หลังลาออกจากเสี่ยวมี่ ผมก็กลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของวงการทันที · khram
ตอนที่ 114
บทที่ 114 สู้ได้ แต่อย่าเป็นพวกทุ่มชีวิตทำงาน
การ “ปฏิรูป” เสี่ยวเหลยกลายเป็นแรงขับเคลื่อนที่ใหญ่ที่สุดของเฉินโม่ เรื่องอิสรภาพทางการเงิน บัตรผ่านเข้าคลับพร้อมสาวสวยอะไรนั่น ทั้งหมดถอยไปก่อน
ตอนนี้เสี่ยวเหลยนี่แหละคือของรักของเขา!
ดังนั้นต่อไปเฉินโม่จึงตั้งใจจะเร่งเพิ่มอิทธิพลของตนเองใน Xiaomi ให้ใหญ่พอจนสามารถชี้นำทิศทางการพัฒนาได้
ก็เหมือนการทำฟีเจอร์หนึ่งให้สำเร็จ ถ้าอยากให้กระบวนการรันผ่านได้ ต้องเคลียร์ BUG ทุกจุดที่ขวางหน้าไปทีละตัว
ปัญหาใหญ่ถ้ายังแก้ไม่ได้ ก็ต้องแยกย่อย แตกประเด็นให้ละเอียดจนกลายเป็นปัญหาเล็กๆ ที่ตัวเองแก้ได้ พอแก้หมดทุกจุดแล้ว ปัญหาใหญ่ก็จะคลี่คลายไปเอง นี่แหละที่ใครๆ เรียกกันว่า “ระเบียบวิธีคิด”
เพราะฉะนั้น ถ้าอยากปฏิรูปเสี่ยวเหลย ต้องเริ่มจากกฎระเบียบข้อบังคับของบริษัทก่อน และถ้าจะเปลี่ยนกฎของบริษัท ก็ต้องเพิ่มอิทธิพลของตัวเอง จับงานฮาร์ดแวร์กับวีแชตให้ลุกเป็นไฟ ค่อยๆ เดินเป็นขั้นเป็นตอน น้ำถึงที่ก็ไหลเอง!
ตอนนี้แผนกสามเดินเข้ารางแล้ว งานประจำวันของเฉินโม่ นอกจากงานหลัก ยังมีอย่างหนึ่งสำคัญมากคือสัมภาษณ์ คัดเลือกคนใหม่เข้าทีม
ตั้งแต่เปิด HC ผู้สมัครก็หลั่งไหลกันมาเหมือนเปิดประตูระบายน้ำ
ในนั้นมีวิศวกรจากบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่น้อยที่ได้ยินชื่อเสียง อยากมาร่วมทีมโครงการ MIOS
กระแสสมัครงานที่มโหฬารขนาดนี้ ทำเอาเฉินโม่สะดุ้งเหมือนกัน นึกว่าสภาพแวดล้อมโดยรวมตอนนี้ไม่เลวเหรอ? ทำไมถึงเว่อร์ขนาดนี้?
ก็หวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบ คนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ฝ่าด่านมาหลายชั้นกว่าจะเข้ามา Xiaomi ได้ แล้วสุดท้ายเห็นว่าที่นี่ก็เป็นบริษัทเล็กๆ บ้านนอก ไม่ถูกใจ ลาออกไปเขียนโพสต์ยาวๆ ระบาย แบบนั้นคงแย่
แต่ดูเหมือนตอนนี้ช่องทางการสื่อสารยังไม่เปรี้ยงเหมือนหลังๆ ที่โพสต์ยาวปลิวว่อนเต็มฟีด แถมชาวเน็ตก็ฉลาดขึ้น จะเสพดราม่าทีก็มีช่วงพักใจ ถือว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างหนึ่งเหมือนกัน
กระบวนการรับคนของ Xiaomi ตอนนี้ก็ยังเหมือนตอนเฉินโม่เข้ามา คือ สอบข้อเขียน, สัมภาษณ์กลุ่ม, และสัมภาษณ์รอบสุดท้าย
ยิ่งเข้าสู่รอบหลัง อัตราคัดออกยิ่งสูง คุณค่าก็ยิ่งมาก จะเรียกว่าคลื่นซัดทรายคงไม่ใช่แล้ว ลักษณะเหมือนคลื่นซัดหา “ทอง” มากกว่า
