93. บทที่ 93 วิธีการของปีศาจ
ตอนนี้เองเฉาหยางเพิ่งจะนึกขึ้นได้ ว่าในโบสถ์ยังมีบุคคลผู้นี้อยู่
ชายคนนั้นถูกขังเดี่ยวไว้ในห้องพนักงานรักษารถ ทั้งยังเห็นได้ชัดว่าถูกทรมานมา ด้วยเหตุนี้เฉาหยางจึงต้องลงแรงไปไม่น้อยในการพาเขากลับมาที่ป้อมรุ่งโรจน์ คิดไม่ถึงเลยว่าบาดแผลทั้งภายนอกและภายในของเขาจะค่อนข้างสาหัส หลังจากกลับมาก็มีไข้สูง จึงทำได้เพียงฝากให้โบสถ์ช่วยดูแล ส่วนจะผ่านวิกฤตินี้ไปได้หรือไม่นั้น ก็ต้องพึ่งตัวเขาเองแล้ว
เนื่องจากหลังจากนั้นต้องยุ่งอยู่กับการเตรียมก่อตั้งบริษัทยาประตูแห่งโชคชะตา เฉาหยางจึงโยนเรื่องนี้ทิ้งไว้เบื้องหลัง
คิดไม่ถึงเลยว่าคนผู้นี้จะทนรอดมาได้
"ได้ เดี๋ยวผมไปเดี๋ยวนี้" เขากล่าวในทันที
ผู้ป่วยคนนั้นนอนอยู่ในห้องแยกโรคภายในโถงใหญ่ ตอนที่เฉาหยางไปถึง เจินนีกับแม่ชีคนหนึ่งกำลังเปลี่ยนผ้าพันแผลให้เขาอยู่ สีหน้าของชายคนนั้นดูอ่อนเพลียอย่างมาก ดวงตาทำได้เพียงปรือขึ้นมาเล็กน้อย ทว่าหากเทียบกับสภาพอันน่าเวทนาเมื่อหลายวันก่อน อย่างน้อยบนใบหน้าก็ยังมีสีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง
"เพิ่งฟื้นเหรอครับ?" เฉาหยางหันไปมองเจินนี
"ค่ะ" อีกฝ่ายพยักหน้า "คุณซักถามได้นะคะ แต่อย่านานเกินไป เขาไม่ได้ทานอะไรมาหลายวัน จำเป็นต้องพักฟื้นค่ะ"
จริงสิ โลกนี้ยังไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยีการให้น้ำเกลือ การหมดสติจึงหมายถึงการอดอาหารไปด้วย
เฉาหยางทำมือเป็นสัญลักษณ์ว่าเข้าใจแล้ว และนั่งลงข้างเตียง
"นี่... คุณได้ยินที่ผมพูดไหม? คุณชื่ออะไร?"
ชายคนนั้นมองเขาแวบหนึ่งแล้วค่อยๆ หันหน้าหนี ราวกับไม่อยากจะเสวนาด้วย
ให้ตายเถอะ!
กล้าเมินเฉยต่อผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตไว้อย่างนั้นเรอะ?
น้ำเสียงของเฉาหยางเปลี่ยนไป "ต่อให้คุณไม่ตอบ ก็อย่าหวังว่าจะหนีพ้นค่ารักษาพยาบาลก้อนนี้ไปได้ ผมจะแจกแจงให้คุณฟังตรงนี้เลยนะ ค่าดูแลวันละสิบเหรียญเงิน ค่าเปลี่ยนทำแผลครั้งละห้าเหรียญเงิน ค่าเตียงสองเหรียญเงิน ซึ่งคิดเป็นรายวันเหมือนกัน สุดท้ายคือค่ากู้ชีพและค่าห้องไอซียู ชั่วโมงละสิบเหรียญเงิน ยอดรวมตอนนี้อยู่ที่สองร้อยสี่สิบเหรียญเงิน "
เขายังพูดไม่ทันจบก็ถูกเจินนีหยิกเข้าที่ด้านหลัง
แม้ท่าทีที่แม่ชีมีต่อเขาจะดูเคารพนบนอบอย่างยิ่ง แต่น้ำเสียงกลับแฝงความร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด "คุณคิดแพงเกินไปแล้วนะคะ! หลายคนทำงานทั้งปียังหาเงินได้ไม่ถึงร้อยเซอร์เลียร์เลยด้วยซ้ำ!"
