วันที่ 13 พฤษภาคม ฉากแรกที่ฉู่ชิงเข้ากองถ่ายก็คือฉากกลางคืน
สถานที่คือตำหนักกง ว่ากันว่าเหอเชินเคยอาศัยอยู่ที่นี่ ตอนที่หวังกังถ่ายทำเรื่องหลิวหลัวกัวก็เคยมาถ่ายทำที่นี่ ถือว่าได้กลับมาเยือนถิ่นเก่า
ฉู่ชิงลูบครึ่งหัวที่โล้นเลี่ยนของตัวเอง รู้สึกว่าไม่ควรรับเล่นละครราชวงศ์ชิงอีกแล้ว ไม่อย่างนั้นชาตินี้ผมคงไม่มีวันยาว ถ้านับครั้งนี้ด้วยก็เป็นละครโทรทัศน์สี่เรื่องแล้ว ไหฺวโหรว ตากวนหยวน ตำหนักกง สวนวัฒนธรรมพื้นบ้าน โรงถ่ายเป่ยอิ่ง... สถานที่จัดฉากโบราณทั่วเมืองเขาไปเหยียบมาแทบจะหมดแล้ว รู้ลู่ทางเป็นอย่างดี ต่อไปถ้าไม่ได้เป็นนักแสดงแล้ว ไปเป็นไกด์ก็ไม่ต้องอบรม แค่หิ้วโทรโข่งอันเดียวก็พูดน้ำไหลไฟดับได้เลย
"อาจารย์หวังครับ ท่อนนี้เปลี่ยนเป็นผมรินเหล้าให้คุณ คุณคิดว่ายังไงครับ" ก่อนเริ่มถ่ายทำ ฉู่ชิงถือบทเข้าไปขอคำแนะนำด้วยความถ่อมตัว ท่าทีค่อนข้างนอบน้อม
หวังกังกวาดตามองบท ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า "ได้สิ พอนายรินเหล้าปุ๊บ ตัวละครก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาเลย" พูดพลางตบไหล่เขาแล้วเอ่ยชม "ไม่เลว มีความคิดสร้างสรรค์ดี"
คนๆ นี้ ด้วยความที่ตอนเจอกันครั้งแรกแสดงท่าทีเย็นชาหยิ่งยโส ทีแรกฉู่ชิงก็เลยยังรู้สึกกังวลอยู่บ้าง เขามีความทะนงตัวแบบที่คิดว่าตัวเองเป็นศิลปินอาวุโส อายุมากแล้ว มักจะชอบสั่งสอนนักแสดงรุ่นน้อง แน่นอนว่าไม่ได้มีเจตนาร้าย แค่ชอบวางมาด คอยเก๊กอยู่ตลอด
เป็นนักแสดงมาถึงจุดนี้ สิ่งที่ต้องแย่งชิงกันมันไม่ใช่เรื่องที่ว่าใครจะเป็นคนรินเหล้ามาตั้งนานแล้ว แต่สิ่งที่ต้องการคือความรู้สึกสบายใจที่ได้รับการเคารพยกย่อง คนแบบนี้จริงๆ แล้วรับมือได้ง่ายมาก ดูแลรับใช้ให้ดี ให้เขามีหน้ามีตา แล้วท่าทีก็จะดูเป็นมิตรไปเอง
ภายในห้อง ใต้เท้าเหอกำลังกินมื้อดึก บนโต๊ะตัวเล็กมีเทียนแดงหนึ่งเล่ม สุราหนึ่งกา กับข้าวสองจาน หลิวเฉวียนยืนรอรับใช้อยู่ด้านข้าง ที่ประตูยังมีสาวใช้ยืนอยู่อีกหนึ่งคน
ฉู่ชิงตวัดชายเสื้อก้าวเท้าเข้าประตูไป เอ่ยเสียงเบา "ท่านพ่อ!"
จริงๆ แล้วเขาอยากจะเรียกอาหม่ามาก...
