"ข้ามทัณฑ์สวรรค์ทะยานเป็นเซียน?"
โอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกจิตใจสั่นสะเทือนอย่างหนัก แสงเซียนที่แผ่ซ่านรอบจิตวิญญาณหยวนอันยิ่งใหญ่สั่นไหวตามไปด้วย ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงกล่าวเนิบนาบว่า "คำว่าข้ามทัณฑ์สวรรค์ ข้าไม่ได้ยินคนพูดถึงมานานมากแล้ว หนึ่งพันปี หรือว่าสามพันปี... เมื่อก่อนยังมีคนเอ่ยถึงคำคำนี้ ทำให้ข้าอดรู้สึกทอดถอนใจขึ้นมาวูบหนึ่งไม่ได้"
เขาจ้องมองโจวฉีอวิ๋นตรงๆ แล้วกล่าว "คนในอดีตที่กล้าเอ่ยถึงการข้ามทัณฑ์สวรรค์ทะยานเป็นเซียน ล้วนตายไปหมดแล้ว ข้ามองดูอัจฉริยะผู้หยิ่งผยองเหล่านั้น ร่วงหล่นไปทีละคน หายสาบสูญไปทีละคน ท้ายที่สุดฟ้าดินก็เงียบสงัด ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยอีก เหลือเพียงเซียนพิการอย่างข้า ที่ใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ"
โจวฉีอวิ๋นมีสีหน้าเคร่งขรึม ขอคำชี้แนะว่า "ขอฝ่าบาทโปรดชี้แนะด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
โอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกกล่าว "ทัณฑ์สวรรค์ กำเนิดจากโลกแห่งวิถีสวรรค์ พลังมาจากของวิเศษแห่งวิถีสวรรค์ ไม่มีผู้ใดข้ามผ่านได้ ผู้บำเพ็ญเพียรปราณคนใดก็ตามที่บำเพ็ญถึงขั้นทะยานเป็นเซียน ล้วนต้องตายภายใต้ทัณฑ์สวรรค์ โลกใบนี้ไม่มีการทะยานเป็นเซียน ไม่มีแดนเซียน! ผู้นำโจว เจ้าล้มเลิกเถอะ เป็นผู้วิเศษนั๋วของเจ้าให้ดี ต่อให้ไม่ทะยานเป็นเซียน เจ้าก็ใช้ชีวิตบนโลกมนุษย์ได้อย่างอิสระเสรีดุจดั่งเซียน หลังจากเจ้าตายไป ก็สามารถมายังแดนหยินของข้าได้ แดนหยินต้องการบุคลากรเช่นเจ้า!"
โจวฉีอวิ๋นส่ายหน้า กล่าวว่า "ฝ่าบาททรงรู้จักนกกระจอกไหมพ่ะย่ะค่ะ อาศัยอยู่ใต้ชายคา บินสูงไม่พ้นยอดไม้ บินต่ำก็อยู่ตามพงหญ้า คลุกคลีกับไก่และสุนัข แย่งกันกินเมล็ดหญ้าและแมลง ใช้ชีวิตอย่างสามัญธรรมดาไปชั่วชีวิต จากวินาทีที่มันเกิดมาจนถึงบั้นปลาย แค่ปรายตามองก็เห็นไปถึงตอนตาย ชาตินี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ อีก"
โอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกหัวเราะ "นี่ไม่ใช่ชีวิตของคนธรรมดานับไม่ถ้วนหรอกหรือ?"
"แต่ชีวิตเช่นนี้ ข้าไม่ปรารถนา!"
โจวฉีอวิ๋นสีหน้าเฉยชา กล่าวว่า "ข้าไม่อยากเป็นคนธรรมดา ต่อให้กลายเป็นผู้วิเศษนั๋ว ข้าก็ไม่อยากมองเห็นจุดจบตั้งแต่แรกเริ่ม ข้าอยากบินให้สูง ไม่อยากเป็นนกกระจอก ข้าต้องการกางปีกสยาย บินทะยานไปไกลเก้าหมื่นลี้!"
