หลังลาออกจากเสี่ยวมี่ ผมก็กลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของวงการทันที · khram
ตอนที่ 133
บทที่ 133 ขณะนั้นเวลานั้น ตอนนี้เวลานี้
เฉินโม่มองแก้วเหล้าเล็กๆ ในมือ แล้วยิ้มเหอะๆ “สองสามวันก่อนฉันยังคุยกับเหลยจวินอยู่เลย ตามที่เขารู้จักโจวหงอีดี ไม่แน่ว่าไอ้หนูนี่กำลังซุ่มทำเรื่องใหญ่แสบๆ อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ต่อให้กระต่ายจนมุมยังสู้แบบสัตว์ติดกับได้เลย ส่วนโจวหงอีเหรอ เขาจะเลือกสู้ถวายหัว ไม่ใช่ยืดชีวิตไปวันๆ!”
แต่เฉินโม่เหลือบมองเฉินถง “เมื่อกี้นายพูดถึงแต่เรื่องต่อสาธารณะ แต่ดูท่าความกดดันจากเหลาเฉาก็คงถ่ายมาหานายไม่น้อยล่ะสิ?”
เฉินถงยิ้ม “ไอ้หนู นายอายุไม่มาก แต่ช่างคิดอ่านละเอียดซับซ้อนเอาการนะ ทางตู้หงฝั่งโฆษณารายได้พุ่งเอาๆ แต่ผลิตภัณฑ์เวยป๋อ โดนเทนเซ็นต์ไล่บดขยี้ไม่หยุด ช่วงนี้ฉันกับเกาเฟยก็อยู่ไม่เป็นสุข ทางเหลาเฉาเองก็จริงที่กดดันมาเหมือนกัน”
“ไม่เป็นไร อดเปรี้ยวไว้กินหวาน เฝ้ารอให้เมฆสลายจันทร์กระจ่าง เดี๋ยวงานวุ่นวายใหญ่ที่นายเฝ้ารอจะมา ถึงตอนนั้นเสี่ยวหม่าเกอจะติดหล่มจนไม่มีเวลามองซ้ายขวา อีกสองวันฉันจะส่งข้อเสนอฟีเจอร์เวยป๋อให้ นายฉวยจังหวะอัปเดตสักเวอร์ชันหนึ่ง
เทนเซ็นต์แม้ดูเหมือนขยับไม่ไหวติง แต่พอเสี่ยวหม่าเกอติดภาวะหัวหมุนหางหมุน แผนกเทนเซ็นต์เวยป๋อไม่ได้เล็กกระทัดรัดแบบซินล่าง มันเทอะทะซับซ้อน พอสายตาข้างบนเบนไป ประสิทธิภาพย่อมตกฮวบ ถึงตอนนั้นนั่นแหละคือโอกาสที่ซินล่างเวยป๋อจะกลับมานำอีกครั้ง!”
เวยป๋อ, 360 บวกกับวีแชตที่ซุ่มอยู่ในเงามืด แบบนี้จะนับได้ไหมว่าเป็นสามวีรบุรุษต่อสู้ลิโป้ในวงการ IT?
ใครแพ้ใครชนะ เดี๋ยวปะทะกันก็มองออก!
เฉินถงยกแก้ว “เอาอย่างนั้น ฉันก็รอฟังข่าวดีก็แล้วกัน!”
ฟังจบเฉินโม่ก็ทำหน้าท่าทางแปลกๆ เดี๋ยวนี้บทกวีบทกลอนหลายบทโดนชาวเน็ตเอาไปเล่นจนเละ อย่างพวก “หนึ่งคลื่นสามหัก” “ทางคดเคี้ยวสู่ความเร้นลับ” “งานล้นมือทุกเมื่อเชื่อวัน” “วันนี้กระท่อมเปิดต้อนรับท่าน” “ข้ามฟากยังร้องเพลงหลังสวน” อะไรพวกนี้
เรียกได้ว่า จริยธรรมสังคมตกต่ำ ผู้คนไม่เหมือนเก่า
เฉินถงได้ข้อเสนอเวยป๋อของเฉินโม่ ก็เหมือนได้ยากล่อมใจเม็ดโต
ส่วนทางเฉินโม่เมื่อรู้ความเคลื่อนไหวต่อเนื่องของอีกฝ่าย ก็เริ่มปรับแก้แผนเดิมในใจ บางทีอาจพลิกเป็นทีเด็ดได้
ทั้งสองกระดกเหล้าในแก้ว จิตใจรู้กัน แล้วแยกย้ายกันไปคนละทาง
อย่าดูถูกว่าครัวส่วนตัวแห่งนี้เล็ก ทว่าข้างลานเล็กๆ กลับมีโรงรถใหญ่หนึ่งหลัง ไว้บริการรถรับส่งแขกโดยเฉพาะ
ล่ำลาเฉินถงแล้ว เฉินโม่ก็นั่งเบาะหลังรถตู้ธุรกิจ คิดๆ อยู่ว่าตัวเองควรจะซื้อรถสักคันดีไหม?
