พื้นที่ปลูกโสมสี่พันจั้ง มีหนุ่มๆ กว่าร้อยคนขึ้นเขาไปทำงาน ใช้เวลาวุ่นวายกันอยู่เจ็ดแปดวัน ในที่สุดก็ปลูกเสร็จกันหมด
หลังจากนั้นก็เป็นขั้นตอนการหว่านเมล็ดโสม ซึ่งส่วนนี้สวี่ซื่อเยี่ยนไม่ได้เข้าไปยุ่งเพราะเขาต้องรีบกลับบ้าน ภรรยาของเขาใกล้คลอดเต็มที
ตอนตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาล คุณหมอบอกไว้ว่าน่าจะคลอดช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน
ในชาติก่อน ลูกสาวคนโตของสวี่ซื่อเยี่ยนคลอดวันที่ 8 พฤศจิกายน
แต่พอได้มาเกิดใหม่ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเยอะ เขาเองก็ไม่กล้ารับรองว่าลูกจะคลอดก่อนหรือหลังวันนั้น
ดังนั้นเขาจึงพูดกับพ่อของเขาสวี่เฉิงโฮ่วว่าตนจะกลับบ้านไปอยู่เป็นเพื่อนภรรยา
ปีนี้เขายุ่งมาก แทบไม่มีเวลาได้อยู่กับภรรยาเลย พอมาถึงช่วงใกล้คลอดแบบนี้ จะไม่กลับไปดูแลไม่ได้
เช้าวันที่ 3 พฤศจิกายน สวี่ซื่อเยี่ยนขี่จักรยานลงจากเขา พกของติดตัวมาด้วยไม่น้อย แล้วกลับถึงบ้าน
“ภรรยา! ผมกลับมาแล้ว” พอเดินเข้าประตูบ้าน เขาก็ร้องเรียกเสียงดัง
แต่ซูอันอิงไม่ได้ออกมา ทว่าสวี่ไห่หยวน ลูกชายคนโตกลับวิ่งออกมาจากในบ้าน
“ป๊ะป๊า อุ้มหน่อย~”
หนูน้อยสวี่ไห่หยวนอายุขวบครึ่งแล้ว ตอนนี้สามารถพูดเรียกพ่อ แม่ ปู่ ย่า คุณป้า ได้ชัดเจน แถมยังพูดคำง่ายๆ ได้ด้วย
แม้ว่าปีนี้พ่อจะไม่ค่อยได้อยู่บ้าน แต่เขาก็กลับมาหาลูกบ่อยๆ ทุกครั้งก็จะมีขนมหรือของเล่นติดมือมาด้วย
เพราะงั้นความผูกพันระหว่างพ่อกับลูกก็ยังแน่นแฟ้น สวี่ไห่หยวนยังคงเอาแต่พูดถึงป๊ะป๋าตลอดเวลา
สวี่ซื่อเยี่ยนจอดจักรยานไว้ตรงรั้ว แล้วก้มลงอุ้มลูกชายขึ้นมา หอมแก้มนุ่มๆ ของลูกฟอดใหญ่
“ลูกพ่อ คิดถึงป๊ะป๋ามั้ย?”
“อืม คิดถึง” สวี่ไห่หยวนพยักหน้าแรงๆ
เจ้าหนูฉลาดมาก ไม่รอให้พ่อถามต่อ ก็ชี้นิ้วไปที่อกของตัวเองแล้วบอกว่า “ตรงนี้... คิดถึง”
ท่าทางของลูกชายเล่นเอาหัวใจของสวี่ซื่อเยี่ยนแทบละลาย
เขายกสวี่ไห่หยวนขึ้นขี่บนคอ แล้วแบกวิ่งเล่นไปรอบๆ สนามในบ้าน
โจวกุ้ยหลาน แม่ของเขาเดินตามหลานชายออกมา พอเห็นพ่อกับลูกเล่นกันเสียงดังในลานบ้าน ก็อดยิ้มไม่ได้
“โถ โตป่านนี้แล้วยังเล่นเหมือนเด็กอยู่เลย” โจวกุ้ยหลานพูดพลางส่ายหัวยิ้ม
“บนเขาเป็นยังไงบ้าง? งานเสร็จหมดแล้วเหรอ? แล้วพ่อแกอยู่บนนั้นสบายดีไหม?”
