สวี่อิงและหยวนเว่ยยางสบตากัน ลอบยินดีในใจ
ดังคำกล่าวที่ว่าอยู่ใกล้ผู้เป็นนายก็เหมือนอยู่ใกล้เสือ แม้โจวฉีอวิ๋นจะไม่ใช่ราชา ทว่าอารมณ์ของเขาก็แปรปรวนยากจะคาดเดา ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะลงมือสังหารกำจัดพวกเขาทิ้ง
การที่โจวฉีอวิ๋นถูกโอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกและเหล่าเซียนนั่วผีสางรุมล้อมในครั้งนี้ ต่อให้ฝ่าวงล้อมออกมาได้ เกรงว่าคงต้องบาดเจ็บสาหัส ยากจะตามจับพวกเขาได้อีก
เวลานี้แหละคือโอกาสหนีที่ดีที่สุดอย่างแน่นอน!
จู่ๆ ก็มีคลื่นพลังน่าสะพรึงกลัวระลอกหนึ่งซัดสาดเข้ามาปะทะเข้ากับระฆังใหญ่ เสียง 'ตัง!' ดังสนั่นหวั่นไหว ระฆังใหญ่ที่ร่วงหล่นลงมาถูกซัดลอยละลิ่วขึ้นไปบนฟ้า กลิ้งตีลังกากลางอากาศ ไม่รู้ว่าตกลงไปที่ใด
"ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร"
สวี่อิงทำท่าราวกับผู้มีประสบการณ์ คอยพูดปลอบโยนทุกคน "สถานการณ์แบบนี้ข้าเห็นมาเยอะแล้ว ท่านระฆังต้องผ่านมันไปได้อย่างแน่นอน ท่านระฆัง จริงไหม? ท่านระฆัง? ท่านระฆัง! ท่านตื่นสิ... ไม่ต้องห่วง มันแค่สลบไปเป็นประจำเดี๋ยวก็หาย"
ระฆังใหญ่ลอยละลิ่วข้ามเทือกเขา ปลิวไปไกลแค่ไหนก็สุดรู้ ก่อนจะร่วงกระแทกพื้นดังตังๆ แล้วกระดอนขึ้น ร่วงลงมาอีก กลิ้งตีลังกาไปไม่รู้กี่ตลบ ในที่สุดก็หยุดนิ่งลง
ภายในระฆังใหญ่ หยวนชีกลิ้งหลุนๆ ออกมาเป็นคนแรก มันนอนหงายท้องแผ่หลาอยู่บนพื้น กระดูกของมันถูกแรงกระแทกจนหลุดรุ่ยอีกแล้ว
สวี่อิงปวดเมื่อยชาไปทั้งตัว สองขาอ่อนเปลี้ย ฝืนเดินโซเซออกจากระฆังใหญ่
ด้านหลังของเขา หยวนเว่ยยางเพิ่งก้าวออกจากระฆังใหญ่ก็ก้าวพลาดล้มลงนั่งกับพื้น นางพยายามจะลุกขึ้นแต่สองขากลับปวดเมื่อยจนลุกไม่ไหว จึงทำได้เพียงทุบขาตัวเองไปพลางๆ
เซียวป๋อเกาะระฆังใหญ่ โก่งคออาเจียนอ้วกแตกอ้วกแตนอยู่อีกด้าน
เพื่อปกป้องและพาพวกเขาหลบหนีออกจากสภายมโลก ระฆังใหญ่จึงขยายขนาดขึ้นมาก ปากระฆังมีความกว้างถึงสิบจั้ง ทำให้ต้องรับแรงกระแทกมากขึ้น ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสในครั้งนี้
มันหลับสนิทไม่ได้สติ และไม่สามารถย่อส่วนเล็กลงได้
สวี่อิงลองถ่ายทอดปราณและเลือดให้มันบ้างแล้ว แต่มันก็ยังไม่ฟื้น
"ท่านระฆังถูกผู้บำเพ็ญปราณที่เชี่ยวชาญวิชาอาคมมิติโจมตีอย่างหนัก แม้บาดแผลภายนอกที่ผู้บำเพ็ญปราณผู้นั้นฝากไว้จะหายดีแล้ว แต่บาดแผลภายในยังคงอยู่ ไม่เคยรักษาหายขาดเลย"
สวี่อิงกล่าวกับหยวนเว่ยยาง "มันมักจะขโมยปราณและเลือดของข้าไปรักษาอาการบาดเจ็บเสมอ..."
