"ท่วงท่าและบุคลิกของคนเหล่านี้ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นผู้มีเหตุผล" สวี่อิงเห็นคนเหล่านี้แล้วก็อดรู้สึกใกล้ชิดสนิทใจขึ้นมาไม่ได้
จ๋ายอู่เซียนกล่าวว่า "สวี่อิงแม้อายุยังน้อย แต่กลับล่วงรู้ถึงขอบเขตขั้นต่อไปของวิชาวิถีบู๊ แม้กระทั่งขอบเขตขั้นที่บู๊เทียนจุนกำลังจะทะลวงผ่าน เขาก็ยังรู้"
พอคำพูดนี้หลุดออกไป สายตาอันร้อนแรงของทุกคนก็จดจ้องไปที่สวี่อิงเป็นตาเดียว
สวี่อิงพลันรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่ถาโถมเข้ามา พลังจิตของยอดฝีมือวิถีบู๊เหล่านี้ที่กระทำต่อร่างของเขา ทำให้เขารู้สึกแทบหายใจไม่ออก!
"เจ้ารู้เรื่องขอบเขตวิชาวิถีบู๊จริงๆ หรือ?"
หยวนซือเต้าตื่นเต้นจนดวงตาพยัคฆ์เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา เขากล่าวเสียงสั่นว่า "ขอบเขตวิถีบู๊ไม่ใช่ขั้นก่อกำเนิดระดับพัน ระดับหมื่น หรือแม้กระทั่งระดับล้านจริงๆ งั้นหรือ?"
หญิงสาวผู้มีท่วงท่าองอาจห้าวหาญผู้นั้นก็เต็มไปด้วยความคาดหวัง เอ่ยถามว่า "ขอบเขตสูงสุดของวิชาวิถีบู๊ คือขอบเขตที่บู๊เทียนจุนกำลังจะทะลวงผ่าน ขั้นก่อกำเนิดระดับหนึ่งล้าน ใช่หรือไม่?"
ยังมีชายชราอีกคนซักไซ้ต่อว่า "หลังจากบำเพ็ญเพียรจนถึงขอบเขตนั้นแล้ว เบื้องหน้ายังมีหนทางอีกหรือไม่?"
สวี่อิงมองพวกเขาแล้วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
คนเหล่านี้คือตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกไท่ชูตลอดนับพันร้อยปีที่ผ่านมา ทุกคนล้วนเป็นตำนานของโลกไท่ชู นอกจากจะเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกนี้แล้ว พวกเขายังเป็นผู้มีสติปัญญาเป็นเลิศที่สุดอีกด้วย
โลกอันแร้นแค้นนี้ไม่อาจบำเพ็ญเพียรได้ ทว่าพวกเขากลับใช้วิถีบู๊เบิกเส้นทางอันเป็นเอกลักษณ์ขึ้นมา
แต่ทว่า ปรมาจารย์วิถีบู๊เหล่านี้ จะรับได้จริงๆ หรือว่าเหนือกว่าพวกเขายังมีขอบเขตขั้นอื่นอยู่อีก ซ้ำผู้ที่บำเพ็ญเพียรจนถึงขอบเขตเหล่านั้นยังมีมากมายดั่งฝูงปลาคาร์ปข้ามแม่น้ำ?
สวี่อิงตั้งสติแล้วกล่าวว่า "ทุกท่าน ขั้นก่อกำเนิดระดับหนึ่งถึงระดับพัน เรียกว่าขั้นรวบรวมปราณ ขั้นก่อกำเนิดระดับพันถึงระดับหมื่น เรียกว่าขั้นเคาะด่าน คือการเคาะด่านลี้ลับเหว่ยหลวี่ ขั้นก่อกำเนิดระดับหมื่นถึงระดับแสน เรียกว่าขั้นหลอมรวม ฝึกฝนจนเกิดแก่นทองคำวิถีบู๊ ขั้นก่อกำเนิดระดับแสนถึงระดับล้าน เรียกว่าขั้นเคาะด่านที่สอง เคาะด่านลี้ลับเจี๋ยจี่ เมื่อผ่านขั้นก่อกำเนิดระดับล้านไปแล้ว ก็คือขั้นหอคอย บำเพ็ญจนก่อเกิดหยวนเสินวิถีบู๊"
เขาค่อยๆ อธิบายอย่างละเอียด บอกเล่าถึงขั้นสระเหยาฉือ ขั้นสะพานเทพ และขั้นเคาะด่านที่สามไปรอบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า "ขั้นเคาะด่านที่สาม คือการเปิดด่านสวรรค์อวี้เจิ่น เมื่อมาถึงขั้นนี้ ก็คือขั้นทะยานขึ้น หากสามารถผ่านทัณฑ์สวรรค์ไปได้ ก็จะสามารถทะยานขึ้นเป็นเซียน กลายเป็นเซียนผู้ใช้วิถีบู๊เข้าสู่วิถีเต๋า!"
