลินเย่า ใครเห็นก็อยากจะเข้าไปทุบตี
ถึงแม้ชื่อเสียงเหล่านี้ บางครั้งอาจจะไม่ได้มีประโยชน์หรือข้อดีอะไรมากมายนัก แต่การทำแบบนี้สามารถลดศัตรู ลดปัญหาที่ไม่จำเป็นลงไปได้บ้าง แบบนี้ไม่ดีหรอกหรือ?
ทุกคนรักใคร่กลมเกลียวกัน คุณให้เกียรติผมหนึ่งเชียะ ผมให้เกียรติคุณหนึ่งจั้ง ช่างปรองดองอะไรเช่นนี้!
'ต่อไปนี้ ขอแค่จัดการหลินเย่าให้ยับเยิน พวกที่ไม่ยอมจำนนและอยากได้โลหิตแก่นแท้ของฉัน ก็จะพากันยอมล่าถอยไปเอง ถึงจะไม่ล่าถอย ก็คงเล่นตุกติกอะไรได้ยากแล้ว'
แน่นอนว่า เงื่อนไขและพื้นฐานของเรื่องทั้งหมดนี้ คือการที่เขาอยู่ระดับสูงขั้นสูงสุด และมีตำแหน่งหัวหน้าชั้นเรียนค้ำคออยู่
ดีมาก!
ขอบคุณหลิวหง!
ในตอนนี้ ซูอวี่ได้สัมผัสถึงข้อดีของตำแหน่งหัวหน้าชั้นเรียนแล้ว
คุณคือตัวแทนของชั้นเรียนระดับกลาง ทุกคนต่างก็อยากจะเข้ามาใกล้ชิด ขอเพียงคุณไม่หยิ่งยโสจนเกินไป ไม่ทำตัวน่ารำคาญจนเกินไป แม้ว่าบางคนในชั้นเรียนจะไม่เห็นด้วยกับซูอวี่ แต่ก็ไม่มีใครลุกขึ้นมาต่อต้านเขา
...
วันนี้ ซูอวี่ตั้งใจเรียน มาเช้ากลับดึก ทำความสะอาด และพูดคุยกับอาจารย์ผู้สอนเกี่ยวกับบทเรียนในวันพรุ่งนี้
ในสายตาของเพื่อนนักเรียนและอาจารย์ผู้สอน ซูอวี่คือหัวหน้าชั้นเรียนที่ซื่อสัตย์และพึ่งพาได้
ซื่อสัตย์และพึ่งพาได้ แต่ก็มีจุดยืนของตัวเอง
เขาไม่ยอมให้เพื่อนนักเรียนออกหน้าแทน และยืนกรานที่จะต่อสู้กับอำนาจมืดอย่างหลินเย่าให้ถึงที่สุด!
ซูอวี่บอกว่าเขาอยู่ขั้นไคหยวนระดับเก้า ไม่กลัวหลินเย่า!
ต่อให้หลินเย่าจะอยู่ขั้นบ่มเพาะจิต เขาก็กล้าที่จะเหวี่ยงหมัดเข้าใส่อำนาจมืดเช่นนี้!
มีขอบเขต มีจุดยืน มีความทรหดอดทน ไม่เกรงกลัวต่ออำนาจมืด และกล้าที่จะต่อต้าน...
ในวินาทีนี้ ภาพลักษณ์ของซูอวี่ในสายตาเพื่อนนักเรียนช่างยิ่งใหญ่นัก!
หากเขาเอาแต่ยอมแพ้ เอาแต่หลีกหนี แม้จะเป็นคนซื่อสัตย์ แต่ที่นี่คือสถาบันอารยธรรม สถาบันแห่งการฝึกตน ตอนนี้นักเรียนอาจจะยังไม่ว่าอะไร แต่หลังจากนี้ก็คงจะดูถูกเขาอยู่บ้าง
แต่ซูอวี่กล้าที่จะต่อต้าน!
จิตวิญญาณการต่อสู้เช่นนี้ ยิ่งทำให้ผู้คนเลื่อมใสศรัทธา!
ดังนั้นจึงไม่มีใครขัดขวางซูอวี่ในการรับคำท้าอีก ทุกคนต่างพากันให้กำลังใจซูอวี่ สู้ๆ อัดหลินเย่าให้ยับเยิน ทำให้อำนาจมืดเหล่านี้รู้ว่านักเรียนชั้นเรียนระดับกลางไม่ใช่คนที่จะมายุ่งด้วยได้ง่ายๆ!
เกียรติยศส่วนรวม!
ไม่มีวินาทีไหนเลย ที่นักเรียนชั้นเรียนระดับกลางจะสมัครสมานสามัคคีกันขนาดนี้ หัวหน้าชั้นเรียนต้องชนะ!
ส่วนเรื่องการสอบประจำเดือนให้อยู่ในสามอันดับแรกนั้น ไม่มีใครสงสัยเลย
ต่อให้หัวหน้าชั้นเรียนจะสอบไม่ติด ก็ต้องทำให้เขาสอบติดสามอันดับแรกให้ได้!
...
เมื่อชั้นเรียนช่วงบ่ายสิ้นสุดลง ซูอวี่กินข้าวเสร็จ ก็เตรียมตัวกลับไปที่ศูนย์วิจัย
เมื่อเดินมาถึงใกล้ๆ ตำหนักบำเพ็ญใจ ซูอวี่ก็มองเห็นคนผู้หนึ่ง
เซี่ยฉาน!
เคยพบกันมาก่อนหน้านี้หนึ่งครั้ง นี่ยังเป็นครั้งที่สองที่ได้พบกันในสถาบัน
ดูเหมือนเซี่ยฉานกำลังจะมุ่งหน้าไปยังตำหนักบำเพ็ญใจ อาจารย์ของนางคือโจวหมิงเหริน อาศัยอยู่ที่ตำหนักบำเพ็ญใจนั่นเอง
ราวกับสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เซี่ยฉานหันกลับมามองแวบหนึ่ง
เมื่อมองเห็นซูอวี่ เซี่ยฉานดูเหมือนกำลังนึกคิดอยู่ ครู่ต่อมาก็อาจจะจำซูอวี่ได้ จึงหยุดฝีเท้าลง
เมื่อซูอวี่เดินเข้าไปใกล้ระยะหนึ่งแล้ว เซี่ยฉานก็พูดขึ้นมาทันที "เอาชนะหลินเย่าให้ได้!"
