คืนนั้น
กงซุนเหยียนได้รับพัสดุชิ้นหนึ่ง
เมื่อเปิดออก ด้านในเป็นเอกสารปึกใหญ่ มีทั้งบันทึกการโอนเงิน ภาพหน้าจอการสนทนา ไฟล์เสียง และรูปถ่าย เป็นต้น หลักฐานทุกชิ้นชัดเจนจนไม่อาจโต้แย้งได้ เบาะแสทุกสายล้วนชี้ไปที่คนคนเดียวกัน...
ซีเหมินเยี่ยน!
กงซุนเหยียนพลิกดูเอกสารเหล่านั้น มุมปากค่อยๆ ยกยิ้มขึ้น เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดโทรออกไปยังหมายเลขหนึ่ง "นั่วนั่ว หลักฐานของซีเหมินเยี่ยนครบแล้วนะ"
"ดี"
เสียงของหลินนั่วดังมาจากปลายสายอย่างราบเรียบ "จัดการทีมกฎหมายให้เตรียมเอกสารฟ้องร้องได้เลย อ้อ แล้วก็ทักทายพวกสื่อไว้ด้วย ให้พวกเขารายงานข่าวไปพร้อมๆ กัน"
"ยังก่อน"
กงซุนเหยียนเอ่ยขึ้น "ยังไม่ต้องรีบฟ้องร้อง ก่อนหน้านี้ทางซ่งเฉาตู้ส่งรายชื่อเหยื่อมาให้ผมสองสามคน"
"คุณคิดจะทำยังไง"
"ผมอยากให้คนคนหนึ่งออกมาพูดก่อน"
"ใคร"
"อันซิน"
หลินนั่วชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะออกมา "ซ่งเฉาตู้ยอมตัดแขนตัวเองทิ้งเพื่อไว้หน้าฉันงั้นเหรอ"
กงซุนเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย "คุณรู้เรื่องของอันซินด้วยเหรอ"
น้ำเสียงของหลินนั่วราบเรียบ "อืม กงซุนคิดว่าฉันเลือดเย็นและไร้ความปรานีเหมือนซ่งเฉาตู้ไหมล่ะ"
กงซุนเหยียนเงียบไป
หลินนั่วกล่าว "หลังจากที่พี่ชายจากไป ฉันก็ไม่สนใจเรื่องอะไรอีกเลย เรื่องของอันซินเคยมีคนพูดให้ฉันฟังเหมือนกัน แต่ฉันไม่ได้ใส่ใจ จนกระทั่งได้เจอกับกู้สิง และสืบเรื่องของแม่ม่ายดำ ถึงได้รู้ว่าเธอต้องเจอกับอะไรมาบ้าง"
"เข้าใจแล้ว"
กงซุนเหยียนวางสายพลางถอนหายใจออกมาเบาๆ เขาสามารถกล่าวโทษซ่งเฉาตู้ได้ แต่กลับไม่สามารถกล่าวโทษหลินนั่วได้
ในช่วงเวลาที่รุ่นน้องจากไป
ตัวหลินนั่วเองก็แทบจะอยู่ไม่รอดอยู่แล้ว
แล้วเขาจะไปตำหนิหลินนั่วว่าละเลย ไม่ยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลืออันซินที่กำลังสิ้นหวังได้อย่างไร
ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากงซุนเหยียนเป็นคนจิตใจดี ประเภทที่เมื่อตัวเองได้ดีก็พร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่น เขาทำบุญทำกุศลร่วมกับหลินโม่มาไม่รู้ตั้งกี่ปี
หากบอกว่าหลินโม่คือคนใจบุญอันดับหนึ่งของโลก กงซุนเหยียนก็คงเป็นอันดับสอง
ทว่ากงซุนเหยียนก็ไม่ได้เรียกร้องให้คนอื่นต้องเป็นเหมือนตัวเอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็กผู้หญิงคนนั้นยังเป็นน้องสาวของรุ่นน้อง สำหรับกงซุนเหยียนแล้ว เธอก็ไม่ต่างอะไรกับน้องสาวแท้ๆ ของเขาเลย
อย่าว่าแต่น้องสาวไม่ได้ทำอะไรผิดเลย ในตอนนั้นตัวเธอเองก็ลำบากมากเช่นกัน
ต่อให้เธอทำผิดจริงๆ คนเป็นพี่ชายจะพูดอะไรได้ล่ะ
การเติบโตมาภายใต้รัศมีของรุ่นน้อง และต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าท่ามกลางความรักใคร่ตามใจของผู้คนหลังจากที่รุ่นน้องจากไป การที่ท้ายที่สุดหลินนั่วไม่ได้กลายเป็น 'เด็กหญิงนิสัยเสีย' ที่มีปัญหาทางจิตใจ ก็นับว่าไม่ง่ายแล้ว...