แม้สีหน้าเขาจะเย็นชา แต่ในแววตากลับมีเปลวเพลิงวูบไหว ราวกับไฟบรรลัยกัลป์ที่แผดเผาอยู่ในใจลามมาถึงดวงตา
โอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกกล่าว "เจ้าคือผู้วิเศษนั๋ว จุดประสงค์แรกเริ่มของการก่อตั้งวิถีนั๋ว ก็เพื่อหลีกเลี่ยงทัณฑ์สวรรค์ กลายเป็นเซียนบนโลกมนุษย์ เจ้าไม่มีทัณฑ์ให้ข้าม แล้วจะข้ามทัณฑ์สวรรค์ได้อย่างไร?"
โจวฉีอวิ๋นกล่าว "ข้าค้นพบเคล็ดวิชาข้ามทัณฑ์สวรรค์แล้ว แต่ข้ามีความลังเล มีความกังขา"
โอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกครางอืมในลำคอ กล่าวว่า "สิ่งใดทำให้เจ้าลังเล?"
"โลกนี้มียอดฝีมือปรากฏตัวมากมาย ผู้แข็งแกร่งมีอยู่เต็มไปหมด ยามที่ข้าทำความเข้าใจธรรมชาติของฟ้าดิน มักจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันเก่าแก่ ได้ยินเสียงกระซิบที่อธิบายไม่ได้ ราวกับมาจากมุมลับของแผ่นดินเสินโจว และราวกับมาจากอีกห้วงจักรวาลหนึ่ง"
โจวฉีอวิ๋นกล่าว "การรุกรานของแดนหยินในครั้งนี้ ทำให้ข้าตื่นตัว พบว่าบนโลกยังมีตัวตนที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ แดนหยินรุกราน แดนหยางปั่นป่วน สภายมโลกเป็นแกนนำในเรื่องนี้ ย่อมต้องมีแผนการใหญ่ โจวผู้นี้ในฐานะผู้วิเศษนั๋วของแดนหยาง เกรงว่าตอนที่ข้ามทัณฑ์สวรรค์จะถูกสภายมโลกลอบทำร้าย"
ในดวงตาเขามีแสงศักดิ์สิทธิ์อวลอยู่ ทันใดนั้นแสงศักดิ์สิทธิ์ในตาก็สั่นไหวอย่างรุนแรง กล่าวว่า "ข้าไม่หวังให้มีคนมาแทงข้างหลังตอนข้ามทัณฑ์สวรรค์ ดังนั้นก่อนที่ข้าจะข้ามทัณฑ์ จำเป็นต้องจัดการภัยแฝงทั้งหมดให้สิ้นซาก"
โอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกมีสีหน้าประหลาดใจ กล่าวว่า "ผู้นำโจวเข้าใจผิดแล้ว แดนหยินรุกรานแดนหยาง ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับสภายมโลกเลยแม้แต่น้อย พวกเราที่เป็นผี ก็รำคาญเรื่องนี้มากเช่นกัน พวกเราใช้ชีวิตอยู่ในแดนหยิน แก่ก็ไม่ตาย ร่วงโรยก็ไม่ป่วยไข้ ไม่มีความเหน็ดเหนื่อยจากการจ่ายภาษี ไม่มีความทุกข์ยากของปากท้องประชาชน ช่างอิสระเสรีเสียนี่กระไร! แดนหยินรุกรานแดนหยาง พวกคนเป็นอย่างพวกเจ้าก็วิ่งแจ้นกันเข้ามา รบกวนความสงบของพวกเรา ก่อกวนชีวิตปกติของพวกเรา พูดตามตรงพวกเรายังรำคาญยิ่งกว่าพวกเจ้าเสียอีก"
โจวฉีอวิ๋นตกตะลึง ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี
โอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกถอนหายใจ กล่าวว่า "สภายมโลกของพวกเราก็แค่คนตายกลุ่มหนึ่ง ที่ถูกมนุษย์ยกย่องให้เป็นเทพเจ้า คอยกราบไหว้บูชา พวกเรากลืนกินแดนหยาง แล้วจะมีประโยชน์อันใดต่อพวกเราล่ะ? เจ้าจงวางใจข้ามทัณฑ์สวรรค์เถอะ สภายมโลกจะไม่มีผีสางเทวดาหรือผู้วิเศษนั๋วตนใดไปแทงข้างหลังเจ้า สิ่งที่เจ้าต้องระวัง มีเพียงแดนหยางเท่านั้น"
