จี้เสี่ยวหลานมีฉากทั้งหมดพันกว่าฉาก ฉู่ชิงมีประมาณแปดสิบกว่าฉาก นับว่าเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ เท่านั้น อีกทั้งยังไม่ค่อยเทกใหม่ ความคืบหน้าจึงผ่านไปอย่างรวดเร็ว เร็วจนเขายังไม่ทันรู้สึกอะไรก็ใกล้จะจบแล้ว
เขารู้สึกว่าสภาพจิตใจของตัวเองตอนนี้ไม่ค่อยดีนัก ไม่ใช่ว่าถ่ายละครไม่ตั้งใจ เขาก็ตั้งใจดี เพียงแต่รู้สึก... อืม ไม่ตื่นเต้น
อันที่จริง สำหรับการถ่ายทำละครโทรทัศน์แล้ว ตั้งแต่หวนจูเป็นต้นมา เขาก็แทบไม่ได้สัมผัสกับความรู้สึกตื่นเต้นแบบนั้นอีกเลย บางทีฉากสุดท้ายของอู๋กังอาจจะพอนับได้ครั้งหนึ่ง แน่นอนว่าอาจเป็นเพราะบทสมทบเหล่านี้มีรูปแบบที่ตายตัว ตัวละครแบนราบ ล้วนไม่มีความขัดแย้งในใจอะไร
แต่ภาพยนตร์ไม่เหมือนกัน ทั้งหัวขโมยสุดรันทด นักเลงมีศิลปะ ชาวนาผู้โง่เขลา เขาไม่เคยได้รับบทตัวละครที่ดูปกติเลย และความไม่ปกติเหล่านี้กลับทำให้เขาคาดหวังมากยิ่งขึ้น
เขาเฝ้ารอภาพยนตร์เรื่องต่อไปของตัวเองมาตลอด ก่อนที่ผลลัพธ์นี้จะออกมา จึงค่อนข้างมีอารมณ์คล้ายกับกำลังเก็บตัวซุ่มซ้อม ดังนั้น ละครสองเรื่องที่รับมานี้ จึงให้ความรู้สึกไม่ค่อยดีนักเหมือนเป็นแค่การหาเงินทางผ่าน
ฉู่ชิงไม่มีผู้จัดการ ไม่มีใครไปติดต่อหางานให้เขาก่อน มีแต่ฝ่ายที่มาหาเขาและถูกแนะนำไป และผู้กำกับสามคนที่เขาเคยร่วมงานด้วย ตอนนี้ก็ไม่มีใครมีเวลามาสนใจเขา
เหล่าเจี่ยยังคงซุ่มอยู่ที่เฟินหยาง เงินทุนของโหลวเย่ในที่สุดก็พร้อม หิ้วกล้องเพิ่งวิ่งไปเซี่ยงไฮ้เพื่อปิดกล้องซูโจวเหอ เจียงเหวินกำลังทำช่วงโพสต์โปรดักชันอย่างยากลำบาก ได้ยินมาว่าวันหนึ่งต้องสูบบุหรี่หมดไปถึงสามซอง
กลับเป็นโจวกงจื่อที่โทรศัพท์มาอย่างไม่คาดคิด คุยเล่นกันไม่กี่ประโยค บอกว่าบทของเธอในต้าหมิงกงฉือถ่ายทำเสร็จแล้ว ตอนนี้กำลังรับงานซ้อนในภาพยนตร์เรื่องน่าสือฮวาไค ผู้กำกับเป็นคนอ้วนที่ดูลามกมาก ก่อนวางสาย เธอเหมือนจะพูดขึ้นมาลอยๆ เป็นแบบที่ดูสบายๆ มากๆ บอกว่าเพิ่งคบกับแฟนหนุ่มคนหนึ่ง ชื่อว่าผู่ซู่
ละครเวทีที่พวกหลิวเย่ซ้อมกันยังคงทุ่มสุดตัว ฉู่ชิงไปดูอีกหลายครั้ง เป็นเขาที่ไปเอง เพราะว่ามันน่าเบื่อจริงๆ ทุกครั้งก็จะนั่งเงียบๆ อยู่บนโซฟากับหยวนเฉวียน นานวันเข้ากลับดูรู้เรื่องขึ้นมาซะอย่างนั้น
"ชิง นายทำอะไรอยู่น่ะ"
หยวนลี่สวมชุดผ้าซาตินสีเหลืองอ่อนคอปกสีขาวนวล พอเธอออกมาจากห้องแต่งตัว ก็เห็นเจ้าหนุ่มนี่กำลังขยุกขยิกอยู่ตรงนั้น
"เดี๋ยวต้องเล่นเป็นคนตาบอดไม่ใช่เหรอ กำลังหาความรู้สึกน่ะ พี่ลองดูสิว่าเป็นไง"
ฉู่ชิงพูดพลางหัวเราะ พูดจบก็บิดครึ่งท่อนบนเป็นมุมที่ประหลาดมาก แล้วเดินไปสองสามก้าว เท้าหลังไม่เลยเท้าหน้า แต่คอกลับยื่นไปข้างหน้า เหมือนกับเอาหูมาใช้เป็นปากเพื่อสื่อสารกับคนอื่นอย่างไรอย่างนั้น
หยวนลี่เห็นแล้วก็ขำ พูดพลางหัวเราะว่า "โอ้โห เหมือนจริงๆ ด้วย!"