ทุกคนฟังจนอ้าปากค้างตาค้าง แต่ละคนมีสีหน้าเหม่อลอยราวกับคนเสียสติ
สวี่อิงเห็นดังนั้นก็ลอบถอนหายใจในใจ
อัจฉริยะหาตัวจับยากอย่างพวกเขาย่อมทระนงตนสูงส่ง พากเพียรแสวงหาแก่นแท้ของวิถีบู๊อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อค้นหาขอบเขตสูงสุดของวิถีบู๊
ทว่าเมื่อได้รับรู้ว่าสติปัญญาที่ตนทุ่มเทมาทั้งชีวิต เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นของขอบเขตการบำเพ็ญเพียรเท่านั้น ความเจ็บปวดจากเรื่องนี้ย่อมจินตนาการได้ไม่ยาก
หยวนซือเต้าพึมพำว่า "ที่แท้ขอบเขตก็เรียบง่ายถึงเพียงนี้ ที่แท้ขอบเขตก็ไม่จำเป็นต้องไปถึงระดับหลายล้าน มารดามันเถอะ ทุกครั้งที่ข้านึกว่าตัวเองอยู่ขอบเขตไหน ข้าต้องมานั่งนับใหม่ตั้งแต่ต้น บางครั้งทะลวงผ่านมากไป ก็ลืมไปแล้วว่าตัวเองอยู่ขั้นก่อกำเนิดระดับที่แสนเท่าไหร่แล้ว"
ทุกคนในแดนวิถีบู๊ต่างรู้สึกเห็นด้วยอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะยอดฝีมืออย่างพวกเขาที่บำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นเคาะด่านที่สอง ขั้นก่อกำเนิดระดับหลายแสน ต้องมานั่งนับปราณแท้ก่อกำเนิดไปทีละชั้นๆ
ยอดฝีมือวิถีบู๊ขั้นเคาะด่านยังพอทน หากบำเพ็ญจนถึงขั้นหอคอย ก็ต้องนับกันเป็นล้านๆ แล้ว หากทะลวงผ่านขั้นสระเหยาฉือ ขั้นสะพานเทพไปอีก เกรงว่าคงไม่มียอดฝีมือวิถีบู๊คนไหนนับถูกว่าตัวเองบำเพ็ญถึงขั้นก่อกำเนิดระดับที่เท่าไหร่!
"ที่แท้ ข้าก็เพิ่งจะบำเพ็ญเพียรมาถึงแค่ระดับกลางเท่านั้นเอง"
เสียงแหบพร่าชราภาพดังมาจากใจกลางแดนวิถีบู๊ สวี่อิงมองตามเสียงไป ก็เห็นแสงสีทองพวยพุ่งขึ้นสู่สรวงสวรรค์ หอคอยทองคำสิบสองชั้นตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างฟ้าดิน กว้างใหญ่ เคร่งขรึม และสะกดข่มทุกสรรพสิ่ง!
"ขั้นหอคอย หอคอยสิบสองชั้น!"
สวี่อิงใจสั่นสะท้าน บู๊เทียนจุนเผยให้เห็นหอคอยสิบสองชั้น นั่นแสดงว่าเขาได้บำเพ็ญจนบรรลุหยวนเสินวิถีบู๊แล้ว!