หยวนชีเอ่ยเตือน "ท่านระฆังบอกว่า เรียกว่าหยิบยืมต่างหาก"
สวี่อิงเดินเข้าไปข้างหน้า ช่วยต่อกระดูกที่เคลื่อนหลุดของงูยักษ์อย่างยากลำบาก พลางกล่าวว่า "มันมักจะหยิบยืมปราณและเลือดของข้าไปรักษาอาการบาดเจ็บ การสลบไสลครั้งนี้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ข้าเพียงแค่ต้องหมั่นฝึกฝนอย่างหนักเพื่อส่งมอบปราณและเลือดให้มัน แล้วมันก็จะฟื้นขึ้นมาเอง"
หยวนเว่ยยางเข้ามาช่วยพยุงร่างของงูยักษ์ เอ่ยถามว่า "ถ้าท่านระฆังไม่ฟื้นขึ้นมา พวกเราจะพามันไปด้วยได้อย่างไร?"
สวี่อิงส่ายหน้า "เรื่องนี้ไม่ต้องกังวล ก่อนที่ท่านระฆังจะสลบไป มันน่าจะจัดการเรียบร้อยแล้ว"
เขาต่อกระดูกงูเสร็จ หยวนชีก็ฟื้นฟูเรี่ยวแรง สวี่อิงเดินไปข้างหน้ากว่าสามสิบก้าว ทว่าด้านหลังกลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เขาจึงรู้สึกประหลาดใจ "หรือว่าท่านระฆังจะลืมไปแล้ว?"
หยวนเว่ยยางเองก็ประหลาดใจเล็กน้อย ไม่เข้าใจความหมาย สวี่อิงก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว จู่ๆ ระฆังใหญ่ก็ส่งเสียงดังตังลาง พร้อมกับขยับตามเขาไปข้างหน้าหนึ่งก้าว
สวี่อิงดีใจจนเนื้อเต้น หัวเราะร่า "ท่านระฆังไม่ได้ลืมจริงๆ ด้วย!"
เขาวิ่งทะยานไปข้างหน้า ระฆังยักษ์ใบนั้นก็เคลื่อนตามหลังเขาส่งเสียงดังกังวาน ทุกที่ที่มันพาดผ่านล้วนเต็มไปด้วยฝุ่นควันตลบอบอวล หยวนชี หยวนเว่ยยางและคนอื่นๆ ที่ตามหลังเขามา สำลักฝุ่นจนแทบหายใจไม่ออก ต้องรีบวิ่งแซงหน้าเขาไป
อย่างไรเสียที่นี่ก็คืออาณาบริเวณของสภายมโลก เต็มไปด้วยภูตผีปีศาจนานาชนิด ตอนนี้เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว พวกมันต่างก็พากันเงยหน้าขึ้นมาจากหุบเขาผีสางแห่งเขาหยินซาน แล้วมองมาทางนี้
ภาพที่เห็นคือระฆังยักษ์ขนาดมหึมาเกินบรรยายใบหนึ่ง กำลังไล่ตามคนสามคนกับงูหนึ่งตัว ช่างดูดุร้ายเกรี้ยวกราดเหลือเกิน เหล่าภูตผีปีศาจต่างพากันประหลาดใจ "บนโลกนี้มีผีระฆังด้วยหรือเนี่ย!"