เธอก็เป็นห่วงสามีเหมือนกัน ตลอดช่วงฤดูใบไม้ร่วง สวี่ซื่อเยี่ยนมัวแต่ยุ่งงาน พ่อเขาเลยไม่ได้ลงมาบ้านเลย
ถึงตอนอยู่ด้วยกันจะชอบทะเลาะกัน แต่พอต้องห่างกันนานๆ ใจมันก็อดคิดถึงไม่ได้
“ปลูกเสร็จหมดแล้ว เหลือแต่หว่านเมล็ด ผมไม่อยากอยู่ต่อแล้ว คิดถึงภรรยา กลัวว่าเธอจะคลอดเร็วก็เลยรีบกลับมา
พ่อผมก็โอเคอยู่ครับ ตอนนี้ทำอาหารเองเป็นแล้ว อาหารง่ายๆ ทำได้หมด
ผมจะอยู่ช่วยภรรยาเลี้ยงลูกซักพัก พอคลอดเสร็จดีแล้ว จะกลับขึ้นไปเปลี่ยนกับพ่อ”
สวี่ซื่อเยี่ยนพูดพลางแบกลูกชายเดินมาหาแม่
“แม่ ภรรยาผมเป็นยังไงบ้าง? ยังไม่มีวี่แววเลยเหรอ?”
“ยังดีอยู่เลยล่ะ ภรรยาแกน่ะเข้มแข็งจะตาย ทั้งที่ท้องโตขนาดนั้น ยังทำงานบ้านไม่เว้นวันเลย
บ้านหลังใหม่ ตั้งแต่ข้างนอกยันข้างในก็เป็นเธอทั้งนั้นที่จัดการ ฉันเองก็เอาแต่ดูแลไห่หยวนลูกชายแกจนไม่มีเวลาทำอะไรเลย
สองสามวันก่อนพวกเราก็ย้ายเข้าไปอยู่บ้านใหม่แล้ว ตอนนี้อากาศหนาว ถ้าไม่ก่อไฟจะอยู่ไม่ไหวหรอก”
โจวกุ้ยหลานพูดพลางเดินมาพร้อมกับสวี่ซื่อเยี่ยน มาจนถึงหน้าบ้านห้าห้องทางฝั่งตะวันตก
พอดีตอนนั้นเอง ซูอันอิงก็เปิดประตูเดินออกมา
สวี่ซื่อเยี่ยนเห็นท้องกลมๆ ของภรรยา โป่งออกมาจนเหมือนมีหม้อคว่ำอยู่บนพุง
“ภรรยา ผมกลับมาแล้ว เป็นยังไงบ้าง? มีอาการอะไรผิดปกติมั้ย?”
“ไม่มีอะไรหรอก ทุกอย่างปกติดี เจ้าเด็กในท้องดิ้นอยู่ทั้งวัน แข็งแรงดี ไม่ต้องเป็นห่วง”
ซูอันอิงเห็นสามีกลับมาก็ดีใจมาก มือข้างหนึ่งลูบท้อง อีกข้างหนึ่งพยุงเอวไว้ แล้วยิ้มพูดคุยกับสวี่ซื่อเยี่ยน
สวี่ซื่อเยี่ยนเดินเข้ามา เอื้อมมือไปลูบท้องของภรรยา
ก็พอดีกับตอนนั้นเอง ลูกในท้องของซูอันอิงขยับตัวขึ้นมา
“หืม? ทำไมฉันรู้สึกว่าขยับไม่เหมือนตอนที่ท้องเจ้าลูกชายเลยแฮะ”
สวี่ซื่อเยี่ยนรู้สึกว่า ครั้งนี้ลูกในท้องของซูอันอิงเหมือนกำลังพลิกตัว ต่างจากตอนท้องสวีไห่หยวน ที่ตอนนั้นเจ้าตัวแสบข้างในเหมือนชกต่อยกันเลยทีเดียว ขนาดผ่านหน้าท้องยังรู้สึกได้ถึงแรงเตะต่อย
“ลูกสะใภ้แกครั้งนี้น่าจะได้ลูกสาวนะ
ลูกสาวจะขี้เกียจหน่อย ตอนอยู่ในท้องก็จะขยับไม่เหมือนกัน เหมือนว่ายน้ำเบา ๆ ส่วนลูกชายซนน่ะ ขยับทีคือทั้งเตะทั้งต่อยเลยล่ะ”
โจวกุ้ยหลานที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ยิ้มอธิบายให้ฟัง
โจวกุ้ยหลานอายุก็มากแล้ว คลอดลูกมาไม่รู้กี่คน ผ่านอะไรมาก็มากแน่นอน ความรู้เรื่องแบบนี้ก็ย่อมมีไม่น้อย
พอสวี่ซื่อเยี่ยนได้ยินว่าอาจจะได้ลูกสาว เขายิ่งดีใจใหญ่ ลูกสาวคนโตของบ้านกำลังจะมาแล้วจริง ๆ ใช่ไหมนี่?