นี่คือความสำเร็จที่ไม่มีใครเทียบได้!
บู๊เทียนจุนเกรงว่าจะเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ไม่บำเพ็ญปราณ ไม่บำเพ็ญนัว อาศัยเพียงวิถีบู๊ ก็สามารถบำเพ็ญจนถึงขั้นหอคอยและฝึกฝนหยวนเสินได้สำเร็จ!
"บู๊เทียนจุนออกจากด่านแล้ว!"
ทุกคนทั้งตกตะลึงและดีใจ รีบมุ่งหน้าไปยังหอคอยสิบสองชั้น จ๋ายอู่เซียนหันมากล่าวกับสวี่อิงว่า "ตามข้ามา!"
สวี่อิงตามเขาไปจนถึงใต้หอคอยสิบสองชั้น เห็นเพียงชายชราผมขาวนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้าหอคอยสิบสองชั้น และรอบกายเขาก็ปรากฏเงาร่างชายชราผมขาวทีละร่าง กำลังร่ายรำเพลงหมัด เพลงกระบี่ เพลงดาบสารพัดรูปแบบ รุกรับอย่างมีชั้นเชิง!
นั่นไม่ใช่ร่างต้นของบู๊เทียนจุน ทว่าคือพลังจิตของเขา
พลังจิตวิถีบู๊ของเขาควบแน่นถึงขีดสุด กระทั่งส่งผลกระทบต่อความเป็นจริง ยามที่เขาครุ่นคิด ก็จะปรากฏเคล็ดวิชาวิถีบู๊รูปแบบต่างๆ ออกมา!
เมื่อพวกสวี่อิงมาถึง เงาร่างรอบกายบู๊เทียนจุนก็พากันเดินกลับเข้าไปในร่างของเขาแล้วหายลับไป
"ความคิดของเขา บรรลุถึงขั้นไท่อีแล้ว"
สวี่อิงนับถืออยู่ในใจ "เขาไม่ได้บำเพ็ญวิชาชักนำไท่อี อาศัยเพียงการคลำหาทางด้วยตัวเอง กลับสามารถหลอมรวมจิตใจของตนจนถึงขั้นนี้ได้ ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ ต่อให้ข้ามีวิชาชักนำไท่อี ก็ยังเพิ่งทำได้ถึงขั้นไท่อีตอนอายุเก้าขวบเลย"
บู๊เทียนจุนลืมตาขึ้น คิ้วขาวปลิวไสว สายตาจ้องมองตรงมาที่สวี่อิง ดวงตาคู่นั้นราวกับสามารถมองทะลุปรุโปร่งได้ทุกสรรพสิ่ง
"เจ้าไม่ใช่คนของโลกพวกเรา"
เขามองปราดเดียวก็เห็นถึงความแตกต่างของสวี่อิง เอ่ยว่า "ในกายเจ้าผนึกพลังอันแข็งแกร่งยิ่งยวดเอาไว้ มันแตกต่างจากปราณแท้วิถีแห่งการต่อสู้ โลกของพวกเราไม่มีพลังงานชนิดนี้"
สวี่อิงกล่าวว่า "ดวงตาธรรมของบู๊เทียนจุนช่างไร้เทียมทาน พลังในกายข้า ในโลกอื่นเรียกว่าพลังหยวน เมื่อกระจายอยู่ระหว่างฟ้าดิน ก็เรียกว่าพลังหยวนฟ้าดิน หากแปดเปื้อนพลังแห่งมรรค ก็เรียกว่าพลังวิญญาณฟ้าดิน ผู้บำเพ็ญเพียรจะรวบรวมพลังหยวนและพลังวิญญาณระหว่างฟ้าดิน ดูดซับเข้าสู่ร่างกาย ผู้บำเพ็ญเช่นนี้ เรียกว่าผู้บำเพ็ญปราณ"
บู๊เทียนจุนกระจ่างแจ้งแก่ใจ สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ร่างของเขา กล่าวว่า "แต่พลังในตัวเจ้า ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ พลังอีกชนิดหนึ่งคืออะไร?"