วงนี้ปิดฉากลง ขณะเดียวกันในปักกิ่งก็มีวงกินข้าวอีกวงที่กำลังเข้าช่วงสำคัญพอดี
ก็สองคนเหมือนกัน คนหนึ่งคือเหลยจวิน อีกคนหน้าเหลี่ยม น้ำเสียงต่ำทุ้ม ดูเป็นผู้บริหารระดับเอลิต กินพูดไปอย่างเนิบช้า ชื่อว่าสวี่ต๋าไหล เป็นชาวสิงคโปร์ ตอนนี้เป็นนักลงทุนที่มีชื่อเสียงพอตัว
จริงๆ แล้วเหลยจวินกับสวี่ต๋าไหลรู้จักกันมานานแล้ว
ความสัมพันธ์ของสวี่ต๋าไหลกับเหลยจวินย้อนไปได้ถึงปี 2005 ตอนนั้นสวี่ต๋าไหลทำงานอยู่ที่ GIC ของสิงคโปร์ รับผิดชอบหลักด้านการลงทุนและบริหารสินทรัพย์ต่างประเทศของสิงคโปร์
ดังนั้นเขาเลยช่วย GIC สำรวจโปรเจกต์ในแผ่นดินใหญ่ และเป็นคนคุมดีลลงทุนใน KingSoft ตอนนั้นเหลยจวินทำให้เขาประทับใจมาก คนๆ นี้ภายนอกเหมือนพูดไม่ค่อยเก่ง แต่พอคุยงานกลับชำนาญธุรกิจสุดๆ เข้าใจรายละเอียดหลายจุดได้ถูกที่ถูกทาง
หลังได้สัมผัสพูดคุยกันอยู่พักใหญ่ สิ่งที่ทำให้เขาซาบซึ้งเป็นพิเศษก็คือ คนคนนี้มีความทะเยอทะยาน มีหัวใจที่อยากสร้างบริษัทอันยิ่งใหญ่จริงๆ
พอถึงปี 07 สวี่ต๋าไหลก็ได้เห็นทั้งกระบวนการที่เหลยจวินออกจาก KingSoft การรั้งตัวอย่างสุดกำลังของชิวป๋อจวินและจางเสวียนหลง แผนความเป็นไปได้สารพัดที่ถูกหยิบยกขึ้นมา ความลังเลสองจิตสองใจของเหลยจวิน และท้ายที่สุดก็คือการจากลา
และในวงเล็กๆ วันนี้ เหลยจวินก็ไม่พลาด เล่าให้สวี่ต๋าไหลฟังถึงกิจการที่ตัวเองกำลังทำอยู่ เขายังพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นภูมิใจ เหมือนพ่อกำลังอวดลูกตามสไตล์ของเขา เล่าถึงโมเดลธุรกิจ “ไตรกีฬาของ Xiaomi”
แนะนำบริษัทเสร็จ แนะนำธุรกิจ แล้วท้ายสุดเหลยจวินก็แนะนำพาร์ตเนอร์ในทีมผู้ก่อตั้ง โดยเฉพาะหยิบยกหุ้นส่วนหนุ่มคนหนึ่งที่เขาชมไม่ขาดปากอย่างภาคภูมิ
จากนั้นก็เข้าเรื่องตรงๆ ขอให้ช่วยแนะนำสถาบันลงทุนที่สนใจรอบ A ของ Xiaomi
สวี่ต๋าไหลไม่ลังเลนัก พยักหน้าบอกว่าจะช่วยติดต่อให้ลองดู
หลังจากนั้นทั้งสองก็พูดคุยกันต่อในเรื่องการลงทุน พอเชื่อมโยงกับกระแสผู้ประกอบการในประเทศหัวเซี่ยที่กำลังร้อนแรงอยู่ตอนนี้ ยิ่งคุยก็ยิ่งเข้าขา
ในฐานะผู้สังเกตการณ์ พวกเขามองเห็นแล้วว่ายุคอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่มาถึงจริงๆ ผู้ประกอบการเจเนอเรชันใหม่จะยังคงผุดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะมีผู้ก่อตั้งอีกมากที่อาศัยทุนเปลี่ยนแปลงโลก
