ระฆังใหญ่กระซิบว่า "อาอิ้ง เสี่ยวเฟิ่งเซียน!"
สวี่อิงพยักหน้าเบาๆ เขาก็นึกถึงเฟิ่งเซียนเอ๋อร์เช่นกัน
สิ่งที่เยี่ยนคงเฉิงเผชิญ คล้ายคลึงกับสิ่งที่เสี่ยวเฟิ่งเซียนเผชิญ เสี่ยวเฟิ่งเซียนก็บอกว่าตนเองเพิ่งเกิดมาได้ไม่นาน ก็ประจวบเหมาะกับที่ฟ้าดินเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ไม่รู้ว่าถูกพลังอะไรผนึกเอาไว้ เมื่อนางตื่นขึ้นมา ก็เป็นเวลาสามพันปีให้หลังแล้ว
สามพันปีนี้ ว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง
เสี่ยวเฟิ่งเซียนราวกับนอนหลับไปตื่นหนึ่ง เมื่อตื่นขึ้นมาก็ข้ามเวลามาสามพันปีแล้ว
สวี่อิงมองไปทางเยี่ยนคงเฉิง หรือว่าเยี่ยนคงเฉิงก็เผชิญเรื่องราวแบบเดียวกับเสี่ยวเฟิ่งเซียน?
หรือว่า การผนึกครั้งใหญ่เมื่อสามพันปีก่อน นอกจากการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับสวรรค์ที่ทำให้ฟ้าดินถูกพับซ้อนแล้ว ยังมีความลับอื่นใดอีก?
เยี่ยนคงเฉิงองอาจห้าวหาญ แววตาเปล่งประกายเทพ กลิ่นอายให้ความรู้สึกแหลมคมดุจใบมีด จู่ๆ เขาก็ชี้ดัชนีมา สวี่อิงเห็นปลายนิ้วของเขาสั่นไหวเบาๆ ทันใดนั้นก็เห็นนิ้วชี้นับร้อยๆ พุ่งแทงมาที่ตน!
นิ้วชี้เหล่านั้นบ้างเร็วบ้างช้า บ้างก่อนบ้างหลัง แฝงจังหวะที่แปลกประหลาด ซ่อนเร้นความล้ำลึกของมหาเต๋า มันคือวิชาเทวะวิถีเซียนที่เฒ่าหน้าเศร้าเชี่ยวชาญ ดัชนีสังหารเซียน!
ทว่า ดัชนีสังหารเซียนที่ใช้ออกมาจากมือของเยี่ยนคงเฉิง แม้อานุภาพจะด้อยกว่าเฒ่าหน้าเศร้าฝูอี้มาก แต่กลับมีความแยบคายยิ่งกว่า!
ราวกับว่า สิ่งที่เขาได้รับมาต่างหากที่เป็นการสืบทอดที่แท้จริง!
สวี่อิงสีหน้าเรียบเฉย รวบรวมปราณแท้เช่นกัน ใช้ออกด้วยหนึ่งดัชนีวิถีสวรรค์ที่ตนเองตระหนักรู้จากการทำความเข้าใจอักขระวิถีสวรรค์ของเทพมังกรหลงเยวียน
ทว่าดัชนีนี้ของเขาได้หลอมรวมวิถีแห่งชะตาสวรรค์เข้าไปด้วย ดูเหมือนเป็นเพียงหนึ่งดัชนี แต่แท้จริงแล้วเบื้องหลังซุกซ่อนพลังดัชนีแห่งชะตาสวรรค์เอาไว้!
สิ่งที่ดัชนีสังหารเซียนใช้ออกคือวิถีเซียน ส่วนหนึ่งดัชนีวิถีสวรรค์คือวิถีสวรรค์ ตามหลักแล้ว วิถีเซียนหลุดพ้นจากวิถีสวรรค์ อยู่เหนือวิถีสวรรค์ แต่วิถีเซียนของดัชนีสังหารเซียน ไม่ใช่วิถีเซียนที่แท้จริง ทว่าเป็นวิชาเทวะที่ปรมาจารย์ของเอ๋อเหมยตระหนักรู้จากวิถีเซียน
ส่วนหนึ่งดัชนีวิถีสวรรค์ของสวี่อิง กลับเป็นการหลอมรวมอักขระวิถีสวรรค์หลายชนิดไว้ที่ปลายนิ้ว อานุภาพจึงบริสุทธิ์ยิ่งกว่า!