โจวฉีอวิ๋นประหลาดใจ จุดประสงค์ในการเดินทางครั้งนี้ของเขาคือเพื่อการนี้ เดิมทีคิดว่าการมาเยือนสภายมโลก จะต้องเกิดการต่อสู้ดุเดือดระหว่างมังกรกับพยัคฆ์ อย่างน้อยก็ต้องเลือดนองเป็นสายน้ำ
นึกไม่ถึงว่า การเดินทางครั้งนี้จะราบรื่นกว่าที่เขาจินตนาการไว้ไม่รู้เท่าไร บุคคลระดับสูงของสภายมโลกไม่มีความคิดที่จะสู้ตายกับเขาเลยแม้แต่น้อย และไม่มีความคิดที่จะแย่งชิงอำนาจผลประโยชน์ เป็นจิตใจเยี่ยงพระพุทธองค์โดยแท้ มั่นคงยิ่งนัก
แน่นอนว่า โจวฉีอวิ๋นก็ไม่ได้เชื่อทั้งหมด
หากสภายมโลกเป็นคนดี เป็นพระพุทธองค์ลงมาจุติเหมือนอย่างที่โอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกกล่าวจริงๆ เช่นนั้นเหตุใดจึงต้องขยายเทวสิทธิ์ขนานใหญ่ ให้เทวสิทธิ์แทรกแซงโลกแห่งความเป็นจริงด้วยเล่า?
โอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกถอดถอนใจ "สภายมโลกของข้าไม่ใช่ผู้ปกครองในแดนหยิน เป็นเพียงผู้ที่หลบมุมอยู่อย่างสงบเท่านั้น เป็นผู้นำไม่ได้และตัดสินใจอะไรไม่ได้ พื้นที่หลายแห่งในแดนหยิน ล้วนเป็นดินแดนแปลกหน้าสำหรับสภายมโลกของข้า อย่างเช่นคนไม่กี่คนที่ผู้นำโจวพามา ก็วิ่งเข้าไปในดินแดนที่ยังไม่รู้จักเสียแล้ว หากเจ้าไปทันเวลา ยังอาจจะหาศพที่สมบูรณ์เจอ"
โจวฉีอวิ๋นลุกขึ้น กล่าวว่า "ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตา หากโจวผู้นี้ประสบความสำเร็จ ย่อมต้องตอบแทนแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ"
โอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกแย้มสรวล "มิกล้า"
โจวฉีอวิ๋นทูลลา แล้วเดินออกจากตำหนักวิเศษเซินหลัว
ทันใดนั้น ด้านหลังเขาก็มีเสียงของโอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกดังขึ้น "ผู้นำโจว หนทางข้างหน้าขาดสะบั้นแล้ว ไฉนต้องไปช่วงชิงด้วยเล่า? นอนสบายๆ อยู่ในแดนหยินเหมือนพวกเรา ไม่ดีหรือ? ฝืนไปช่วงชิง มีแต่ตายเท่านั้นนะ!"
โจวฉีอวิ๋นหันกลับมา เผยรอยยิ้ม โบกมือ แล้วเดินจากไปตามลำพัง
โอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกถอนหายใจ กล่าวเสียงแผ่ว "คำเตือนหวังดีไม่อาจรั้งผีที่ถึงฆาต ความเมตตาไม่อาจโปรดคนที่เลือกทางตาย ข้าพูดจนหมดเปลือกแล้ว ดีชั่วอย่างไร เชิญท่านตัดสินใจเอาเองเถิด"
เวลานี้เอง ในความมืดมิดอันหนักอึ้งด้านหลังเขาก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น "อันตรายของเขา ไม่ได้มาจากสภายมโลก สภายมโลก ทำได้เพียงกินเศษอาหารเหลือเดน ส่วนเจ้าพวกนั้นต่างหากที่จะกินเขาจนไม่เหลือซาก"
โอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกค้อมตัวลงเล็กน้อย กล่าวอย่างนอบน้อม "นั่นสิ แต่พวกเราจะกินเศษอาหารเหลือเดนแบบนี้ตลอดไปไม่ได้ พวกเราก็ต้องดื่มเลือด พวกเราก็ต้องกินเนื้อ!"