ซูอวี่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เซี่ยฉานพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เอาชนะเขา! ทำให้ฉันเห็นหน่อยว่า อัจฉริยะที่มาจากหนานหยวนจะแข็งแกร่งสักแค่ไหน! ก่อนที่ฉันจะมาที่สถาบัน เคยมีคนบอกฉันว่า ระดับสูงขั้นสูงสุดของหนานหยวน เหนือล้ำกว่าสิ่งที่เรียกว่ายอดอัจฉริยะเสียอีก!"
"ถึงฉันจะไม่เชื่อ แต่ฉันก็ยังอยากจะเห็นอยู่ดี ว่าอัจฉริยะของหนานหยวน จะเก่งกาจสักแค่ไหนกันเชียว!"
"รีบๆ ออกมาจากชั้นเรียนระดับกลางได้แล้ว มันน่าเบื่อเกินไป ไม่มีการแข่งขัน เดือนหน้า มาที่ชั้นเรียนระดับสูงซะ! ที่นี่ต่างหากคือศูนย์กลางของสถาบัน พวกนายสู้กันไปสู้กันมาก็เหมือนเด็กเล่นกัน ไม่น่าสนใจเลย อีกไม่นาน พวกเราจะไปที่สถาบันหมื่นเผ่าพันธุ์ เพื่อท้าทายหัวกะทิของหมื่นเผ่าพันธุ์! ถ้านายมา นายก็จะสามารถเข้าร่วมได้!"
ซูอวี่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย จึงเอ่ยปากถาม "ไปสถาบันหมื่นเผ่าพันธุ์งั้นเหรอ?"
เซี่ยฉานมีสีหน้าเย็นชา พูดด้วยน้ำเสียงหยิ่งยโส "ทำไมจะไม่ได้ล่ะ? หากยังไม่ถึงขั้นเหินเวหา ก็สามารถต่อสู้ได้ทั้งนั้น! ขั้นบ่มเพาะจิตก็คือขั้นว่านสือ ที่บอกว่าขั้นบ่มเพาะจิตไม่มีพลังต่อสู้นั้น ล้วนเป็นเรื่องตลกทั้งสิ้น! ผู้เชี่ยวชาญอารยธรรม ขั้นบ่มเพาะจิตต่อสู้กับขั้นว่านสือ สู้แล้วต้องเอาชนะให้ได้ ถึงจะเป็นผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมที่แท้จริง!"
ซูอวี่มองนางอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้ปริปากพูดอะไร
ในตอนนี้ จู่ๆ เขาก็นึกถึงอู๋หลานขึ้นมา
อู๋หลานและเซี่ยฉาน ดูคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง ตรงที่ล้วนเย่อหยิ่ง
แต่ในความเป็นจริง ซูอวี่ก็ตัดสินความแตกต่างของทั้งสองคนได้อย่างรวดเร็ว
ความเย่อหยิ่งของอู๋หลาน เป็นเพียงเปลือกนอก เป็นผลมาจากการสั่งสอนของครอบครัว นางยังเด็กมาก ค่อนข้างใสซื่อ และไม่เข้าใจเลยว่าความเย่อหยิ่งคืออะไร
แต่ความเย่อหยิ่งของเซี่ยฉาน เป็นสิ่งที่ออกมาจากสายเลือด
นั่นไม่ใช่ความเย่อหยิ่ง แต่เป็นความหยิ่งยโสเย็นชา!
ไม่มีใครเทียบเทียมได้!
จู่ๆ ซูอวี่ก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว เขาอาจจะต่อยอู๋หลานจนร้องไห้ได้ด้วยหมัดเดียว แต่ถ้าเขาต่อยเซี่ยฉาน แม้จะต่อยจนนางกระอักเลือด นางก็คงไม่ร้องไห้ แต่จะกัดฟันสู้ตายต่อไป!
เมื่อคิดว่าจะต่อยพวกนางจนร้องไห้ ต่อยจนกระอักเลือด... ซูอวี่ก็ส่ายหน้าทันที
ให้ตายสิ ทำไมถึงคิดแบบนี้เนี่ย!
ถึงแม้ผู้หญิงจะเป็นเสือขวางทาง แต่การที่อยู่ดีๆ ก็ไปคิดว่าจะต่อยผู้หญิงให้ร้องไห้นี่ ตัวเขาช่างไม่ใช่คนดีเสียจริงๆ
เมื่อเห็นเขาส่ายหน้า เซี่ยฉานก็คิดว่าเขากำลังปฏิเสธคำพูดของนาง นางจึงหัวเราะเยาะ "ไม่เชื่อ ถ้างั้นก็มาลองดู! หากแม้แต่หลินเย่าก็ยังเอาชนะไม่ได้ นายก็ไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้ามาร่วมกับพวกเราหรอก!"
"พวกเธอ?"
"ใช่ พวกเรา!"
คำว่าพวกเราในปากของนาง แม้แต่หลินเย่าก็ยังไม่รวมอยู่ด้วย เห็นได้ชัดว่า อาจจะเป็นกลุ่มยอดอัจฉริยะ
ปีนี้มียอดอัจฉริยะ 8 คนเข้าเรียน!
จนถึงตอนนี้ซูอวี่ก็เคยเห็นแค่เซี่ยฉาน คนอื่นๆ ยังไม่เคยพบเห็น และไม่รู้ว่ามีท่าทางสง่างามเพียงใด
คะแนนประเมินมากกว่า 1000 คะแนน!
ต่อให้เป็นซูอวี่ ก็ยังต้องเอ่ยชมว่าร้ายกาจ!
