แม้จะอยู่บนเขา แต่ใจของสวี่ซื่อเยี่ยนก็ยังคงเป็นห่วงเรื่องของพี่ชายคนโตอยู่เสมอ
ในชีวิตก่อนนั้น สวี่ซื่อเซียนเกิดอุบัติเหตุในฤดูหนาวปี 1979 ขณะออกไปแบกไม้กับคนงานในไร่โสมของชุมชน
แต่ชีวิตนี้เขาได้ลงทะเบียนย้ายไปอยู่ที่ทีมผักแล้ว ตามหลักแล้วไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์แบบเดิมได้อีก
แต่ใครจะรับประกันได้ล่ะ?
ถ้าช่วงหน้าหนาวเขาเกิดเบื่อไม่มีอะไรทำ แล้วตามคนอื่นขึ้นเขาไปทำงานที่ป่าอีกล่ะ?
ด้วยเหตุนี้สวี่ซื่อเยี่ยนเลยคิดว่าไหน ๆ พี่ชายก็ว่างอยู่แล้วก็ให้ขึ้นมาอยู่เป็นเพื่อนกันบนเขาเสียเลยจะได้ให้พ่อกลับไปพักผ่อนบ้าง
สองพี่น้องช่วยกันเฝ้าไร่โสม บางทีก็ล่าสัตว์นิด ๆ หน่อย ๆ ถึงจะไม่ได้รวยล้นฟ้า แต่อย่างน้อยก็มีข้าวมีปลากิน
ที่สำคัญคือได้หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แบบนี้ไม่ดีกว่าหรือ?
“ให้พี่แกขึ้นเขาเหรอ? ก็ได้เหมือนกัน จะได้ให้พ่อแกลงมาพักบ้าง พอดีช่วงนี้ทีมผักก็ไม่มีงานอะไรแล้ว พ่ออยู่บ้านเฉย ๆ ก็ดูแลแม่แกไปละกัน”
โจวกุ้ยหลานไม่รู้ว่าลูกชายคนที่สามคิดอะไรมากมายในใจ แค่เห็นว่าอยากช่วยเหลือพี่ชาย เธอก็ชื่นใจแล้ว
ไม่ว่าจะมือซ้ายหรือมือขวา ล้วนเป็นลูกในไส้ ตอนนี้ลูกชายคนเล็กมีฐานะดีขึ้น แล้วยังอยากช่วยพี่ชายอีก แบบนี้คนเป็นแม่จะไม่ดีใจได้ยังไง? อยากให้ช่วยกันอยู่แล้ว
ก่อนหน้านี้โจวกุ้ยหลานไม่เคยเอ่ยปากเรื่องนี้ เพราะกลัวสวี่ซื่อเยี่ยนลำบากใจ แต่ตอนนี้เขาเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาเอง เธอเลยรีบตอบตกลง
สวี่ซื่อเยี่ยนก็ไม่ได้อธิบายอะไรให้มาก เพราะบางเรื่องอธิบายไปก็ไม่มีใครเข้าใจ
ขอแค่พี่ชายขึ้นมาอยู่บนเขา ไม่ต้องไปแบกไม้ก็ตัดปัญหาเรื่องอุบัติเหตุได้ ความปลอดภัยสำคัญที่สุด
“งั้นเดี๋ยวว่าง ๆ ฉันจะไปบอกพี่แกเอง ถ้าเขาอยากมาก็เก็บของแล้วขึ้นมาเลย”
สมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์ ถ้ามีธุระอะไรก็ต้องเดินทางไปบอกกันเอง
ตอนนี้สวี่ซื่อเซียนอาศัยอยู่ในตรอกเล็ก ๆ หน้าร้านขายธัญพืชเบอร์ 7 พอดีช่วงนี้สวี่ซื่อเยี่ยนมีธุระต้องไปที่ซงเจียงเหอ ก็จะแวะไปหาพี่ชายด้วยเลย
ระหว่างคุยกันอยู่ ซูอันอิงก็หยิบจดหมายสองฉบับจากลิ้นชักใต้เตียงออกมายื่นให้เขา
“นี่จดหมายของคุณนั่นแหละ น่าจะส่งมาจากตัวเมืองเมื่อไม่กี่วันก่อน ฉันกับแม่ก็อ่านไม่ออกเลยไม่ได้แกะ”
สวี่ซื่อเยี่ยนรับมาดูก็พบว่าที่อยู่ผู้ส่งทั้งสองฉบับอยู่ในเมืองหลวงของมณฑล แต่เป็นคนละที่
ดูจากลายมือ ฉบับหนึ่งเป็นของฉีหยุนเซิง ส่วนอีกฉบับน่าจะเป็นของอาจารย์ฉู่
ก่อนหน้านี้เมื่อต้นปี เขาได้ติดต่อกับอาจารย์ฉู่อีกครั้งด้วยความช่วยเหลือของฉีหยุนเซิง