"ฮิฮิฮิ!"
ด้านหลังเขา มีเสียงหัวเราะประหลาดดังขึ้น "ของในห้วงลึกทนไม่ไหวแล้ว แดนหยินกำลังรุกรานแดนหยาง หย่งโจวเป็นเพียงสถานที่แรกที่ถูกรุกราน อีกไม่นานทุกพื้นที่ในแผ่นดินเสินโจว ไปจนถึงหยวนโซ่วทั้งหมด จะต้องถูกรุกรานและกลืนกิน เมื่อถึงเวลานั้น แดนหยางย่อมต้องปะทะกับห้วงลึก โอกาสของพวกเรา ก็มาถึงแล้ว!"
เสียงหัวเราะฮิฮิในความมืดมิดนั้น เปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะฮ่าฮ่าอย่างรวดเร็ว ตามด้วยเสียงพึ่บพั่บดังขึ้น เห็นเพียงฝูงอีกากระพือปีกบินออกมาจากด้านหลังโอรสสวรรค์แห่งสภายมโลก บินออกไปไกล
อีกาเหล่านี้คืออีกาทมิฬแห่งแดนหยิน สามารถเดินทางข้ามผ่านระหว่างสองโลกหยินหยางได้
โอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกมองส่งอีกาทมิฬจากไป กล่าวเสียงแผ่ว "หลังจากโอกาสมาถึง ข้าจะเลิกเป็นหุ่นเชิดได้หรือไม่?"
แม้เขาจะตัวตายไปแล้ว นอนนิ่งไปแล้ว แต่ดูเหมือนในซากศพยังคงมีเลือดร้อนสูบฉีดอยู่
ภายนอกสวรรค์แห่งแดนหยิน โจวฉีอวิ๋นเงยหน้าขึ้น เห็นเพียงฝูงอีกาทมิฬบินผ่านไปบนท้องฟ้า ทำให้แดนหยินเพิ่มกลิ่นอายความอ้างว้างและเงียบเหงาขึ้นมาหลายส่วน
"คำพูดของโอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกเป็นความจริงครึ่งเท็จครึ่ง หากสภายมโลกยอมนอนนิ่งให้คนอื่นย่ำยีจริงๆ เช่นนั้นสภายมโลกจะไปแย่งชิงสวี่อิงทำไมกัน?"
โจวฉีอวิ๋นสายตาวูบไหว กล่าวเสียงแผ่ว "โอรสสวรรค์แห่งสภายมโลก เจ้าก็ไม่แน่ว่าจะเป็นเซียนผีที่แท้จริง หากเจ้าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรปราณที่สำเร็จเป็นเซียน ต่อให้เป็นเซียนผี เจ้าก็ย่อมเชี่ยวชาญระบบเคล็ดวิชาของผู้บำเพ็ญเพียรปราณ ก็ย่อมไม่มีความจำเป็นต้องแย่งชิงสวี่อิง"
ประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสวี่อิง ก็คือการถอดรหัสเคล็ดวิชาของผู้บำเพ็ญเพียรปราณ หรือก็คือเคล็ดวิชาเผ่ามารในสายตาคนทั่วไป เพื่อฟื้นฟูระบบเคล็ดวิชาของผู้บำเพ็ญเพียรปราณขึ้นมาใหม่
หากโอรสสวรรค์แห่งสภายมโลกรู้แจ้งเห็นจริงในเคล็ดวิชาและระบบของผู้บำเพ็ญเพียรปราณจริงๆ เช่นนั้นก็ไม่มีความจำเป็นต้องสั่งให้ผู้พิพากษาและเทพารักษ์ประจำเมืองไปตามล่าสวี่อิงเลย
"กุญแจสำคัญในการทะยานเป็นเซียนครั้งนี้ ต้องตกอยู่ที่ตัวสวี่อิง"
โจวฉีอวิ๋นก้าวเดินไปในทิศทางที่ระฆังใหญ่บินไป ในใจรำพึงเงียบๆ "หวังว่าเขาจะเรียบเรียงระบบการบำเพ็ญเพียรของผู้บำเพ็ญเพียรปราณออกมาได้ เพื่อให้ข้าผสานปราณกับวิถีนั๋วเข้าด้วยกัน! มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นข้าถึงจะมั่นใจ ในการข้ามทัณฑ์สวรรค์ทะยานเป็นเซียน!"
