(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 277
บทที่ 277 เงินชดเชยก้อนโตที่ทำได้แค่นอนนิ่งอยู่ในบัญชีของโรงพยาบาล
ทุกคนพากันถอยห่างออกไปสามโยชน์ทันที
กลิ่นบนตัวของทั้งสองคนฉุนเตะจมูกยิ่งกว่าหญิงชราเสียอีก
เมื่อเห็นลูกชายทั้งสองถูกรถดูดส้วมพ่นสิ่งปฏิกูลใส่จนเต็มตัว หญิงชราก็ถึงกับเบิกตากว้าง
ตั้งแต่เมื่อครู่จนถึงตอนนี้ ตัวเธอและลูกชายทั้งสองต่างก็โชคร้ายกันอย่างต่อเนื่อง
หรือว่าทำเรื่องเลวร้ายไว้เยอะจนเวรกรรมตามสนอง?
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หญิงชราก็เงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยความรู้สึกผิดอยู่ในใจ
เธอและลูกชายทั้งสองทำอาชีพแกล้งโดนชนเพื่อเรียกเงินประกันมาสิบกว่าปี และทุกครั้งก็สามารถรอดพ้นจากการลงโทษมาได้ตลอด
ต่อให้เรื่องราวบานปลายจนตำรวจมาถึง สุดท้ายก็จบลงด้วยการไกล่เกลี่ย เปลี่ยนเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องเล็ก
หากมีเวรกรรมตามสนองจริง มันก็ควรจะมาตั้งนานแล้วสิ
ไม่มาเร็ว ไม่มาช้า ทำไมถึงมาปรากฏในวันนี้ได้?
ในห้องไลฟ์สดเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะชอบใจ
ชาวเน็ตต่างรู้ดีว่าไม่มีเวรกรรมอะไรหรอก มีแต่เฉินหยูลงมือต่างหาก
หากไม่ใช่เพราะเฉินหยูลงมือ ก็ไม่รู้ว่าทั้งสามคนจะยังกำเริบเสิบสานไปได้อีกนานแค่ไหน
"หมอเฉินโคตรเทพเลย"
"หมอเฉิน: แค่เรื่องพื้นฐาน ไม่ต้องชมหรอก"
"พี่โจวเป็นตากล้องที่มีฝีมือจริงๆ มุมกล้องจับจ้องไปที่สองคนนั้นตลอด ไม่พลาดเลยตั้งแต่ต้นจนจบ"
"ลองเดากันดูสิว่า ต่อไปพวกเขาจะเจอเรื่องอะไรอีก?"
"ถ้าให้ฉันพูดนะ ทางที่ดีน่าจะมีฟ้าผ่าลงมาสามสาย ผ่าพวกมันให้ตายไปเลย"
"เห็นด้วย ครอบครัวเดียวกันก็ควรจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันสิ"
คนที่รู้สึกว่าเวรกรรมตามสนองเช่นกันก็คือลูกชายทั้งสองของหญิงชรา
เหยียบเปลือกกล้วยจนล้มหน้าตาบวมปูด รถจักรยานยนต์ที่เพิ่งซื้อใหม่ก็ถูกรถกู้ภัยฉุกเฉินชนจนพังยับเยิน
ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้สติ รถดูดส้วมของเทศบาลก็พ่นสิ่งปฏิกูลใส่พวกเขาจนเต็มตัวอีก
หากจะบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นแค่เรื่องบังเอิญ สองพี่น้องนี่แหละที่จะเป็นคนแรกที่ไม่เชื่อ
"แม่ แม่มานี่หน่อย"
เมื่อได้ยินดังนั้น หญิงชราก็เดินฉับๆ มาอยู่ตรงหน้าสองพี่น้องอย่างรวดเร็ว
"เธอไม่ได้ถูกรถชนจนอัมพาตครึ่งท่อนหรอกเหรอ? ทำไมถึงวิ่งเร็วขนาดนั้น?"
"เชี่ยเอ๊ย! ด้วยร่างกายแบบนี้ ขึ้นรถเมล์เธอต้องเป็นฝ่ายลุกให้ฉันนั่งแล้วแหละ"
"ที่แท้ก็แกล้งโดนชนเพื่อเรียกเงินประกันจริงๆ ด้วย แสดงได้เนียนเกินไปแล้ว"
"นักแสดงต่างหากคือเส้นทางที่รุ่งโรจน์ที่สุดของเธอ"
เหล่าไทยมุงที่ไม่รู้ความจริงเมื่อเห็นฉากนี้ ต่างก็พากันอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
หญิงชราเดินเหินคล่องแคล่วว่องไวขนาดนี้ ถ้าไปลงแข่งวิ่งระยะสั้นต้องได้เหรียญรางวัลแน่ๆ
ด้วยความกังวลเรื่องลูกชายทั้งสอง หญิงชราจึงไม่ได้คิดเลยว่าการวิ่งของตัวเองแบบนี้ จะเป็นการเปิดโปงความจริงทั้งหมด
หญิงชราฝืนทนกลิ่นเหม็นบนตัวของสองพี่น้อง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า "เจ้าใหญ่ เจ้ารอง เรื่องวันนี้มันแปลกเกินไปแล้ว"
"ไม่ใช่แค่แปลก แต่มันโคตรจะแปลกเลยล่ะ พวกเรารีบไปกันเถอะ ถ้ายังไม่ไป เดี๋ยวต้องซวยอีกแน่ๆ"
ทั้งสามคนตกลงกันได้อย่างรวดเร็วว่าสถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะที่จะอยู่นาน
โจวเข่อซินพูดด้วยความขุ่นเคืองว่า "พวกมันทำเรื่องเลวทรามมาตั้งมากมาย ให้บทเรียนแค่นี้มันไม่สะใจเลยจริงๆ"
เฉินหยูใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง หัวเราะเย็นชาแล้วพูดว่า "ค่อยเป็นค่อยไปสิ"
"หนึ่ง สอง สาม สี่..."
