(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 195
บทที่ 195 ภายในสามนาที หนีไปได้ไกลแค่ไหนก็หนีไปเถอะ
ในห้องถ่ายทอดสดเต็มไปด้วยอีโมจิเครื่องหมายคำถามสีดำ
ทุกคนต่างก็ดูออกว่า หนุ่มเจ้าสำอางไม่ใช่ “คนไข้” ที่มาหาเฉินหยูเพื่อขอคำปรึกษาอย่างจริงใจ
แต่ดูเหมือนจะเป็นพวกเกรียนที่ตั้งใจมาสร้างปัญหามากกว่า
เขาพยายามปั่นกระแสในห้องถ่ายทอดสดหลายครั้งแล้ว
พูดกันตามตรง
เกรียนประเภทนี้ อย่างน้อยก็ต้องยอมรับว่าแสดงเก่งจริง ๆ
อารมณ์ต่าง ๆ มาได้อย่างรวดเร็ว
เดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็ทำหน้าเศร้าเวทนา
ถ้าไปสมัครเป็นนักแสดงตัวประกอบในกองถ่าย
บางทีผู้กำกับอาจจะเห็นแววแล้วดันเข้าสู่วงการบันเทิง
จนกลายเป็นนักแสดงชื่อดังในชั่วข้ามคืนก็เป็นได้
เฉินหยูแย้มยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดขึ้นว่า
“‘แม่’ ของคุณนี่รสนิยมไม่ธรรมดาเลยนะ ทุกครั้งที่พวกคุณออกจากโรงแรม เธอมักจะทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้บนตัวคุณเสมอ”
“ร่องรอยคราวที่แล้ว คงยังไม่หายไปสินะ?”
ทันทีที่เฉินหยูพูดจบ ผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดก็พากันหัวเราะลั่น
ใบหน้าของหนุ่มเจ้าสำอางดำคล้ำราวกับก้นหม้อ
เขาตะโกนลั่นด้วยความโกรธว่า
“เฉินหยู! นายมันเกินไปแล้ว!”
“ฉันไม่ยอมให้นายพูดจาเหลวไหลแบบนี้อีกต่อไป!”
“และยิ่งไม่อนุญาตให้นายใส่ร้ายความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับแม่ของฉัน!”
“ในฐานะแพทย์ นายควรมีจรรยาบรรณ แต่นายไม่มีเลยสักนิด! นายไม่คู่ควรกับการเป็นหมอด้วยซ้ำ!”
เฉินหยูยิ้มบาง ๆ แล้วตอบกลับอย่างใจเย็นว่า
“ฉันจะคู่ควรหรือไม่คู่ควร ไม่ต้องให้คุณมาคอยตัดสินหรอก”
“ว่ากันตรง ๆ แล้ว คุณรู้ดีว่าคุณมาหาฉันเพราะอะไร”
“ฉันก็รู้ และคุณยิ่งรู้ดีกว่าฉันเสียอีก”
“ตอนนี้ยังทันนะ ถ้าคุณยอมรับผิด แต่ถ้ายังดื้อรั้นต่อไป คงไม่มีใครช่วยคุณได้แล้วล่ะ”
หนุ่มเจ้าสำอางหัวเราะเยาะแล้วพูดว่า
“ทุกคนชอบยกย่องว่านายเก่งมาก สามารถวิเคราะห์อดีตและอนาคตของคนอื่นได้ แถมยังรักษาโรคของคนไข้ได้อีก”
“ช่วงนี้ฉันก็แค่รู้สึกเครียด ก็เลยอยากให้นายช่วยบำบัด”
“แต่ไม่คิดเลยว่าพอเชื่อมสายได้ไม่นาน นายกลับเล่นงานฉัน แถมยังบิดเบือนความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับแม่!”
“นายมันไม่ใช่คนจริง ๆ!”
เมื่อได้ยินแบบนั้น เฉินหยูจึงไขว้มือแล้วตอบว่า
“ในเมื่อคุณยืนยันว่าคุณกับเธอเป็นแม่ลูกกัน งั้นฉันคงต้องพูดต่อแล้วล่ะ”
“ห้ามพูด!”
หนุ่มเจ้าสำอางรีบร้องห้ามด้วยท่าทีลนลาน
“นายเป็นหมอ ไม่ใช่นักข่าวซุบซิบ ไม่ควรพูดเรื่องไร้สาระแบบนี้”
“เลิกพูดเรื่องพวกนั้นเถอะ กลับมาเข้าเรื่องดีกว่า”
“ที่ฉันรู้สึกแย่ มันเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าเหมือนกับคนไข้รายก่อนหน้าหรือเปล่า?”
เขาพยายามอย่างหนักที่จะเปลี่ยนหัวข้อ เพื่อไม่ให้ความจริงถูกเปิดเผย
แต่ผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดไม่ยอมปล่อยเขาไปง่าย ๆ
พวกเขาเริ่มแซวเกี่ยวกับเรื่องของเขากับ “แม่” ที่ดูจะเป็นเศรษฐีนี
“พยายามเปลี่ยนเรื่องแบบนี้ น่าสงสัยนะ!”