แถมยังมีกรณีศึกษาความสำเร็จอย่าง ฉีหมิงเวนเจอร์สและเฉินซิงแคปปิตอล อยู่ก่อนหน้าให้เห็นเป็นตัวอย่าง
สวี่ต๋าไหลยกแก้วเสนอความเห็นขึ้นว่า “บางทีเราสองคนอาจลงเงินสักหน่อย ตั้งกองทุนท้องถิ่นขึ้นมาหนึ่งกอง เพื่อช่วยเหล่าคนลุยคลื่นลูกใหม่ให้เดินตามอุดมคติต่อไป เป็นเพื่อนร่วมทางบนเส้นทางสตาร์ตอัพของพวกเขา”
ต่อมาเขาเห็นแววตาของเหลยจวิน ก็ยิ้มเก้อๆ “แน่นอนว่า ถ้าทำเงินได้ด้วยก็ยิ่งดี”
“แท้จริงแล้วคือสิ่งที่ปรารถนา เพียงแต่ไม่กล้าเอ่ยปากขอเท่านั้นเอง!” เหลยจวินที่กำลังคึกคักก็อ้างบทกลอนที่เข้ากับสถานการณ์ แล้วจึงยกแก้วชนกับเขา
ที่จริงช่วงนี้เหลยจวินเอาแต่ครุ่นคิดเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะหลังจากไปคุยครบวงกับฝั่งซัพพลายเชนกลับมา ก็ยิ่งซึมซับได้ลึกซึ้งขึ้น
นั่นก็คือ Xiaomi ตั้งขึ้นมาแล้ว แต่บริษัทที่เติบโตเต็มที่ไม่อาจดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว ต้องสร้างระบบนิเวศให้ครอบคลุมทั้งต้นน้ำปลายน้ำของอุตสาหกรรม
ให้ Xiaomi เป็นศูนย์กลาง ค่อยๆ ขยายจากจุดไปเป็นผืนวางหมากออกไปแบบเป็นระบบ บริษัทรอบนอกก็จะกลายเป็นคูเมืองของ Xiaomi ส่วน Xiaomi เองสามารถคอยประสานจากศูนย์กลาง มีพื้นที่ให้พลิกแพลงเคลื่อนไหวมากขึ้น
นี่แหละคือเหตุผลที่พอสวี่ต๋าไหลเสนอขึ้นมา เหลยจวินจึงตอบตกลงทันทีแบบไม่ต้องคิดมาก
หนึ่ง คือสวี่ต๋าไหลเป็นเพื่อนเก่าหลายปี ทั้งตัวคนและความสามารถวางใจได้
สอง ก็คือเหตุผลข้างต้นนั่นเอง
“งั้นชื่อกองทุนจะตั้งว่าอะไรดี?”
เหลยจวินครุ่นคิดสักพัก “ช่วงอายุ 40 ต้นๆ นี้ บทเรียนชีวิตของฉันคือ ‘ทำสิ่งใดต้องไปตามกระแส’ กองทุนของเราต้องก้าวไปตามเทรนด์ใหญ่ ไม่ว่าเมื่อไหร่เราต้องเคารพและเข้าใจกฎการพัฒนาตามธรรมชาติของสรรพสิ่ง ทำอะไรให้สอดคล้องกับกระแส
ถ้าอย่างนั้นก็ตั้งชื่อว่า กองทุนชุนเว่ย ก็แล้วกัน”
เมื่อได้ชื่อแล้ว ทั้งสองคนก็มีกำลังปฏิบัติการสูงมาก ต่อมาก็ตกลงเรื่องเงินลงทุนตั้งต้น บทบาทและการแบ่งงานของทั้งคู่ รวมถึงขนาดการระดมทุนรอบแรก เสร็จเรียบร้อย
ตลอดช่วงวันที่เหลือของเดือนตุลาคม เฉินโม่ก็สละเวลาคืนหนึ่งทำข้อเสนอผลิตภัณฑ์เวยป๋อส่งให้เฉินถงไป ท้ายที่สุดแล้ว ความสัมพันธ์มันต้องมีทั้งให้และรับ อีกฝ่ายต้องนั่งเก้าอี้ปัจจุบันอย่างมั่นคง จึงจะเป็นแขนขาที่ทรงพลังของตนได้
เวลาที่เหลือเฉินโม่ทุ่มไปกับแผนการประมูล ใกล้สิ้นปีแล้ว เขาเตรียมจะขาย Tuan123 กับเว็บ Tuanjian เพื่อถอนทุนออกมา!