"บ้านเมืองนับวันยิ่งวุ่นวาย ผีสางอะไรก็โผล่ออกมาหมด" ผีเฒ่าตนหนึ่งถอนหายใจ
เหล่าภูตผีปีศาจชะเง้อคอมองด้วยความสงสัย "คนสามคนกับงูหนึ่งตัวนั่นกำลังจะไปไหนกัน? พวกเขาเพิ่งตายใหม่ๆ หรือ? ทางนั้นคือแดนหยินที่สภายมโลกยังปกครองไม่ถึง พวกเขาวิ่งไปที่นั่น หรือคิดว่าแดนหยินยังมีความสุขไม่พอจึงอยากรนหาที่ตายกันนะ?"
"ทำไมไม่รั้งอยู่ให้พวกเรากินล่ะ?"
สวี่อิงกับพวกไม่เคยมาที่นี่มาก่อน จะไปรู้ได้อย่างไรว่าที่นี่คือที่ไหน? พวกเขาตั้งหน้าตั้งตาหนีจากการควบคุมของโจวฉีอวิ๋น มุ่งหน้าไปตามทิศทางของวิหารเทพสวรรค์ ทว่าในแดนหยินนั้นมีเทือกเขาสลับซับซ้อน เดินไปเดินมาก็หลงทิศเสียแล้ว
สวี่อิงเงยหน้ามองท้องฟ้า เห็นเพียงราตรีในแดนหยินที่มืดมิด รอบด้านสลัวเลือนราง ไม่รู้ว่ามีหมอกปกคลุมตั้งแต่เมื่อใด หมอกขาวโพลนลอยเรี่ยพื้นดิน ทำให้พวกเขามองหาหนทางไม่เจอ
หมอกนี้ดูหนักอึ้ง ลอยติดพื้นดิน เมื่อเดินลุยเข้าไป หมอกก็สูงถึงระดับต้นขา ไม่นานขากางเกงก็เปียกชุ่ม สวี่อิงโคจรปราณเพื่อระเหยไอน้ำทิ้ง เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เห็นเพียงพระจันทร์เสี้ยวแขวนอยู่บนยอดกิ่งหลิว
เขาโคจรปราณกระบี่ ทันใดนั้นก็มีปราณกระบี่ไหลเวียนออกมาจากกล่องกระบี่ด้านหลัง พันธนาการรอบกาย ความเร็วในการหมุนเวียนของปราณกระบี่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
"ฟิ้ว!"
สวี่อิงทะยานร่างแหวกอากาศขึ้นไป ระฆังใหญ่ด้านหลังก็ลอยหวือตามขึ้นไปพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า!
เบื้องล่าง หยวนชีและเซียวป๋อรีบเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเพียงสวี่อิงกลายเป็นเงารางๆ โดยมีระฆังใหญ่ตามติดอยู่เบื้องหลัง บินสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
จู่ๆ ข้างกายพวกเขาก็มีแสงสายหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นไป นั่นคือหยวนเว่ยยางที่บินไล่ตามสวี่อิงไป
ปราณกระบี่รอบกายของทั้งสองหม่นแสงลงเล็กน้อยอย่างกะทันหัน พวกเขาหยุดชะงักอยู่กลางอากาศ ปราณกระบี่ไหลเวียนรอบตัวพวกเขาอย่างรวดเร็ว ก่อตัวเป็นวงแหวนปราณกระบี่รูปกระสวย
สวี่อิงและหยวนเว่ยยางมองไปรอบๆ เห็นเพียงเทือกเขาขาวโพลนถูกปกคลุมด้วยสายหมอก ยากจะแยกแยะทิศทาง แม้แต่สภายมโลกก็หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
หยวนเว่ยยางร่อนลงมาสู่พื้นดิน เอ่ยว่า "มีข่าวสองข่าว ข่าวดีคือโจวฉีอวิ๋นไม่มีทางหาพวกเราเจอแล้ว ข่าวร้ายคือพวกเราก็หาเขาไม่เจอเหมือนกัน พวกเราหลงทางแล้ว"
สวี่อิงร่อนลงมาจากฟากฟ้า ตอนที่เท้าแตะพื้น ระฆังใหญ่ก็ร่วงกระแทกพื้นตามลงมา ส่งเสียงดังกึกก้องจนแก้วหูแทบแตก
จู่ๆ ท่ามกลางสายหมอกก็เหมือนมีบางสิ่งตกใจกับเสียงระฆัง แตกฮือหลบหนีไปคนละทิศละทาง สิ่งนั้นมีจำนวนมากมายมหาศาล ทว่ารูปร่างเตี้ยแคระ ซ่อนตัวอยู่ในสายหมอกจนไม่อาจสังเกตเห็นได้
เซียวป๋อตวาดลั่น โคจรพลังปราณและสัมผัสเทวะ พริบตาเดียวหมอกในรัศมีร้อยหมู่รอบด้านก็ถูกผลักดันออกไปอย่างรวดเร็ว!