"แน่นอน ผมตั้งใจซื้อแผ่นมาเลยนะ เรียนมาจากลุงเปิ่นซานน่ะ" ฉู่ชิงพูดอย่างโอ้อวด
หยวนลี่มองเขาด้วยสายตาที่ลึกซึ้งเป็นพิเศษ แล้วพูดว่า "นี่ รสนิยมของนายไม่เหมือนคนอื่นเขาจริงๆ ด้วย..."
"ทีมงานทุกคนเตรียมตัว เตรียมตัว!"
ตอนนั้นเอง ผู้กำกับหลิวเจียเฉิงก็ถือโทรโข่งเริ่มตะโกน ทั้งสองคนหยุดคุยกันทันที แล้วรีบไปประจำที่
"แอ็กชัน!"
ฉู่ชิงนั่งอยู่ในเกี้ยวเล็กผ้าซาตินสีเขียว รู้สึกแปลกใหม่ดี เสียอย่างเดียวที่นั่งมันห่วยแตกเกินไป แม้แต่เบาะนุ่มๆ ก็ไม่มี แข็งจนเจ็บก้น ในมือเขาถือผ้าขาวผืนหนึ่ง กะเวลาเอาไว้ แล้วเอาผ้ามาปิดตา ผูกเป็นปมที่น่าเกลียดมากไว้ข้างหลัง
ผ้าหนามาก ลืมตาก็มองไม่เห็นอะไรเลย หนังตาก็รู้สึกทรมาน จึงทำได้เพียงหลับตาลง เวลาที่คนเราหลับตา สิ่งที่สัมผัสได้ไม่ใช่ความมืดมิด แต่เป็นสีแดงสีเขียวต่างๆ ที่กระจัดกระจายหลากสีสัน เกี้ยวโยกเยกไปมา ร่างกายของเขาก็โยกเยกตามไปด้วย
การโยกเยกแบบนี้ ทำให้เขารู้สึกไม่มั่นคงเป็นพิเศษ สีสันที่ปะปนกันเหล่านั้นปลิวว่อนอยู่ตรงหน้า กระแทกเส้นประสาทของเขาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งมายิ่งสับสน ยิ่งมายิ่งสับสน ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าร่างกายเอียงมากขึ้นเรื่อยๆ หาจุดศูนย์กลางไม่เจอ จากนั้น โยกไปโยกมา จู่ๆ ในหัวก็มึนงง ราวกับความคิดทั้งหมดถูกลบไป
เขาก็รู้ตัวในทันทีว่า แย่แล้ว!