แดนหยิน ป่าหลิว
ตัวระฆังขนาดมหึมาล้มอยู่บนพื้น ค่อยๆ ขยับไปข้างหน้าทีละนิด เบียดต้นหลิวจนล้มระเนระนาด ด้านหลังระฆังคืองูยักษ์ตัวหนึ่ง มีเขาเหมือนมังกร มันเงยหน้าขึ้นจากป่าหลิวเป็นระยะๆ เพื่อมองไปรอบๆ
หมอกหนาทึบขึ้นเรื่อยๆ ค่อยๆ กลืนกินสวี่อิง หยวนเว่ยยาง และเซียวป๋อจนจมหายไปในสายหมอก หยวนชีทำได้เพียงเดินตามระฆังใหญ่ไปข้างหน้า แต่มองไม่เห็นเงาคน ในใจอดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนก ร้องเรียก "อาอิ้ง!"
ในป่าหลิวพลันมีเสียงสะท้อนดังขึ้นมาทีละเสียง "อาอิ้ง!" "อาอิ้ง!" "อาอิ้ง!"
ตามด้วยเสียงหัวเราะฮิฮิของพวกทารกผี หยวนชีขนลุกซู่ รีบเลื้อยไปข้างหน้าสองก้าวเพื่อเข้าใกล้ระฆังใหญ่ เวลานี้เอง ด้านหน้าระฆังก็มีเสียงขานรับของสวี่อิงดังขึ้น ฟังดูอู้อี้เล็กน้อยเพราะถูกกั้นด้วยสายหมอก
หยวนชีค่อยโล่งใจขึ้นมาบ้าง
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า ทันใดนั้นก็ร้องด้วยความดีใจ "อาอิ้งรีบดูสิ มีดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว!"
ในสายหมอก เสียงอู้อี้ของสวี่อิงดังมา "ตอนนี้ดึกดื่นค่อนคืน จะมีดวงอาทิตย์ได้ยังไง?"
เขากระโดดขึ้นในสายหมอก โผล่หัวออกมา เงยหน้ามองขึ้นไป ก็เห็นดวงอาทิตย์ดวงหนึ่งแขวนอยู่บนท้องฟ้าของแดนหยินจริงๆ
แต่ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นเวลากลางคืนของแดนหยิน จะมีดวงอาทิตย์ขึ้นได้อย่างไร?
อีกทั้งดวงอาทิตย์ดวงนี้มองแวบเดียวก็รู้ว่าดูไม่ค่อยปกติ ดวงอาทิตย์ที่ปกติย่อมส่องแสงเจิดจ้า แผ่ความร้อนและแสงสว่างอันไร้ที่สิ้นสุด ทว่าดวงอาทิตย์ดวงนี้กลับอัดแน่นไปด้วยกระดาษเงินกระดาษทอง แถมยังเป็นกระดาษที่ถูกเผาแล้วด้วย
กระดาษเงินกระดาษทองเหล่านี้ ดูเหมือนใช้สำหรับเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ในอากาศเต็มไปด้วยกลิ่นธูปและกลิ่นกระดาษไหม้
ใต้ดวงอาทิตย์มีฝูงอีกาทมิฬบินผ่าน ส่งเสียงร้องกาๆ ราวกับว่าการขยับปีกสร้างแรงกระเพื่อมมากเกินไป จนพัดเอาเถ้ากระดาษในดวงอาทิตย์ปลิวว่อนขึ้นมาไม่น้อย
หยวนเว่ยยางก็ออกแรงกระโดดขึ้น โผล่หัวออกมาจากสายหมอก ร้องอุทาน "มีดวงอาทิตย์จริงๆ ด้วย? นี่มันโลกวิปริตอะไรกัน?"