หวังกังคีบอาหารเข้าปาก เอียงคอเล็กน้อยแล้วพูดว่า "อ้อ อาเต๋อ ทำไมยังไม่นอนอีกล่ะ นี่ก็ยามซานเกิงแล้ว"
ฉู่ชิงทิ้งตัวลงนั่งด้านข้าง "ลูกนอนไม่หลับขอรับ"
หลิวเฉวียนรู้หน้าที่ไล่สาวใช้ให้ออกไปนอกประตูด้วยกัน พี่ชายคนนี้ชื่อจางชุนเหอ เคยเล่นละครมาไม่น้อย แต่บทบาทที่ทำให้คนจำได้กลับมีแค่บทนี้บทเดียว
"เป็นอะไรไปล่ะ" หวังกังถาม
หลังจากถูกจี้เสี่ยวหลานปั่นหัวมา เดิมทีเขากำลังดื่มเหล้าย้อมใจอยู่ แต่พอได้เห็นลูกชายสุดที่รัก น้ำเสียงก็เปลี่ยนเป็นความรักใคร่เอ็นดูและเป็นห่วงในพริบตา ปรับเปลี่ยนอารมณ์ได้อย่างเป็นธรรมชาติมาก ท่านนี้มาจากสายนักจัดรายการวิทยุ เป็นตัวท็อปที่เล่านิยายทางสถานีวิทยุ ทักษะด้านบทพูดเรียกได้ว่าชนะฉู่ชิงขาดลอย
"เหตุการณ์ในงานเลี้ยงฉงหลิน ลูกจำฝังใจไม่ลืมเลยขอรับ" ฉู่ชิงถอนหายใจ เขาต้องแสดงให้เห็นถึงความหดหู่เพราะความคิดถึงจนแทบคลั่ง ก้มหน้าลง แววตาเหม่อลอย เหลือบมองกับข้าวสองจานนั้น จานหนึ่งมีสีสันสดใส มีแคร์รอตหั่นแว่น ก้านขึ้นฉ่าย พริกหยวก แล้วก็ยังมีมันฝรั่ง แถมยังเป็นของดิบทั้งหมด เพราะเวลาอยู่หน้ากล้องมันต้องดูสีสดใส ถ้าเป็นผักที่ผัดสุกแล้วสีจะดูเละๆ
ส่วนอีกจาน... เขาดูไม่ออกจริงๆ ว่ามันคืออะไร ดูเหมือนแตงกวา แล้วก็เหมือนว่านหางจระเข้ ถูกตำจนแหลกแล้วเอามาบีบๆ ปั้นๆ กองรวมกันเป็นก้อนๆ อยู่ในจาน
แค่ดูก็เจริญหูเจริญตาแล้ว ทีมพร็อปไปหาของแบบนี้มาจากไหนกัน ไม่ต้องพูดเรื่องอื่นหรอก แค่ใต้เท้าเหอกินมื้อดึกแบบนี้ มันก็ดูอนาถาเกินไปหน่อยแล้ว
หวังกังไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องกับข้าวจานนั้น แต่จานอื่นๆ มันก็บัดซบเหมือนกันนั่นแหละ พอจะชิมได้ก็มีแค่แคร์รอตเท่านั้น เขาดื่มเหล้าไปอึกหนึ่งแล้วพูดว่า "ใช่! นี่มันเป็นฝีมือของจี้เสี่ยวหลานทั้งนั้น!"
"จี้เสี่ยวหลานหรือขอรับ" ฉู่ชิงชะงักไปเล็กน้อย "เขาทำอะไรลูกไม่รู้หรอก ลูกสนแค่ตู้เสี่ยวเยวี่ย"
"ใช่! คนที่อยู่เบื้องหลังตู้เสี่ยวเยวี่ย ก็คือจี้เสี่ยวหลานคอยบงการไงล่ะ!"
"ท่านพ่อ ลูกลืมตู้เสี่ยวเยวี่ยไม่ได้"
"ใช่! ข้าก็ลืมไม่ได้เหมือนกัน แล้วก็เจ้าจี้เสี่ยวหลานนั่นด้วย!" เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนคุยกันคนละเรื่อง หวังกังหยิบจอกขึ้นมา ดื่มลงไปเป็นอึกที่สอง
แต่ฉู่ชิงกลับคิดว่าสองพ่อลูกพูดจาภาษาเดียวกัน จึงพูดด้วยความหวังเล็กๆ ว่า "ถ้าอย่างนั้น ท่านพ่อ ท่านต้องจัดการให้ลูกนะขอรับ"
"วางใจเถอะลูก พ่อจะทำให้พวกมันแหลกเป็นผุยผงเลยเชียว!" หวังกังโบกมือด้วยความโกรธแค้น แล้วยกจอกขึ้นมาอีก
"แหลกเป็นผุยผงหรือขอรับ" ฉู่ชิงกะพริบตา พอได้สติก็รีบพูดว่า "ไม่ใช่ขอรับ ท่านพ่อ ลูกไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น"
หวังกังเหลือบมองเขา วางจอกสุราลงเบาๆ แล้วพูดกลั้วหัวเราะ "ดูเหมือนว่าลูกข้าจะใจอ่อนสินะ ได้ๆ เราไม่ทำให้มันแหลกเป็นผุยผงก็ได้ เราจะเนรเทศมันไปไกลพันลี้แทน!"