เมื่อผ่านรอบสุดท้ายที่เฉินโม่เป็นคนคุมแล้ว ต่อไปคือรอบ HR โดยทั่วไปถ้าถึงรอบ HR ก็แทบจะได้ offer แล้ว ยกเว้นตรวจสอบประวัติแล้วเจอปัญหาอย่างเรื่องความซื่อสัตย์ หรือข้อพิพาทแรงงาน ถึงจะถูกคัดออก ส่วนกรณีของหลี่เจี้ยนเชาจัดเป็นเคสอนุมัติพิเศษ เอ่อ…ก็คือใช้เส้นนั่นแหละ
เพราะงั้นทุกวันจะมีนักรบ 3-5 คนฝ่าด่านมาถึงรอบสุดท้าย ต้องเผชิญหน้ากับ BOSS ที่แข็งแกร่งและไร้ปรานี: เฉินโม่
เฉินโม่เองก็กันเวลาไว้วันละ 1-2 ชั่วโมง มาสแกนดูบรรดา “เอซ” ว่ามีใครรับมือ “สามกระบี่” ของเขาไหวไหม
จากเมื่อก่อนที่เขาเคยเดินเกมแหวกแนว ฝ่าสัมภาษณ์สายโหดจนได้โอกาสเข้ารอบ
จนตอนนี้เขากลายเป็นผู้สัมภาษณ์รอบสุดท้ายของ Xiaomi เป็นด่านเฝ้าประตูขั้นสุดท้ายของกระบวนการรับคน
แค่สองเดือนสั้นๆ เฉินโม่ก็อัประดับจากมนุษย์เงินเดือนธรรมดา กลายเป็นมนุษย์เงินเดือนขั้นสูง ผ่านการตีมอนอัปเลเวลอย่างต่อเนื่อง
วันหนึ่ง ในห้องประชุมขนาดเล็ก
เฉินโม่มองหนุ่มตรงหน้าที่อายุไล่เลี่ยกับเขา ใส่แว่นหนา ท่าทางเกร็งเอาการ
เขาเข้าใจความรู้สึกอีกฝ่ายดี จึงลุกไปรินน้ำให้แก้วหนึ่ง
“ไม่ต้องเกร็งนะ ที่คุณมาถึงตรงนี้ได้ แปลว่าทั้งทักษะและความสามารถของคุณได้รับการยอมรับแล้ว ต่อไปเราก็คุยกันสบายๆ ผมมีไม่กี่คำถาม อยากฟังความคิดจริงๆ ของคุณ คิดยังไงพูดอย่างนั้นได้เลย”
“อืม ได้ครับ คุณเฉิน!” หนุ่มคนนั้นรับแก้วน้ำมา แต่ไม่กล้าดื่ม วางอย่างนอบน้อมลงบนโต๊ะ
“ถ้าถึงเวลาเลิกงานแล้ว คุณเห็นว่าคนอื่นยังไม่กลับกันพอดี งานในมือคุณก็เสร็จหมดแล้ว แบบนี้คุณจะทำยังไง?”
หนุ่มคนนั้นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนค่อยๆ เอ่ย “ผมจะขอรับงานใหม่จากหัวหน้าด้วยตัวเอง แล้วทำงานล่วงเวลาต่อครับ”
“ถ้าช่วงนั้นหัวหน้าของคุณกำลังประชุมอยู่ล่ะ จะทำยังไง?”
“ผมจะไปศึกษาทักษะที่บริษัทต้องการก่อน รอหัวหน้ากลับมา แล้วค่อยทำตามขั้นตอนเดิมซ้ำอีกครั้งครับ”
“หนึ่งชั่วโมงต่อมา หัวหน้าของคุณกลับมาแล้ว และก็แบ่งงานใหม่ให้คุณด้วย คุณจะทำงานถึงกี่โมง? สมมติสักสามทุ่มกว่าๆ ทุกคนกลับกันหมดแล้ว คุณจะกลับพร้อมเขาไหม?”
“ไม่ครับ ผมจะทุ่มเต็มที่เพื่อทำงานนี้ให้เสร็จ ถ้างานวันนี้ยังทำไม่เสร็จ วันนั้นผมก็จะเป็นหนึ่งในคนสุดท้ายๆ ที่กลับอยู่ดี ก็เพราะว่าที่บริษัทเก่า ผมเป็นพนักงานที่มาทำงานเช้าที่สุดและกลับดึกที่สุด แบบไม่มีใครเทียบ!”
หนุ่มคนนั้นพูดมาถึงตรงนี้ก็เชิดคางขึ้นเล็กน้อย เป็นครั้งแรกที่แววมั่นใจฉายขึ้นบนใบหน้า
“ถึงแม้จะไม่มีโอทีเหรอ?”