เมื่อได้ยินเฉินหยูเริ่มนับเลข ชาวเน็ตก็รู้สึกงุนงงขึ้นมาทันที
พวกเขาหวังให้เฉินหยูทวงคืนความยุติธรรม จัดการทั้งสามคนอย่างหนัก แล้วจับยัดเข้าคุกให้หมด
แต่ทำไมพอถึงช่วงเวลาสุดท้าย กลับมานั่งนับเลขซะอย่างนั้น
เมื่อเฉินหยูนับถึงสิบ รถเบนท์ลีย์สีดำคันหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในระยะที่ไม่ไกลนัก
สามแม่ลูกปลิวละลิ่วราวกับลูกบอลพร้อมกับเสียงดังปัง ปัง ปัง
ลูกชายคนโตและคนรองที่ตกลงมาบนพื้นก่อนกระอักเลือดออกมาคำโต ร่างกายขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่น้อย
ส่วนหญิงชรานั้นเนื่องจากมีลูกชายทั้งสองเป็นเบาะรองรับ แม้จะถูกชนกระเด็นไปเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้กระอักเลือดออกมาบนพื้น
ร่างกายของเธอชักกระตุกไม่หยุด ราวกับคนถูกไฟดูด
"พระเจ้าช่วย! นี่มัน...มันสะใจเกินไปแล้ว"
บนใบหน้าของโจวเข่อซินปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
ทั้งสามคนหาเลี้ยงชีพด้วยการแกล้งโดนชนเพื่อเรียกเงินประกัน ไม่รู้ว่ามีคนขับรถกี่คนที่ถูกพวกเขารีดไถ
จุดจบในบั้นปลาย ก็ยังคงเกี่ยวข้องกับรถยนต์อยู่ดี
เพียงแต่คราวนี้ไม่ใช่การแกล้งโดนชนเพื่อเรียกเงินประกัน แต่ถูกรถยนต์ชนกระเด็นไปจริงๆ
"หมอเฉิน ขอบคุณคุณมาก ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะ"
หลินเมี่ยวเมี่ยวพาคุณลุงวัยกลางคนมาตรงหน้าเฉินหยู และโค้งคำนับขอบคุณเฉินหยูด้วยความจริงใจ
คุณลุงวัยกลางคนมีสีหน้าแปลกประหลาดพลางถามว่า "หมอเฉิน ในสถานการณ์ที่ผมทนไม่ไหว ผมจะลงมือทำร้ายพวกเขาจนบาดเจ็บสาหัสจริงๆ เหรอครับ?"
ในตอนที่หมอเฉินและโจวเข่อซินกำลังคุยกัน หลินเมี่ยวเมี่ยวได้เล่าเรื่องที่เธอไปขอความช่วยเหลือจากเฉินหยูให้คุณลุงวัยกลางคนฟัง
เธอเน้นย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า หากคุณลุงวัยกลางคนยังคงโต้เถียงกับพวกเขาต่อไป ก็มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะโกรธจัดจนขาดสติ และทำร้ายทั้งสามคนจนบาดเจ็บสาหัส
เฉินหยูพูดเรียบๆ ว่า "บางเรื่องก็จะเกิดขึ้น บางเรื่องก็จะไม่เกิดขึ้น หลักๆ ขึ้นอยู่กับว่าคุณปรับสภาพจิตใจของตัวเองอย่างไร"
"จากมุมมองทางจิตวิทยา คุณเป็นคนตรงไปตรงมา ชอบช่วยเหลือผู้อื่นทำความดี และไม่เคยหวังผลตอบแทน"
"แต่ในอีกแง่หนึ่ง บางครั้งคุณก็เป็นคนอารมณ์ร้อนมาก และทนรับความอยุติธรรมไม่ได้ที่สุด"
"ประแจที่คุณใช้ช่วยคุณหลินไล่พวกอันธพาลไปเมื่อคราวก่อน น่าจะยังเก็บไว้ในรถใช่ไหมครับ?"