“เฮ้ เด็กน้อยเอ๋ย ยอมรับเถอะ อย่าดื้อเลย”
“เล่นตุกติกกับหมอเฉินน่ะ ระวังจะโดนแฉจนไปนั่งในคุกเหมือนคนอื่น ๆ นะ”
“ฉันกล้าเดิมพันเลยว่า หมอนี่ตั้งใจมาปั่นกระแสโจมตีหมอเฉินแน่นอน”
“พี่ชายครับ สาวใหญ่ที่บ้านพี่นี่ร้อนแรงแค่ไหน เล่าให้ฟังหน่อยสิ”
“ไม่ต้องถามมากหรอก หมอเฉินบอกแล้วว่าทุกครั้งที่แยกกัน หมอนี่จะมีรอยรักติดตัวมาเพียบ แค่ฟังก็รู้แล้วว่ามันไม่ใช่แค่ ‘ร้อนแรง’ ธรรมดาแต่มัน ‘เผ็ดร้อนสุดขั้ว’ เลยต่างหาก!”
“เด็กหนุ่มสาย ‘ขัดเงาสแตนเลส’”
“เด็กหนุ่มกินข้าวอ่อน (หมายถึงผู้ชายที่พึ่งพาผู้หญิงรวย) ลุงใหญ่เป็นกำลังใจให้นะ!”
หนุ่มเจ้าสำอางกำหมัดแน่นด้วยความโมโห
ถึงขั้นอยากทุบคอมพิวเตอร์ตรงหน้าให้พัง
แต่เมื่อนึกถึงภารกิจที่ต้องทำให้สำเร็จ
ไม่ว่าจะโกรธแค่ไหน เขาก็ต้องฝืนทนต่อไป
เฉินหยูยิ้มบาง ๆ แล้วพูดว่า
“ยินดีด้วยนะ คุณสามารถวินิจฉัยตัวเองได้แล้ว”
“คุณกับคนไข้รายก่อนหน้า มีอาการเดียวกันเลย คือโรคซึมเศร้า”
“และโรคซึมเศร้าของคุณ กำลังอยู่ในจุดที่ใกล้จะปะทุเต็มที”
“ถ้าตอนนี้คุณยอมขอโทษ และสารภาพถึงสิ่งที่คุณทำผิดไป บางทีอาการของคุณอาจจะรักษาได้”
“แต่ถ้ายังดื้อรั้นต่อไป แม้แต่ฉันก็ช่วยอะไรคุณไม่ได้”
หนุ่มเจ้าสำอางพูดด้วยความไม่พอใจว่า
“หยุดขู่ฉันเถอะ! ฉันไม่เคยทำเรื่องเลวร้ายอะไร ทำไมต้องขอโทษนายด้วย?”
“ถ้าจะมีใครต้องขอโทษ ควรเป็นนายต่างหากที่ต้องขอโทษฉัน!”
หนุ่มเจ้าสำอางเปลี่ยนเป้าหมายไปต่อว่าเฉินหยูด้วยความโกรธจัด
ทั้ง ๆ ที่เฉินหยูเป็นฝ่ายต่อว่าเขา
แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเขาที่ต้องขอโทษแทน
ในโลกนี้ยังมีความยุติธรรมเหลืออยู่บ้างไหม?
เฉินหยูอดหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้
“งานที่คุณทำอยู่ทุกวัน ก็ไม่ใช่เหรอ? เอาขาวมาพูดให้เป็นดำ เอาความผิดมาบอกว่าเป็นความถูกต้อง”
“ยังจะกล้ามาพูดเรื่องความยุติธรรมกับฉันอีกเหรอ?”
“ในเมื่อคุณดื้อดึงที่จะไม่รับการรักษา ในฐานะแพทย์ ฉันก็คงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก”
“การเคารพในการตัดสินใจของผู้ป่วย คือหนึ่งในจรรยาบรรณพื้นฐานของแพทย์”
“แต่การเพิกเฉยต่อคนที่กำลังจะตกอยู่ในอันตราย ก็ไม่ใช่สิ่งที่หมอควรทำเช่นกัน”
“งั้นฉันจะบอกอะไรให้ฟรี ๆ เลย”
“รีบออกจากบริษัทของคุณให้เร็วที่สุด ไปได้ไกลแค่ไหนก็ไปเถอะ”
เฉินหยูเหลือบมองนาฬิกาแล้วพูดต่อ
“ถ้าภายในสามนาทีคุณยังไม่ออกไปจากที่นั่น เกรงว่าคุณอาจจะออกไปไม่ได้อีกเลย”
หนุ่มเจ้าสำอางกลอกตาอย่างไม่เชื่อ
“นายคิดว่าฉันจะเชื่อคำพูดไร้สาระของนายเหรอ?”