“บริษัทให้โอกาสผมได้ทำงาน ทำให้ผมได้ฝึกฝีมือและเติบโต ทำไมต้องมีโอทีด้วยล่ะ?” หนุ่มคนนั้นรู้สึกว่าตัวเองเริ่มติดเครื่องแล้ว กำลังเข้าสู่สนามถนัด ปกติพอคุยถึงหัวข้อนี้ เขามักจะได้การยอมรับจากอีกฝ่ายอยู่เสมอ สุดท้ายแล้ว offer อื่นๆ ในมือเขาก็ได้มาเพราะแบบนี้
หนุ่มคนนั้นพูดต่ออย่างพลั่งพรู “ตอนอยู่บริษัทเก่า ช่วงที่กดดันหนักที่สุด ผมทำงานถึงตีหนึ่งตีสองแทบทุกวัน เช้าวันต่อไปก็เข้างานตรงเวลา หลายคนทนไม่ไหว แต่ผมฝ่ามาจนถึงท้ายสุด! แล้วก็เป็นช่วงที่ผมเก็บเกี่ยวได้มากที่สุดด้วย”
เฉินโม่พยักหน้า รอยยิ้มบนหน้าค่อยๆ เลือนหาย “อืม~ ดี งั้นคำถามต่อไป ถ้าคุณพบว่าที่หัวหน้าจัดวางไว้มีปัญหา คุณจะทำยังไง? จะเสนอความเห็นคัดค้าน หรือปฏิบัติตามแบบไม่มีเงื่อนไข?”
“งานที่หัวหน้ามอบหมายต้องถูกต้องอยู่แล้ว ผมจะไม่ตั้งคำถามกับหัวหน้า ผมจะทุ่มสุดกำลังทำทุกงานที่หัวหน้าสั่งให้สำเร็จ อย่างสมบูรณ์แบบ!”
“คำถามสุดท้าย สำหรับประโยคที่ว่า ‘วันนี้ไม่ขยันทำงาน พรุ่งนี้ก็ขยันหางาน’ ‘งานคือสิ่งที่ช่วยให้คุณเติบโต ต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการ อย่าไปยึดติดกับผลตอบแทน’ ‘เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกเจ็บปวด นั่นคือช่วงที่เติบโตเร็วที่สุด!’ คุณเห็นด้วยไหม?”
หนุ่มคนนั้นพยักหน้าหงึกๆ “เห็นด้วยมากๆ ครับ ผมอินสุดๆ ตอนนี้ผมยังหนุ่มอยู่ เป็นช่วงเรียนรู้ เงินเดือนไม่เคยเป็นสิ่งแรกที่ผมคิดเลย สิ่งสำคัญคือการเติบโต!”
พูดจบ เขาเห็นผู้สัมภาษณ์ฝั่งตรงข้ามยิ้มขึ้นมา ก็รู้สึกว่ารอบนี้น่าจะชัวร์แล้ว
จากนั้นก็ได้ยินว่า “งั้นงานอดิเรกของคุณคืออะไร?”
เขารีบเดินเกมต่อทันที ฉวยโอกาสบุกต่อ “ผมไม่มีงานอดิเรกอื่น งานอดิเรกของผมก็คือการทำงาน เรียนรู้ระหว่างทำงาน แล้วเอาสิ่งที่เรียนมาส่งคืนกลับไปสู่การทำงาน”
“อืม ดี วันนี้สัมภาษณ์แค่นี้ก่อนนะ!” เฉินโม่ลุกขึ้นส่งแขก
หนุ่มคนนั้นชะงัก คุยกันกำลังดีๆ จบแล้วเหรอ?
สองรอบเทคนิคใช้เวลาไปสองชั่วโมง แต่รอบสุดท้ายกลับไม่ถึงสิบนาทีด้วยซ้ำ
“งั้นผมนี่ผ่านหรือไม่ผ่านล่ะครับ?”