ฉากนี้คือ ตู้เสี่ยวเยวี่ยมาต้อนรับเฟิงเซินอินเต๋อกลับจากการออกรบ แต่กลับเห็นว่าตาของเขาบอดแล้ว
คนสี่คนหามเกี้ยวเล็กเดินมาจากนอกประตูเมือง ด้านหน้าสุดยังมีทหารสองคนเบิกทาง พอผ่านซุ้มประตู ก็ค่อยๆ วางเกี้ยวลง ม่านเกี้ยวถูกเปิดออก ฉู่ชิงยื่นตัวออกมา
เขาสวมชุดเกราะ มือซ้ายอุ้มหมวกเกราะไว้ข้างลำตัว มือขวาคลำไปข้างหน้า มุดออกมาจากเกี้ยวอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ
หลิวเจียเฉิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ค่อยมีตัวตนในกองถ่ายมาตลอด เพราะว่าบารมียังน้อยเกินไป เมื่อก่อนเป็นผู้กำกับคิวบู๊ ประสบการณ์การเป็นผู้กำกับยังสู้จางกั๋วลี่ไม่ได้ พอมาถึงภาคสอง ความน่าอึดอัดนี้ก็ยิ่งชัดเจน จางกั๋วลี่รับหน้าที่เป็นผู้กำกับใหญ่โดยตรง หลิวเจียเฉิงก็ยิ่งเหมือนกับลูกจ้าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีฝีมือ คลุกคลีมาตั้งหลายปี อย่างน้อยสายตาก็ยังมี พอฉู่ชิงมุดตัวออกมาเมื่อครู่นี้ เขาก็รู้สึกว่าท่าทางนี้มันดูขัดตามาก
ร่างกายสั่นเทา มือก็มีรายละเอียดมาก เหมือนคนตาบอดจริงๆ แต่ก็ทำให้คนดูรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ ดูจงใจ ไม่เป็นธรรมชาติ ยิ่งเมื่อเทียบกับการแสดงก่อนหน้านี้ของเขา ก็เหมือนกับมือใหม่ แข็งทื่อและอ่อนหัดอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
หลิวเจียเฉิงไม่ได้สั่งคัต ยังอยากจะดูต่อไปอีกหน่อย
ก็เห็นฉู่ชิงยืนอยู่หน้าเกี้ยว ดูเหมือนจะสับสนไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หันไปทางซ้าย ยกขา ชนเข้ากับคานเกี้ยวอย่างจัง ทั้งร่างเซถลา ทหารสองคนนั้นรีบเข้ามาประคองไว้
"คัต!"
การชนครั้งนี้ ทำให้ความจงใจนั้นถูกขยายใหญ่ขึ้นในพริบตา หลิวเจียเฉิงทนไม่ไหวต้องตะโกนออกไป "ฉู่ชิง นายเล่นแบบนี้ไม่ถูก เอาใหม่!"
ฉู่ชิงรีบพูด "ขอโทษครับผู้กำกับ!"
เขาก็รู้สึกไม่ค่อยลื่นไหลเหมือนกัน ราวกับว่าพอนำผ้ามาปิดตาแล้ว จู่ๆ ก็หมดความรู้สึกปลอดภัย ในใจมีแต่ความร้อนรนและกระวนกระวาย วุ่นวายไปหมด สงบสติอารมณ์ไม่ได้เลย
"แอ็กชัน!"
ฉู่ชิงค่อยๆ หันตัวไปทางซ้าย ครั้งนี้ไม่ได้ไปชนคานเกี้ยว แต่ก้าวข้ามไปภายใต้การประคองของทหาร
"คัต!"
หลิวเจียเฉิงตะโกนอีก "ยังไม่ถูก เอาใหม่!"
"คัต!"
"คัต!"
"คัต!"
หลังจากที่เทกใหม่ไปเกือบยี่สิบครั้ง หลิวเจียเฉิงก็ค่อนข้างร้อนใจ กลั้นความรู้สึกที่อยากจะด่าเอาไว้ เพิ่มระดับเสียงพูดว่า "นายเปลี่ยนวิธีเล่นได้ไหม เปลี่ยนวิธีน่ะเป็นไหม"
ฉู่ชิงทำได้เพียงขอโทษไม่หยุด "ขอโทษครับ ขอโทษครับ!"
เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง...
"คัต!"
หลิวเจียเฉิงถอนหายใจ ยังสู้รอบเมื่อกี้ไม่ได้เลย โบกมือพูดว่า "พักสิบนาที!"