"ช้าเร็วยังไงในอนาคตก็ต้องเก็บค่าธรรมเนียมแบบนี้อยู่ดี การแจกแจงรายการยิบย่อยเท่านั้นถึงจะช่วยประหยัดทรัพยากรทางการแพทย์ได้สูงสุด นี่ผมยังไม่ได้พูดถึงค่าเรียกรถพยาบาลฉุกเฉินเลยนะ"
ชายคนนั้นราวกับได้ยินเรื่องน่าตกตะลึงบางอย่างเช่นเดียวกัน
เขาหันกลับมา มองเฉาหยางด้วยความตกตะลึง "พวกคุณ... ไม่ใช่... คนของบริษัทเหมืองแร่ฟ้าสูงงั้นเหรอ?"
แย่ล่ะ คนคนนี้คงไม่ได้สติฟั่นเฟือนไปแล้วหรอกนะ
"บริษัทเหมืองแร่ฟ้าสูงจะส่งแม่ชีมารักษาคุณหรือไง?" เฉาหยางถามกลับ "การที่คุณไม่ถูกพวกเขาซ้อมจนตาย ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว"
"แล้ว... ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?"
คราวนี้ถึงคราวที่เฉาหยางต้องเป็นฝ่ายพูดไม่ออกบ้าง
หากมีแค่เขาคนเดียว เขาคงไม่ถือสาที่จะเล่าเรื่องที่ตัวเองปล้นรถไฟออกมา แต่ตอนนี้เจินนีก็อยู่ด้วย เขาไม่อยากดึงโบสถ์เข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้
"มีคนปล้นรถไฟขบวนนั้น นอกจากจะปล่อยทาสแรงงานบนรถหนีไปแล้ว ยังโยนคุณมาให้พวกเราด้วย" เฉาหยางตัดสินใจแต่งเติมเรื่องราวเล็กน้อย "ดังนั้นพวกเราจึงเป็นคนช่วยชีวิตคุณไว้ ตอนนี้คุณเข้าใจหรือยัง?"
"มีคนโจมตี... รถไฟของบริษัทฟ้าสูง?" ในดวงตาของชายคนนั้นฉายแววสับสนอย่างเห็นได้ชัด "จะเป็นไปได้ยังไง... นั่นไม่ใช่รถไฟธรรมดานะ บริษัทยังมีกลไกอัศจรรย์ติดอาวุธที่ใช้สำหรับปราบปรามการจลาจลด้วย... พวกเขาไม่มีทางทำสำเร็จแน่..."
หมอนี่รู้ความจริงเรื่องที่บนรถไฟมีการขนส่งกลไกอัศจรรย์ด้วยแฮะ
เฉาหยางจับคำสำคัญในคำพูดของอีกฝ่ายได้ทันที
แล้วคำว่า "พวกเขา" หมายถึงใครอีกล่ะ?
นอกเหนือจากดินแดนหรรษาแล้ว ยังมีคนอื่นที่อาจจะลงมือกับรถไฟขบวนนี้อยู่อีกงั้นหรือ?
เขาเชื่อมโยงไปถึงคนงานเหมืองที่ถูกแขวนคอบนถนนใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว
หรือว่าคนผู้นี้ก็เป็นหนึ่งในคนงานเหมืองที่ก่อกบฏด้วย?