วันนั้นเขาอยู่ขั้นไคหยวนระดับเก้า มีอักษรเทวะสองตัว แต่ผลสุดท้ายก็ยังสอบได้ไม่ถึง 900 คะแนน แม้ตอนนี้จะให้เขาสอบอีกครั้ง เขาก็อาจจะสอบได้ไม่ถึง 1000 คะแนนอยู่ดี
บันทึกอารยธรรมมีปัญหา นั่นคือเรื่องจริง
พรสวรรค์ระดับสูงขั้นสูงสุดของซูอวี่ นั่นก็เป็นเรื่องจริงเช่นกัน
แต่หากจะให้พูดตามทางเลือกที่หัวหน้าซุนมอบให้เขาในวันนั้น การจะให้เขาเป็นยอดอัจฉริยะ นั่นคงเป็นเรื่องโกหกแล้ว
จู่ๆ ซูอวี่ก็เกิดความอยากรู้อยากเห็น แม้จะรู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ แต่ก็ยังคงถือวิสาสะถามออกไป "เอ่อ... ฉันขอถามหน่อยได้ไหมว่า พวกรดับยอดอัจฉริยะอย่างพวกเธอ แข็งแกร่งแค่ไหนกันแน่?"
เซี่ยฉานเผยรอยยิ้มบางๆ แล้วจางหายไปในพริบตา
"เศษสวะอย่างหลินเย่า... จัดการได้ในกระบวนท่าเดียว!"
ซูอวี่สูดหายใจเข้าลึกๆ กระบวนท่าเดียว!
เขาเชื่อว่าเซี่ยฉานไม่ได้โม้โอ้อวด ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องทำอย่างนั้น
หากเปลี่ยนเป็นตัวเขาเอง ตอนนี้ย่อมทำไม่ได้แน่ นอกเสียจากว่าเขาจะใช้ตัวช่วย
หากพึ่งพาเพียงความแข็งแกร่งของขั้นไคหยวนระดับเก้า และภาพมายาของอักษรเทวะ หลินเย่าก็เป็นถึงขั้นบ่มเพาะจิต ภาพมายาก็อาจจะไม่ได้ผลเท่าไหร่นัก อีกฝ่ายก็อยู่ขั้นไคหยวนระดับเก้าเช่นกัน การเปิดจุดก็คงไม่น้อยไปกว่าตัวเอง เขาทำแบบนี้ไม่ได้จริงๆ!
ทั้งสองฝ่ายมีความห่างชั้นกันอยู่!
ซูอวี่พ่นลมหายใจออกมาเบาๆ ในวินาทีนี้ จู่ๆ เขาก็เริ่มตั้งตารอที่จะไปเรียนที่ชั้นเรียนระดับสูงแล้ว
"ขอบใจนะ ฉันจะเอาชนะเขาให้ได้!"
ซูอวี่พยักหน้า อย่างจริงจังมาก
เอาชนะหลินเย่า นี่คือสิ่งที่จำเป็นต้องทำ
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีแต้มผลงานอีก 300 แต้ม รอให้เขาไปเก็บเกี่ยวอยู่นะ
เซี่ยฉานไม่ได้พูดอะไรอีก หันหลังเดินจากไป
ที่นางหยุดคุยกับซูอวี่ เพียงเพราะมีคนเคยพูดไว้ว่า ระดับสูงขั้นสูงสุดของหนานหยวน มีแต่จะแข็งแกร่งกว่าพวกนาง ไม่มีทางอ่อนแอกว่าพวกนาง
นางหยิ่งยโสมาก และก็มีความมั่นใจในตัวเองสูงมากเช่นกัน!
นางไม่คิดว่าตัวเองจะด้อยไปกว่าซูอวี่!
ดังนั้น นางจึงหวังว่าจะได้รอให้ซูอวี่มายืนอยู่บนเวทีเดียวกัน และประลองฝีมือกับพวกนาง ไม่ใช่มาทำเป็นเล่นสนุกอยู่ข้างล่างแบบนี้!
...
เมื่อกลับมาถึงศูนย์วิจัย ซูอวี่ก็นั่งคิดทบทวนอยู่บนโซฟาครู่หนึ่ง
ข้าทบทวนตัวเองวันละสามครั้ง!
นึกทบทวนสิ่งที่ทำไปทั้งหมดในวันนี้ ว่ามีข้อผิดพลาดอะไรไหม จะสร้างความเดือดร้อนอะไรไหม และเป็นประโยชน์ต่อการฝึกตนของตัวเองหรือไม่
'ทุกสิ่งที่ฉันชักนำ คนฉลาดส่วนใหญ่ย่อมมองออกถึงอะไรบางอย่าง...'
'ไม่เป็นไร ในเมื่อเป็นคนฉลาด ต่อให้มองออกก็คงไม่พูดออกมาหรอก มองออกแต่ไม่พูด การพูดออกมาก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรต่อพวกเขา สิ่งที่ฉันป้องกันก็ไม่ใช่คนฉลาด แต่เป็นพวกโง่เขลาต่างหาก!'
คนที่พูดตามคนอื่นนั่นแหละที่น่ากลัว!
ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง คนอื่นพูดอะไรก็เชื่อไปหมด คนแบบนี้นั่นแหละที่รับมือยาก
การที่ซูอวี่ชักนำกระแสสังคม ความจริงแล้วเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะชักนำ เพียงแค่เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาบางอย่างก็เท่านั้น
'อย่างเช่นคนโง่อย่างอู๋หลาน... ดูจากความหมายของเธอแล้ว ถ้าหากบอกว่าฉันเป็นฝ่ายท้าดวลก่อน แถมคนที่ท้าก็ไม่ใช่เธอ วันนี้เธอก็อาจจะมาท้าดวลกับฉันก็ได้!'
ซูอวี่หัวเราะอย่างขบขันและส่ายหน้า
เขาจะเป็นฝ่ายท้าดวล หรือถูกท้าดวล ความจริงแล้วก็เพื่อประโยชน์ส่วนตน เพื่อผลประโยชน์ เพื่อการฝึกตน
ไม่ว่าจะเป็นทำเนียบร้อยอันดับ หรือการต่อสู้กับหลินเย่า ความจริงแล้วก็เพื่อพิจารณาถึงอนาคตของตัวเอง
ไม่ใช่แค่การอวดเก่งอยากเอาชนะเฉยๆ!