เหล่าผู้ชมในห้องถ่ายทอดสดเริ่มแสดงความคิดเห็นอย่างสนุกสนาน
“หมอเฉินครับ ถ้าเขาไม่ออกไปภายในสามนาที จะเกิดอะไรขึ้นเหรอ?”
“ฉันรู้แล้ว! ต้องเป็นสามีของคุณนายเศรษฐีนีแน่ ๆ ที่จะมาตามหาเขา!”
“เล่นบท ‘เด็กหนุ่มกินข้าวอ่อน’ ไม่ใช่เรื่องง่ายนะ!”
“ว่าแต่เศรษฐีนีรวยขนาดนั้น ทำไมไม่เลี้ยงเด็กหนุ่มไว้เงียบ ๆ ต้องปล่อยให้เขาออกมาทำงานอีก?”
เฉินหยูเห็นคอมเมนต์หนึ่งแล้วพูดว่า
“ถ้าเขาไม่ออกไปภายในสามนาที จริง ๆ ก็จะมีคนมาหาเขาจริง ๆ นั่นแหละ”
“แต่ไม่ใช่สามีของเศรษฐีนีหรอกนะ แต่เป็นเจ้านายของเขาต่างหาก”
ผู้ชมยิ่งงงกว่าเดิม
“ทำไมเจ้านายถึงจะมาหาเรื่องเขาล่ะ?”
หรือจะเป็นเพราะแอบอู้ระหว่างทำงาน?
หรือกลัวว่าจะสร้างกระแสลบ จนกระทบกับภาพลักษณ์ของบริษัท?
ลองคิดดูแล้วก็เป็นไปได้
เพราะในห้องถ่ายทอดสดมีคนดูเกือบสามล้านคน
หนุ่มเจ้าสำอางเถียงกับเฉินหยูอย่างดุเดือด
อารมณ์จัดเต็ม แต่การแสดงก็ไม่ได้เนียนมากนัก
นอกจากกลุ่มเกรียนและนักเลงคีย์บอร์ดบางส่วน
คนดูส่วนใหญ่ก็เข้าข้างเฉินหยูกันทั้งนั้น
ถ้ามีใครเอาคลิปถ่ายทอดสดไปโพสต์ในเว็บหรือฟอรั่ม
คงจะกลายเป็นกระแสร้อนแรงแน่นอน
หนุ่มเจ้าสำอางเยาะเย้ย
“เฉินหยู นายจะทำเป็นเล่นละครไปถึงเมื่อไหร่กัน?”
“เจ้านายฉันน่ะไว้ใจฉันมาก ใบประกาศพนักงานดีเด่นนั่น เขาเป็นคนมอบให้ฉันด้วยตัวเอง”
“ปลายปีนี้ เขายังจะเลื่อนตำแหน่งฉันให้เป็นหัวหน้างานด้วยซ้ำ”
“เขาจะไปว่าอะไรฉันได้ล่ะ?”
ที่เขาพูดมาไม่ใช่การโม้
เพราะด้วยทักษะการสังเกตและปรับตัวที่เขาได้เรียนรู้มาตั้งแต่สมัยที่เคยใช้ชีวิตในวงการมืด
เขาจึงได้รับความไว้วางใจจากเจ้านายทันทีที่เข้าบริษัท
เจ้านายมักจะมอบหมายงานดี ๆ ให้เขาเสมอ
แถมยังพาเขาไปร่วมงานสำคัญบ่อย ๆ
เรียกได้ว่าเป็นคนสนิทของเจ้านายโดยแท้
เฉินหยูตอบกลับอย่างใจเย็น
“คุณก็พูดถูก เจ้านายของคุณก็ให้ความสำคัญกับคุณจริง ๆ”
“เขามักจะพาคุณไปร่วมงานสำคัญหลายครั้ง”
“จำได้ไหม ครั้งหนึ่งที่เจ้านายของคุณไปงานเลี้ยง แล้วสั่งให้คุณขับรถไปส่ง?”
“แน่นอนว่าจำได้สิ!”
หนุ่มเจ้าสำอางตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด
“งานนั้นมีคนใหญ่คนโตมาร่วมงานเพียบ แม้ว่าฉันจะไม่ได้เข้างาน แต่การที่ได้ขับรถไปส่งเจ้านาย
ก็แสดงให้เห็นว่าเขาไว้ใจฉันแค่ไหน!”
เฉินหยูแย้มยิ้มแล้วพูดต่อ
“หลังจากผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมง เจ้านายของคุณก็ออกมาจากงานในสภาพเมามาย”
“แล้วก็มี ‘แม่’ ของคุณมาถ่ายรูปคู่กับเขา ก่อนจะสั่งให้บอดี้การ์ดสองคนช่วยกันพาเจ้านายขึ้นรถ”
“ฉันพูดถูกไหม?”
“ถูกต้อง...”
ทันทีที่พูดจบ หนุ่มเจ้าสำอางก็รีบเอามือปิดปากตัวเองทันที