เป็นเช่นนี้ หนึ่งชั่วโมงต่อมา
อันซินยืนอยู่หน้าประตูอาคารสำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัทตำนาน เธอเงยหน้ามองอาคารที่สูงตระหง่านเสียดฟ้า ผนังกระจกสะท้อนแสงแดดจนแสบตา
เธอไม่ได้มาที่นี่สิบปีแล้ว
เมื่อสิบปีก่อน เธอเป็นแขกประจำของที่นี่ เป็นหนึ่งในนักแสดงหญิงที่โด่งดังที่สุด เป็นที่อิจฉาของใครหลายคน
สิบปีให้หลัง
อันซินสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบง่ายกับกางเกงขายาวสีเข้ม ใบหน้าปราศจากเครื่องสำอาง ผิวพรรณมีริ้วรอย ผมถูกมัดรวบไว้ด้านหลังอย่างลวกๆ ดูเหมือนพนักงานออฟฟิศธรรมดาคนหนึ่ง ไม่มีใครจำเธอได้
แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
อันซินสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเดินเข้าไปในบริษัท ผู้ช่วยคนหนึ่งเดินเข้ามาต้อนรับ "เชิญตามผมขึ้นไปชั้นบนเลยครับ อาจารย์อัน"
ไม่กี่นาทีต่อมา
ภายในห้องทำงานแห่งหนึ่ง
กงซุนเหยียนรออยู่ที่นั่นแล้ว เมื่อเห็นอันซิน เขาก็ลุกขึ้นเดินเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้ม
"ขอบคุณนะที่ยอมมา"
อันซินมองกงซุนเหยียน แววตาของเธอมีความรู้สึกซับซ้อนแฝงอยู่
ในฐานะนักแสดง อันซินกับกงซุนเหยียนไม่ได้สนิทสนมกัน เมื่อก่อนเคยเจอกันตามงานสังคมแค่ไม่กี่ครั้ง และได้พูดคุยทักทายกันตามมารยาทเพียงไม่กี่ประโยคเท่านั้น แต่เธอรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่คนในวงการที่ไม่จำเป็นต้องไว้หน้าใคร
"ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณ"
น้ำเสียงของอันซินแหบพร่าเล็กน้อย "ขอบคุณที่ยินดีช่วยเหลือฉัน"
กงซุนเหยียนส่ายหน้า "ก็แค่จังหวะมันพอดีน่ะ แต่ผมไม่ได้ช่วยคุณแค่คนเดียวนะ แต่เป็นการช่วยทุกคนที่เคยถูกซีเหมินเยี่ยนทำร้าย คุณคือคนแรก แต่ไม่ใช่คนสุดท้ายแน่นอน"
ขอบตาของอันซินแดงก่ำ
เธอนึกถึงเมื่อสิบปีก่อน ตอนที่ซีเหมินเยี่ยนมาหาเธอและบอกว่าจะแนะนำโปรเจกต์ใหญ่ให้
พอไปถึง เธอถึงได้รู้ว่ามันไม่ใช่โปรเจกต์อะไรเลย แต่เป็นงานเลี้ยงส่วนตัว ซีเหมินเยี่ยนแนะนำเธอให้รู้จักกับชายวัยกลางคนท่าทางหื่นกามคนหนึ่ง แล้วพูดว่า...
"อันซิน นี่ประธานหวัง เขาชื่นชมเธอมากเลยนะ"
สายตาที่ผู้ชายคนนั้นมองเธอ เธอไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต
หลังจากนั้นเธอก็ปฏิเสธ ซีเหมินเยี่ยนจึงเริ่มบีบบังคับเธอ งานถูกยกเลิก พรีเซ็นเตอร์ถูกถอด บทบาทถูกเปลี่ยนตัว และมีข่าวฉาวถูกแฉออกมา
ประสบการณ์ที่เจอแทบจะเหมือนกับกู้สิงทุกระเบียดนิ้ว หรืออาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำ
ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยต่อสู้ แต่ซีเหมินเยี่ยนมีจุดอ่อนของเธออยู่ในมือ...
คืนนั้น ในงานเลี้ยง เธอถูกมอมเหล้าจนเมามาย และถูกถ่ายรูปเอาไว้ในขณะที่สติเลือนราง รูปถ่ายเหล่านั้นกลายเป็นเครื่องพันธนาการที่ซีเหมินเยี่ยนใช้ควบคุมเธอ
สิบปี
สิบปีเต็ม
อันซินสูดหายใจเข้าลึกๆ กดความทรงจำเหล่านั้นกลับลงไปในก้นบึ้งของหัวใจ เธอมองสบตากับกงซุนเหยียน แล้วพูดเน้นย้ำทีละคำ "ฉันต้องการให้ซีเหมินเยี่ยนไม่มีวันได้ผุดได้เกิดอีก"
"ตกลง"
กงซุนเหยียนให้คำมั่น "คุณวางใจเถอะ รูปพวกนั้นจะไม่มีวันหลุดรอดออกไป ผมจะเตรียมงานแถลงข่าวพรุ่งนี้ให้คุณ..."