“บริษัทจะประเมินแบบองค์รวม โดยรวมทุกสิ่งที่คุณแสดงออกในหลายๆ รอบเข้าด้วยกัน แล้วค่อยสรุปผล กลับไปรอการแจ้งเตือนนะ! ลาก่อน~”
เฉินโม่ยังอุตส่าห์มีน้ำใจไปส่งเขาถึงหน้าลิฟต์ โบกมือลาอย่างเป็นมิตร
พออีกฝ่ายเข้าลิฟต์ไปแล้ว ตอนที่เฉินโม่หันหลังกลับ รอยยิ้มบนหน้าก็เลือนหายไปจนหมด
เขาพูดกับพนักงานต้อนรับหน้าบริษัท กว่านอิ่งจื้อ ว่า “เสี่ยวกว่าน ตอนพนักงานใหม่เข้าฝึกอบรมเพื่อบรรจุในแผนกสาม ช่วยบอกกฎของแผนกสามไว้ท้ายๆ ด้วย ให้ทุกคนรู้ว่ากำลังจะเข้าฝากตัวกับแผนกแบบไหน”
กว่านอิ่งจื้อคิดแค่แป๊บเดียวก็เข้าใจแนวคิดของเฉินโม่ อย่างไรเสียความเปลี่ยนแปลงของแผนกสามตอนนี้ก็เห็นกันจะจะ “เอ่อ ได้เลย คุณเฉิน!”
“วันนี้เหลือผู้เข้าสัมภาษณ์รอบสุดท้ายอีกกี่คน?”
“เหลืออีกคนเดียวค่ะ” กว่านอิ่งจื้อยื่นเรซูเม่ของผู้สมัครรอบสุดท้ายกับเอกสารประเมินจากรอบเทคนิคให้เฉินโม่
“อืม ไปเรียกเข้ามาเลย”
พูดจบ เฉินโม่ถือเอกสารกลับเข้าห้องทำงานตัวเอง แล้วคว้าแก้วน้ำบนโต๊ะที่ยังไม่ทันแตะ รินลงกระถางต้นไม้ข้างๆ จากนั้นก็ทิ้งแก้วกระดาษลงถังขยะ
เฉินโม่เหลือบมองเวลาบนผนัง อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็เลิกงาน ต้องรีบแล้ว
เพราะรอบสัมภาษณ์เทคนิคก่อนหน้ามีหวงเจียงจี๋ช่วยคุมคุณภาพ โดยทั่วไปคนที่ฝ่ามาถึงรอบสุดท้ายได้ ถึงจะไม่ถึงขั้นว่าฝ่าด่านห้าด่านฟันหกแม่ทัพ ก็ไม่ใช่ว่ามาแบบสบายๆ แน่นอน
ดังนั้นรอบสัมภาษณ์ของเฉินโม่จึงโฟกัสไปที่คุณลักษณะนิสัยของคนๆ นี้เป็นหลัก ว่าพลังงานและบรรยากาศเข้ากับแผนกสามตอนนี้ได้ไหม อันนี้แหละสำคัญที่สุด
ไม่อย่างนั้นถ้าดึงเข้ามาแล้วเป็นพวกทุ่มชีวิตทำงานเหมือนคนก่อนหน้า นอกจากต้องฝึกสอนด้านเทคนิคแล้ว ยังต้องคอยปรับทัศนคติต่อการทำงานอีก แบบนั้นตัวเขาคงปวดหัวไปพักใหญ่
ขณะนั้นมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น “เชิญ!”
คราวนี้ที่เข้ามาเป็นสาวผมสั้น หน้าตาธรรมดา แต่ตั้งแต่ก้าวเข้าห้องจนถึงนั่งลง มองจากท่าที ภาพรวมดูสะอาดเฉียบขาด ไม่ได้เหมือนมาสัมภาษณ์เท่าไหร่ กลับวางท่าราวกับมาคุยกันแบบเท่าเทียม
ผลคือยังไม่ทันให้เฉินโม่เกริ่นเปิดวง สาวคนนั้นก็ชิงเปิดปากก่อน “หัวหน้า หนูขอถามคำถามสักสองสามข้อก่อนได้ไหมคะ?”
อีกฝ่ายเล่นนอกตำรา ทำเอาเฉินโม่ชะงักไปนิด เขายกมือเชื้อเชิญ “ได้ มีคำถามอะไรบ้าง?”
“Xiaomi โอทีหนักไหมคะ?”
เฉินโม่ครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วเลือกถ้อยคำให้รอบคอบ “แผนกที่ผมรับผิดชอบโดยทั่วไปไม่ทำโอที”
คิ้วของสาวคนนั้นขมวดนิดๆ “โดยทั่วไป? งั้นก็แปลว่ามีช่วงที่ต้องโอทีเหมือนกันสิคะ”
“ยามมีเหตุฉุกเฉินจริงๆ ก็จะมีโอทีครับ”
“แล้วโอทีมีค่าล่วงเวลาไหมคะ?”
“ข้อนี้สบายใจได้ มีค่าล่วงเวลา และปฏิบัติตามที่กฎหมายแรงงานกำหนดอย่างเคร่งครัด”
“หนูอยากฟังมุมมองของคุณต่อการโอทีหน่อย สนับสนุน คัดค้าน หรือเฉยๆ คะ?”
