ใต้ระเบียงทางเดิน
หลี่อี้นอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้โยกตัวใหม่ที่ช่างไม้เพิ่งทำเสร็จ แม้ช่างไม้จะอ่านหนังสือไม่ออกสักกี่ตัว แต่ฝีมือตลอดหลายสิบปีของเขานั้นหนักแน่นมั่นคงมาก
หลี่อี้วาดแบบให้ดูพร้อมอธิบายรูปร่างคร่าวๆ ช่างเฒ่าไตร่ตรองอยู่สองสามวัน ก็สามารถลอกเลียนแบบเก้าอี้โยกที่เขาต้องการออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ให้กลิ่นอายแบบโบราณ
เมื่อเหนื่อยล้า หากได้ไปนอนโยกไปโยกมาสักหน่อย ก็จะช่วยให้ทั่วทั้งร่างผ่อนคลาย ยืดเส้นยืดสายได้ดี
สายลมพัดใบไม้ดังสวบสาบ
เจ้าแมวลายสลิดตัวน้อยกระโดดขึ้นไปงีบหลับบนหน้าท้องของหลี่อี้ ส่งเสียงครางครืดคราด
สาวใช้ซินหลัวอวี้ล่ายถือพัดใบปาล์มคอยพัดเบาๆ ไล่แมลงวันให้เขาอยู่ด้านข้าง
ช่างสบายเหลือเกิน
นี่สิถึงจะเป็นชีวิตอันแสนจะสุขสบายของเจ้าที่ดิน
ในช่วงฤดูร้อนอันแสนอบอ้าว พวกผู้ชายต่างพากันปล่อยน้ำเข้านาและถอนวัชพืช ส่วนพวกผู้หญิงก็วุ่นอยู่กับการทอผ้าในบ้าน
ชายทำนาหญิงทอผ้า ไม่มีหยุดพักแม้แต่น้อย
แต่เขากลับสามารถเสพสุขได้ถึงเพียงนี้
จีซื่อถือกล่องใบเล็กเดินเข้ามา "นายท่าน ทองคำห้าสิบตำลึงที่ตระกูลตู้ส่งมาให้เจ้าค่ะ"
"อืม" หลี่อี้ไม่ได้ลืมตาขึ้นมาด้วยซ้ำ ตอนนี้เงินและผ้าไหมทั่วไปในบ้านจะถูกเก็บไว้ในโกดัง ส่วนทองคำและเครื่องเงินเครื่องทองเหล่านี้ หลี่อี้จะเก็บไว้เอง
ทุกคนต่างคิดว่าเขาซ่อนมันไว้ในกำแพงหรือฝังไว้ใต้ดิน แต่ในความเป็นจริง หลี่อี้เอามาวางไว้ในห้องรับแขกของเขาโดยตรง
ปลอดภัยไร้กังวล ไม่มีทางมีใครขโมยไปได้อย่างเด็ดขาด
"นายท่านช่างคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำราวกับเทพยดา ไม่คิดเลยว่าตระกูลตู้จะส่งทองคำห้าสิบตำลึงมาซื้อสูตรจริงๆ เจ้าค่ะ" จีซื่อรู้สึกเลื่อมใส
"ในเมื่อเป็นเรื่องที่ทำกำไรได้ พวกตระกูลใหญ่โตที่มีชื่อเสียงมานับพันปีเหล่านั้น ย่อมไม่ยอมพลาดโอกาสแบบนี้ไปได้หรอก"
ตระกูลเว่ยและตระกูลตู้ส่งทองคำมาให้เขารวมกันร้อยตำลึง
ถือเป็นเงินก้อนโตถึงแปดแสนอีแปะ สามารถซื้อคฤหาสน์ขนาดหลายหมู่ในฝั่งตะวันออกของเมืองได้เลย
หากเป็นฝั่งตะวันตกของเมือง ยิ่งสามารถซื้อบ้านหลังเล็กขนาดสามหมู่ได้ตั้งหลายหลัง