"ผมไม่มีความจำเป็นต้องโกหกคุณ ความจริงเรื่องที่รถไฟของบริษัทฟ้าสูงถูกปล้นก็ลงหนังสือพิมพ์ไปแล้ว ถ้าคุณไม่เชื่อผมจะไปหามาให้ดูสักฉบับ แน่นอนว่าทางบริษัทก็ทำการกวาดล้างเขตม่านหมอกเพื่อแก้แค้นด้วย ได้ยินมาว่าจับคนไปไม่น้อยเลย" เฉาหยางพูดอย่างตรงไปตรงมา "ผมขอบอกคุณแบบนี้นะ พวกเรากับบริษัทฟ้าสูงมีความบาดหมางกันไม่น้อย เพราะงั้นก็เลยไม่ส่งตัวคุณไปให้พวกเขาหรอก แต่อย่างน้อยคุณก็ต้องบอกพวกเรามาว่า... คุณเป็นใคร ทำไมบริษัทถึงต้องขังเดี่ยวคุณไว้ในห้องพนักงานรักษารถ? พวกเขามีอะไรที่อยากได้จากตัวคุณงั้นหรือ?"
"... จินเคอฟู" ผ่านไปครู่หนึ่งชายคนนั้นจึงตอบกลับมา
"แล้วคำถามอื่นล่ะ?"
เขาส่ายหน้า "ผมไม่มีอะไร... จะบอกพวกคุณอีกแล้ว..."
"คุณเป็นใครก็บอกไม่ได้งั้นเหรอ?"
"รู้ไป... ก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับพวกคุณหรอก..."
"พวกเราช่วยชีวิตคุณไว้นะเฮ้ย!" เฉาหยางกล่าวอย่างไม่พอใจ
"ถ้าพวกคุณช่วยผมไว้จริงๆ ... งั้นก็ไปซะเถอะ" ชายคนนั้นพูดอย่างกระท่อนกระแท่น "ออกไปจากเมืองนี้... และอย่ากลับมาอีก..."
"ออกจากป้อมรุ่งโรจน์? ทำไมล่ะ!" เฉาหยางซักไซ้ต่อ "ในเมืองจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นงั้นเหรอ?"
ทว่าไม่ว่าเขาจะถามอย่างไร จินเคอฟูก็ไม่ตอบกลับอีก
ตอนนั้นเองแม่ชีคนหนึ่งก็ถือถังไม้เดินเข้ามา "คุณเจินนี โจ๊กข้าวโอ๊ตอุ่นเสร็จแล้วค่ะ"
เจินนีกล่าวด้วยความรู้สึกผิด "วันนี้พอแค่นี้ก่อนเถอะค่ะ สภาพร่างกายของผู้ป่วยยังไม่สู้ดีนัก คงยังจำอะไรไม่ได้มากนักในตอนนี้"
ไม่สิ... อีกฝ่ายไม่ได้ลืมอะไรไปหรอก
เฉาหยางจ้องมองชายที่อยู่บนเตียงผู้ป่วย รู้อยู่แก่ใจว่า ที่อีกฝ่ายไม่ยอมปริปากพูด กลับเป็นเพราะว่าเขาจดจำบางสิ่งได้อย่างชัดเจนต่างหาก
เป็นเพราะไม่อาจเชื่อใจตนเองได้อย่างเต็มที่งั้นหรือ?
หรือกำลังกังวลว่านี่อาจจะเป็นละครตบตาฉากหนึ่งของบริษัทฟ้าสูง?
แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุใด การถามไปตรงๆ คงไม่น่าจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อะไรแล้ว
"ตกลง งั้นผมขอตัวก่อน" เฉาหยางลุกขึ้นยืน "จริงสิ ยาปฏิชีวนะล็อตแรกที่โรงงานยาทดลองผลิตจะถูกส่งมาที่โบสถ์ในเย็นวันนี้ ถ้าหากมันใช้ได้ผล พวกคุณก็จะหลุดพ้นจากการควบคุมของทางบริษัทได้อย่างสิ้นเชิง"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้เจินนีก็ตื่นเต้นขึ้นมาเช่นกัน เธอโค้งคำนับให้เฉาหยางอย่างสุดซึ้ง "ค่ะ พวกเรายินดีที่จะทดลองใช้อย่างยิ่ง!"
...