“คัดค้าน ปกติแล้วโอทีไม่ควรเกิดขึ้น ถ้ามีโอทีขึ้นมา แปลว่าหัวหน้าไร้ความสามารถหรือไม่ก็พนักงานอู้งาน แน่นอนว่ามุมมองนี้ค่อนข้างอุดมคติ กรณีเหตุฉุกเฉินถือเป็นอีกเรื่อง”
คำถามของผู้หญิงคนนั้นยิงรัวเป็นปืนกล สองคนถามตอบฉับไว แทบไม่มีเวลาลังเล สิ่งที่พูดล้วนเป็นความคิดจริงๆ ทั้งนั้น
จากบรรยากาศกลับเหมือนผู้หญิงเป็นคนสัมภาษณ์ แล้วกำลังสัมภาษณ์เฉินโม่อยู่เสียเอง
“สุดท้ายหนูอยากทราบว่า ถ้าหนูเข้าทำงานบริษัทของคุณ ดูแลธุรกิจเฉพาะด้านแล้ว บริษัทยังมีแผนการพัฒนาพนักงานรูปแบบไหนบ้าง หนูจะเติบโตได้อย่างไร”
เฉินโม่ก้มดูชื่อบนเรซูเม่ จ้าวส่วง ช่างสมชื่อ คนตรงไปตรงมา คล่องแคล่วจริงใจ บุคลิกและทัศนคติต่องานกับชีวิต เขาค่อนข้างชื่นชม
แถมเรซูเม่ก็เน้นจุดสำคัญดี ประสบการณ์ทำงานและโปรเจ็กต์สรุปย่อแต่สะท้อนความสามารถได้ชัด ตำแหน่งที่สมัครกับความสามารถก็เข้ากันเป๊ะ เด็กสถาบัน Top 10 นี่มีคาแรกเตอร์จริงๆ
จริงๆ แล้วระหว่างสัมภาษณ์ วุฒิการศึกษา เทคโนโลยี ฯลฯ เป็นแค่บัตรผ่านประตู ท้ายสุดต้องดูว่าออร่าของผู้สมัครกับผู้สัมภาษณ์เข้ากันไหม อันนี้ต่างหากสำคัญที่สุด ถ้าผู้สัมภาษณ์ถูกจริตคุณในบางคุณลักษณะ จุดด้อยบางด้านก็รับได้ เช่น ค่อยฝึกอบรมเติมเต็มหลังเข้างานยังทัน
เฉินโม่พยักหน้า ใช้เวลาสองนาทีอธิบายภาพรวมของ MIOS อย่างกระชับ ตั้งแต่การอบรมพนักงานใหม่ ระบบพี่เลี้ยง ชุดเอกสารความรู้ทางเทคนิคตามระดับ ไปจนถึงสัมมนาแชร์ความรู้เชิงเทคนิคโดยรุ่นพี่เป็นระยะๆ
“ขอบคุณหัวหน้าค่ะ หนูไม่มีคำถามแล้ว เชิญคุณถามหนูได้เลย~” จ้าวส่วงส่งไม้การพูดคืน
“รบกวนบอกเหตุผลที่ลาออกจากที่เดิมหน่อยได้ไหม?”
“โปรเจ็กต์มีปัญหา ซึ่งไม่ใช่เพราะหนู แต่ด้วยผลงานที่ผ่านมา หนูทำไว้ดี ผู้ใหญ่ดันให้หนูเป็นแพะรับบาป หนูไม่ยอม ก็เลยเริ่มเพิ่มแรงกดดันใส่หนู คอยหาเรื่องกลั่นแกล้ง หนูก็ลาออกทันที!”
“แล้วไม่ได้ขอเงินเดือนที่ค้าง? ไม่ฟ้องคดีแรงงาน? ไม่ทิ้งอะไรไว้ในโปรเจ็กต์บ้างเหรอ?”
“ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมากเลยค่ะ ก็ไม่ใช่ว่าจะหางานไม่ได้ ‘ต้นย้ายตาย คนย้ายรอด’
“จริงๆ ตอนนั้นคุณทำแบบนี้ๆ แล้วค่อยแบบนี้ต่อก็ได้”
พอพูดถึงเรื่องนี้ เฉินโม่ช่ำชองนัก เริ่มถ่ายทอดเคล็ดลับเชิงปฏิบัติให้
“แล้วถ้าหลังจากนั้นความต้องการของโปรเจ็กต์ไม่เปลี่ยนล่ะ?”