เขาเขียนจดหมายไปหาอาจารย์ฉู่สองครั้ง และได้รับจดหมายตอบกลับเช่นกัน
ในจดหมายฉบับก่อน เขาได้เล่าถึงอาการของน้องสาวสวี่ซื่อฉิน และสอบถามว่ามีวิธีรักษาอาการผิดรูปของกระดูกสันหลังหรือไม่
จดหมายที่ได้คราวนี้ น่าจะเป็นคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนั้น
เขารีบฉีกซองออกมาอ่าน แล้วก็เป็นอย่างที่คาดไว้จริง ๆ
ในจดหมายนั้นอาจารย์ฉู่ระบุว่าด้วยระดับการแพทย์ในประเทศตอนนี้ การผ่าตัดแก้ไขความผิดรูปของกระดูกสันหลังยังทำได้ยาก
ท่านเคยหยิบยกเรื่องนี้ไปพูดคุยในที่ประชุมกับผู้เชี่ยวชาญหลายคน และเห็นตรงกันว่านี่คือหัวข้อที่ควรได้รับการวิจัยอย่างจริงจัง
ท่านขอให้สวี่ซื่อเยี่ยนอย่าเพิ่งรีบร้อนและให้รออีกสักหน่อย
หลังอ่านจบ สวี่ซื่อเยี่ยนก็ได้แต่ถอนหายใจ เพราะช่วงนั้นแวดวงการแพทย์ในประเทศเพิ่งฟื้นตัวจากช่วงตกต่ำ มันไม่ใช่เรื่องที่จะฟื้นได้ในเร็ววัน
คงต้องรอต่อไปอีกหน่อย
ส่วนจดหมายของฉีหยุนเซิงไม่มีเรื่องสำคัญอะไร เป็นแค่พูดคุยเรื่องทั่วไป สอบถามสารทุกข์สุกดิบของคนบ้านเดียวกัน
“แม่ครับ อาจารย์ฉู่ตอบจดหมายมาแล้ว บอกว่ายังไม่มีวิธีรักษาน้องตอนนี้ ให้รอไปก่อน
ท่านบอกว่าเรื่องนี้จะเป็นหัวข้อวิจัย ท่านจะรวมนักศึกษาและโรงพยาบาลบางแห่งมาทำการศึกษา
ถ้ามีข่าวดี ท่านจะเขียนมาบอกเรา”
โจวกุ้ยหลานฟังแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ “เฮ้อ แล้วจะทำยังไงได้ล่ะ? ก็ต้องรออย่างเดียว”
เธอก็ทุกข์ใจเหมือนกัน น้องสาวก็ยี่สิบแล้ว แต่เพราะโรคนี้เลยยังไม่มีใครมาสู่ขอ
แม้จะมีคนมาสู่ขอบ้าง แต่เงื่อนไขส่วนมากก็ไม่ค่อยดี
หลายคนมองว่าสวี่ซื่อฉินมีงาน มีฝีมือ แต่หลังค่อม แล้วอายุก็ไม่น้อยแล้ว
เลยคิดว่าครอบครัวคงร้อนใจ คนไม่มีอะไรเลยก็กล้ามาสู่ขอ ทั้งที่บ้านจนมาก
“แม่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ บางทีอาจจะมีทางรักษาในเร็ว ๆ นี้ก็ได้”
สวี่ซื่อเยี่ยนเห็นแม่ถอนใจ ก็รีบปลอบใจนึกว่าเธอแค่ห่วงน้องสาว
แต่ซูอันอิงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ดึงแขนเสื้อเขาแล้วกระซิบเบา ๆ
“ซื่อเยี่ยน แม่ไม่ได้ห่วงแค่อาการน้องหรอก ที่แม่โกรธก็คือคนที่มาสู่ขอเมื่อสองวันก่อน”
“มีคนมาสู่ขออีกแล้ว เป็นหนุ่มจากซงเจียงเหอ อยู่ทีมผักเหมือนกัน แต่เป็นอัมพาตขาเสียข้างหนึ่งจากผลของโปลิโอ...”
“แม่เราไม่ยอมตกลง พอแม่สื่อกลับก็ยังไม่พอใจ พูดจาไม่ค่อยเข้าหูอีก” พอพูดถึงเรื่องนี้ ซูอันอิงก็ยังโมโหอยู่เหมือนกัน
หนุ่มที่แม่สื่อแนะนำมา บ้านก็ธรรมดา แถมยังขาพิการข้างหนึ่ง โจวกุ้ยหลานพอได้ยินก็ปฏิเสธทันที
“ลูกสาวบ้านฉัน ต่อให้ไม่ดีแค่ไหน ก็ไม่มีทางให้แต่งกับคนขาพิการหรอก!”