บางทีตัวข้าอาจต้องพิจารณาซื้อบ้านในฉางอันไว้สักหลัง ในเมื่อตอนนี้สงครามยังไม่สงบ ราคาบ้านจึงยังถูกมาก แม้จะไม่ใช่ช่วงที่ถูกที่สุด แต่ก็ถือว่าช้อนซื้อได้แล้ว
ต่อไปราคาบ้านในเมืองหลวงจะต้องแพงขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน บ้านไม่เหมือนกับที่ดินที่มีข้อจำกัดในการซื้อขายมากมาย ไม่ว่าจะซื้อไว้อยู่เองหรือลงทุนก็ล้วนคุ้มค่าทั้งสิ้น
ซื้อตอนนี้ พอถึงช่วงเจินกวน อย่างน้อยก็ต้องเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว อย่างเช่นบ้านของซุนฝูเจียราคาสองล้านกว่าอีแปะหลังนั้น หากปล่อยไปถึงช่วงกลางรัชศกเจินกวน คาดว่าคงจะราคาพุ่งขึ้นสองสามเท่าเป็นแน่
"พวกเจ้าว่า หากพวกเราไปซื้อบ้านที่ฉางอันสักหลังจะเป็นอย่างไรบ้าง" หลี่อี้เอ่ยถาม
อวี้ล่ายกล่าวด้วยความดีใจว่า "ดีเลยเจ้าค่ะ หลังจากซื้อบ้านที่ฉางอันแล้ว เวลาจะไปเดินซื้อของที่ตลาดตะวันออกและตะวันตกก็ใกล้ขึ้น ทุกๆ ปีช่วงเทศกาลหยวนเซียวก็ยังมีโคมไฟด้วย ครึกครื้นมากเลยเจ้าค่ะ"
"ฤดูใบไม้ผลิก็ไปเดินเล่นที่แม่น้ำฉวี่เจียง ฤดูใบไม้ร่วงวันฉงหยางก็ไปปีนเขาที่เล่อโหยวหยวน รถราเนืองแน่น กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วท้องถนน"
"ซื้อฝั่งตะวันออกของเมืองดี หรือว่าฝั่งตะวันตกดีล่ะ"
"ฝั่งตะวันออกมียศศักดิ์ ฝั่งตะวันตกร่ำรวย แต่ถ้าอยู่ติดกับตลาดทั้งสองฝั่งย่อมต้องดีกว่าแน่นอนเจ้าค่ะ" อวี้ล่ายกล่าว
แต่จีซื่อกลับไม่ค่อยกระตือรือร้นเรื่องไปซื้อบ้านที่ฉางอันนัก
"ซู่จวินรู้สึกอย่างไรบ้าง"
"จริงๆ แล้วการอาศัยอยู่ในเมืองฉางอันก็ไม่ได้สะดวกสบายนัก กฎระเบียบเยอะ ผู้สูงศักดิ์ก็มาก หากไม่ระวังตัวก็อาจทำผิดกฎและล่วงเกินผู้มีอำนาจได้ง่าย สู้ชนบทที่อิสระไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ"
"แต่ถ้าซื้อบ้านและที่ดินเอาไว้ให้เช่า หรือเก็บไว้ขายต่อในภายหลังก็นับว่าดีมากทีเดียว รอจนใต้หล้าสงบสุข บ้านและที่ดินในเมืองหลวงจะต้องราคาขึ้นมากแน่ๆ เจ้าค่ะ" จีซื่อเองก็มาจากตระกูลสูงศักดิ์ จึงมีความเข้าใจเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดี
"นายท่านมิสู้ไปสร้างเรือนพักตากอากาศเล็กๆ ที่ภูเขาจงหนาน จะไปล่าสัตว์หรือไปหลบร้อนก็ดีไปเสียหมดเจ้าค่ะ"