"คุณชายใจเย็นขอรับ จำได้ไหมว่านายหญิงกำชับไว้อย่างไร? ภูเขาไท่ซานถล่มอยู่ตรงหน้าก็ต้องไม่เปลี่ยนสีหน้า"
เสียงของเซียวป๋อดังมาจากในสายหมอก พูดจบ ชายชราก็กระโดดดึ๋ง ทะลุออกจากสายหมอก พอเห็นดวงอาทิตย์ดวงนั้น ก็ร้องอุทาน "บัดซบจริงๆ ยังมีดวงอาทิตย์แบบนี้ด้วย!"
"เซียวป๋อใจเย็น อย่าเปลี่ยนสีหน้า" หยวนเว่ยยางน้ำเสียงราบเรียบ สีหน้าสงบเยือกเย็น
แต่แล้วนางก็ไม่อาจใจเย็นได้อีกต่อไป เห็นเพียงว่าท่ามกลางกองเถ้าถ่านบนผิวดวงอาทิตย์ มีสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ถูกฝูงอีกาทมิฬปลุกให้ตื่นขึ้น มันสยายปีกสั่นไหว พัดเอาเถ้ากระดาษบนผิวดวงอาทิตย์ปลิวว่อน สาดกระจายไปทั่วท้องฟ้า!
จากนั้น สัตว์ประหลาดยักษ์ตัวนั้นก็กระพือปีก บินออกจากดวงอาทิตย์แห่งแดนหยิน ไล่ตามฝูงอีกาทมิฬไป!
มันคือนกยักษ์ที่เหลือเพียงโครงกระดูกและขนนก มีขานกสามข้าง ทั่วทั้งตัวไม่มีเลือดเนื้อใดๆ หัวนกก็ดูคล้ายอีกา ทว่ากลับมีขนสีทองปกคลุม แม้จะตายไปนานแค่ไหนแล้วก็ไม่ทราบ แต่ยังคงแผ่กลิ่นอายดุร้ายอันน่าสะพรึงกลัวออกมา!
มันกระพือปีกบิน ลากโซ่ตรวนเส้นหนาสามเส้นออกมาจากดวงอาทิตย์ โซ่สีดำสนิทล่ามติดอยู่กับขาทั้งสามข้าง
จินอู๋สามขากระพือปีก ลากดวงอาทิตย์แห่งแดนหยินดวงนี้ ไล่ตามฝูงอีกาทมิฬไปไกลลิบ
พวกสวี่อิงไม่ได้พูดอะไรอยู่นาน หยวนชีก็ทำลายความเงียบขึ้นมาทันที แผดเสียงร้องอย่างโดดเดี่ยว "แดนหยิน ไม่มีใครดูแลเลยหรือไง? ดวงอาทิตย์ถูกนกลากไปก็ไม่มีใครสน? ไม่มีใครสนใช่ไหม... ฮึ่ม!"