พอเห็นท่าทางของเขา ฉู่ชิงก็ร้องชมเชยในใจ
จริงๆ แล้วจอกใบนั้นว่างเปล่า แต่เขาต้องทำเหมือนกับว่าข้างในมีสุราอยู่ ตอนที่วางลงจะออกแรงไม่ได้ มือต้องแผ่วเบา และยังต้องรักษาสมดุลเอาไว้ นี่ไม่เรียกว่าเป็นการแสดงแล้ว เพราะมันเป็นความเคยชินในชีวิตประจำวัน เวลาพวกเราหยิบแก้วน้ำวางบนโต๊ะตามปกติ ก็ต้องวางแบบนี้เหมือนกัน
ทำไมนักแสดงรุ่นเก๋าถึงถูกเรียกว่าเป็นนักแสดงรุ่นเก๋า ก็เพราะมีการสั่งสมประสบการณ์ มีความคิดสร้างสรรค์ ผ่านการแสดงมาเยอะ พอจะเล่นก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก หยิบจับอะไรก็กลายเป็นการแสดงที่ดีได้ทั้งนั้น
ฉู่ชิงรับคำอย่างจนใจ "ไม่ใช่ขอรับท่านพ่อ ลูกอยากจะแต่งงานกับตู้เสี่ยวเยวี่ย"
หวังกังร้อง "อ้อ" ออกมาคำหนึ่ง ดื่มลงไปเป็นอึกที่สาม แล้วก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ เบิกตากว้างถามว่า "เมื่อกี้เจ้าพูดว่าอะไรนะ"
"ลูก ลูกอยากจะแต่งงานกับตู้เสี่ยวเยวี่ย..."
เขายกจอกขึ้นมา พบว่ามันว่างเปล่า จึงกระแทกลงอย่างแรง พอเพิ่งจะหยิบกาสุรา ฉู่ชิงก็ชิงหยิบตัดหน้าไปก่อน แล้วลุกขึ้นช่วยรินสุราให้ บนใบหน้าประดับรอยยิ้มประจบประแจง
เมื่อเทียบกับความเป็นธรรมชาติของหวังกังในฉากยาวๆ เมื่อสักครู่นี้ การแสดงของฉู่ชิงดูอยู่ในกรอบมาก ไม่ได้ทำอะไรผิดพลาด แต่ก็ไม่โดดเด่น ให้ความรู้สึกเหมือนถูกอีกฝ่ายข่มไว้นิดหน่อย ก็มีแค่รายละเอียดตอนที่เขาแย่งรินเหล้านี่แหละ ถึงทำให้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง
หลังจากผู้กำกับสั่งคัต ท่าทีของหวังกังก็อดไม่ได้ที่จะดีขึ้นมาอีกหลายส่วน ดูจากประสบการณ์ของเขาแล้ว เจ้าหนูนี่แม้จะยังอ่อนหัด แต่ก็มีศักยภาพสูงมาก
อย่าว่าแต่นักแสดงหน้าใหม่เลย ต่อให้เป็นคนเก่าคนแก่แบบพวกเขา ละครเรื่องหนึ่งยาวขนาดนี้ ถ้าอยากจะโดดเด่นทุกวินาที มันเป็นเรื่องที่เกินจริงไปหน่อย ละครตอนละสี่สิบห้านาที ขอแค่มีสักหนึ่งนาที หรือแค่ท่าทางเดียวที่คุณสามารถดึงดูดสายตาของผู้ชมทั้งหมดมาไว้ที่ตัวคุณได้ แค่นี้ก็ถือว่าสุดยอดมากแล้ว
ตอนนี้ฉู่ชิงยังจัดเป็นนักแสดงสายระเบิดพลัง หากให้สิ่งกระตุ้นในระดับหนึ่ง กระตุ้นให้หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นมา รับรองว่าจะต้องทำให้ผู้คนตื่นตาตื่นใจได้อย่างแน่นอน นี่ก็เป็นเหตุผลที่เขารู้สึกว่าถ่ายละครโทรทัศน์ไม่สะใจเท่าถ่ายภาพยนตร์ จังหวะการดำเนินเรื่องของละครโทรทัศน์มันช้าเกินไป เขายังทำแบบที่แสดงอย่างเป็นธรรมชาติสบายๆ เหมือนยกของหนักให้เป็นของเบาไม่ได้ นี่ไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับทักษะการแสดงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องของระดับประสบการณ์ชีวิตด้วย
ทว่าเขากลับไม่ได้คิดอะไรมากมายขนาดนั้น แค่รู้สึกว่าหวังกังแสดงละครมาตั้งหลายปี จะกลบรัศมีเขาได้ก็เป็นเรื่องปกติ
เอาเถอะ ช่างเป็นความคิดที่ไม่เอาไหนซะจริงๆ...