คนฉลาดต่อสู้ ล้วนมีจุดประสงค์ มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่ต่อสู้เพียงเพื่อความสะใจชั่วครู่
อย่างเช่นเซี่ยฉานและคนอื่นๆ ที่ไปหาเรื่องสถาบันหมื่นเผ่าพันธุ์ ก็ไม่ใช่เพื่อแย่งชิงความแข็งแกร่งเอาชนะกัน จุดประสงค์ทั้งหมดก็เพื่อขัดเกลาตัวเอง เพื่อทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น
...
หลังจากทบทวนตัวเองครู่หนึ่ง ซูอวี่ก็ฝึกตนสำหรับวันนี้ต่อไป
คืนนี้ เขาเตรียมที่จะเปิดจุดที่แปด!
โลหิตแก่นแท้ 5 หยด ใช้ไปแล้ว 3 หยด ยังเหลืออีกสองหยด
แต่ตอนเลิกเรียน เจ้าเซี่ยหู่โหยวก็ส่งโลหิตแก่นแท้ที่เขาสั่งซื้อมาให้ ตอนนี้ซูอวี่เป็นเศรษฐีแล้ว โลหิตแก่นแท้ขั้นว่านสือ 32 หยด!
...
กว่าหนึ่งชั่วโมงต่อมา
ซูอวี่กำหมัดแน่น รู้สึกดีใจเล็กน้อย การเปิดจุดที่แปดถือว่าราบรื่นดี สำเร็จแล้ว!
มาที่สถาบันได้ครบหนึ่งสัปดาห์พอดี เขาเปิดจุดได้สองจุดแล้ว
การมาที่เขตปกครองต้าเซี่ยนั้นถูกต้องแล้วจริงๆ
หากอยู่ที่หนานหยวน ด้วยสภาพแวดล้อมทางปราณของหนานหยวน และความยากลำบากในการได้มาซึ่งแต้มผลงาน เขาไม่มีทางหวังว่าจะเปิดจุดได้สองจุดเร็วขนาดนี้หรอก
'ยังเหลืออีก 4 จุด ก็จะถึงขั้นเชียนจวิน!'
'อีกอย่างก็คือวิชาดาบปราณอัสนี ดาบที่สองของวิชาดาบปราณอัสนีเปิดจุด 12 จุด เทียบเท่ากับขั้นเชียนจวินระดับต้น สามารถฝึกสามระดับแรกได้'
'ดาบที่สาม อัสนีบาต เปิดจุด 16 จุด เทียบเท่ากับขั้นเชียนจวินระดับกลาง สามารถฝึกหกระดับแรกได้'
ซูอวี่เรียนรู้ดาบที่สองแล้ว ส่วนดาบที่สามเปิด 16 จุด จำเป็นต้องเปิดอีก 4 จุด
และ 4 จุดนี้ มีเพียงจุดเดียวที่ทับซ้อนกับ 4 จุดหลังของเคล็ดวิชาจ้านเสินฉบับปรับปรุง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ หากเขาต้องการฝึกฝนดาบที่สามให้เชี่ยวชาญ เขายังต้องเปิดเพิ่มอีก 3 จุดให้ได้
'ทักษะต่อสู้ที่สอดคล้องกับเคล็ดวิชาจ้านเสิน จนถึงตอนนี้ฉันยังไม่เคยถาม และไม่มีใครพูดถึงเลย ตกลงว่ามันไม่มีทักษะต่อสู้ที่สอดคล้องกัน หรือว่ายังไง?'
ซูอวี่รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
ไป๋เฟิงไม่เคยพูดถึง คนอื่นๆ ก็ไม่เคยพูดถึง เมื่อคราวก่อนเขาก็ลืมถาม
หากมีทักษะต่อสู้ที่คู่กัน ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดจุดเพิ่มอีก แบบนี้จะประหยัดเวลาไปได้มาก
เคล็ดวิชาจ้านเสินระดับแรกเปิดจุด 12 จุด หากมีทักษะต่อสู้ที่สอดคล้องกัน จุดที่เปิดก็จะอยู่ใน 12 จุดนี้ สามารถใช้ทักษะต่อสู้นี้ได้โดยตรง ประหยัดเวลาไปได้มาก
คิดไปคิดมา ซูอวี่ก็ตัดสินใจไปถามไป๋เฟิง
เขาน่าจะอยู่ที่ศูนย์วิจัย ซูอวี่มองเห็นถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เขาทิ้งไว้ในโซนที่พักอาศัยแล้ว
...
หลังจากรออยู่ในโซนที่พักอาศัยเกือบหนึ่งชั่วโมง ซูอวี่ถึงจะได้เห็นไป๋เฟิงในสภาพหัวหูยุ่งเหยิง
ไป๋เฟิงแม้จะดูเหน็ดเหนื่อย แต่สภาพจิตใจกลับดีเยี่ยม!
ดวงตาเปล่งประกาย!
เมื่อมองเห็นซูอวี่ บนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มอย่างห้ามไม่อยู่ หัวเราะฮ่าๆ แล้วพูดว่า "ศิษย์รัก ฝึกตนเสร็จแล้วเหรอ?"
"..."
ซูอวี่ทนความกระตือรือร้นของเขาไม่ไหว จึงเอ่ยปากถาม "อาจารย์ การวิจัยของท่านมีผลสำเร็จแล้วหรือครับ?"
"ฮ่าๆๆ!"
ไป๋เฟิงหัวเราะเสียงดัง "มีนิดหน่อย แต่ตอนนี้... ขาดของอยู่นิดหน่อย ขาดโลหิตแก่นแท้ ขาดอักษรเทวะ!"
ไป๋เฟิงพูดด้วยความดีใจ "อาอวี่น้อย อย่าหาว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลยนะ ฉันพบว่าการปลูกถ่ายคุณสมบัติของอักษรเทวะ มันเหมาะกับการวิจัยของฉันมาก!"