แม้สิ่งของในสายหมอกจะเคลื่อนไหวรวดเร็วเพียงใด ทว่าพลังเวทของนั่วใหญ่ระดับเซียวป๋อนั้นแข็งแกร่งและมีกลิ่นอายทรงพลังถึงเพียงไหน พวกมันหลบซ่อนไม่ทัน จึงปรากฏตัวต่อหน้าทุกคน
พวกมันคือผีน้อยหน้าตาซีดเซียว รูปร่างหน้าตาเหมือนเด็กอายุสามสี่ขวบ ร่างกายของพวกมันก็ขาวซีดราวกับคนตาย สวมเพียงกางเกงขาสั้นสีขาวตัวเดียว ชอบคลานสี่ขาและมีความเร็วสูงมาก
เพียงชั่วพริบตา พวกมันก็วิ่งหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
"ก็แค่ผีน้อยธรรมดา" เซียวป๋อถอนหายใจอย่างโล่งอก
"ฮิฮิ" เสียงหัวเราะของเหล่าผีน้อยดังแว่วมาจากในสายหมอก
ไม่นานหมอกก็พัดทะลักเข้ามาอีกครั้ง กลืนกินพื้นที่รอบด้าน สวี่อิงเดินไปข้างหน้า เห็นเพียงต้นหลิวสูงใหญ่รายล้อม กิ่งหลิวโบกสะบัดไปมาในยามราตรี
เหล่าผีน้อยซ่อนตัวอยู่ในสายหมอกผลุบๆ โผล่ๆ บางครั้งก็ปีนขึ้นไปบนต้นหลิว นั่งยองๆ อยู่บนต้นไม้พลางส่งเสียงหัวเราะคิกคักใส่พวกเขาไม่หยุด
ท่าทางการปีนต้นไม้ของพวกมันก็ประหลาดนัก ฝ่าเท้าปราดเปรียวดุจวานรวิเศษ เกาะเปลือกไม้เดินขึ้นไปบนต้นไม้ราวกับเดินบนพื้นราบ ไม่นานก็ขึ้นไปนั่งยองๆ อยู่บนต้นไม้ได้
พวกมันกระโดดไปมาเหมือนวานรวิเศษเช่นกัน
"อาอิ้ง พวกเราเดินมาถึงไหนกันแล้ว?" หยวนชีที่เดินรั้งท้ายสุดหาวหวอด เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรง "ข้าง่วงเหลือเกิน ไม่มีแรงแล้ว"
สวี่อิงหยุดเดินแล้วกล่าว "ข้ากำลังคิดว่าพวกเราควรจะหยุดพัก รอให้โจวฉีอวิ๋นมาเจอพวกเราแล้วช่วยพวกเราออกไปดีไหม พวกเราหลงทางจริงๆ... เสี่ยวชี เจ้าเป็นอะไรไป?"