ตอนนี้ความสนใจของเขาล้วนอยู่ที่อาหารจานนั้น เขาจ้องเขม็งอยู่ไม่กี่วินาที ทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหวจริงๆ จึงใช้ตะเกียบคีบขึ้นมาก้อนหนึ่งแล้วม้วนเข้าปากไป
"พรวด!"
หน้าของหมอนี่เขียวปัดขึ้นมาทันที แม่งเอ๊ย ดันเป็นมะระ!
...
ละครโทรทัศน์แนวประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นละครอิงประวัติศาสตร์จริงจังหรือแต่งเติม มีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่งคือตัวละครเยอะเกินไป ตอนที่ฉู่ชิงดู "ราชวงศ์คังซี" ก็มักจะแยกโจวเผยกงกับหลี่กวงตี้ไม่ออกอยู่บ่อยครั้ง
ในเรื่องจี้เสี่ยวหลาน ตัวละครที่มีชื่อมีแซ่มีบทพูดก็มีตั้งหลายสิบคน บวกรวมกับนักแสดงสมทบและทีมงาน กองถ่ายจึงหนวกหูเจี๊ยวจ๊าวเหมือนตลาดสดตั้งแต่เช้าจรดค่ำ
แต่พูดตามตรง นอกจากพวกที่เรียกกันว่าสามเหลี่ยมเหล็กแล้ว นักแสดงคนอื่นๆ ส่วนใหญ่ฝีมือเข้าขั้นทนดูไม่ได้
ฝีมือการแสดงของจางเถี่ยหลินออกแนวตลกโปกฮา มีท่าไม้ตายเดียวคือถลึงตาพองลม แต่รัศมีก็ยังพอตัว โดยเฉพาะตอนตะเบ็งเสียงร้องออกมา นักแสดงหน้าใหม่ทั่วไปรับมือไม่ไหวจริงๆ คนที่เล่นดีจริงๆ คือจางกั๋วลี่กับหวังกัง ถัดจากสองคนนี้ไปก็คือหยวนลี่ มีแค่หญิงสาวคนนี้ที่รับส่งจังหวะกับพวกเขาได้โดยไม่เพลี่ยงพล้ำ
ยังมีจ้าวหมิ่นเฟินที่ถือว่าใช้ได้ อ้อ ก็คือคนที่เล่นเป็นไทเฮาในเรื่องหวนจูนั่นแหละ อาจเป็นเพราะสไตล์คล้ายกัน ฉู่ชิงเลยมักจะรู้สึกเหมือนละครมันซ้อนทับกันอยู่หน่อยๆ เอาจี้เสี่ยวหลานกับเหอเชินไปไว้ในหวนจู รับรองว่ากลมกลืนไม่มีขัดตาแน่นอน
คนที่เล่นเป็นจู้จวินหาวชื่อหวังคุน หน้าตาหล่อเหลาเล็กน้อย แต่ฝีมือการแสดงแย่กว่ามาก ไม่ว่าจะเป็นฉากไหนก็เอาแต่ขมวดคิ้วอยู่ตลอดเวลา หยวนลี่ต้องวิ่งวุ่นอยู่ระหว่างเขากับฉู่ชิง ช่างเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน ไม่ใช่เหนื่อยกาย แต่เป็นความทรมานทางใจ
ตามคาแรคเตอร์แล้ว ตู้เสี่ยวเยวี่ยชอบจู้จวินหาว ตอนที่ทั้งสองคนเข้าฉากด้วยกัน ต้องแสดงความอ่อนโยนหวานซึ้งต่างๆ นานาออกมาให้ได้ หรือที่เรียกกันว่าจุดประกายเคมี แต่ทุกครั้งที่เธออารมณ์มาเต็ม ก็มักจะถูกการแสดงห่วยๆ ของหวังคุนทำให้อารมณ์สะดุดหลุดจากบทในพริบตา สุดท้ายจึงทำได้เพียงประคองฉากนั้นไปคนเดียว
ผู้กำกับมักจะเห็นหยวนลี่เหมือนกำลังพูดอยู่กับท่อนไม้ผ่านทางจอมอนิเตอร์ ไม่มีความรู้สึกว่าฝีมือสูสีกันเลยสักนิด สุดท้ายจึงตัดใจยอมแพ้ ขอแค่ถึงเกณฑ์ที่ผ่านได้ โดยพื้นฐานแล้วก็ถ่ายเทคเดียวผ่าน
ทว่าอีกด้านหนึ่ง กลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
"ออกเดินทาง!"