แม้ตอนนี้ตลาดซื้อแบบกลุ่มยังคงเดือดแรง เฉินโม่จำได้ว่าเหมือนปีหน้าถึงจะค่อยๆ จากยุคกลียุคเข้าสู่สามก๊ก แต่เขาไม่แน่ใจว่าอายุขัยทั้งอุตสาหกรรม O2O จะสั้นลงไปไหมเพราะการปรากฏตัวของ Tuan123 กับเว็บ Tuanjian
ยิ่งไปกว่านั้น ของชิ้นหนึ่งที่มีมูลค่าสูงสุด มักจะอยู่ในช่วงขาขึ้น พอถึงจุดพีกเมื่อไร ก็เท่ากับต่อไปจะเริ่มลดค่าลง!
อยากขายให้ได้ราคาดี ย่อมขาดการปั่นกระแสที่จำเป็นไม่ได้ เรื่องพวกนี้ล้วนต้องคิดให้รอบคอบ
ดังนั้นเว็บไซต์คู่ดูท่าทางเหมือน “ไม่ขาย” มาโดยตลอด เฉินโม่ก็เริ่มผ่อนน้ำเสียงลงอย่างมีจังหวะ วางทางไว้เพื่อขายให้ได้ราคาดีในลำดับถัดไป
เวลาในที่ทำงาน เขาก็วางแผนโรดแมปอัปเดตเวอร์ชันต่อๆ ไปของวีแชต และไล่คาดการณ์ศึกสามวีรบุรุษต่อสู้ลิโป้ในอนาคต
เฉินโม่เข้าสู่โหมดรบหลายแนว พร้อมกันจนยุ่งหัวหมุน
ทว่าช่วงนี้กลับมีเหตุเล็กๆ แทรกเข้ามา ซึ่งสำหรับเฉินโม่แล้วนับว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
เช้าวันหนึ่ง เขากำลังลองเขียนโปรแกรมเสริมให้กับหนึ่งในโมดูลฟังก์ชันของวีแชตในเวอร์ชันถัดไป โค้ดกำลังพิมพ์เพลินปรื๋ออยู่ดีๆ ก็โดนเสียงไม่คาดฝันขัดจังหวะ
“เฉินโม่ ว่างไหม? มีเรื่องจะคุยด้วยหน่อย~”
เฉินโม่ไม่ต้องเงยหน้าก็รู้ว่าใคร “อ้อ พี่หลีเหรอ นายยืนรอตรงนั้นก่อน เดี๋ยวฉันพิมพ์โค้ดท่อนนี้ให้จบ รอสักครู่”
พูดจบ มือก็ไม่หยุดเลยสักนิด พิมพ์โค้ดต่อเนื่องตามไอเดียเมื่อครู่
1 นาที
3 นาที
10 นาที
หลีว่านเฉียงสีหน้าเปลี่ยนไปมา แต่เท้าทั้งสองเหมือนฝังรากอยู่กับพื้น ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย ยังคงยืนรออย่างอดทน
ในเมื่อฉันทำผิดก่อน ก็ไม่มีสิทธิ์โทษคนอื่นทีหลัง ตัวเองเป็นฝ่ายมีเรื่องจะขอเขา ก็สมควรแล้ว
ตั้งแต่ถูกย้ายมาดูแลแผนกสอง รับผิดชอบการสร้าง Xiaomi ดอตคอมกับอีคอมเมิร์ซ อย่างแรกไม่ยากอะไร คุยกับทีมเทคนิคใต้สังกัดสักครึ่งเดือนก็ทำออกมาได้ แต่ส่วนอีคอมเมิร์ซ สำหรับหลีว่านเฉียงที่มาจากสายออกแบบ ต้องเริ่มจากศูนย์ในสนามที่ไม่เคยแตะมาก่อน มันก็เกินกำลังอยู่บ้าง
แรกเริ่มหลีว่านเฉียงตั้งใจจะจับคู่กับหวังไห่โจว ที่เดิมทีอยู่ KingSoft รับผิดชอบด้านเทคโนโลยี มุ่งหน้าไปศึกษาตามรอย vancl สรุปออกมาเป็นแผนที่ Xiaomi จะยืมแนวทางการขายของ vancl
แต่พอยื่นของบกับเหลยจวิน ก็ถูกปัดตกทันที คำพูดเดิมๆ คือ “ตอนเฉินโม่ทำ MIOS เขาไม่ขอแม้แต่เข็มสักเล่มจากบริษัท แล้วพวกนายไม่อายเหรอ? สิ่งที่เราต้องการคือการบอกต่อปากต่อปาก นายแค่ทำให้ซัพพลายเชนฝั่งอีคอมเมิร์ซเชื่อมกันหมดก็พอ”