“แม่ เข้าไปข้างในก่อนนะ อิงจื่อ เธอเดินช้า ๆ ล่ะ”
สวี่ซื่อเยี่ยนประคองแม่ พยุงภรรยา แล้วยังแบกลูกชายไว้อีกคน ทั้งสี่คนก็พากันเข้าบ้าน
บ้านหลังใหม่ถูกจัดแต่งอย่างดี พื้นปูนซีเมนต์เรียบเงา ผนังสีขาวสะอาดตา ดูเรียบร้อยและสะอาดมาก
ตรงขอบหน้าต่างมีดอกไม้หลายกระถางวางอยู่ มีทั้งกุหลาบประจำเดือน เบญจมาศเดือนเก้า กวักมรกต และโคมทอง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นของที่สวีซื่อฉินขนกลับมาจากซงเจียงเหอ
โดยเฉพาะกวักมรกต สวีซื่อฉินชอบมาก ขนกลับมาเป็นสิบต้น ทั้งหน้าต่างฝั่งตะวันออกและตะวันตกวางจนแน่น
ใบเขียวเข้มดูเหมือนเคลือบแว็กซ์ เป็นมันเงาน่ามองจริง ๆ
แม้ช่วงนี้จะไม่ใช่ฤดูออกดอกของกวักมรกต แต่เบญจมาศเดือนเก้าก็ยังมีดอกบานอยู่สองสามดอก สีเหลืองอ่อนดูอ่อนโยนน่ารัก สวยใช้ได้ทีเดียว
ห้องตะวันออกมีเตียงอิฐปูไว้ มุมเตียงมีขิมจีนวางอยู่ ส่วนกล่องเก็บของสองใบไม่ได้อยู่ห้องนี้ น่าจะย้ายไปไว้ห้องตะวันออกแทน
ติดผนังฝั่งตะวันออกมีชั้นวางของ วางทั้งวิทยุ กระติกน้ำชา ถ้วยชา และครีมทาผิว
บนผนังแขวนกระจกบานใหญ่ ข้าง ๆ กระจกมีกรอบรูปขนาดเล็กอีกสองสามกรอบ
ในกรอบมีทั้งรูปเก่าของครอบครัวสวี รูปถ่ายตอนสวี่ซื่อเยี่ยนกับซูอันอิงจดทะเบียนสมรส
นอกจากนี้ก็มีรูปของสวีไห่หยวนตอนอายุหกเดือนและหนึ่งขวบ รูปทั้งหมดเป็นขาวดำ เพราะสมัยนี้ยังไม่มีรูปสีใช้กัน
ใต้หน้าต่างฝั่งใต้ เดิมกะว่าจะวางโซฟา แต่ช่วงนี้ยังหาซื้อไม่ได้ คงต้องรออีกหลายปี
ไม่รู้ใครเป็นคนเสนอ ก็เลยเอาจักรเย็บผ้ามาวางไว้แทน ข้าง ๆ ยังมีโต๊ะอีกตัว เอาไว้ใช้ตัดผ้าและรีดผ้า เป็นโต๊ะทำงานของสวีซื่อฉิน
ก็ดีเหมือนกันนะ เพราะใต้หน้าต่างฝั่งใต้แสงดี ใช้ทำงานก็เหมาะดี
สวี่ซื่อเยี่ยนแบกลูกชาย เดินสำรวจทั้งห้องตะวันออกตะวันตก ดูแล้วไม่ติดขัดอะไร การจัดวางก็ดี พื้นที่ใช้สอยโอเค มีแต่เฟอร์นิเจอร์ยังน้อยไปหน่อย
ดูท่าแล้ว คงต้องหาใครมาสั่งทำเฟอร์นิเจอร์ใหม่ ไม่อย่างนั้นจะไม่เข้ากับบ้านใหม่ที่ตกแต่งไว้สวยขนาดนี้
“รอสักพัก ค่อยหาช่างไม้มาทำเฟอร์นิเจอร์ชุดหนึ่ง ได้ยินมาว่าตอนนี้เขาฮิตเฟอร์นิเจอร์แบบมีลวดลายเคลือบเงากัน เดี๋ยวเราก็จัดสักชุดเหมือนกัน”
ช่วงสองปีนี้ ในเมืองเริ่มนิยมเฟอร์นิเจอร์แบบ “สามสิบหกขา” กันมาก ซึ่งดูดีกว่าแบบเก่าเยอะ
สวี่ซื่อเยี่ยนคิดว่า เขาน่าจะหาคนมาช่วยออกแบบสักชุด ทำเป็นเฟอร์นิเจอร์แบบประกอบก็น่าจะไม่เลว
ยังไงก็ต้องอยู่บ้านหลังนี้อีกหลายปี จะลงทุนกับเฟอร์นิเจอร์หน่อยก็คุ้ม ทำให้ดูใหม่ ๆ ทันสมัยนิดนึงก็พอ ไม่ต้องล้ำเกินไป
เพราะรสนิยมของคนมันเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ถ้าทำอะไรล้ำยุคเกินไป คนอื่นอาจจะยังมองว่าไม่สวยก็ได้
“ว่าแต่ แม่ครับ ผมว่าจะให้พี่ชายขึ้นเขาไปช่วยเฝ้าไร่สักพัก แม่ว่าไง?”