ฉากนี้ถ่ายด้วยกล้องสองตัว ตัวหนึ่งจับไปที่ฉู่ชิง ตัวหนึ่งจับไปที่หยวนลี่ ตอนที่เขาเทกใหม่บ่อยๆ หยวนลี่ก็ต้องทำหน้าไม่อยากจะเชื่อและเจ็บปวดเสียใจอยู่ตลอดเวลา
ฉู่ชิงเดินขอโทษทีมงานทีละคน สุดท้ายก็พูดกับหยวนลี่ว่า "พี่ครับ ขอโทษด้วย ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอะไร"
"ไม่เป็นไรๆ นายไปทำอย่างอื่นไป ดีที่สุดคือไปออกกำลังกาย อย่าเพิ่งไปคิดถึงมัน ทำหัวให้โล่งๆ เข้าไว้" หยวนลี่ไม่ได้ใส่ใจ กลับสอนประสบการณ์ในการทำให้สงบอารมณ์แก่เขา
ฉู่ชิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองสามครั้ง จากนั้นก็แกว่งแขนแรงๆ เริ่มวิ่งเหยาะๆ เป็นวงกลมเล็กๆ
เขาเองก็กลุ้มใจ เมื่อก่อนตอนถ่ายทำไม่ราบรื่น ไม่นานก็สามารถปรับตัวได้ ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน เหมือนถูกเชือกรัดเอาไว้ สลัดให้หลุดไม่ได้ ที่น่ากลุ้มยิ่งกว่าคือ ดันไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าต้นตอของเชือกเส้นนี้อยู่ที่ไหน
สิบนาทีต่อมา เริ่มถ่ายทำใหม่
ในที่สุดฉู่ชิงก็ก้าวข้ามเกี้ยวมาได้อย่างยากลำบาก ถูกทหารสองคนประคองเอาไว้ เดินไปถึงหน้ากำแพงเมือง ยื่นมือไปลูบๆ แล้วหันตัวกลับมา กล่าวว่า "เมื่อก่อนเสี่ยวเยวี่ยก็มาส่งข้าออกรบที่นี่"
หลิวเจียเฉิงอ้าปาก แต่สุดท้ายก็ล้มเลิกความตั้งใจ เขาแสดงได้ดีขึ้นมานิดหน่อยแล้ว แต่ก็เพียงแค่นิดหน่อยเท่านั้น
"พวกเจ้าตามหาเสี่ยวเยวี่ยให้ข้าที ข้ารู้ว่านางต้องรอข้าอยู่ที่นี่แน่ นางอยู่ที่นี่!"
ฉู่ชิงใช้สองมือคลำทาง เดินสะเปะสะปะอยู่หน้าประตูเมือง
"คุณชาย!"
หยวนลี่ขยับเข้าไปใกล้ เรียกเบาๆ
"เสี่ยวเยวี่ย!"
ฉู่ชิงค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว ยื่นมือออกไป คลำหาสองสามที จากนั้นก็จับที่แขนของเธอ
"เอาล่ะ ผ่าน!"
หลิวเจียเฉิงหมดความอดทนในที่สุด ตะโกนออกไปแบบขอไปที
สำหรับนักแสดงสมทบหลายคนในเรื่องนี้ เขาไม่ได้คาดหวังอะไรมาก แค่คุณทำได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนดก็พอ ฉันไม่มีเวลามาให้คุณเริ่มใหม่เป็นยี่สิบรอบหรอก แต่สำหรับฉู่ชิง เขาคาดหวังไว้ค่อนข้างมากมาตลอด แต่ก็ไม่สามารถมาเสียเวลาทั้งกองถ่ายไปกับเจ้านี่ได้ทั้งวันหรอก
หลิวเจียเฉิงในตอนนี้ก็ค่อนข้างผิดหวังเหมือนกัน ไม่คิดเลยว่ามาตรฐานระดับคาบเส้นแบบนี้ จะต้องถูกนำมาใช้กับเขาด้วย
หลังจากสั่งคัต ฉู่ชิงก็กระชากผ้าปิดตาออกอย่างแรง เดิมทีอยากจะปาลงพื้น แต่ก็ต้องฝืนข่มความรู้สึกวู่วามนี้เอาไว้ ยืนอยู่กับที่พักใหญ่ จากนั้นก็พ่นลมหายใจออกมายาวๆ
เขาแม่งไม่เข้าใจเลยจริงๆ ทำไมจู่ๆ ถึงเล่นละครไม่เป็นไปได้!