งานแถลงข่าวถูกกำหนดไว้ในเวลาสิบโมงเช้าของวันรุ่งขึ้น
สถานที่คือห้องประชุมหมายเลขหนึ่งของสำนักงานใหญ่กลุ่มบริษัทตำนาน ซึ่งสามารถรองรับคนได้กว่าสองร้อยคน ปกติแล้วจะใช้สำหรับจัดการประชุมผู้ถือหุ้น
แต่วันนี้ สถานที่แห่งนี้ถูกยกให้อันซิน
เช้าวันนั้น ภายในห้องประชุมเนืองแน่นไปด้วยนักข่าว
สำนักข่าวทุกแห่งต่างส่งทีมงานที่เก่งที่สุดมา กล้องถ่ายรูปและอุปกรณ์ต่างๆ ถูกพุ่งเป้าไปที่แท่นบนเวที แสงแฟลชสว่างวาบขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราวกับสายฟ้าแลบก่อนพายุฝนฟ้าคะนอง
เวลาเก้านาฬิกาห้าสิบแปดนาที อันซินเดินเข้ามาทางประตูข้าง
เธอเปลี่ยนชุดใหม่ เป็นเสื้อสูทสีน้ำเงินเข้มสวมทับเสื้อเชิ้ตสีขาว ปล่อยผมสยาย และแต่งหน้าอ่อนๆ
ภายใต้เลนส์กล้อง
อันซินดูราวกับได้ย้อนเวลากลับไปเมื่อสิบปีก่อน กลับไปเป็นราชินีจอเงินที่ยืนเปล่งประกายเจิดจรัสอยู่บนเวทีรับรางวัล
ทว่าแววตาของเธอกลับไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
อันซินเมื่อสิบปีก่อน แววตาเต็มไปด้วยความมั่นใจและความทะเยอทะยาน เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังอันไร้ที่สิ้นสุดต่ออนาคต แต่อันซินในวันนี้ แววตาของเธอกลับมีความหวาดหวั่น ความโกรธแค้น และความเคว้งคว้างเพิ่มเข้ามา
เมื่อเดินมาถึงหน้าแท่นบนเวที
อันซินก็ปรับไมโครโฟนเล็กน้อย
ห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบ
อันซินมองดูเหล่านักข่าวที่อยู่ด้านล่าง ใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยทีละใบ เครื่องบันทึกเสียงที่ชูขึ้นมาทีละเครื่อง และกล้องวิดีโอที่เล็งมายังเธอทีละตัว...
"สวัสดีเพื่อนๆ สื่อมวลชนทุกท่าน ฉันคืออันซินค่ะ"
"เมื่อสิบปีก่อน ฉันหายตัวไปจากวงการบันเทิง ไม่ใช่เพราะแต่งงานเข้าครอบครัวเศรษฐี ไม่ใช่เพราะย้ายประเทศ และไม่ใช่เพราะล้มป่วย"
"แต่เป็นเพราะใครบางคน ใช้วิธีการที่ผิดกฎหมายมาควบคุมฉัน ทำลายหน้าที่การงาน และทำลายชีวิตของฉัน"
เธอหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ "คนคนนั้นชื่อ ซีเหมินเยี่ยน"
แสงแฟลชสว่างวาบขึ้นอย่างบ้าคลั่ง เสียงชัตเตอร์ดังระรัวราวกับพายุฝน ภายใต้เลนส์กล้อง อันซินบอกเล่าประสบการณ์ตลอดสิบปีที่ผ่านมาออกมาจนหมดเปลือก
เริ่มตั้งแต่งานเลี้ยงส่วนตัวครั้งนั้น
ไปจนถึงตอนที่ถูกถ่ายรูป ถูกข่มขู่ ถูกบังคับให้ไปดูแล 'แขกวีไอพี' ต่างๆ จนถึงตอนที่ถูกดองงานหลังจากพยายามต่อต้าน และก้าวออกจากวงการบันเทิงไปโดยสิ้นเชิง
เมื่อพูดถึงตอนท้าย
น้ำเสียงของอันซินสั่นเครืออย่างหนัก "อดีตฉันเคยขี้ขลาด ไม่กล้าส่งเสียง ไม่กล้าต่อสู้ ทำได้เพียงอดทนต่อการควบคุมของซีเหมินเยี่ยน แต่วันนี้ฉันจำเป็นต้องลุกขึ้นมา..."