ผลก็คือ แม่สื่อก็ไม่พอใจ พูดจาเหน็บแนมว่า “ถ้าไม่ใช่เพราะว่าสวี่ซื่อฉินมีงานทำ อยากแต่งเข้ามาอยู่ในตัวเมือง คนเขาก็ไม่เอาหรอก”
แถมยังว่าอีกว่า “สวี่ซื่อฉินก็หลังค่อมนะ จะไปแต่งกับคนขาพิการมันจะเป็นไร? สองคนนี้อยู่ด้วยกันก็ดีแล้ว”
ทำเอาโจวกุ้ยหลานโกรธจนแทบระเบิด ตอนนั้นก็สวนกลับไปเลยว่า “ลูกสาวฉันถ้าไม่มีใครเอา ฉันยังยอมให้ตายซะยังดีกว่าไปแต่งกับคนพิการ!”
แม่สื่อเลยงอน งุบงิบๆ แล้วเดินออกไป โจวกุ้ยหลานเองก็โมโหจนหลายวันมานี้หน้าไม่เคยมีรอยยิ้ม
ที่จริง ปีนี้ก็มีคนมาขอสู่ขอสวี่ซื่อฉินเยอะอยู่นะ
ก็แหงล่ะ บ้านสวี่สมัยนี้ฐานะก็ดี ใครๆ ก็เห็นกันอยู่ อยากผูกสัมพันธ์กับบ้านนี้ก็มีเยอะ
แต่ปัญหาก็คือ คนพวกนั้นมาขอ เพราะอยากได้บ้านที่รวย อยากได้คนมีงานทำ อยากได้ทะเบียนบ้านเมือง
พูดจาอ้อมๆ ก็ยังอดแขวะเรื่องสวี่ซื่อฉินหลังค่อมไม่ได้
โจวกุ้ยหลานรักลูกสาวมาก เธอมักจะพูดว่า “ไม่จำเป็นต้องเป็นคนในเมืองก็ได้ ไม่ต้องมีงานทำก็ได้ ขอแค่ขยัน จริงใจ แล้วก็รักลูกฉันจริงก็พอแล้ว”
แต่พวกที่มาขอ ส่วนมากกลับเอาโรคของสวี่ซื่อฉินมาเป็นจุดต่อรอง เหมือนกับว่าถ้าพวกเขายอมแต่งงานด้วย บ้านสวี่ควรจะดีใจจนตัวลอย นี่มันอะไรกัน?
โจวกุ้ยหลานเลยพูดแรงเลยว่า “ลูกสาวฉัน ต่อให้อยู่เป็นโสดทั้งชีวิต ก็ไม่แต่งกับคนพรรค์นั้นเด็ดขาด!”
“แม่ ไม่ต้องรีบหรอก อย่าไปเครียดเลย น้องยังแค่ยี่สิบเอง แต่งงานเร็วไปก็ไม่ดีนะ”
สวี่ซื่อเยี่ยนได้ยินภรรยาเล่าเรื่องนี้ ก็รีบปลอบแม่
“น้องสาวเราน่ะ ด้อยตรงไหน? หน้าตาก็ดี มีงานทำ มีฝีมือ ทะเบียนบ้านก็อยู่เมือง แบบนี้หาคนดีๆ ได้แน่นอน
แค่ปัญหานิดหน่อยเดี๋ยวก็รักษาได้ ปีเดียวไม่หาย ก็สองปี เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นแหละ”
ตอนนี้วงการแพทย์ยังพัฒนาไปเรื่อยๆ อีกไม่นานฝีมือหมอในประเทศเราก็ต้องก้าวหน้า
น้องสาวเขาเพิ่งยี่สิบ ต่อให้รออีกห้าปีก็แค่ยี่สิบห้าเอง ถ้ารักษาหายเมื่อไหร่ แต่งงานเมื่อไหร่ก็ไม่สายหรอก
เรื่องแต่งงานนี่จะรีบไปทำไม?
สวี่ซื่อฉินหาเลี้ยงตัวเองได้ จะรีบแต่งไปหาเหนื่อยทำไม?
สมัยหลัง ผู้หญิงแต่งงานกันยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดยังถือว่าเร็วอยู่เลย บางคนก็แต่งสามสิบกว่าๆ ก็มีถมไป
คนอื่นจะยังไงก็ช่าง แต่ในฐานะพี่ชาย สวี่ซื่อเยี่ยนคิดว่า ไม่มีใครดีพอสำหรับน้องสาวเขาหรอก
ไม่แต่งงานก็ไม่เห็นเป็นไร บางทีชีวิตอาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ
ส่วนคนที่เธอแต่งด้วยในชาติก่อนนั้น…ลืมไปเหอะ ไม่เห็นจะน่าประทับใจ
ก็แค่คนซื่อๆ บ้าพลัง วันๆ ก็เอาแต่ทำงานหนัก ชีวิตทั้งบ้านต้องพึ่งสวี่ซื่อฉินหมด
แน่นอนว่าฝ่ายเขาเองก็ไม่ชอบสวี่ซื่อเยี่ยนเหมือนกัน
พี่เขยกับพี่ภรรยาน่ะ ตั้งแต่โบราณก็ไม่เคยถูกกันอยู่แล้ว จะทำไงได้ล่ะ?