ฉู่ชิงขี่อยู่บนหลังม้าตัวใหญ่ที่มีตาดุร้ายหน้าผากขาว สวมชุดทหารแปดกองธง บนศีรษะสวมหมวกประดับขนนก มือแกว่งกระบี่วิเศษ ตะโกนลั่นขึ้นมา
เหล่าทหารต่างชูคบเพลิง สาดส่องให้หอคอยประตูเมืองดูเลือนราง นี่เป็นฉากกลางคืนอีกแล้ว เป็นฉากที่เฟิงเซินอินเต๋อมุ่งหน้าสู่สนามรบ แล้วตู้เสี่ยวเยวี่ยก็รีบตามมาส่ง
ว่าแต่ทำไมกองทัพถึงต้องยกทัพกันตอนกลางคืนด้วยวะ?
นักแสดงสมทบมีหลายสิบคน เรียงแถวหน้ากระดานสี่คน วิ่งออกนอกประตูเมืองไปตามลำดับ ฉู่ชิงใช้ทักษะการขี่ม้าที่เรียนรู้มาจากเรื่องหวนจู บังคับม้ามาที่หน้าประตูเมือง
"คุณชาย!"
หยวนลี่วิ่งเข้ามาในกล้อง พลางโบกมือ ชุดแต่งกายของเธอในฉากนี้สวยงามมาก พื้นผ้าไหมสีเหลืองอ่อน คอเสื้อสีขาวนวล แตกต่างจากเสื้อผ้าสีเรียบๆ ในอดีต ดูบริสุทธิ์ผุดผ่องและเพิ่มเสน่ห์ขึ้นอีกหลายส่วน
ชุดนี้เธอใส่แค่สองครั้ง ครั้งหนึ่งคือตอนมาส่งเฟิงเซินอินเต๋อออกรบ อีกครั้งคือตอนมารับเขากลับมา
ฉู่ชิงชักม้าหันกลับมา กล่าวด้วยความดีใจว่า "เสี่ยวเยวี่ย!"
พูดพลางรีบลงจากม้าเดินเข้าไปหา แล้วกล่าวว่า "เจ้ามาแล้ว ข้าก็รู้ว่าเจ้าต้องมา" นัยน์ตาของเขาสุกใสแวววาว ราวกับแหวกม่านเมฆหมอกออกมาพบกับพระจันทร์เต็มดวงจริงๆ
หยวนลี่ก้มหน้าลงเล็กน้อย ราวกับเอียงอาย จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง กล่าวว่า "ท่านจะไปออกรบจริงๆ หรือ?"
ฉู่ชิงประสานมือคารวะ สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง กล่าวว่า "ประเทศชาติมีภัย จะถอยหนีได้อย่างไร!"