แววตาของไป๋เฟิงยิ่งร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ "จริงๆ นะ เมื่อก่อนฉันยังคิดไม่ออก แต่ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว ทักษะพรสวรรค์... มันก็คือคุณสมบัติของอักษรเทวะอย่างหนึ่ง! แถมฉันยังรู้สึกว่า การสกัดโลหิตแก่นแท้มันไม่ดีเอาซะเลย ทางที่ดีที่สุดคือจับผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมหมื่นเผ่าพันธุ์มาสักสองสามคน ฉันจะลองสกัดอักษรเทวะของพวกมันดู..."
"ฉันรู้สึกว่า หมื่นเผ่าพันธุ์อาจจะมีอักษรเทวะแบบพิเศษอยู่หนึ่งตัว... เอาไว้รองรับทักษะพรสวรรค์!"
"บางทีอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมก็ได้ นักรบก็อาจจะมี แค่พวกเขาไม่เคยพบ เราก็ไม่เคยพบ!"
พูดจบ จู่ๆ ไป๋เฟิงก็พึมพำขึ้นมา "ใช่แล้ว บางที... ทุกคนอาจจะมีอักษรเทวะพิเศษอยู่หนึ่งตัว! อักษรเทวะที่รองรับทักษะพรสวรรค์ เพียงแต่เธอไม่เคยพบ ฉันก็ไม่เคยพบ ทุกคนล้วนไม่เคยพบ!"
"ไม่สิ แม้แต่เผ่าพันธุ์อื่นๆ จะไม่พบ แต่พวกเขาก็ใช้มันโดยไม่รู้ตัว บางทีอาจจะเปิดอักษรเทวะตัวนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว!"
"ส่วนเผ่ามนุษย์เรา... ก็น่าจะมี!"
ไป๋เฟิงมีท่าทางราวกับคนบ้า พูดพึมพำเหมือนละเมอ "เผ่ามนุษย์มีแน่ ต้องมีแน่ๆ! เมื่อก่อนเราเคยพิจารณาเรื่องนี้ อาจารย์เสนอว่ามันแฝงอยู่ในโลหิตแก่นแท้ แต่ทำไมมันถึงไม่อยู่ในทะเลเจตจำนงล่ะ?"
"ใครกำหนดว่าทักษะพรสวรรค์ต้องอยู่ในโลหิตแก่นแท้ มันอาจจะอยู่ในทะเลเจตจำนงก็ได้? ที่นั่นลึกลับที่สุด แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมอย่างเราก็ยังสำรวจได้ไม่ชัดเจนเลย!"
"โลหิตแก่นแท้เป็นเพียงแค่การแสดงออกอย่างหนึ่ง เผ่าพันธุ์อื่นๆ ใช้ทักษะพรสวรรค์มาเป็นเวลานาน มันจึงถูกประทับลงไปในโลหิตแก่นแท้ เราจึงมีความหวังที่จะสกัดมันออกมาได้ แต่โลหิตแก่นแท้ของเผ่ามนุษย์เรา เราก็เคยสกัดมาแล้ว แต่ก็ไม่พบทักษะพรสวรรค์เลย นี่อธิบายได้ว่าอะไร..."
ในวินาทีนี้ ไป๋เฟิงก็กระจ่างแจ้งในทันที!
เขาออกแรงขยี้หัวซูอวี่ ขยี้อย่างไม่รู้ตัว เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่
ซูอวี่ดิ้นรนเล็กน้อย แล้วก็ยอมแพ้
รู้สึกสั่นเทาเล็กน้อย!
บ้าไปอีกแล้ว!
เขากลัวว่าถ้าวันไหนไป๋เฟิงบ้าขึ้นมาจริงๆ จะพลั้งมือฆ่าเขาตายหรือเปล่า
ผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมน่ากลัวมาก!
วินาทีที่แล้วยังปกติ วินาทีต่อมาอาจจะบ้าไปแล้วก็ได้
ไป๋เฟิงพึมพำกับตัวเอง แล้วก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที จู่ๆ ก็มองไปที่ซูอวี่ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ซูอวี่ เธอคือดาวนำโชคของฉัน ไม่สิ เธอคือดาวนำโชคของสายอักษรเทวะพหุคูณของเรา คำพูดของเธอ ทำให้ฉันนึกถึงหลายๆ อย่าง การวิจัยหลายปีของเรา อาจจะได้ผลออกมาจริงๆ แล้ว!"
"ทักษะพรสวรรค์ของเผ่ามนุษย์เปิดยากขนาดนี้ ฉันรู้สึกว่า... ทักษะพรสวรรค์ของเผ่ามนุษย์ต่างหากที่แข็งแกร่งที่สุด!"
"ทะเลเจตจำนง ต้องอยู่ในทะเลเจตจำนงแน่ๆ!"
"ทะเลเจตจำนงของเผ่ามนุษย์ ต้องซ่อนอักษรเทวะตัวหนึ่งที่รองรับทักษะพรสวรรค์เอาไว้แน่ๆ แต่พวกเรากลับไม่เคยพบเจอเลย!"
"หากเปิดอักษรเทวะตัวนี้ได้... พลังของเผ่ามนุษย์จะต้องพุ่งสูงขึ้นแน่ๆ!"
ไป๋เฟิงพึมพำ "ใช่แล้ว ลองคิดดูสิ ทักษะต่อสู้ที่ไม่ต้องให้เธอไปฝึก ไม่ต้องให้เธอไปเปิดจุด เมื่อระดับของเธอเพิ่มขึ้น ทักษะต่อสู้นี้ก็จะแข็งแกร่งขึ้นโดยอัตโนมัติ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับเธอ เธอลองบอกสิว่า นี่มันแข็งแกร่งที่สุดแล้วใช่ไหม?"
"การฝึกฝนทักษะต่อสู้ ต้องใช้เวลามากเกินไป แต่ถ้าไม่จำเป็นต้องใช้เวลา ก็สามารถฝึกฝนทักษะต่อสู้ที่แข็งแกร่งออกมาได้ล่ะ?"