หยวนเว่ยยางได้ยินดังนั้นจึงหันไปมองหยวนชี แล้วก็ต้องตกใจสุดขีด เห็นเพียงชั่วพริบตา งูยักษ์ที่เคยอ้วนท้วนสมบูรณ์อย่างหยวนชีก็มีลมหายใจรวยริน ผอมโซจนเหลือแต่กระดูก!
บนแผ่นหลังของงูยักษ์ ไม่รู้ว่ามีผีเด็กตัวขาวโพลนปีนป่ายขึ้นไปเต็มไปหมดตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ละตัวกำลังยิ้มแฉ่ง ห่อปากดูดกลืนไอหยางของงูยักษ์ตัวนี้ไปอึกแล้วอึกเล่า!
ยังมีผีเด็กอีกหลายตัวกำลังเป่าไฟหยางของหยวนชี ไฟหยางสามดวงถูกผีเด็กพวกนี้เป่าดับไปแล้วถึงสองดวง!
ไฟหยางดวงสุดท้ายอยู่บนกลางกระหม่อมของหยวนชี สว่างไสวที่สุดและยังไม่ดับลง ทว่ามันก็ถูกเป่าจนสั่นไหวโอนเอน อาจจะดับลงได้ทุกเมื่อ!
"พวกผีน้อยพวกนี้ ตกลงแล้วมีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่?"
หยวนเว่ยยางเพิ่งคิดถึงตรงนี้ ก็เห็นว่าบนคอของเซียวป๋อก็มีผีเด็กตัวหนึ่งขี่คออยู่เช่นกัน ผีเด็กตัวนั้นกำลังยิ้มแฉ่ง ใช้สองมือปิดตาเซียวป๋อเอาไว้
เซียวป๋อเบิกตากว้าง พูดคุยอยู่กับต้นหลิวต้นหนึ่ง ดูเหมือนเขาจะคิดว่าต้นหลิวนั่นคือตัวเขาเอง!
"เขาถูกผีบังตาเข้าแล้ว!" หยวนเว่ยยางทั้งตกใจทั้งโกรธ
เซียวป๋อยังคงมองเห็นทาง แต่มีแต่ผีเท่านั้นแหละที่รู้ว่าเขามองเห็นอะไร!
สวี่อิงก็เห็นผีเด็กขี่อยู่บนหลังเซียวป๋อเช่นกัน เขาเอื้อมมือออกไปหวังจะดึงมันลงมา พลางตวาด "ตัวบ้าอะไรกันเนี่ย?"
ทว่าหยวนเว่ยยางกลับเห็นชัดเจนว่า ฝ่ามือของเขาทะลุผ่านร่างผีเด็กไป โดยไม่สัมผัสโดนสิ่งใดเลย
ผีเด็กพวกนี้คือดวงวิญญาณ ไม่มีกายเนื้อ สวี่อิงไม่เคยเรียนวิชานั่วประเภทวิญญาณ จึงไม่อาจสัมผัสโดนพวกมันได้
วินาทีนั้น หยวนเว่ยยางก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่าสายตาของตนเริ่มเอียงวูบ รีบเอ่ยถาม "ราชันปิศาจสวี่ บนหลังข้ามีผีเด็กกำลังปิดตาข้าอยู่หรือไม่?"
สวี่อิงมองไป ก็เห็นผีเด็กสองตัวกระโดดขึ้นไปบนหลังหยวนเว่ยยาง ตัวหนึ่งปิดตานางไว้ อีกตัวหนึ่งหัวเราะคิกคักยื่นนิ้วสองนิ้วมาอุดหูทั้งสองข้างของหยวนเว่ยยาง
ยังมีผีเด็กอีกตัวปีนขึ้นไปบนหลังหยวนเว่ยยาง เพื่อเป่าไฟหยางสองดวงบนไหล่ของนาง
สวี่อิงรีบร้องถาม "พี่หยวน ท่านเคยเรียนวิชานั่วที่ใช้จัดการกับดวงวิญญาณบ้างหรือไม่?"