ในชั่วพริบตาที่พลังดัชนีของทั้งสองปะทะกัน พลังดัชนีอันน่าสะพรึงกลัวสายแล้วสายเล่าก็ปะทุขึ้น เสียงดังฟุ่บๆ ความว่างเปล่าทั้งด้านหน้าและด้านหลังของสวี่อิงและเยี่ยนคงเฉิงถูกพลังดัชนีทะลวงเป็นรู!
ร่างของสวี่อิงวูบไหวดุจภูตผี ดูเหมือนเท้ายังอยู่กับที่ แต่ร่างกลับคล้ายภาพมายา ปรากฏขึ้นในทุกซอกทุกมุมทั้งหน้าและหลัง ท้ายที่สุดเมื่ออานุภาพของดัชนีสังหารเซียนทั้งหมดปะทุจนหมดสิ้น ภาพมายาของสวี่อิงนับร้อยๆ ร่างจึงกลับมารวมเป็นหนึ่งเดียวท่ามกลางแรงสั่นสะเทือน
ส่วนเบื้องหน้าและเบื้องหลังของเยี่ยนคงเฉิงกลับมีแสงเซียนปรากฏขึ้นกะทันหัน ราวกับม่านมุ้งที่ล่องลอย พลังดัชนีนับไม่ถ้วนที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังหนึ่งดัชนีวิถีสวรรค์จู่โจมเข้ามา กระทบกับม่านมุ้งนั้น ก็เห็นอักษรนกและหนอนอันแปลกประหลาดปรากฏขึ้นบนผืนมุ้ง เปล่งประกายสีทองอร่าม ต้านทานพลังดัชนีวิถีสวรรค์เอาไว้!
รอบกายเยี่ยนคงเฉิง อักษรนกและหนอนบนม่านมุ้งที่ล่องลอยสว่างวาบขึ้นอย่างต่อเนื่อง รับกระบวนท่านี้เอาไว้ได้ทั้งหมด!
หยวนชีมองจนตาค้าง ค่อยๆ ยกหางขึ้นมา กระทุ้งระฆังใหญ่เบาๆ แล้วกระซิบว่า "ท่านระฆัง อาอิ้งเจอคู่ปรับแล้ว"
ระฆังใหญ่กระซิบตอบ "อาอิ้งไม่ได้ใช้ความลับทั้งหก มิเช่นนั้นพลังรบของเขาจะพุ่งพรวดขึ้นทันที"
หยวนชีกดเสียงต่ำ "อีกฝ่ายก็ออมมือไว้เหมือนกัน ขอบเขตของเขาสูงกว่าอาอิ้ง เป็นขั้นเคาะด่านที่สอง ความบกพร่องด้านพลังเวท สามารถใช้ขอบเขตมาทดแทนได้อย่างสมบูรณ์"
ระฆังใหญ่นั้นมีความรู้กว้างขวาง จึงกล่าวว่า "เยี่ยนคงเฉิงอาศัยวิชาเทวะต้านทานพลังดัชนีวิถีสวรรค์ของอาอิ้ง ส่วนอาอิ้งกลับอาศัยวิชาตัวเบาหลบหลีกดัชนีสังหารเซียน นี่แสดงให้เห็นว่า อาอิ้งมองดัชนีสังหารเซียนออกทะลุปรุโปร่งแล้ว แต่เยี่ยนคงเฉิงยังมองหนึ่งดัชนีวิถีสวรรค์ไม่ออก"
หยวนชีคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า "เขาถูกม้วนเข้าไปในผนึกเมื่อสามพันปีก่อน เวลานั้นเป็นช่วงที่ละทิ้งร้อยสำนักเชิดชูเพียงวิชานั่ว หากเขาเรียนรู้วิชานั่วความลับทั้งหกมาล่ะ?"
ระฆังใหญ่อึ้งไป รู้สึกหวั่นใจเล็กน้อย "หากเป็นเช่นนั้น อาอิ้งก็เจอคู่ปรับเข้าจริงๆ แล้ว"
เยี่ยนคงเฉิงเอ่ยชม "สิ่งที่ท่านเซียนอมตะใช้ออก คือวิชาเทวะวิถีสวรรค์ใช่หรือไม่? ช่างแยบคายยิ่งนัก!"