"ถ้าอย่างนั้นมีเวลาว่างก็ค่อยไปดูที่ฉางอันก่อน ถึงตอนนั้นก็สามารถฝากให้หวังต้าหลางช่วยดูบ้านที่เหมาะสมให้พวกเราก่อนได้" หลี่อี้เองก็รู้สึกว่าอยู่ชนบทสบายกว่า แม้จะไม่ครึกครื้น แต่ความจริงแล้วฉางอันในตอนนี้ก็ไม่ได้ครึกครื้นเช่นกัน
อวี้ล่ายเห็นว่าจีซื่อมาแล้ว ในใจก็เกิดความหึงหวง จึงทิ้งพัดในมือแล้วเริ่มนวดศีรษะให้หลี่อี้ สาวใช้ซินหลัวผู้นี้มีฝีมือการนวดที่ไม่เลวเลย ทำเอาหลี่อี้รู้สึกสบายจนแทบอยากจะร้องออกมา
"ซู่จวินช่วยทุบขาให้ข้าหน่อยสิ" หลี่อี้ชื่นชอบความรู้สึกนี้มาก
เจ้าแมวลายสลิดตัวน้อยโก่งหลังขึ้น แล้วก็เริ่มย่ำพุงให้หลี่อี้อย่างตั้งอกตั้งใจเช่นกัน
"ท่านพี่ อาหารกลางวันเสร็จแล้วเจ้าค่ะ"
หลานเซียงเดินมาเรียกไปทานข้าว
หลังจากหลี่อี้ทานอาหารสองมื้อมาได้สักพัก เขาก็ยังรู้สึกไม่ค่อยชิน จึงกลับมาทานสามมื้อเหมือนเดิม ตอนเช้าตื่นมาก็ไปทานที่ร้านตรงหัวสะพานก่อน ตอนนี้ที่นั่นมีอาหารเช้าหลากหลายรูปแบบและรสชาติก็ดีมากด้วย
มื้อกลางวันก็จะทานเวลาเดียวกับโรงอาหารของโรงเรียน ประมาณสิบเอ็ดหรือสิบสองนาฬิกา ส่วนมื้อเย็นจะทานตอนพลบค่ำ ซิ่วจือจึงต้องปรับเวลาทำอาหาร และทุกคนก็เลยเปลี่ยนมาทานสามมื้อตามไปด้วย
เพียงแต่พวกนางล้วนทานอาหารเช้าที่บ้าน แค่ข้าวต้มลูกเดือยกับน้ำแกงผักก็เรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้คนในบ้านมีซิ่วจือเป็นแม่บ้านดูแลจัดการภายในและเป็นแม่ครัว ส่วนหลานเซียงเป็นผู้ช่วยแม่ครัว โรงเรียนและโรงปฏิบัติงานที่เรือนตะวันตกนั้นไม่ต้องเข้าไปยุ่ง ที่นั่นมีโรงอาหารและตอนนี้ก็มีแม่ครัวสองคนแล้ว เพราะตอนนี้มีนักเรียนร้อยกว่าคน แถมยังมีคนงานอีกสามสิบกว่าคน
มื้อกลางวันจะทานกันใต้ร่มไม้ใหญ่ในลานบ้าน
แม้อากาศจะร้อน แต่ใต้ร่มไม้ก็ยังถือว่าไม่เลว กับข้าวของหลี่อี้ก็ดีทีเดียว มีปลาจิงจ้อคั่วแห้ง มะเขือยาวตุ๋น แล้วก็แกงจืดเต้าหู้ใส่ไข่ ส่วนอาหารหลักในวันนี้คือหมั่นโถว
แต่มันไม่ใช่หมั่นโถวธรรมดา ทว่าคือซาลาเปาสีเหลืองที่หลี่อี้สอนให้ซิ่วจือกับหลานเซียงทำ โดยใช้แป้งข้าวฟ่างแข็งกับแป้งข้าวฟ่างอ่อนผสมกันในสัดส่วนเจ็ดต่อสาม จะช่วยให้รสสัมผัสดียิ่งขึ้น จากนั้นนำถั่วแดงและพุทราจีนไปต้มจนเปื่อยยุ่ยทำเป็นไส้ถั่วกวน
ในท้ายที่สุด ซาลาเปาสีเหลืองที่ทำออกมา นอกจากจะหอมหวานและนุ่มฟูทุกรูปลักษณ์แล้ว ยังมีรอยแตกแยกออกทุกๆ ลูก ทั้งอร่อยและอยู่ท้อง
สองพี่น้องสือโถวกับโก่วเซิ่งกัดเพียงสามคำก็หมดไปหนึ่งลูก