เขารู้สึกว่าตัวเองช่างไม่มีรัศมีตัวเอกปกคลุมเอาเสียเลย มักจะเป็นตอนที่เพิ่งจะเกิดความเย่อหยิ่งลำพองใจขึ้นมานิดหน่อย ก็ถูกน้ำเย็นราดรดใส่หัว ให้สมองได้ตื่นขึ้นมาบ้าง โอกาสที่จะได้เลือดลมพลุ่งพล่านสักนิดยังไม่มีเลย
ฉู่ชิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงมุมห้อง เกาหัว ยิ่งไม่เข้าใจก็ยิ่งคิด ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน เขาไม่เหมือนซุนหงเหลย ที่สามารถบอกผู้กำกับอย่างเท่ๆ ได้ว่า ฉากนี้ผมมีวิธีเล่นห้าแบบ จากนั้น ค่อยเลือกแบบที่ได้ผลดีที่สุดออกมา เขาไม่ได้มาสายนั้น คิดวิธีเล่นเป็นคนตาบอดได้ไม่เยอะขนาดนั้น
อันที่จริง ปัญหาของเขาไม่ได้อยู่ที่วิธีแสดง แต่อยู่ที่ระดับความคิด ยังมองไม่เห็นถึงระดับนั้น
หนึ่งคือความสับสนระหว่างตัวละครกับตัวละคร ในฉากนี้ฉู่ชิงคิดว่าตัวเองกำลังเล่นเป็นสองตัวละคร คนหนึ่งคือคนตาบอด อีกคนคือเฟิงเซินอินเต๋อ แต่อันที่จริงมีเพียงหนึ่งเดียว เฟิงเซินอินเต๋อตาบอด เขาก็ยังคงเป็นเฟิงเซินอินเต๋อ
และเขาใส่ใจกับข้อกำหนดที่ว่า 'ตาบอด' มากเกินไป จนละเลยตัวละครไปเสียสนิท จิตใต้สำนึกอยากจะเลียนแบบคนตาบอด ทั้งสีหน้า ท่าทาง รวมไปถึงความรู้สึกนึกคิด ล้วนเป็นแบบนี้ แต่ทิศทางมันผิด ต่อให้คุณเล่นได้เหมือนจริงแค่ไหน มันก็ไม่เข้ากับเนื้อเรื่องเลยสักนิด
ลุงเก๋อเคยเล่นฉากคนตาบอดในเรื่องปู๋เจี้ยนปู๋ซั่น พูดตามตรง ไม่เหมือนหรอก แต่มันดูเป็นธรรมชาติและได้ผล ทำไมล่ะ ก็เพราะเขาไม่ได้กำลังเล่นเป็นคนตาบอด แต่กำลังเล่นเป็นหลิวเอวี๋ยน
อย่างที่สอง ตัวเขาเองก็ถูกปิดตาเอาไว้ มองไม่เห็นอยู่แล้ว แต่กลับยังต้องแสดงท่าทางมองไม่เห็นอีก ก็เหมือนกับคนตาบอดคนหนึ่ง ที่ต้องไปรับบทเป็นคนตาบอดอีกคน ผลลัพธ์ก็คือความขัดแย้งเท่านั้น
นายมองไม่เห็นอยู่แล้ว ทำไมยังต้องไปแสดงอีก ฉู่ชิงไม่ทันตระหนักถึงจุดนี้ จึงจับจังหวะได้ไม่ดีมาตลอด จนกลายเป็นว่าดูจงใจมากเกินไป
สุดท้าย ก็เป็นเพราะความเบียวของเขาที่กำเริบขึ้นมาล้วนๆ
คลุกคลีอยู่ในวงการบันเทิงมาได้สองปีแล้ว ตลอดทางที่เดินมา เมื่อเทียบกับนักแสดงตัวเล็กๆ ส่วนใหญ่ที่เพิ่งเข้าวงการ เขาแทบจะเรียกไม่ได้ว่าต้องล้มลุกคลุกคลานเลย ราบรื่นจนผิดคาด
หมอนี่เป็นคนนิสัยชอบโอ้อวด ปากไม่พูด แต่ในใจกลับรู้สึกเหลิงนิดๆ โดยเฉพาะในด้านการแสดง ผู้กำกับใหญ่ตั้งมากมายล้วนเอ่ยปากชม ประหนึ่งว่าพรุ่งนี้ก็สามารถคว้ารางวัลแกรนด์สแลมมาครองได้อย่างไรอย่างนั้น
ตอนเรียนครูเคยสอนไว้ว่า การแสดงมีกระบวนการผ่อนคลายและการรวบรวมสมาธิ ถ้าไม่ผ่อนคลาย ก็ทำท่าทางออกมาไม่ได้ ถ้าไม่รวบรวมสมาธิ ก็ยากที่จะปลดปล่อยออกมา จุดปลดปล่อยของนักแสดงแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนคือรูปร่างหน้าตา บางคนคือสีหน้าท่าทาง อย่างลุงเก๋อ ก็รวมสมาธิไว้ที่บทพูด ทุกถ้อยทุกคำล้วนตกตะกอนด้วยพลังวัตรที่ล้ำลึกอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
ฉู่ชิงก็มีจุดปลดปล่อยของตัวเองเช่นกัน นั่นก็คือดวงตาที่เป็นประกายคู่นั้น แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของละครล้วนพึ่งพามันจนโดดเด่น สิ่งนี้ทำให้เขาเคยชินกับการอวดความสามารถพิเศษนี้ และแสดงตามรูปแบบนี้
แต่ตอนนี้ ดวงตาถูกปิดเอาไว้ ถึงแม้เขาจะไม่ยอมรับ แต่เขาก็ลนลานขึ้นมาในทันทีจริงๆ
ฉันมองไม่เห็นแล้ว แบบนี้ยังจะแสดงยังไงล่ะ???