เวลานี้หยวนเว่ยยางไม่ได้ยินแล้วว่าเขาพูดอะไร ทั้งมองไม่เห็นด้วยว่าเขาอยู่ที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็นหรือการได้ยิน ล้วนถูกผีเด็กแทรกแซงไปสิ้น
สวี่อิงทั้งตกใจทั้งโกรธ ทว่ากลับเห็นผีเด็กพวกนั้นโจมตีแค่หยวนเว่ยยาง หยวนชีและเซียวป๋อ แต่กลับหลีกหนีห่างจากเขา
จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าตนเคยกินโอสถหมื่นวิญญาณเข้าไปมากมาย วิญญาณแทบจะควบแน่นเป็นจิตแท้ไร้ดับที่จับต้องได้ ในมือยังถือแส้กระดูกขาวตีวิญญาณ แม้แต่ทวยเทพในโลกอารามร้างยังถูกเขาตีจนร้องโอดโอย!
"วิญญาณของข้าแข็งแกร่งมาก พวกมันจึงไม่กล้าเข้ามาโจมตีข้า แต่ข้าควรจะดึงอานุภาพของวิญญาณออกมาใช้อย่างไรดี?"
สวี่อิงเกิดความคิดสว่างวาบขึ้นมา ตอนที่เขาฝึกฝนเคล็ดวิชาชักนำไท่อีในขั้นเคาะด่าน เขาสามารถรับรู้ถึงการเติบโตของดวงวิญญาณได้อย่างชัดเจน เขาจึงรีบโคจรเคล็ดวิชาชักนำไท่อี สัมผัสถึงดวงวิญญาณอย่างละเอียดถี่ถ้วน หวนนึกถึงกระบวนการที่กายเนื้อของตนถูกเสียงระฆังของท่านระฆังสั่นสะเทือนจนวิญญาณหลุดออกจากร่าง
ได้ยินเพียงเสียงดัง 'ตุ้บ' หยวนชีล้มลงกับพื้น งูยักษ์ผอมโซจนเหลือแต่กระดูก อ้าปากกว้างกรนเสียงดังครอกฟี้ ผีเด็กพวกนั้นยังคงพยายามเป่าไฟหยางบนหัวของมันอย่างไม่ลดละ
ไฟหยางดวงนี้สว่างไสวที่สุด จึงไม่อาจเป่าให้ดับได้ในเวลาอันสั้น หากเป่าดับเมื่อไหร่ ก็หมายถึงอายุขัยสิ้นสุดลง และต้องกลายเป็นผี!
"ไอ้เดรัจฉาน แกคิดจะทำอะไรคุณชายของข้า?" จู่ๆ เซียวป๋อก็ตวาดลั่น ลงมือโจมตีต้นหลิวต้นหนึ่งอย่างดุเดือด ไม่รู้ว่าเห็นต้นหลิวต้นนั้นเป็นใคร ถึงได้ลงมือโหดเหี้ยมอำมหิตปานนั้น
หยวนเว่ยยางยังพอครองสติไว้ได้ แต่นางก็รู้ดีว่าประสาทสัมผัสทั้งห้าของตนถูกผีเด็กบดบังไว้ ไม่ว่าจะพูดอะไรหรือทำอะไรก็ผิดพลาดไปหมด นางจึงทำเพียงแค่ยืนนิ่งอยู่กับที่
ทีละน้อย สวี่อิงรับรู้ถึงดวงวิญญาณได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การผสานรวมระหว่างสัมผัสเทวะกับดวงวิญญาณก็แนบแน่นขึ้นเรื่อยๆ
ทันใดนั้น เขาก็ยกมือขึ้นจิ้มไปที่หว่างคิ้วของตัวเอง
สวี่อิงมีสีหน้าเลื่อนลอย เมื่อหันกลับไปมอง ก็เห็นตัวเองยืนอยู่กับที่ ส่วนกายเนื้อของตนล้มลงบนพื้น ครั้งนี้ก็เป็นเพราะวิญญาณแข็งแกร่งเกินไป จนกายเนื้อถูกสั่นสะเทือนให้หลุดออกจากวิญญาณอีกครั้ง
เขาไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ตวาดเสียงดังก้อง แสงสว่างจากจิตแท้ไร้ดับรอบกายเปล่งประกาย แสงวิญญาณสว่างจ้าสาดส่องไปทั่วทุกสารทิศ!