"ค่อยๆ กิน คีบกับข้าวด้วยล่ะ ระวังจะติดคอเอา"
เขาว่ากันว่าเด็กหนุ่มวัยกำลังโตจะกินจุจนผู้ใหญ่พาอดตาย คำกล่าวนี้ไม่ผิดเลยสักนิด เด็กสามคนของหลัวซานที่อยู่กับหลี่อี้ ตอนนี้ความเป็นอยู่ดีขึ้น ทุกวันได้กินอิ่ม แถมยังมีเนื้อมีหนัง แต่ทุกครั้งที่กินข้าว สองพี่น้องคู่นี้ก็ยังคงกินอย่างตะกละตะกลามอยู่ดี
ช่างกินจุเสียจริง
ความอยากอาหารไม่ได้น้อยไปกว่าหลี่อี้เลยสักนิด
แต่เมื่อกินแบบนี้ทุกวัน เด็กสองคนนี้ก็ดูแข็งแรงกำยำขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แถมยังสูงขึ้นไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ถ่ายพยาธิออกไป ตอนนี้ทั้งกินอิ่มนอนหลับ ร่างกายจึงเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
แม้แต่ลูกชายสองคนของซิ่วจือ คือสองพี่น้องเหมินซ่วนกับเหมินจู้ แม้จะเป็นทาสรับใช้ และอาหารการกินในแต่ละวันจะแย่กว่า โดยเน้นข้าวต้มลูกเดือยกับผักเป็นหลัก แต่เพราะได้กินอิ่ม และในกับข้าวก็มีน้ำมันกับเกลือ พวกเขาก็เลยมีเนื้อมีหนังขึ้นมาเช่นกัน
"ยังไม่ถึงเวลาเข้าเรียนเลย ค่อยๆ กินให้เสร็จแล้วค่อยไปเถอะ"
สถานศึกษาอู๋จี๋ในตอนนี้ดำเนินไปอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว หลี่อี้เป็นทั้งอาจารย์ใหญ่และอาจารย์ผู้สอน นอกจากต่งชีหลางแล้ว ยังรับสมัครอาจารย์มาเพิ่มอีกสองคน ทั้งสองอายุเพิ่งจะสามสิบกว่า เป็นคนต่างถิ่นจากเหอเป่ยที่มาตกระกำลำบากในเมืองหลวง ร่อนเร่อยู่ในฉางอันมาหลายปี ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จอะไร สอบเคอจวี่ก็ไม่ติด จะเป็นที่ปรึกษาของผู้มีอำนาจก็ไม่ได้
ในท้ายที่สุดจึงต้องตกอับไปคัดลอกคัมภีร์อยู่ในวัด พยายามอดทนประคับประคองชีวิตไปวันๆ
หลี่อี้ได้รู้จักกับทั้งสองคนผ่านการแนะนำของฮุ่ยเลี่ยว หลังจากได้พูดคุยกันเขาก็รู้สึกว่าความจริงแล้วทั้งสองมีระดับความรู้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถือว่าสูงมากนัก ล้วนเป็นลูกหลานคนยากจน การจะลืมตาอ้าปากในฉางอันจึงเป็นเรื่องยากทีเดียว
หลี่อี้จึงเชิญมาสอนหนังสือ และให้ค่าตอบแทนที่ไม่เลว ทั้งสองคนจึงยินดีมาสอนอย่างยิ่ง