"ไม่เพียงแต่แข็งแกร่ง แต่ยังเหมาะสมกับเธอด้วย เธอเปิด 108 จุด ทักษะต่อสู้นี้ก็อาจจะสามารถใช้พลังของทั้ง 108 จุดได้ นี่ถึงจะเรียกว่าทักษะพรสวรรค์!"
"แน่นอนว่า นั่นคือระดับสูงที่สุด! ยกตัวอย่างทักษะพรสวรรค์ของวิหคปีกเหล็กที่เธอใช้ ความจริงมันก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไร ทักษะฉีกกระชากก็แค่ใช้จุดบางส่วน ไม่ใช่จุดทั้งหมด ทักษะพรสวรรค์แบบนี้ ในบรรดาหมื่นเผ่าพันธุ์ไม่ถือว่าแข็งแกร่งนัก!"
ไป๋เฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ "ตอนนี้ ทักษะพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาหมื่นเผ่าพันธุ์ น่าจะเป็น 'เทพแปลง' ของเผ่าเทพดั้งเดิม ตามบันทึก เผ่าเทพดั้งเดิมในขั้นเชียนจวินโดยทั่วไปจะเปิดจุดได้ระหว่าง 108 ถึง 144 จุด และ 'เทพแปลง' สามารถใช้จุดได้ระหว่าง 116 ถึง 152 จุด!"
"ลองคิดดูสิ ขั้นเชียนจวินระดับเก้า เปิด 144 จุด แต่ทักษะต่อสู้ที่ใช้กลับเปิดถึง 152 จุด มันช่างทรงพลังแค่ไหน! ต่อให้เป็นขั้นว่านสือระดับหก หากทักษะต่อสู้และเคล็ดวิชาที่ฝึกไม่แข็งแกร่งพอ ก็อาจจะถูกฆ่าตายในการโจมตีครั้งเดียว!"
ซูอวี่อดไม่ได้ที่จะถาม "อาจารย์ หมายความว่า ทักษะพรสวรรค์ของพวกเขา ยังสามารถใช้เก้าจุดของขั้นไคหยวนได้ด้วย ดังนั้นมันจึงน้อยกว่าขีดจำกัดแค่จุดเดียวเหรอครับ?"
"ใช่!"
ไป๋เฟิงพยักหน้า "'เทพแปลง' คือทักษะพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุด ภายใต้สถานการณ์ปกติ มีเพียงจุดไป่ฮุ่ยเท่านั้นที่จะไม่ได้ใช้ สามารถเชื่อมโยงจุดทั้งหมดในร่างกายได้อย่างสมบูรณ์ ทรงพลังมาก และประเด็นสำคัญยิ่งกว่าก็คือ... มันไม่ต้องฝึกเอง เกิดมาก็ใช้เป็นเลย!"
ไป๋เฟิงถอนหายใจ "ลองคิดดูสิ หากจำเป็นต้องฝึกฝน อย่างแรก สร้างทักษะต่อสู้ที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้ไม่ได้หรอก ที่จะพอดีกับจุดทั้งหมดของนาง และครอบคลุมจุดทั้งหมด
อย่างที่สอง เมื่อใดที่ต้องการจุดเพิ่มเติม นางก็ต้องไปเปิด ซึ่งจุดบางจุดเปิดยากมาก และยังไม่แน่ว่าจะหาเจอ
อย่างที่สาม ต้องใช้เวลา กว่านางจะเรียนรู้ได้อาจจะใช้เวลานานมาก"
ไป๋เฟิงมองซูอวี่แล้วพูดว่า "ตอนนี้เธอเข้าใจหรือยัง ว่าทำไมพวกเราถึงต้องวิจัยทักษะพรสวรรค์มาโดยตลอด?"
ซูอวี่พยักหน้า "หากสำเร็จ เผ่ามนุษย์จะสามารถเปิดทักษะพรสวรรค์ได้จริงๆ ไม่เพียงแต่จะประหยัดเวลา แต่ยังประหยัดทรัพยากรได้มหาศาล เพิ่มขีดจำกัดสูงสุดของผู้ฝึกตนทุกคน ทำให้บางคนจากที่อ่อนแอกลายเป็นแข็งแกร่งได้"
"เข้าใจก็ดีแล้ว!" ไป๋เฟิงพูดเบาๆ "หลายคน ระดับพลังอาจจะไม่กาก แต่ทักษะต่อสู้ธรรมดา พอไปถึงสนามรบจริงๆ เจอคนที่อยู่ระดับเดียวกันแต่ทักษะต่อสู้แข็งแกร่งกว่า บางทีแค่สองสามกระบวนท่าก็อาจจะโดนฆ่าแล้ว!"
"ในเวลานี้ หากมีทักษะพรสวรรค์ที่ไม่ต้องฝึกก็ใช้เป็น เธอลองบอกสิว่า พลังต่อสู้จะเพิ่มขึ้นเท่าไหร่?"
ซูอวี่รีบถาม "แล้วหลายปีมานี้เผ่ามนุษย์ไม่เคยวิจัยมาก่อนเลยเหรอครับ?"
"เคยสิ!"
ไป๋เฟิงหัวเราะ "ถ้าไม่วิจัย จะมีศูนย์วิจัยเหวินถานได้ยังไง? ความจริงแล้ว สถาบันต่างๆ ล้วนมีคนวิจัยอยู่ รวมไปถึงสถาบันสงคราม ความจริงก็มีคนวิจัยอยู่เหมือนกัน ใครบ้างล่ะที่ไม่อยากให้เผ่ามนุษย์มีทักษะพรสวรรค์?"
"น่าเสียดาย... หลายปีมานี้ กลับไม่เคยประสบความสำเร็จเลย!"