"ผมเข้าใจแล้วครับ"
คุณลุงวัยกลางคนเผยสีหน้ากระจ่างแจ้ง
หากทั้งสามคนยังคงตื๊อไม่เลิก ยืนกรานให้เขาจ่ายค่าชดเชย และยังคงใช้คำหยาบคายด่าทอข่มขู่เขาต่อไป
คุณลุงวัยกลางคนก็อาจจะถูกความโกรธครอบงำจนหน้ามืดตามัวได้จริงๆ
และในสถานการณ์ที่ขาดสติ เขาคงจะหยิบประแจขนาดใหญ่ที่เก็บไว้ในกระโปรงหลังรถออกมาสั่งสอนพวกเขา
เมื่อสามแม่ลูกประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จริงๆ ความสนใจของฝูงชนในที่เกิดเหตุก็ถูกดึงดูดไปที่อื่นทันที
พวกเขาไม่สนใจเรื่องทางนี้อีกต่อไป และแห่กันวิ่งไปยังที่เกิดเหตุแห่งใหม่
ริมถนนที่เคยเนืองแน่นไปด้วยผู้คน จู่ๆ ก็กลับกลายเป็นเงียบเหงา
หลินเมี่ยวเมี่ยวหันไปมองสามแม่ลูกที่นอนจมกองเลือด แล้วอดไม่ได้ที่จะถามว่า "หมอเฉิน พวกเขาจะตายไหมคะ?"
"ตายคงไม่ตายหรอกครับ แถมยังจะได้เงินก้อนโตอีกด้วย"
"แต่เงินพวกนี้ ทำได้แค่นอนนิ่งอยู่ในบัญชีของโรงพยาบาลของพวกเขาเท่านั้น ไม่ตกถึงกระเป๋าเงินส่วนตัวหรอก"
สาเหตุที่คนขับรถขับเร็วขนาดนั้น เป็นเพราะเจ้านายของเขานั่งอยู่บนรถ
เจ้านายต้องไปเข้าร่วมการเจรจาธุรกิจที่สำคัญ
หลังจากเกิดเรื่อง เจ้านายจะนำเงินก้อนโตออกมาจ่ายเป็นค่าชดเชยให้กับครอบครัวนี้
สามแม่ลูกพึ่งพาการหลอกลวงต้มตุ๋นมาตลอดทั้งปี ญาติพี่น้องต่างก็ตัดขาดความสัมพันธ์กับพวกเขาไปตั้งนานแล้ว
แม้แต่สามีของหญิงชราก็ยังถูกพวกเขายั่วโมโหจนตายไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน
ทั้งสามคนต่างก็เป็นคนไร้ญาติขาดมิตร หลังจากถูกชนจนกลายเป็นเจ้าชายนิทรา ก็จะไม่มีใครมารับเงินชดเชยก้อนนี้แทนได้
เงินชดเชยจะถูกโอนเข้าบัญชีของโรงพยาบาล
แม้จะบอกว่าทั้งสามคนจะได้รับการดูแลทางการแพทย์ระดับสูงสุด
แต่การดูแลแบบนี้ บางครั้งก็กลับกลายเป็นการทรมานพวกเขาอย่างแสนสาหัสแทน
เมื่อรู้ว่าทั้งสามคนจะไม่ตาย หลินเมี่ยวเมี่ยวก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะหยิบบัตรธนาคารใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋า
"คุณลุงคะ นี่คือน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากครอบครัวของฉัน คุณลุงต้องรับไว้นะคะ"
"พวกเราไม่ได้มีความหมายเป็นอื่น แค่อยากจะขอบคุณคุณลุงค่ะ"
"ถ้ามีเงินก้อนนี้ ลูกของคุณลุงก็จะได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น สภาพความเป็นอยู่ที่บ้านก็จะได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นในทุกๆ ด้านด้วยค่ะ"
"คุณลุงรับไว้เถอะนะคะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณลุงวัยกลางคนก็มีสีหน้าแปลกประหลาดพลางพูดว่า "คุณหนู ผมไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินหรอกครับ ความหวังดีของคุณผมขอรับไว้ด้วยใจก็พอ"
"คุณลุงคะ!"
หลินเมี่ยวเมี่ยวพยายามใช้ทุกวิถีทางที่คิดออก เพื่อเกลี้ยกล่อมให้คุณลุงวัยกลางคนยอมรับของขวัญชิ้นนี้
เฉินหยูพูดแทรกขึ้นมาว่า "คุณหลินครับ ผู้ชายคนนี้เขาไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินจริงๆ"
"ที่เขาใส่เสื้อผ้าที่ซักจนซีด เป็นเพราะเขารู้สึกว่าเวลาทำงาน ไม่จำเป็นต้องใส่เสื้อผ้าดีๆ ก็ได้ รองเท้าเองก็เหมือนกัน"
"ใช่ๆๆ ผมก็คิดแบบนั้นแหละ"
คุณลุงวัยกลางคนพูดสมทบว่า "ไม่นึกเลยว่าจิตแพทย์อย่างพวกคุณจะรู้แม้กระทั่งเรื่องนี้"
หลินเมี่ยวเมี่ยวรู้สึกว่าสมองของเธอเริ่มประมวลผลไม่ทันเสียแล้ว