แต่การที่พวกเขายอมมานั้น สาเหตุสำคัญที่สุดคือเห็นว่าหลี่อี้ยังอายุน้อย แต่กลับมีชื่อเสียงโด่งดังไปถึงหูเบื้องบน ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งให้เขาเป็นขุนนางที่มีชื่อเสียงอย่างอาลักษณ์ตรวจอักษรองค์รัชทายาท และเจี้ยวซูหลางกรมเลขาธิการไต้เจาเหมินเซี่ยตามลำดับ พวกเขาทั้งสองจึงคิดว่าในภายภาคหน้าจะสามารถอาศัยหลี่อี้เพื่อลืมตาอ้าปากได้หรือไม่
การสอนหนังสือก็เป็นเพียงแค่บันไดชั่วคราวเท่านั้น
หลี่อี้ย่อมรู้เรื่องนี้ดี แต่เขาก็ไม่สนใจ ในอนาคตหากพวกเขามีโอกาสที่ดีกว่า เขาย่อมไม่ห้ามปราม ยิ่งไปกว่านั้นหากในวันข้างหน้าตนเองมีกำลังความสามารถ ก็จะคอยช่วยเหลือพวกเขาอีกแรง
บางครั้งจีซื่อกับอวี้ล่ายก็ยังคงไปเข้าเรียนด้วย และตอนนี้ก็มีแม่หนูหงเซียวเพิ่มมาอีกคน
ในหนึ่งสิบวันจะสอนวิชาวาดภาพ ดนตรี และมารยาทให้เด็กๆ หนึ่งคาบ
หลังมื้ออาหาร
หลานเซียงก็ถามขึ้นมาอีกว่าบิดาจะกลับมาเมื่อไหร่
"ทางฝั่งจิงโจวและปินโจวยังทำศึกกันอยู่ อาจจะยังกลับมาไม่ได้ในตอนนี้ แต่ช่วงนี้เป็นการคุมเชิงกันอยู่ ไม่มีการสู้รบครั้งใหญ่ เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก"
หลังจากทานอาหารและพักผ่อนสักครู่ หลี่อี้ก็ไปสอนหนังสือที่เรือนตะวันตก
คัมภีร์สามอักษรสอนจบแล้ว นักเรียนบางคนก็สามารถท่องจำได้จนจบ ตอนนี้เขาจึงเริ่มสอนคัมภีร์พันอักษรต่อ ในเทอมแรกนี้ สิ่งที่เรียนก็ยังเป็นเรื่องง่ายๆ อย่างการเรียนรู้ตัวอักษรเบื้องต้น การเขียน และการคำนวณ
คาบเรียนละสามเค่อ วันละสี่คาบ ระหว่างสองคาบจะมีเวลาพักหนึ่งเค่อ
ในช่วงพักเบรกหลี่อี้ก็จะสอนวิชาจินกงกังให้พวกเขา
สำหรับหลี่อี้แล้ว การสอนหนังสือในตอนนี้ถือว่าสบายมาก
นักเรียนทั้งสามห้องถูกแยกกันสอน เขาจะสอนแต่ละห้องห้องละหนึ่งคาบ
วันหนึ่งสอนแค่สามคาบก็ไม่ถือว่าเหนื่อย
"หลังเลิกเรียนทุกคนอย่าเพิ่งไปไหน ข้าจะให้คนมาวัดขนาดตัวและขนาดรองเท้าให้พวกเจ้า หลังจากนี้จะตัดชุดฤดูใบไม้ร่วงและรองเท้าผ้าให้พวกเจ้าคนละชุด ทุกคนจะได้รับแจกโดยไม่ต้องเสียเงิน"
เมื่อพูดประโยคนี้ออกมา
เด็กๆ ก็พากันร้องตะโกนด้วยความตื่นเต้น และพากันพูดขอบคุณอาจารย์
หลังเลิกเรียน หลี่อี้เดินออกจากห้องเรียน
ก็พบว่าหลิวเฮยจื่อกำลังยืนอยู่ริมหน้าต่าง
"มีธุระอันใดหรือ"
"ไม่มีขอรับ ข้าน้อยแค่แวะมาฟังและเรียนรู้ด้วยขอรับ"