หลังจากออกจากห้องผู้ป่วยเฉาหยางก็ไม่ได้เดินไปไหนไกล
คำเตือนของจินเคอฟูที่บอกว่า 'ออกไปจากป้อมรุ่งโรจน์ และอย่ากลับมาอีก' ทำให้เขายากที่จะวางใจได้ ประกอบกับช่วงนี้จูตี๋ก็เพิ่งถูกคนจ้องเล่นงาน ไหนจะคำเตือนจากใครก็ไม่รู้ที่ถูกโยนเข้ามาในตู้รถไฟ รวมไปถึงเขตม่านหมอกที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ทุกสิ่งล้วนทำให้สถานการณ์ของดินแดนหรรษากลายเป็นคลื่นใต้น้ำที่ยากจะคาดเดา
เขาสามารถรับรู้ได้ว่ามีกระแสน้ำวนที่ซ่อนเร้นกำลังรวมตัวกัน ทว่าใจกลางของวังวนนี้กลับขุ่นมัวจนมองไม่เห็นอนาคต
เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นฝ่ายตั้งรับ เขาจะต้องหาข้อมูลมาให้มากกว่านี้ และชายที่ถูกขังเดี่ยวบนรถไฟดูเหมือนจะเป็นทางออกหนึ่ง
คนผู้นี้ไม่ยอมปริปากพูดก็ไม่เป็นไร
ปีศาจอย่างเขาไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการสื่อสารด้วยคำพูดอยู่แล้ว
กระทั่งเจินนีและแม่ชีคนอื่นๆ ออกจากห้องไปหมด เฉาหยางก็รออีกครึ่งชั่วโมงถึงผลักประตูเดินเข้าไปเงียบๆ เป็นไปตามที่เขาคาดไว้ หลังจากกินอาหารเสร็จจินเคอฟูก็ผล็อยหลับไปอีกครั้ง นี่เป็นเรื่องปกติที่พบได้บ่อยในระหว่างการพักฟื้นของผู้ป่วย ยิ่งร่างกายอ่อนแอมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกง่วงซึมได้ง่ายเท่านั้น
เพื่อความปลอดภัย เขาได้ใช้จิตสำนึกเรียกอ้ายลั่วตี้มาด้วย และให้เธอเฝ้าอยู่ที่ประตู เพื่อป้องกันไม่ให้มีแม่ชีเดินเข้ามาอย่างกะทันหัน
จากนั้นเฉาหยางก็ใช้วิชาเข้าฝัน บุกเข้าไปในทะเลจิตใต้สำนึกของจินเคอฟูโดยตรง!
หลังจากแสงสีขาววาบผ่านไป ทัศนียภาพรอบด้านก็มืดสลัวลงอย่างฉับพลัน
เฉาหยางลอยอยู่กลางอากาศ ราวกับมองเห็นเขาวงกตขนาดมหึมา ภายในเขาวงกตนั้นทั้งมืดมิดและหนาวเหน็บ ราวกับกีดกันผู้คนให้ออกห่าง
ถูกต้องแล้ว เขาพึมพำกับตัวเอง
ความฝันอย่างของอ้ายลั่วตี้นั้นถือเป็นส่วนน้อยมาก คนส่วนใหญ่มักจะปิดผนึกความทรงจำของตนเองไว้เป็นชั้นๆ ในระดับจิตใต้สำนึก เพราะภายในนั้นซุกซ่อนความน่าเกลียดและความลับส่วนตัวเอาไว้มากมายเหลือเกิน
และช่องสี่เหลี่ยมแต่ละช่องที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นเขาวงกตนี้ โดยเนื้อแท้แล้วก็คือความทรงจำของจินเคอฟู
เฉาหยางลดระดับความสูงลง มุ่งตรงไปยังบริเวณที่เมฆหมอกหนาทึบที่สุด
ค่อยๆ มองเห็นโพรงใต้ดินที่ก่อตัวขึ้นจากชั้นหินขนาดใหญ่อย่างเลือนราง รวมถึงค่ายพักแรมที่มีเต็นท์และตะเกียงน้ำมันตั้งอยู่มากมาย
นี่มัน... ภาพภายในอุโมงค์เหมืองงั้นหรือ?