เขาไม่ได้ใช้วิชาเทวะของเอ๋อเหมยต่อ แต่การปะทะกันในเวลาสั้นๆ ก็ทำให้สวี่อิงได้ประจักษ์ถึงความไม่ธรรมดาของการสืบทอดของเอ๋อเหมย
สวี่อิงเอ่ยชม "การสืบทอดของเอ๋อเหมยลึกล้ำยากหยั่งถึง น่าเลื่อมใสยิ่งนัก ข้าได้ยินมาว่าในยุคซางโจว ผู้คนค้นพบโลกหน้า ผู้บำเพ็ญเพียรพากันมุ่งหน้าไปยังโลกหน้าจนเป็นเหตุให้ผู้บำเพ็ญเพียรตกต่ำลง เอ๋อเหมยไม่ตกต่ำลงเพราะเหตุนี้หรือ?"
เยี่ยนคงเฉิงตอบ "เอ๋อเหมยย่อมต้องตกต่ำลง แต่การสืบทอดของเอ๋อเหมยมีมากเกินไป แม้จะตกต่ำลง แต่ความจริงแล้วส่งผลกระทบต่อเอ๋อเหมยของข้าไม่มากนัก"
เขายกมือชี้ไปยังเทือกเขาเอ๋อเหมยอันสูงตระหง่าน พลางหัวเราะและกล่าวว่า "แสงมงคลทะยานขึ้นฟ้าใดๆ ก็ตามที่ท่านมองเห็น ล้วนเป็นแสงมงคลที่ปรมาจารย์เอ๋อเหมยของข้าทิ้งไว้หลังจากผ่านทัณฑ์สวรรค์และทะยานขึ้นจากโลกเบื้องล่าง"
สวี่อิงยืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้ มองไปรอบๆ เห็นเพียงยอดเขาน้อยใหญ่นับร้อย และแสงมงคลทะยานขึ้นฟ้านับร้อยสาย!
แสงมงคลทะยานขึ้นฟ้าแต่ละสาย หมายถึงเซียนที่ทะยานขึ้นฟ้าหนึ่งคน
เซียนที่ทะยานขึ้นฟ้าจากเอ๋อเหมย มีนับร้อยคน!
ดินแดนทะยานขึ้นฟ้าของเทือกเขาเอ๋อเหมย ไม่ได้อยู่ในสิ่งที่เรียกว่าถ้ำสวรรค์แดนพรหม เพราะเขาเอ๋อเหมยทั้งลูกก็คือดินแดนทะยานขึ้นฟ้าที่ยิ่งใหญ่อลังการหาใดเปรียบ!
ภาพนี้ ทำให้แม้แต่สวี่อิงก็อดไม่ได้ที่จะตื่นตะลึงอย่างสุดซึ้ง!
น้ำเสียงของเยี่ยนคงเฉิงแฝงไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างยิ่งยวด เขาพูดพลางหัวเราะ "แม้บัดนี้จะเป็นยุคสิ้นธรรม แต่การสืบทอดของเอ๋อเหมยข้ายังคงอยู่ ดินแดนทะยานขึ้นฟ้ายังคงอยู่ เอ๋อเหมยต่อให้เหลือข้าเพียงคนเดียว ก็ยังสามารถฟื้นฟูสายธรรมได้!"
สวี่อิงกล่าวว่า "ข้าเคยเห็นคนใช้ดัชนีสังหารเซียน ซึ่งก็คือการสืบทอดของเอ๋อเหมยพวกท่าน ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นการสืบทอดแบบเดียวกันจากตัวพี่เยี่ยน"
เยี่ยนคงเฉิงใจกระตุก กระทืบเท้ากล่าวว่า "ดัชนีสังหารเซียน? ข้ารู้แล้วว่าพวกโจรชั่วได้วิชาเซียนเอ๋อเหมยของข้ามาจากไหน! สุสานท่านปู่ทวดของข้า ถูกคนขุดจนกลวงโบ๋แล้ว!"