“คุณว่ามีโอกาสเป็นไปได้ในประเทศเหรอ?”
“โอ้ๆๆ ก็จริง อย่างว่าล่ะ หัวหน้าช่ำชองกว่า”
ส่วนจ้าวส่วงทำหน้าทำตาเหมือนเรียนรู้จบคอร์ส พยักหน้ารัวๆ พอเฉินโม่พูดจบ เธอเพิ่งมารู้สึกเสียดายทีหลัง โทษตัวเองที่ช้าไป รู้สึกว่าตัวเองเหมือนกระต่ายน้อยให้คนรังแก ยังเด็กเกินไปจริงๆ
แล้วเธอก็มองไปยังหัวหน้าที่อายุใกล้เคียงกันด้วยสายตาเคารพ ไม่ว่าผลลัพธ์ครั้งนี้จะเป็นอย่างไร การเดินทางมาสัมภาษณ์ครั้งนี้ช่างได้ประสบการณ์ล้ำค่า
แบ่งปันมุมมองกันเสร็จ เฉินโม่ก็กลับเข้าเรื่อง “ผมดูแล้วว่าคุณเว้นช่วงหลังลาออกจากที่เดิมมาได้หนึ่งเดือน ช่วงนี้ทำอะไรอยู่บ้าง?”
“สัปดาห์แรกเที่ยว ต่อเนื่องด้วยการเรียนรู้ไม่ขาด ส่วนเวลาที่เหลือก็สัมภาษณ์ รวมทั้งหมด 17 บริษัท ได้ offer มา 11 แห่ง ในจำนวนนั้นก็มีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้วย”
เฉินโม่เลิกคิ้ว โอ้ อัตราความสำเร็จใช้ได้เลยนี่นา
“มี offer จากที่ไหนบ้าง?”
“บริษัทยักษ์ใหญ่ก็มีอย่างเทนเซ็นต์, Sohu อะไรพวกนี้ บริษัทเล็กระดับหลายร้อยคนก็มี รวมๆ แล้วเยอะอยู่”
“แล้วทำไมยังอยากมาสัมภาษณ์ที่ Xiaomi ของเรา?”
“วัฒนธรรมองค์กรของพวกเขาฉันไม่อิน บางที่ก็สบายจนเกินไป บางที่ก็หมาป่าเกินไป แบบแรกให้ความรู้สึกเหมือนบ้านพักคนชรา เข้าไปแล้วอยู่ยาวจนเกษียณ แต่ฉันยังหนุ่มสาวอยู่ ส่วนแบบหลังบรรยากาศกดดัน เครียด วิตกจริต ไม่รู้จะอธิบายยังไง”
พอได้ยิน เฉินโม่ก็เผลอพูดหลุดว่า “อินโวลูชัน?” (การแข่งขันภายในที่บีบคั้นกันเอง)
จ้าวส่วงไม่เคยได้ยินคำนี้ แต่รู้สึกว่าจับภาพได้เป๊ะ พยักหน้ารัว “ใช่ๆๆ คำนี้เฉียบเลย ยังไงฉันก็ไม่ชอบ ลายังดีกว่าเลือกไม่เข้าท่า ไม่ฝืนใจ วันนี้เลยลองมาดูที่คุณนี่แหละ”
“ความรู้สึกเป็นไงบ้าง?”
“ขั้นตอนสัมภาษณ์กับผู้สัมภาษณ์เป็นกันเองมาก แล้วตอนรอสัมภาษณ์ฉันก็สังเกตสภาพการทำงานของทุกคน ทั้งมุ่งมั่นทั้งผ่อนคลาย คุยงานกันเปิดกว้างมาก ฉันชอบเลย
แน่นอนที่สำคัญที่สุดคือได้ยินจากปากคุณว่ามีค่าล่วงเวลา ฉันไม่ได้เกลียดการทำโอทีนะ แค่อยากให้การทุ่มเทกับผลตอบแทนมันสมเหตุสมผลเป็นสัดส่วนกัน”
พูดจบทั้งคู่ก็หันไปมองนาฬิกาบนผนังพร้อมกัน แล้วต่างก็สังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายทำท่าเดียวกัน พอเข้าใจกันก็ยิ้มให้กันแบบรู้ใจ
เพราะอีก 15 นาทีก็จะถึงเวลาเลิกงานแล้ว
“งั้นรีบเข้าเรื่อง สำหรับแพ็กเกจค่าตอบแทน คุณมีข้อเรียกร้องอะไรไหม?”