"ไม่เลวเลย มีเวลาว่างก็มานั่งฟังได้ หากมีเรื่องใดไม่เข้าใจก็มาหาข้า หรือจะไปหาอาจารย์ท่านอื่นก็ได้เช่นกัน" หลี่อี้มองดูเฮยจื่อในตอนนี้ที่เปลี่ยนไปจากเดิมมาก "เป็นอย่างไรบ้าง สตรีที่เจ้าแต่งงานด้วยอยู่กินกับเจ้าดีหรือไม่"
"ดีขอรับ ข้าน้อยเพิ่งรู้ตัวตอนนี้เองว่ายี่สิบห้าปีที่ผ่านมาของข้าน้อยนั้นเสียเปล่าไปจริงๆ" หลิวเฮยจื่อพูดด้วยความตื่นเต้น
หลี่อี้ยิ้มอย่างเข้าใจ
"พยายามเข้าล่ะ รีบๆ มีลูกไวๆ"
"ขอบคุณผู้ใหญ่บ้านขอรับ" หลิวเฮยจื่อรู้สึกซาบซึ้งใจในตัวหลี่อี้อย่างแท้จริง
"ทะเบียนบ้านและที่ดินของพวกเจ้าทั้งสอง หัวหน้าหมู่บ้านและกำนันได้อุตส่าห์เดินทางไปที่ว่าการอำเภอว่านเหนียนเพื่อเร่งจัดการให้เป็นพิเศษ เรื่องนี้ท่านอ๋องฉินยังทรงรับสั่งไปถึงอำเภอว่านเหนียนเป็นการเฉพาะ มิเช่นนั้นคงไม่เร็วถึงเพียงนี้ ทุกอย่างล้วนจัดการเป็นกรณีพิเศษ"
"ที่ดินปลูกบ้านหนึ่งหมู่ นาข้าวสิบหมู่ และที่ดินปลูกหม่อนที่ตกทอดถึงลูกหลานได้อีกยี่สิบหมู่"
เมื่อได้ยินข่าวนี้ หลิวเฮยจื่อก็คุกเข่าลงต่อหน้าหลี่อี้ด้วยความตื่นเต้น "ขอบคุณผู้ใหญ่บ้านขอรับ ภายภาคหน้าข้าน้อยหลิวเฮยจื่อจะขอทดแทนบุญคุณด้วยความจงรักภักดีอย่างแน่นอนขอรับ"
"ลูกผู้ชายเข่ามีค่าดั่งทองคำ รีบลุกขึ้นเถิด หลังจากนี้เจ้าก็จงใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและติดตามข้าไป ข้าจะไม่เอาเปรียบเจ้าอย่างแน่นอน รอให้เก็บเกี่ยวที่ดินผืนนี้เสร็จ พอถึงช่วงเพาะปลูกฤดูใบไม้ร่วง เจ้าก็มาขอยืมวัวไถนา เมล็ดพันธุ์ และเครื่องมือการเกษตรที่ข้าได้เลย ข้าเตรียมเอาไว้หมดแล้ว"
"ช่วงนี้ในตอนกลางคืนที่เรือนตะวันตกไม่มีเรื่องผิดปกติอันใดใช่หรือไม่"
"ไม่มีขอรับ ข้าน้อยนอนหลับตื่นง่าย แค่มีเสียงนิดเดียวก็รู้สึกตัวแล้วขอรับ"
"วันหลังตอนไปตลาดก็ไปซื้อสุนัขมาสักสองตัว แล้วก็ซื้อห่านมาอีกสักสองสามตัวเพื่อมาเฝ้าบ้าน คนเราย่อมต้องมีเวลาเผลองีบหลับกันบ้าง"
เฮยจื่อกระซิบถาม "นายท่าน หรือว่าจะมีคนลอบเล่นงานพวกเราลับหลังขอรับ"
"ป้องกันไว้ก่อน ระมัดระวังตัวไว้บ้างก็ย่อมดีกว่า"
หลี่อี้ไม่เพียงแต่ให้สองสามีภรรยาเฮยจื่อพักอยู่ที่เรือนตะวันตก แต่เขายังจัดเตรียมให้หลัวเอ้อร์กับสือโก่วสองคน ผลัดกันเดินตรวจตราในช่วงหัวค่ำและดึกสงัดคนละกะ
ในเมื่อล่วงเกินสองตระกูลใหญ่อย่างเหวยและตู้ไปแล้ว ระมัดระวังตัวไว้ย่อมปลอดภัยกว่า
ยามวิกาล
หลิวเฮยจื่อพลิกตัว หอบหายใจอย่างหนักหน่วง
สตรีหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดเหงื่อให้เขาอย่างเอาใจใส่
"ช่างสุขสบายเหลือเกิน แทบอยากจะจัดหนักสักเจ็ดแปดรอบให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย"
"ทำเรื่องพรรค์นั้นมากไปจะเสียสุขภาพเอานะ" สตรีผู้นั้นเตือนเขา
"ไม่เป็นไรหรอก ร่างกายของข้าแข็งแรงราวกับวัว ตอนนี้กินอิ่มทุกวัน ยิ่งมีเรี่ยวแรงใช้ไม่หมด"
"เรี่ยวแรงเยอะก็อย่ามาลงที่ข้าคนเดียวสิ เก็บแรงไว้เฝ้าบ้านบ้างเถิด อย่าปล่อยให้มีโจรเข้ามาจริงๆ ถึงตอนนั้นจะไม่มีหน้าไปพบผู้ใหญ่บ้านเอานะ"
"รู้แล้วน่า ขออีกสักรอบเถอะ"
ล่วงเข้ายามดึกสงัด
เฮยจื่อกำลังหลับสนิท สตรีของเขาก็สะกิดเรียกจนเขาตื่น "เหมือนจะได้ยินเสียงนะ รีบลุกขึ้นไปดูเถิด"
"เสียงอันใดกัน เจ้าฟังผิดไปเองกระมัง" หลิวเฮยจื่อลืมตาขึ้นมองออกไปนอกหน้าต่างที่มืดมิดแล้วพึมพำ เมื่อคืนจัดหนักไปถึงสามรอบ วัวอย่างเขาก็รู้สึกเหนื่อยล้าอยู่บ้างเหมือนกัน
เฉาเหยียนซิ่วหยิกเอวเขาหนึ่งที "เหมือนข้าจะได้ยินเสียงคนกระโดดเข้ามาจากนอกลานบ้านนะ เจ้ารีบออกไปดูเถิด"
"ได้เลย" หลิวเฮยจื่อลุกจากเตียง เลิกมุ้งเดินออกไป และไม่ลืมที่จะหันกลับมาห่มผ้าให้ภรรยาอีกครั้ง
"เจ้าระวังตัวด้วยล่ะ"
หลิวเฮยจื่อคลำหาไม้พลองที่หน้าประตูแล้วค่อยๆ แง้มประตูออก
รัตติกาลมืดมิดดั่งน้ำหมึก
หลิวเฮยจื่อคุ้นเคยกับเส้นทางเป็นอย่างดีจึงไม่ต้องจุดไฟ อาศัยความมืดก็สามารถเดินตามระเบียงทางเดินเพื่อตรวจสอบไปข้างหน้าได้
หลิวเฮยจื่อหาวหวอด เตรียมจะเดินตรวจดูรอบระเบียงสักรอบแล้วค่อยกลับเข้าห้อง หลังจากได้นอนไปงีบหนึ่ง ตอนนี้เขาก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง เขารู้สึกว่าตนเองสามารถต่อได้อีกสักรอบ
ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้า และเสียงกระซิบกระซาบ
หลิวเฮยจื่อได้สติกลับมาทันที มีคนปีนกำแพงเข้ามาจริงๆ หรือนี่
เขากระชับไม้พลองในมือแล้วย่องเข้าไปอย่างเงียบเชียบ
"ย้าก"
"โอ๊ย"
ท่ามกลางความมืดมิด ไม้พลองฟาดฟันไปมา ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนอย่างต่อเนื่อง
เฉาซื่อที่อยู่ในห้องฝั่งตะวันตกอุทานด้วยความตกใจ "ท่านพี่"
เสียงของหลิวเฮยจื่อดังแว่วมา "ไม่เป็นไร แค่โจรขโมยไม่กี่คน จับตัวได้หมดแล้ว"