สวี่อิงชะงักงัน ความจริงแล้วคนที่เขาหมายถึงคือเฒ่าหน้าเศร้าฝูอี้
ฝูอี้อ้างตัวว่าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรเอ๋อเหมย ทั้งยังเชี่ยวชาญดัชนีสังหารเซียน และสิ่งที่เยี่ยนคงเฉิงใช้ออกเมื่อครู่ก็เป็นดัชนีสังหารเซียนเช่นกัน ดังนั้นสวี่อิงจึงสงสัยในที่มาของเยี่ยนคงเฉิง จึงได้เอ่ยปากหยั่งเชิง
เยี่ยนคงเฉิงกับฝูอี้เป็นศิษย์ร่วมสำนักกันอย่างชัดเจน ฝูอี้เพิ่งตาย เยี่ยนคงเฉิงก็ปรากฏตัว อ้างว่าถูกผนึกไว้สามพันปี ย่อมไม่อาจไม่ทำให้สวี่อิงเกิดความสงสัย
เยี่ยนคงเฉิงโกรธจนหัวเราะออกมา กล่าวว่า "ปรมาจารย์นั่วในยุคหลัง ช่างไร้มารยาทสิ้นดี ขุดสุสานปรมาจารย์เอ๋อเหมยของข้าไปตั้งมากมาย! ในสุสานท่านปู่ทวด ข้ายังเก็บของที่พวกมันทิ้งไว้ได้ด้วย!"
เขาหยิบตราหยกป้ายคำสั่งหลายชิ้นออกมาจากดินแดนซีอี๋ สวี่อิงรับมา ดูเพียงชิ้นหนึ่งที่มีตัวอักษร "เฉา" เขียนอยู่ด้านบน ด้านหลังสลักคำว่านายกองจงหลางสามคำ
ยังมีตราหยกอีกชิ้นสลักอักษร "โจว" หน้าตราสลักตัวอักษร "ขุนนางสวรรค์ประทานพร ร้อยสิ่งไร้ข้อห้าม" เป็นต้น
"ดูเหมือนจะเป็นของตระกูลโจว"
สวี่อิงรู้สึกหวั่นใจ "หรือว่าโจวฉีอวิ๋นจะเป็นคนขุดสุสานปรมาจารย์เอ๋อเหมย?"
ตรานายกองจงหลางอักษรเฉา และตราฟ้าชิวอักษรโจว สวี่อิงเคยพบเห็นมาหมดแล้วตอนที่ค้นหาความจริงเกี่ยวกับเซียนนั่ว พบเห็นได้บ่อยมาก แหล่งที่มาของตรานายกองจงหลางอักษรเฉานั้นไม่อาจสืบค้นได้ แต่ตราฟ้าชิวตระกูลโจว สวี่อิงกลับรู้แหล่งที่มา ต้องเป็นฝีมือของโจวฉีอวิ๋นอย่างแน่นอน!
หยวนชีกระซิบว่า "อาอิ้ง ตราหยกนี้..."
สวี่อิงโบกมือให้งูใหญ่เงียบๆ เป็นเชิงบอกให้เขาอย่ากระโตกกระตาก คิดในใจว่า "ถึงอย่างไร พวกเราก็เคยขุดสุสานมาเหมือนกัน เบื้องหลังไม่สะอาดนัก หากถูกเยี่ยนคงเฉิงสงสัยว่าพวกเราเป็นคนขุดสุสานปรมาจารย์ของเขา เกรงว่าอธิบายอย่างไรก็คงไม่กระจ่าง"
เยี่ยนคงเฉิงเจ็บปวดรวดร้าวใจ ด่าทอฟูมฟาย แล้วก็ขออภัยสวี่อิง กล่าวว่า "สุสานบรรพชนเอ๋อเหมยของข้าถูกขโมยไปมากเกินไป ข้าจึงเสียกิริยาไปบ้าง ต้องให้พี่ชายขบขันแล้ว"
สวี่อิงยังคงสงสัยในที่มาของเขา จึงกล่าวว่า "พี่เยี่ยนเรียกข้าว่าสวี่อิง หรืออาอิ้งก็ได้ ไม่ต้องเรียกพี่ชายหรือท่านเซียนอมตะหรอก พี่เยี่ยนช่วยบอกหน่อยได้ไหมว่า หลังจากคลายผนึกแล้ว ท่านไปโผล่ที่ใด? พอจะนำทางพวกเราไปดูหน่อยได้หรือไม่?"
"มีอันใดมิได้เล่า?"