ไป๋เฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ "ฉันเพิ่งจะคิดเรื่องนี้ได้ ทะเลเจตจำนง... บางทีแดนแสวงวิถีหรือวิหารเทพสงครามก็อาจจะเคยคิดถึงเรื่องนี้มาแล้ว แต่ในนั้นต้องมีความยากลำบากอยู่มากมายแน่ๆ ทะเลเจตจำนงลึกลับที่สุด จะพัฒนาทะเลเจตจำนงอย่างไร จะค้นหาอักษรเทวะที่รองรับทักษะพรสวรรค์ตัวนี้อย่างไร... นี่อาจจะต้องใช้เวลาวิจัยชั่วชีวิตของเราเลยทีเดียว!"
ซูอวี่เองก็รู้สึกหวั่นไหว หากสามารถวิจัยออกมาได้จริงๆ นั่นก็คงจะสุดยอดไปเลย!
แต่คิดก็ส่วนคิด เรื่องนี้มันห่างไกลเกินไป
เมื่อไป๋เฟิงไม่บ้าขนาดนั้นแล้ว ซูอวี่ถึงพูดว่า "อาจารย์ครับ ผมอยากถามหน่อย เคล็ดวิชาจ้านเสินมีทักษะต่อสู้ที่สอดคล้องกันหรือเปล่าครับ?"
"ทักษะต่อสู้ที่สอดคล้องกัน?"
ไป๋เฟิงเข้าใจขึ้นมาทันที ก่อนจะพูดว่า "มีสิ แต่... ทักษะต่อสู้ที่สอดคล้องกับเคล็ดวิชาจ้านเสิน ต้องใช้แต้มผลงานจำนวนมากแลกมา ทักษะต่อสู้มีไว้สำหรับฆ่าคน เป็นสิ่งที่เพิ่มความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง ขอคิดดูก่อน เหมือนจะแพงกว่าเคล็ดวิชาจ้านเสินซะอีก 200 แต้มผลงานหรือเท่าไหร่นี่แหละ?"
ซูอวี่รีบถาม "ทั้งเล่ม หรือมีแค่ขั้นเชียนจวินครับ?"
"ไร้สาระ!"
ไป๋เฟิงกลอกตาแล้วพูดว่า "ต้องเป็นขั้นเชียนจวินอยู่แล้วสิ ถ้าเธออยู่ในสถาบันสงคราม นั่นอาจจะถูกหน่อย แลกได้ในราคาไม่เกิน 100 แต้มผลงาน แต่ในสถาบันอารยธรรม ของแบบนี้วิหารเทพสงครามเป็นคนวิจัยออกมา พวกเขาไม่ค่อยถูกกับเรา เราจะฝึกก็ต้องจ่ายราคาแพงกว่าเท่าตัว!"
"งั้นผมไปหาคนในสถาบันสงครามแลกได้ไหมครับ?"
"แน่นอนว่าไม่ได้!"
ไป๋เฟิงอธิบายว่า "เว้นเสียแต่อีกฝ่ายจะมีระดับผลงานสูงมาก ถึงจะมีสิทธิ์ถ่ายทอดให้เธอได้ ไม่เช่นนั้นก็ไม่ได้เด็ดขาด แต่สิทธิ์แบบนั้น ในสถาบันสงคราม อย่างน้อยก็ต้องเป็นนักวิจัยระดับกลางขึ้นไป นักวิจัยระดับกลางบางคนก็ยังไม่มีสิทธิ์เลย ต้องเป็นระดับสูงเท่านั้น เธอรู้จักเหรอ?"
"ไม่รู้จักครับ!"
ซูอวี่รู้สึกหดหู่ เขาจะไปรู้จักได้ยังไง!
"หาทางเก็บเงินไปแลกเองเถอะ ฉันไม่มีเงินหรอก เรื่องนี้เธออย่ามาหวังพึ่งฉันเลย..."
ไป๋เฟิงดับความคิดของซูอวี่โดยตรง "ความจริงก็ไม่นานหรอก เธอได้รางวัลระดับสูงขั้นสูงสุดเดือนละ 3 แต้ม หัวหน้าชั้นเรียนอีก 3 แต้ม นี่ก็ 6 แต้มผลงานแล้ว สอบได้สิบอันดับแรกก็มีรางวัล ที่หนึ่งเหมือนจะ 10 แต้มมั้ง? ที่สิบก็ 1 แต้ม ถ้าเธอได้ที่หนึ่งทุกเดือน นั่นก็ 16 แต้มแล้ว..."
ไป๋เฟิงหัวเราะฮ่าๆ "ทำแบบนี้ต่อไป ภายในหนึ่งปีก็แลกได้แล้ว ไม่มีอะไรหรอก สำหรับใครหลายคน ภายในหนึ่งปีสามารถเข้าสู่ขั้นเชียนจวินได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว แน่นอนว่าเธอคงเร็วกว่านั้นเยอะ"
พูดจบ ไป๋เฟิงก็พูดต่อ "แต่เธอก็หาเงินได้เยอะเหมือนกัน ไม่ต้องกลัว ยิ่งไปกว่านั้นเธอไม่ใช่ว่ายังเป็นทักษะต่อสู้อีกวิชาหนึ่งเหรอ? ใช้วิชาดาบปราณอัสนีไปก่อนก็ไม่เลวหรอก!"
ซูอวี่พยักหน้า จำใจต้องเลิกคาดหวังว่าอาจารย์จะให้เขาฟรีๆ แล้ว
"อาจารย์ แล้วโลหิตแก่นแท้วัวทะลวงภูเขาที่อาจารย์เคยพูดก่อนหน้านี้ล่ะครับ..."
"รอให้เธอถึงขั้นเชียนจวินแล้วค่อยว่ากัน!"
ซูอวี่กระแอมไอเล็กน้อยแล้วพูดว่า "อาจารย์ เมื่อวานผมไม่เห็นอาจารย์ เลยลืมบอกไป ผมไปท้าพนันกับคนอื่น ใช้โลหิตแก่นแท้วัวทะลวงภูเขามาเป็นของเดิมพัน แน่นอน ผมมั่นใจว่าต้องชนะ..."
"นักเรียนของหูเหวินเซิงเหรอ?"