หยวนลี่ทอดถอนใจเล็กน้อย กล่าวว่า "คุณชาย ท่านไม่เหมือนลูกชายของเหอเชินเลยจริงๆ"
เส้นทางความรักที่ตู้เสี่ยวเยวี่ยมีต่อเฟิงเซินอินเต๋อนั้น มีพัฒนาการที่ชัดเจนมาก ในตอนแรก เพียงแค่คิดว่าเขามีวรยุทธ์ไม่เลว ต่อมา ก็รู้สึกว่านิสัยใจคอก็ไม่เลวเช่นกัน มาถึงตรงนี้ ก็เริ่มมีความรู้สึกชื่นชมแฝงอยู่บ้างแล้ว
จนกระทั่งได้ยินเขาบอกว่าชอบตัวเอง ก็เกิดความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกขึ้นมาทันที ความลำบากใจของเธอมีสองอย่าง อย่างแรกคือพบกับจู้จวินหาวก่อน และตกลงปลงใจกันไปก่อนแล้ว อย่างที่สองก็คือ เฟิงเซินอินเต๋อเป็นลูกชายของเหอเชิน ศัตรูคู่อาฆาตของจี้เสี่ยวหลาน
ความจริงแล้วทั้งสองข้อนี้ ล้วนไม่ใช่ปัจจัยที่หนักแน่นอะไรนัก
แต่ตอนนี้ เมื่อเห็นเขาออกรบฆ่าศัตรูเพื่อชาติ เมื่อเทียบกับจู้จวินหาวแล้ว กลับมีกลิ่นอายความห้าวหาญเลือดร้อนของลูกผู้ชายไปอีกแบบ ปัจจัยเหล่านี้จึงยิ่งสั่นคลอนมากขึ้นไปอีก
ฉู่ชิงมองดวงตากลมโตของเธอ ไม่มีความไม่พอใจเพราะคำพูดล่วงเกินบิดาของเขาในคำพูดของเธอ กลับยิ้มและกล่าวว่า "เสี่ยวเยวี่ย โปรดสวดมนต์ขอพรให้ข้าด้วยเถิด"
เขายืนตัวตรงแหน่วอยู่ตรงนั้น ราวกับหอกยาวที่ปักตระหง่าน ยอมหักไม่ยอมงอ ประกอบกับชุดทหาร จึงมีความเด็ดเดี่ยวห้าวหาญในแบบเฉพาะตัว ทว่าคำพูดที่ออกมาจากปากกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง กล่าวได้อ่อนโยนหาใดเปรียบ ซ้ำยังแฝงความเว้าวอนอยู่เล็กน้อย ราวกับกำลังขอร้องผู้หญิงที่ตัวเองชอบ ให้มอบคำอวยพรแก่เขาบ้าง
ความขัดแย้งที่กระตุ้นอย่างรุนแรงแบบนี้ ทำให้อารมณ์ของหยวนลี่ปะทุขึ้นมาในทันที ประกายไฟที่ต่อให้ตายหวังคุนก็จุดไม่ติด กลับลุกโชนขึ้นมาในดวงตากลมโตของเธอดังปัง เป็นประกายวูบวาบ เธอเบิ่งตากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า "ข้าจะทำ ข้าจะจุดธูปทุกวัน ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองให้ท่านปลอดภัย"
"ปู๊น..."
เวลานี้ ทหารบนกำแพงเมืองก็เป่าแตรเขาสัตว์ออกรบอีกครั้ง เสียงลากยาวแหวกผ่านท้องฟ้ายามค่ำคืน
ฉู่ชิงทอดถอนใจเบาๆ กล่าวว่า "เสี่ยวเยวี่ย ข้าต้องไปแล้ว" พูดพลางพลิกตัวขึ้นม้าอย่างคล่องแคล่ว เขามองหยวนลี่ ทั้งสองสบตากัน ราวกับมีเส้นใยแห่งความอ่อนโยนบางๆ คอยเหนี่ยวรั้งระหว่างกันและกัน ตัดใจผละจากไม่ลง
ดวงตาของชายหญิงคู่นี้ ล้วนเปี่ยมไปด้วยประกายชีวิต ขาวดำตัดกันชัดเจนห่อหุ้มเงาของอีกฝ่ายเอาไว้
แววตาของฉู่ชิงเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยว จากนั้นก็หันขวับ บังคับม้าควบออกนอกเมืองไป
เสียงกีบม้า "กรับ กรับ กรับ" ดังตามแผ่นหลังของเขาห่างออกไปเรื่อยๆ และหายลับไปนอกประตูเมือง
"คุณชาย!"
น้ำตาของหยวนลี่ร่วงหล่นลงมาในพริบตา เธอโบกมือและตะโกนสุดเสียง