"ฟึ่บ "
ผีเด็กพวกนั้นพากันกรีดร้อง เมื่อถูกแสงวิญญาณสาดส่อง ร่างกายก็บิดเบี้ยวเป็นก้อน ร่วงหล่นลงมาจากร่างของหยวนเว่ยยาง เซียวป๋อ และหยวนชี
วิญญาณของสวี่อิงกระตุ้นปราณตามวิถีของเคล็ดวิชาชักนำไท่อี แสงสว่างรอบกายเจิดจ้าขึ้นไปอีก ผีเด็กเหล่านั้นถูกแสงสว่างกดทับจนร้องโหยหวน ร่างกายหดเล็กลงไปอีก!
แสงวิญญาณในร่างสวี่อิงไม่ได้พุ่งสูงขึ้นอีก เขามองไปทางหยวนชี เห็นเพียงหยวนชีนอนหลับสนิท ไฟหยางบนหัวยังไม่ดับลง จึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
ส่วนหยวนเว่ยยางและเซียวป๋อก็ได้สติกลับคืนมาเช่นกัน
สวี่อิงผ่อนลมหายใจ คลายความตึงเครียดลงเล็กน้อย แสงวิญญาณไม่รุนแรงเท่าเดิมแล้ว ผีเด็กเหล่านั้นพากันคลานลุกขึ้นมา บนใบหน้าเต็มไปด้วยความยำเกรงต่อเขา พวกมันกระซิบกระซาบภาษาผีเพื่อประจบประแจงเขา ฟังไม่ออกว่าเป็นคำอะไร พร้อมกับค่อยๆ ถอยร่นไปด้านหลังอย่างต่อเนื่อง
ผีเด็กที่ดูดกลืนไอหยางของหยวนชีต่างกระโดดขึ้นไปบนตัวหยวนชี แล้วคายไอหยางที่ขโมยมาคืนให้ ไม่นานไฟหยางอีกสองดวงของหยวนชีก็สว่างขึ้นมาเอง และค่อยๆ ลุกโชนขึ้น
หลังจากคืนไอหยางให้แล้ว พวกมันก็จ้องมองสวี่อิงพลางยิ้มประจบ พูดภาษาผีรัวเป็นชุด คล้ายกับกำลังกระซิบกระซาบ ก่อนจะค่อยๆ ถอยกลับเข้าไปในม่านหมอก แล้วเร้นกายหายไป
"ผีเด็กพวกนี้ รังแกคนอ่อนแอ หวาดกลัวคนเข้มแข็ง" สวี่อิงอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า ก่อนจะปลุกหยวนชีให้ตื่น
หยวนชียังคงงุนงง "เกิดอะไรขึ้น? ข้าหลับไปได้อย่างไร?"
มันเป็นผู้บำเพ็ญปราณระดับเคาะด่าน ส่วนเซียวป๋อก็เป็นถึงนั่วใหญ่ แต่กลับถูกผีน้อยที่ดูเหมือนจะอ่อนแอไร้เรี่ยวแรงพวกนี้หลอกตาจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ทำให้สวี่อิงอดไม่ได้ที่จะระแวดระวังตัวขึ้นมา
"ที่นี่มีความผิดปกติ ทุกคนระวังตัวด้วย อยู่ใกล้ๆ กันไว้ พวกเราจะเดินออกจากป่าหลิวผืนนี้ไป!"