"ไม่ใช่ครับ นักเรียนของอาจารย์หลิวหง นักเรียนใหม่ หลินเย่า"
"ยอดอัจฉริยะ?"
"ไม่ใช่ครับ"
"อ้อ..."
ไป๋เฟิงหมดความสนใจ พูดอย่างไม่ใส่ใจว่า "ไปเล่นเองเถอะ ไม่ใช่ยอดอัจฉริยะ ไม่ใช่นักเรียนเก่า ถ้านักเรียนใหม่คนเดียวเธอยังจัดการไม่ได้ งั้นเธอก็ไร้ประโยชน์เกินไปแล้ว โลหิตแก่นแท้วัวทะลวงภูเขาหมดก็คือหมด เธอไม่มีคุณสมบัติที่จะใช้มันมาสร้างรากฐานหรอก เปลืองเปล่าๆ!"
เขาไม่ได้สนใจจริงๆ!
ของสิ่งนี้เตรียมไว้ให้ซูอวี่จริงๆ หากแม้แต่นักเรียนใหม่ที่ไม่ใช่ยอดอัจฉริยะซูอวี่ยังเอาชนะไม่ได้ แพ้ก็แพ้ไป
เขาแพ้เอง ต่อไปก็ปล่อยให้เขาไปเสียใจทีหลังเอง!
คิดไปคิดมา ไป๋เฟิงก็พูดอีกว่า "จริงสิ สายของหลิวหงมีเงินเยอะ เวลาพนันจำไว้ว่าให้หลอกเอามาเยอะๆ หน่อย!"
ไป๋เฟิงพูดอย่างสมเหตุสมผล "เขารับนักเรียน ฉันรู้ รับแต่ลูกหลานคนรวยเท่านั้นแหละ! หมอนี่ขี้งกจะตาย อยากจะไม่ต้องจ่ายเงินให้นักเรียนเลยสักแดงเดียว อยากให้นักเรียนเอาเงินมาประเคนให้เขาทุกปี..."
"แล้วยังมีคนไปฝากตัวเป็นศิษย์อีกเหรอครับ?"
ซูอวี่รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แล้วพวกหลินเย่าหวังอะไรล่ะ?
ไป๋เฟิงพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า "ทำไมจะไม่มี? เธอคิดว่า ถ้าฉันอยากรับนักเรียน แล้วไม่ให้เงิน จะไม่มีใครมาเหรอ? เธอคิดว่าทุกคนจะเป็นเหมือนเธอ ที่เจอกันก็กล้าขอเงินฉัน? นักเรียนย่อมมีสิ่งที่หวัง หวังเส้นสายของหลิวหง หวังชื่อเสียงของหลิวหง หวังพึ่งพาบารมีของหลิวหง หรือแม้กระทั่ง... หวังตัวเขาก็มีนะ!"
ไป๋เฟิงหัวเราะฮ่าๆ "หมอนี่หน้าตาก็ยังพอดูได้ แถมยังไม่ได้แต่งงาน ครอบครัวไหนมาเกี่ยวปิงเขาได้ อีกไม่กี่ปีก็อาจจะมีผู้เชี่ยวชาญขั้นหลิงอวิ๋นเพิ่มมาอีกคน เธอลองบอกสิว่าพวกเขาหวังอะไรจากเขา?"
ซูอวี่อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
แล้วก็มองไปที่ไป๋เฟิง... มีใครหวังตัวอาจารย์ด้วยหรือเปล่าเนี่ย?
ไป๋เฟิงก็ไม่สนใจ หัวเราะฮ่าๆ แล้วพูดว่า "อย่ามองฉันแบบนี้ ในสถาบันคนหวังตัวฉันก็ไม่น้อย ขี้เกียจสนใจ! ถ้าต่อไปเธอมีชื่อเสียงโด่งดัง ก็เป็นแบบเดียวกันนั่นแหละ รอบๆ ตัวเธอขาดคนพวกนี้ไม่ได้หรอก..."
"ผู้หญิงล้วนเป็นอุปสรรคต่อการฝึกตน!"
ซูอวี่พูดอย่างจริงจัง "อาจารย์หลิวบอกว่า ผู้หญิงจะขัดขวางไม่ให้เราแข็งแกร่งขึ้น เป็นเสือขวางทางบนเส้นทางการฝึกตนของเรา ผมจะไม่เป็นแบบนั้นหรอกครับ!"
"..."
จู่ๆ ไป๋เฟิงก็พูดไม่ออก!
ศิษย์ลุง ท่านผู้อาวุโสสอนมายังไงเนี่ย?
ตัวท่านเองออกไปจีบคนนู้นคนนี้ข้างนอก กลับสอนให้ซูอวี่ไม่ต้องหาผู้หญิง... ไม่ใช่คนจริงๆ!
ขี้เกียจพูดเรื่องนี้กับซูอวี่ให้มากความ ไป๋เฟิงยิ้มแย้มแล้วพูดว่า "ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว จำคำพูดฉันไว้ หลิวหงหมอนี่มีเงิน นักเรียนของเขาก็มีเงิน หลอกเอาเงินพวกเขามาได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น พวกนี้ไม่ได้หวังดีกับเราอยู่แล้ว เดิมทีก็เป็นคู่แข่งกัน หลอกพวกเขาไม่ต้องรู้สึกผิดอะไรหรอก!"
"เข้าใจแล้วครับ"
"งั้นก็ดีแล้ว..."
ไป๋เฟิงพูดจบ ก็เตรียมตัวจะเข้าไปในห้องทดลองอีกครั้ง คิดไปคิดมา ก็หันกลับมาพูดว่า "รีบถึงขั้นบ่มเพาะจิตซะ รอให้ถึงขั้นบ่มเพาะจิตแล้ว ฉันจะอนุญาตให้เธอเข้าไปในห้องทดลองหลัก และไปที่เขตคุมขังได้ ที่นั่น... เธอถึงจะกลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่แท้จริงได้!"
ซูอวี่รู้สึกคาดหวัง การเป็นผู้แข็งแกร่ง คือสิ่งที่เขาไขว่คว้า!