เยี่ยนคงเฉิงนำทางสวี่อิงไปยังยอดเขาหลักของเอ๋อเหมย เดินไปคุยไป "การที่ข้าไม่ได้หายไปพร้อมกับฟ้าดินพร้อมกับบรรดาศิษย์ลุงศิษย์อาเหล่านั้น อาจเป็นเพราะปรมาจารย์เอ๋อเหมยสถิตอยู่เบื้องบนแดนเซียน ช่วยรักษาชีวิตข้าไว้ เพื่อให้ข้าแบกรับภาระอันหนักอึ้งในการฟื้นฟูเอ๋อเหมย เอ๋อเหมยของข้าตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน มีเซียนมากมายเพียงนี้ ย่อมต้องล่วงรู้และเตรียมการล่วงหน้าก่อนที่มหาภัยพิบัติจะมาถึงเป็นแน่"
สวี่อิงคิดดูแล้ว ข้อสันนิษฐานนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
เซียนที่ทะยานขึ้นแดนเซียนจากเอ๋อเหมยมีมากถึงหลายร้อยคน ขุมพลังนี้เกรงว่าในแดนเซียนก็คงเป็นขุมกำลังที่ไม่เล็กเลยทีเดียว การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในโลกหยวนโซ่ว ย่อมปิดบังพวกเขาไม่มิดอย่างแน่นอน
การที่พวกเขาเตรียมการไว้ล่วงหน้า จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด
ใต้เท้าของเยี่ยนคงเฉิงมีกลุ่มแสงสว่าง เขาก้าวเดินกลางอากาศอย่างไม่ช้าไม่เร็ว ทว่าความเร็วกลับรวดเร็วยิ่งนัก เรียกได้ว่าเดินเล่นอย่างสบายอารมณ์
สวี่อิงใช้วิชาอิสระขั้นสูงสุด เดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับเขา แต่ยากที่จะทำได้สง่างามสบายๆ เช่นเขา
เกี่ยวกับเวทมนตร์เหาะเหินเดินอากาศ สวี่อิงเคยเรียนมาหลายชนิด เช่น ขี่กระบี่บิน เช่น วิชาข้ามฟ้าดุจเมฆา แต่ละชนิดล้วนยากที่จะทำได้ถึงขั้นเดินบนฟ้าเหมือนเดินบนพื้นราบ
ทว่าเวทมนตร์ของเอ๋อเหมยกลับสามารถทำจุดนี้ได้
"การสืบทอดของเอ๋อเหมย ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ไม่ใช่วิชานอกรีตอย่างของหลี่เซียวเค่อ" สวี่อิงคิดในใจ
แม้หลี่เซียวเค่อจะเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากในโลก อุทิศตนเพื่อฟื้นฟูเวทมนตร์วิชาเทวะที่สูญหาย ถอดรหัสเคล็ดวิชาเซียนต่างๆ คุณูปการของเขายิ่งใหญ่มาก แต่เมื่อเทียบกับขุมกำลังขนาดยักษ์อย่างเอ๋อเหมยแล้ว ก็ยังคงด้อยกว่าอยู่บ้าง
แม้เวลานั้นเอ๋อเหมยจะตกต่ำลง แต่การสืบทอดที่มีอยู่ก็ยังคงไม่ธรรมดา
เยี่ยนคงเฉิงนำทางเขามาถึงยอดเขาทองคำของเขาเอ๋อเหมย เดินขึ้นบันไดไป หยวนชีรีบกดเสียงต่ำกล่าวว่า "อาอิ้ง ดูทางนั้น!"
สวี่อิงมองตามทิศทางที่หางงูใหญ่ชี้ไป ใจก็กระตุกวูบ เห็นเพียงอีกด้านหนึ่งของหน้าผา ถ้ำพำนักของเซียนแห่งหนึ่งถูกคนใช้กำลังพังเปิดออก ประตูถ้ำเซียนถูกทำลายแตกเป็นเจ็ดแปดชิ้น กองอยู่บนพื้น
หน้าประตูถ้ำพำนักแห่งนั้น ยังมีซากโครงกระดูกหมอบราบอยู่ ดูจากระดับการผุกร่อนของกระดูกแล้ว น่าจะเพิ่งตายได้ไม่กี่ปี
เสื้อผ้าบนร่างของพวกเขายังไม่เน่าเปื่อย ดูจากเครื่องแต่งกายแล้ว เป็นปรมาจารย์นั่วแถบเซียงหนานและเซียงซี!