“สูงกว่าที่เดิม 50% ก็พอ”
เฉินโม่มองตัวเลขเงินเดือนคาดหวังในเรซูเม่ พยักหน้าให้ สอดคล้องกับความสามารถที่เธอแสดงออกมา
“คุณมีอะไรอยากเสริมอีกไหม?”
จ้าวส่วงนึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง “ฉันไม่ค่อยมีงานอดิเรกเป็นพิเศษ ยกเว้นทุกปีต้องไปดูคอนเสิร์ตของโจวเจี๋ยหลุนแบบสดนี่แหละ ไม่เคยพลาด
ดังนั้นอาจต้องลาล่วงหน้าสักสามวัน! แต่ไม่ต้องห่วง ฉันจะจัดการงานให้เรียบร้อยก่อนแน่นอน ถ้าคุณรับได้ งั้นฉันตกลงเข้าทำงาน!”
“คุณนี่ก็รุกเชียวนะ ผมยังไม่ได้บอกเลยว่ารับคุณเข้าทำงานหรือเปล่า”
“ฉันดูคนค่อนข้างแม่น รู้สึกว่าเข้ากันได้ มีลุ้น!”
“เมื่อกี้คุณบอกว่าจะไปฟังคอนเสิร์ตของโจวเจี๋ยหลุนใช่ไหม?”
พอได้ยินประโยคนี้ ใจจ้าวส่วงก็หล่นแว้บ นี่มันเส้นตายของเธอเลยนะ หรือว่ายังไงก็ไม่ได้อยู่ดี?
เห็นสีหน้าจ้าวส่วงเปลี่ยนไปทันที เฉินโม่ก็ยิ้มแล้วพูดว่า “อย่าเข้าใจผิด ผมชอบฟังเพลงพ่างหลุน”
พ่างหลุน?
จ้าวส่วงฉงนไปเสี้ยววินาทีแล้วก็เข้าใจทันที ตามมาด้วยความดีใจที่เราเป็นพวกเดียวกัน “คุณก็เป็นแฟนเจย์เหรอ”
“ก็พอสมควร ฟังมาเป็นสิบปี จนชินแล้ว”
“ดี งั้นฉันเข้าทำงาน!”
“มาวันไหนได้บ้าง?”
“มะรืนนี้ละกัน”
“โอเค เดี๋ยวผมให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลมาทำสัญญากับคุณ ยินดีต้อนรับสู่ Xiaomi!”
เฉินโม่ลุกขึ้นยื่นมือ จ้าวส่วงรีบลุกตาม ทั้งคู่จับมือกันหนึ่งครั้ง
พอเฉินโม่ออกไปแล้ว จ้าวส่วงก็ยังงงๆ กับเรื่องหนึ่ง โจวเจี๋ยหลุนออกจะหล่อ ไม่เห็นอ้วนตรงไหนเลย?
(คอนเสิร์ต jay ปี 2010)
ทางฝั่งเฉินโม่ เขามอบหมายงานให้กว่านอิ่งจื้อ ให้จัดการเรื่องการเข้าทำงานของจ้าวส่วงให้เสร็จก่อนเลิกงาน
สองคนก่อนหลัง ท่าทีของเฉินโม่ต่างกันลิบ เพราะเขาชื่นชม “นักสู้” แต่เกลียด “พวกทุ่มชีวิตทำงาน”!
ต่างกันแค่คำเดียว ทว่าฟ้ากับเหว!