เวลานี้เอง หมอกค่อยๆ จางลง เห็นเพียงพวกทารกผีที่ผลุบๆ โผล่ๆ ในป่าหลิวแต่ละตัวมีท่าทางงัวเงีย หาวหวอดๆ เดินเท้าเปล่าขึ้นไปบนต้นหลิว
พวกมันใช้ฝ่าเท้าเกาะกิ่งไม้ที่ถูกเผาจนดำเกรียม ห้อยหัวลงมา สองมือกอดอก ดูราวกับค้างคาวตัวใหญ่สีขาวโพลน
ป่าหลิวผืนนี้มีพวกมันอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่รู้ว่าทารกผีสีขาวโพลนมากมายมหาศาลโผล่มาจากไหน พากันเดินขึ้นไปบนต้นไม้ แล้วห้อยหัวนอน ชั่วพริบตาเดียว บนกิ่งก้านของต้นหลิวทุกต้นก็มีทารกผีห้อยหัวอยู่หลายสิบตัว ราวกับต้นหลิวออกผล
พวกสวี่อิงกำลังสงสัย ก็เห็นป่าหลิวเงียบสงบลง สายลมเย็นยะเยือกพัดมาเป็นระลอก หมอกค่อยๆ ถอยร่นไปในสายลมหอบนั้น ไม่นานก็ลดระดับลงมาถึงเอวของพวกเขา
รอบด้านมืดสลัว ทันใดนั้นก็มีเงาสีขาวสายหนึ่งบินมา ลอยไปลอยมา เท้าไม่ติดพื้น
นั่นคือตัวประหลาดสีขาวโพลนทั้งตัว สูงกว่าหนึ่งจั้ง สวมชุดคลุมยาวสีขาวคลุมตั้งแต่หัวจรดเท้า ในมือถือกระบองที่พันด้วยเศษผ้าสีขาวเต็มไปหมด เส้นผมของเขาก็เป็นสีขาว มีเพียงลิ้นยาวที่แลบออกมาจากปากเท่านั้นที่เป็นสีแดงฉาน
ตัวประหลาดนั้นลอยล่องอยู่ในป่าต้นไม้โบราณ เขาจะหยุดอยู่ตรงหน้าทารกผีที่ห้อยหัวอยู่บนต้นไม้ แล้วใช้ลิ้นยาวๆ ของตัวเองเลียใบหน้าของทารกผี
ทารกผีเหล่านั้นที่ถูกเขาเลีย ร่างกายก็ซูบผอมลงด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ลมหายใจรวยริน
"อู๋ฉาง!" สวี่อิงร้องเสียงต่ำ
เขาเคยมีหน้ากากอู๋ฉางอยู่หนึ่งใบ ใช้ปลอมตัวเป็นอู๋ฉางปะปนอยู่ในหมู่ผีสางเทวดาของโลกอารามร้าง หยวนชีบอกเขาว่า หน้ากากแบบนี้คือสิ่งที่ผู้วิเศษนั๋วตัดเอาชิ้นส่วนของผีสางอู๋ฉางในแดนหยินมาหลอมสร้าง สวมไว้บนหน้าก็จะสามารถแปลงกายเป็นผีอู๋ฉางได้
นึกไม่ถึงว่า พวกเขาจะมาเจอผีอู๋ฉางตนหนึ่งที่นี่!
"เขากำลังสูบพลังปราณ!" หยวนเว่ยยางกล่าวเสียงแผ่ว
สวี่อิงได้รับการเตือนจากนางก็มองออกเช่นกัน ในใจนึกหวั่นเกรง ผีอู๋ฉางตนนี้กำลังดูดกลืนพลังหยางของทารกผี พวกทารกผีจะคอยจับสิ่งมีชีวิตรวมถึงวิญญาณเร่ร่อนที่หลงเข้ามาที่นี่ ดูดกลืนพลังหยางของพวกเขา รอจนทารกผีหลับสนิท ผีอู๋ฉางตนนี้ก็จะลอยมา ดูดกลืนพลังหยางของทารกผีอีกทอด!
ทันใดนั้น ในอากาศก็มีอู๋ฉางลอยมาอีกตนแล้วตนเล่า แต่งกายแบบเดียวกัน ถือกระบองไว้ทุกข์ ลิ้นสีแดง
พวกเขาอยู่ในป่าหลิว หยุดอยู่ข้างต้นหลิวแต่ละต้น ส่วนทารกผีก็เป็นเหมือนผลไม้บนต้น ปล่อยให้พวกเขาเก็บเกี่ยวตามใจชอบ
เดิมทีสวี่อิงไม่คิดจะสนใจ กำลังตั้งใจจะจากไป ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น "ศิษย์พี่ ตรงนั้นมีคน!"
"เงียบเสียง อย่าพูด!"
สวี่อิงจิตใจสั่นสะท้าน เบิกตากว้าง เผยสีหน้าเหลือเชื่อ หันขวับไปมองพวกผีอู๋ฉางเหล่านั้น
"พวกเขาเป็นคน? ตาทิพย์ เบิก!"