"นั่นคือสุสานปรมาจารย์สูงสุดของข้า!"
เยี่ยนคงเฉิงกล่าวอย่างเคียดแค้น "เขตหวงห้ามเอ๋อเหมยของข้า ถูกพวกมารร้ายพวกนี้ลอบเข้ามา นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป! โครงกระดูกของปรมาจารย์สูงสุดก็ถูกพวกมันลากออกมาจากสุสาน ตอนที่ข้าเก็บศพให้ปรมาจารย์สูงสุด บนร่างของปรมาจารย์ไม่มีเสื้อผ้าหลงเหลือแม้แต่ชิ้นเดียว!"
สวี่อิงหันไปพูดกับหยวนชีและระฆังใหญ่ "ไม่ใช่ฝีมือโจวฉีอวิ๋น หากโจวฉีอวิ๋นเป็นคนขุดสุสาน บนร่างปรมาจารย์คงไม่หายไปแค่เสื้อผ้าไม่กี่ชิ้น โครงกระดูกของปรมาจารย์ก็ต้องถูกขูดรีดเอาไปอย่างแน่นอน"
ระหว่างทางขึ้นเขา พวกเขายังเห็นสุสานขนาดใหญ่ที่ถูกขุดเปิดออกอีกหลายแห่ง เจ้าของสุสานเหล่านี้ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขั้นทะยานขึ้นฟ้าบนเขาเอ๋อเหมย มีชื่อเสียงโด่งดัง เพียงเพราะเส้นทางทะยานขึ้นฟ้าขาดสะบั้น จึงถูกกักขังอยู่บนโลกมนุษย์ ต้องแก่ตายอยู่ที่นี่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จากนั้น ก็ถูกปรมาจารย์นั่วที่เดินมาถึงทางตันขุดสุสานขโมยของ
"อาอิ้ง เจ้าดูสิ!" หยวนชีบุ้ยปากบอกสวี่อิงเงียบๆ
หางตาสวี่อิงกระตุกขึ้นมาทีหนึ่ง กล่าวว่า "ท่านเจ็ด พวกเรากลับตัวกลับใจแล้วนะ..."
ทิศทางที่หยวนชีชี้ไป มีสุสานขนาดใหญ่หลายแห่งที่ยังไม่ถูกขโมย น่าจะเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อสามพันปีก่อนที่พับซ้อนฟ้าดิน พับซ้อนยอดเขาแถบนี้ไว้ พวกโจรขุดสุสานจึงไม่พบสุสานเหล่านี้
หยวนชีงุนงง "พวกเรากลับตัวกลับใจตั้งแต่เมื่อใดกัน?"
สวี่อิงรู้สึกลังเลสับสนในใจ ถึงอย่างไรตอนที่อวิ๋นเมิ่งเจ๋อเพิ่งปรากฏขึ้น พวกเขายังออกค้นหาดินแดนแฝงเร้นเซียนนั่วไปทั่ว อีกทั้งเมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งไปลูบคลำสุสานใหญ่เขาจิ่วอี๋มา
ในที่สุด พวกเขาก็มาถึงยอดเขาทองคำซึ่งเป็นยอดเขาหลักของเอ๋อเหมย บริเวณยอดเขาทองคำมีแสงมงคลทะยานขึ้นฟ้าที่สะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง แสงมงคลสายนี้แตกต่างจากสายอื่น มันทะลุผ่านตำหนักหลังหนึ่ง เข้าไปภายในตำหนัก
เยี่ยนคงเฉิงยกมือขวาขึ้น กลางฝ่ามือมีอักษรนกและหนอนที่แตกต่างกันหลากหลายชนิดพวยพุ่งออกมา ปลดผนึกของตำหนักทองคำออกทีละชั้น ความรู้ที่กว้างขวางลึกซึ้งนี้ ช่างน่าเลื่อมใสยิ่งนัก
เขาเดินมาถึงหน้าตำหนักทองคำอันวิจิตรตระการตา ผลักบานประตูตำหนักอันหนักอึ้งเปิดออก
ภายในตำหนัก กลิ่นอายอันลึกล้ำสายหนึ่งพุ่งปะทะหน้า กระทบผิวพรรณร่างกายของสวี่อิง ซึมซาบเข้าสู่อวัยวะภายในทั้งห้าและหก ทำให้ดินแดนซีอี๋ของเขาราวกับถูกแสงเซียนลูบไล้ผ่านเช่นกัน!