สภายมโลก โจวฉีอวิ๋นต้านทานการโจมตีจากเหล่าเซียนนั่ว ก้าวเดินเข้าใกล้ตำหนักวิเศษเซินหลัวทีละก้าว เมื่อมาถึงบันไดขั้นสุดท้ายของตำหนักวิเศษเซินหลัว กลิ่นอายของเขาก็พุ่งทะยานขึ้นสูง นอกจากจะปะทะกับโอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกอย่างดุเดือดแล้ว แรงสะท้อนกลับจากการปะทะกันของวิชานั่ว ยังสั่นคลอนไปถึงดินแดนแฝงกายอำพรางอันงดงามตระการตาแต่ละแห่งในสภายมโลกอีกด้วย
เหล่าเซียนนั่วผีสางในดินแดนแฝงกายอำพรางเหล่านั้นต่างพะวักพะวนเกรงจะทำลายของสำคัญ จึงพากันหยุดมือ
ภายในตำหนักวิเศษเซินหลัว โอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกก็ไม่โจมตีอีกต่อไป
โจวฉีอวิ๋นเดินขึ้นบันไดหินขั้นสุดท้ายเข้าไปในวิหาร ภายในโถงมีเซียนหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้หนึ่งนั่งอยู่ ตรงหว่างคิ้วมีรอยแผลจากกระบี่แทงทะลุศีรษะของเขา
จากรอยแผลกระบี่สามารถแยกแยะได้ว่า กระบี่ที่สังหารเขาคือกระบี่แปดเหลี่ยม
ใช่แล้ว เขาคือศพศพหนึ่ง
จิตวิญญาณดั้งเดิมของเขาลอยอยู่เบื้องหลังเขา เมื่อครู่นี้ก็คือจิตวิญญาณดั้งเดิมที่ปะทะกับโจวฉีอวิ๋น
"ผู้นำโจว พลังฝีมือของท่านในเวลานี้ ก้าวข้ามมหาจักรพรรดิปราชญ์เต๋าในอดีตไปแล้ว ท่านผสานวิชาบำเพ็ญปราณกับวิชานั่วเข้าด้วยกัน เริ่มมีสง่าราศีของปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แล้ว"
โอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกเอ่ยชม "อายุขัยของท่านใกล้จะสิ้นสุดแล้ว หากการมาครั้งนี้เพื่อชิงบัลลังก์ เช่นนั้นข้าก็คงต้องสละราชสมบัติให้ผู้มีความสามารถ ให้ท่านสืบทอดตำแหน่งโอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกแทน"
โจวฉีอวิ๋นนั่งลงบนพื้น สบตากับเขา สีหน้าเรียบเฉยพลางกล่าว "ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อแย่งชิงอำนาจสภายมโลก"
โอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกถามอย่างสงสัย "จุดประสงค์ของท่าน หรือว่าจะเหมือนกับมหาจักรพรรดิปราชญ์เต๋า ที่ต้องการทำสัญญากับข้า ตกลงกันว่าแดนหยางให้ท่านดูแล ส่วนแดนหยินให้ข้าดูแล?"
เขาหัวเราะ "ข้าทำสัญญากับท่านได้ แต่เวลาที่ท่านไร้พลัง สัญญาก็เป็นแค่เศษกระดาษ เอาไปเช็ดก้นยังบาดก้นเลย"
โจวฉีอวิ๋นส่ายหน้า "ข้าก็ไม่ได้มาเพราะเรื่องของแดนหยางเช่นกัน"
สีหน้าของโอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกค่อยๆ เคร่งขรึมลง เอ่ยเสียงทุ้มต่ำ "เช่นนั้นท่านมาที่นี่เพื่อการใด?"
โจวฉีอวิ๋นกล่าวทีละคำ "ข้าต้องการ ผ่านทัณฑ์สวรรค์ทะยานเป็นเซียน!"