จากนั้นเหลยจวินก็ถอนหายใจ เห็นใจอยู่บ้าง จึงให้ช่องทางติดต่อ CTO หรือประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีของเล่อเถาว่าง บริษัทอีคอมเมิร์ซที่เขาเคยลงทุนไว้
ทางนั้นถ่ายทอดเคล็ดลับอีคอมเมิร์ซให้แบบไม่กั๊ก ตั้งแต่การออกแบบสต็อก วิธีทำบาร์โค้ด ไปจนถึงขั้นตอนรับของ ออกบิล จัดของ ส่งของ และการเคลียร์ยอดกับบริษัทขนส่ง อธิบายละเอียดเหมือนชำแหละวัวให้ดูทีละชิ้น
หลีว่านเฉียงกับหวังไห่โจวเรียนจบกลับมา พอลงมือจริงกลับเจอปัญหาว่าแผนกสองมีคนไม่พอ เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่กระบวนการครบถ้วน ฟังก์ชันที่เกี่ยวข้องซับซ้อนมาก บัญชีการเงิน การรับเข้า-เบิกจ่าย-คงคลัง การดูแลคลัง รวมถึงการพิมพ์บาร์โค้ดและงานอีกยาวเป็นหางว่าว ทั้งเรื่องเทคนิคและธุรกิจรอให้จัดการ
แต่วันที่ 1 มกราคมจะมีงานเปิดตัวแล้ว ถึงจะดูเหมือนยังมีเวลาอีก 3 เดือน ทว่ากับแผนกสองที่ตอนนี้ยังไม่ถึงสิบคน และฝ่ายเทคนิคไม่ถึงครึ่ง เรียกว่าน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ จะมารับคนใหม่ตอนนี้ก็ช้าเกินแก้ไฟไหม้หน้าเรือน
ฝ่ายที่หนึ่งล้วนทำฮาร์ดแวร์ ไม่เข้าพวกกันเลย แผนกสามกำลังพลแน่น เทคโนโลยีแข็งแกร่ง จึงจนใจต้องมาหาเฉินโม่ ดูว่าจะยืมคนเทคนิคได้บ้างไหม
ตอนนี้หลีว่านเฉียงหมดความคิดอยากแข่งกับเฉินโม่มานานแล้ว ขอแค่ทำภารกิจที่ประธานเหลยมอบหมายให้สำเร็จก็พอ ไม่อย่างนั้น ถ้าทำพัง แม้ตนจะเป็นลูกน้องเก่าของเหลยจวิน แถมเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Xiaomi ด้วย แต่ถ้าโซ่อีคอมเมิร์ซเกิดปัญหา ตัวเองโดนเด้งออกแน่ แบบไม่ต้องคิดมาก
ขณะที่หลีว่านเฉียงกำลังชั่งใจว่าจะถอดใจดีไหม
ก็ได้ยินเสียงของเฉินโม่ดังขึ้น “คุยตรงนี้หรือไปที่ห้องประชุม?”
“ห้องประชุมดีกว่า!”
ทั้งสองมาถึงห้องประชุม ประตูปิดลง
หลีว่านเฉียงเห็นว่าไม่มีคนนอก ก็เปิดใจพูดตรงๆ แสดงท่าทีจริงใจ “เอ่อ เฉินโม่ แต่ก่อนฉันทำไม่ดีกับนายอยู่หลายเรื่อง หวังว่านายจะไม่ถือสา ยังไงพวกเราก็เป็นเพื่อนร่วมงานกัน ตอนนี้แผนกสองของเรากำลังลำบาก อยากขอให้นายช่วยหน่อย”
เฉินโม่นั่งลงบนเก้าอี้ของตัวเอง มองหลีว่านเฉียงที่ยืนอยู่ข้างๆ น้ำเสียงเรียบเฉย “บอกมาก่อนว่าเรื่องอะไร”
ยามนี้ช่างคล้ายกับยามนั้น เพียงแต่ฟ้าดินกลับด้าน บทบาทสลับกัน