ถ้ำสวรรค์แต่ละแห่งภายในร่างของสวี่อิงยามนี้ก็เบ่งบานออก ความเร็วในการดูดซับโอสถเซียนก็เพิ่มขึ้นไม่น้อย!
สวี่อิงตระหนักได้ทันทีว่า แสงมงคลทะยานขึ้นฟ้าภายในตำหนักทองคำสายนี้ มีพลังอันเหลือเชื่อ แสงมงคลทะยานขึ้นฟ้าสายอื่นมีปราณแท้ฟ้าดินที่เข้มข้นผิดปกติ แต่แสงมงคลสายนี้ไม่เพียงมีปราณแท้ฟ้าดินที่ไม่ธรรมดา กระทั่งยังเลือนรางว่ามีพลังของแดนเซียนแทรกซึมลงมาด้วย!
"ตอนที่ข้าตื่นขึ้นมา ก็พบว่าตัวเองกำลังล่องลอยอยู่ท่ามกลางแสงมงคลทะยานขึ้นฟ้า"
เยี่ยนคงเฉิงกล่าว "ข้ารู้สึกเพียงว่ามิติเวลาราวกับหยุดนิ่ง เวลาหยุดเดิน จนกระทั่งข้าเดินออกมาจากที่นั่น ความรู้สึกนี้จึงหายไป"
หยวนชีร้องอุทาน "เจ้าถูกคนผนึกไว้ในแสงมงคลนี้ ผนึกไว้ถึงสามพันปี!"
ระฆังใหญ่คาดเดา "บางทีอาจมีคนใช้ประโยชน์จากแสงมงคลนี้ ส่งเขามายังสามพันปีให้หลัง"
ที่ทั้งสองพูดล้วนมีเหตุผล แม้ผลลัพธ์จะเหมือนกัน แต่กระบวนการกลับแตกต่างกัน
สวี่อิงแหงนมองแสงมงคลทะยานขึ้นฟ้าสายนี้ อย่างเลือนราง กระทั่งสามารถมองเห็นโครงร่างของอีกโลกหนึ่งจากสุดปลายแสงมงคล เขาใจกระตุก เอ่ยถามว่า "พี่เยี่ยน แสงมงคลสายนี้เป็นของใครที่ทะยานขึ้นฟ้าทิ้งเอาไว้?"
เยี่ยนคงเฉิงสีหน้าเคร่งขรึม กล่าวว่า "แสงมงคลทะยานขึ้นฟ้าสายนี้คือแสงมงคลที่ปรมาจารย์รุ่นแรกของเอ๋อเหมยข้า ปรมาจารย์สูงสุดทิ้งไว้หลังจากทะยานขึ้นฟ้า"
สวี่อิงถามต่อ "ปรมาจารย์สูงสุดทะยานขึ้นฟ้าเมื่อใด?"
เยี่ยนคงเฉิงส่ายหน้าตอบ "เก่าแก่เกินไปแล้ว ไม่อาจตรวจสอบได้อีก ทว่าหลังจากปรมาจารย์สูงสุด ยังมีปรมาจารย์อีกหลายร้อยท่านทะยานขึ้นฟ้า เวลานั้นเส้นทางสวรรค์น่าจะยังไม่ขาดสะบั้น ทัณฑ์สวรรค์ขั้นสุดยอดยังไม่ปรากฏ"
สวี่อิงสีหน้าเปลี่ยน ปรมาจารย์สูงสุดท่านนี้เก่าแก่ยิ่งกว่าทัณฑ์สวรรค์ขั้นสุดยอดเสียอีก เกรงว่าจะเป็นบุคคลเมื่อสี่หมื่นแปดพันปีก่อน!
อาจเป็นปรมาจารย์สูงสุดท่านนี้ที่ลงมือ ช่วยรักษาเยี่ยนคงเฉิงซึ่งเป็นทายาทเพียงหนึ่งเดียวของเอ๋อเหมยเอาไว้!