แบบแรกคือนักสู้อย่างมั่นคง มีเป้าหมายชัดเจน วางแผนที่เป็นไปได้ และคอยปรับปรุงการลงมือทำของตัวเองอย่างต่อเนื่องจากผลสะท้อนในความเป็นจริง
ส่วนพวกหลังไม่ใช่ว่าเขา “สู้” หรอก แต่คือโง่
พวกทุ่มชีวิตทำงานไม่ว่าตอนไหนก็คิดจากมุมบริษัทกับเจ้านายก่อนเสมอ รีดเร้นตัวเองอย่างไม่ยั้ง ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างชีวิตส่วนตัวกับเวลางาน ไม่คิดเรื่องรายได้ของตัวเอง แล้วยังหวังให้เจ้านาย “ซาบซึ้ง” กับความ “ขยัน” แบบนี้แล้วให้รางวัลสักอย่างไปพร้อมกัน อีกทั้งดูแคลนแนวคิดใดๆ ที่ขัดกับค่านิยมนี้ สุดท้ายก็ทำให้ระเบียบของตลาดแรงงานพังพินาศหมดจด
สรุปสั้นๆ คือใช้ความขยันเชิงยุทธวิธีมาปกปิดความขี้เกียจเชิงยุทธศาสตร์
อันตรายที่สุดคือคนประเภทนี้มักจะถูกหัวหน้าผู้ฉวยโอกาสเอาไปตั้งเป็นมาตรฐาน เป็น “ปลาดุก” ตัวปั่นคลื่นอยู่ในมือเจ้านาย และเป็น “มีดคม” สำหรับรีดพนักงาน
ลองนึกภาพในบริษัทหนึ่ง คนอื่นๆ ต่างก็ทำงานให้เสร็จเรียบร้อยด้วยฝีมือของตัวเองแล้วกลับตรงเวลา ทีนี้โผล่มาคนหนึ่งเป็นพวกทุ่มชีวิตทำงาน เอะอะก็ประกาศจะทำโอทีเองทุกวัน เทียบกันแล้ว ในสายตานายทุน พนักงานที่กลับตรงเวลากลายเป็นพวกขี้เกียจทันที
แล้วพอนายทุนฉุกคิดขึ้นมา ก็จะเห็นว่าทุกคนควรทำโอทีทั้งนั้น ถ้างานไม่พอ ฉันจะเพิ่มให้ อะไรนะ คุณบอกว่าโอทีต้องมีค่าล่วงเวลา? ก็ในเมื่อมีคนไม่เอา แล้วคุณจะเรียกร้องทำไม? ท้ายสุด คนๆ เดียวลากคนอื่นทั้งทีมให้จมลงไป ทำให้ทีมยิ่งอินโวลูชันหนักขึ้นทุกที
โลกนี้มีแต่กระบวนการไม่อาจทำให้ใครซาบซึ้ง ผลลัพธ์ต่างหากที่ทำให้คนซาบซึ้ง
พวกทุ่มชีวิตทำงานยังไม่สำเร็จอะไรเลย ก็เริ่มโวยวายเสียงดังแล้ว
เรื่องใหญ่เรื่องเล็กในบริษัทเอาเข้าตัวหมด แล้วลากเพื่อนร่วมทีมไปทำโอทีด้วย นี่แหละตัวป่วนของแท้
เป็นคนแรกที่แชร์คำคมปลุกใจของเจ้านายลงบนไทม์ไลน์ กดไลก์พร้อมพิมพ์ว่า “ได้รับบทเรียนแล้ว”
ทำโอทีจนดึกดื่น หรือส่งงานยามเช้ามืด ต้องออกอากาศในกรุ๊ปงานให้เห็นกันชัดๆ ให้หัวหน้าเห็นความทุ่มเท ให้เพื่อนร่วมงานเห็นความพยายาม โชว์ตัวตลอดเวลาให้รู้ว่ากูอยู่ตรงนี้
ในกรุ๊ปบริษัท ถ้าหัวหน้าพิมพ์อะไรมา จะต้องเป็นคนแรกที่ตอบรับอย่างแข็งขัน ประจบเอาใจไม่ยั้ง
พวกนี้ก็คือเวอร์ชันที่เราเคยเกลียดสมัยเรียน บรรดา “กรรมการนักเรียน” ผู้ชอบอวยครูประจำชั้นตามตูดไม่ห่าง ด้านหนึ่งก็เป็นชนชั้นแรงงานเหมือนกัน แต่กลับช่วยพูดแทนนายทุนไปทุกเรื่อง ยืนตรงข้ามกับมวลชนตั้งแต่ต้น ก้นก็เอนเอียงไปคนละฝั่งตั้งแต่แรก
เฉินโม่เองเคยเป็นเหยื่อมาก่อน เดิมทีเป็นหนุ่มที่รักงานรักชีวิต แต่โดนภูเขาใหญ่สามลูก หัวหน้าขี้เอาเปรียบ เพื่อนร่วมงานพวกทุ่มชีวิตทำงาน และความจริงอันโหดร้าย กดทับจนถูกกลืนกลาย กลายเป็นคนแบบที่ตัวเองเคยเกลียดที่สุด
ความทรงจำที่ตายไปแล้วถาโถมกลับมา แย่แล้ว ใจเป็นมาร!
เหล่าเฉินสายไอที จิตหวั่นไหวเสียแล้ว
ผ่านไปครู่ใหญ่
เหล่าเฉินที่เข้าสู่ภาวะ “ทุ่มชีวิตทำงาน” ลืมตาขึ้น ดวงตาแดงก่ำ: แคว่กๆๆ อย่าให้ตายเพราะอินโวลูชันก็พุ่งใส่ให้สุดตีนเลย คัมออน!