ถ้าเช่นนั้น เฟิ่งเซียนเอ๋อร์เล่า ใครเป็นคนรักษาไว้? สวี่อิงฉุกคิดขึ้นมาทันที
เยี่ยนคงเฉิงเล่าต่อ "หลังจากข้าออกมาจากแสงมงคลทะยานขึ้นฟ้า มาอยู่ข้างนอก ก็รู้สึกมึนงง สับสนไม่รู้เรื่องราว เดิมทีเขาเอ๋อเหมยของข้าแม้อาจไม่เจริญรุ่งเรืองเหมือนแต่ก่อน แต่ทุกยอดเขา ล้วนมีผู้บำเพ็ญเพียรคอยประจำการ ไอมงคลนับพัน แสงสว่างนับหมื่นสาย ทว่าข้าบินไปทั่วทุกขุนเขา กลับไม่พบใบหน้าที่คุ้นเคยเลยแม้แต่คนเดียว"
สวี่อิงสามารถสัมผัสได้ถึงความอ้างว้างไร้ที่พึ่งนี้ สำหรับเยี่ยนคงเฉิงแล้ว ตื่นขึ้นมา เขาเอ๋อเหมยก็ว่างเปล่าไปในพริบตา หาใครไม่พบสักคน นี่ต้องเป็นฝันร้ายอย่างแน่นอน!
"ในตอนที่ข้าใกล้จะพังทลาย ข้าก็ได้พบกับคนผู้หนึ่ง"
บนใบหน้าของเยี่ยนคงเฉิงเผยรอยยิ้ม กล่าวว่า "คนผู้นี้เอง ที่ทำให้ข้าหลุดพ้นจากความสิ้นหวัง จุดประกายความมุ่งมั่นขึ้นมาอีกครั้ง แบกรับภาระอันหนักอึ้งในการฟื้นฟูเอ๋อเหมย นำความรุ่งโรจน์ของผู้บำเพ็ญเพียรกลับคืนมา!"
สวี่อิงได้ยินน้ำเสียงนี้ ใจก็กระตุกวูบ จู่ๆ เบื้องหน้าก็ปรากฏใบหน้าที่คุ้นเคยขึ้นมา "หรือว่าจะเป็นเขาอีกแล้ว?"
บนใบหน้าของเยี่ยนคงเฉิงเผยให้เห็นถึงความคลั่งไคล้ กล่าวว่า "เขาคือสวีฝู เซียนในยุคปัจจุบัน! เขาจับเข่าคุยกับข้าอย่างยาวนาน ทำให้ข้าตระหนักถึงภารกิจที่ข้าต้องแบกรับ! ผู้บำเพ็ญเพียร จะต้องกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง!"
สวี่อิงอดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า "พี่เยี่ยน วิถีทางของผู้บำเพ็ญเพียรนั้นถูกกำหนดมาแล้วว่าใช้ไม่ได้ผล การบำเพ็ญทั้งปราณและนั่วควบคู่กันไปต่างหากที่เป็นเส้นทางที่ถูกต้อง..."
สีหน้าของเยี่ยนคงเฉิงเข้มขึ้น กล่าวเสียงเรียบ "สหายเต๋าสวีฝูบอกข้าว่า ท่านค่อนข้างดื้อรั้น เป็นพวกหัวทึบ ข้าไม่เคยเชื่อเลย วันนี้ได้พบ ข้าเชื่อแล้วในที่สุด พี่สวี่"
ร่างกายของเขายืดตรง ตั้งตรงดุจหอก จิตต่อสู้อันแรงกล้าสายหนึ่งแผ่ซ่านออกมาจากในร่าง "สหายเต๋าสวีฝูฝากฝังข้า ให้ข้าต้องทำให้ท่านตระหนักให้ได้ว่า อะไรคือผู้บำเพ็ญเพียรที่แท้จริง ก่อนหน้านี้ท่านกับข้าประลองฝีมือกัน ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ"
สวี่อิงเกิดโทสะในใจ ยัดผนึกอักษร 'คุมขัง' ในมือเข้าปากหยวนชี แล้วกล่าวว่า "ข้าเองก็อยากจะเห็นเป็นขวัญตาเหมือนกัน ว่าการสืบทอดที่แท้จริงของเอ๋อเหมยเป็นเช่นไร!"