สวี่อิงตอบว่า "พลังขุมนั้นคือโอสถเซียนจากโลกหน้า ผู้บำเพ็ญเพียรลอบเก็บโอสถเซียนจากโลกหน้า ขโมยโอสถเซียนเพื่อความมีอายุยืนยาว อาศัยพลังแห่งโอสถเซียน ทำให้ตนเองได้รับความมีชีวิตชีวาของกายเนื้อ พละกำลัง สัมผัสเทวะ และพลังหยวน สกัดหลอมวิญญาณ รู้แจ้งหยินหยาง ผู้บำเพ็ญเช่นนี้ เรียกว่านัวซือ"
บู๊เทียนจุน จ๋ายอู่เซียน หยวนซือเต้า และคนอื่นๆ ฟังจนเคลิบเคลิ้ม หยวนซือเต้าเอ่ยถามว่า "เช่นนั้น วิถีบู๊ของพวกเราคืออะไร? ผู้บำเพ็ญปราณหรือนัวซือ?"
สวี่อิงปวดหัวไม่น้อย ตอบว่า "วิถีบู๊ไม่รวบรวมพลังหยวนฟ้าดิน ไม่ขโมยโอสถเซียน อาศัยเพียงจิตวิญญาณที่กล้าหาญมุ่งไปข้างหน้า เสริมสร้างกายเนื้อ สกัดหลอมเลือดลม ท้ายที่สุดก็สามารถบรรลุความสำเร็จได้ทัดเทียมกับนัวซือและผู้บำเพ็ญปราณ ข้าคิดว่ามันควรถูกจัดแยกออกมาต่างหาก เคียงคู่ไปกับนัวซือและผู้บำเพ็ญปราณ"
ทุกคนเผยสีหน้ายินดี
สีหน้าของบู๊เทียนจุนเคร่งขรึมลง เขากล่าวว่า "พวกเจ้าฝึกปราณมาแสนระดับ เพิ่งจะถึงแค่ขั้นหลอมรวม เบื้องหลังยังมีขั้นเคาะด่านที่สอง และด่านทั้งสามคือ หอคอย สระเหยาฉือ สะพานเทวะ หลังจากนั้นจึงจะถึงขั้นทะยานขึ้น ข้าทุ่มเทแรงกายแรงใจมาทั้งชีวิต เพิ่งจะยกระดับวิถีบู๊มาถึงขั้นหอคอย อายุขัยก็เดินมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว หากพวกเจ้ามัวแต่หลงระเริงอยู่เพียงเท่านี้ เกรงว่าชาตินี้คงหมดหวังที่จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตขั้นต่อไป ไม่ต้องพูดถึงการทะยานขึ้นเป็นเซียนเลย!"
พวกหยวนซือเต้าเผยสีหน้าละอายใจ ทว่าจ๋ายอู่เซียนกลับเป็นกังวลเล็กน้อย เอ่ยถามว่า "บู๊เทียนจุน อายุขัยของท่าน?"
บู๊เทียนจุนทอดถอนใจ กล่าวว่า "พรสวรรค์และสติปัญญาของข้าหาได้เป็นเลิศ เพียงอาศัยความมุมานะบากบั่นจนเดินมาถึงวันนี้ได้ ในอดีตผู้ที่มีพรสวรรค์และสติปัญญาดีกว่าข้ามีนับไม่ถ้วน มีเพียงข้าที่ยึดมั่นในวิถีบู๊ ตั้งใจบำเพ็ญเพียรอย่างไม่ลดละ บำเพ็ญตบะอย่างยากลำบาก จนท้ายที่สุดก็ทะลวงผ่านขั้นก่อกำเนิดเก้าขอบเขตได้ แต่ยามที่ข้าบำเพ็ญถึงขั้นหลอมรวม ข้าก็รู้สึกได้ว่าอายุขัยของตนหมดสิ้นลงแล้ว พอทะลวงถึงขั้นเคาะด่านที่สอง ก็รู้สึกว่าอายุขัยเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน จึงสามารถทะลวงผ่านต่อไปได้"
สวี่อิงกล่าวว่า "ขั้นเคาะด่านที่สองคือการเคาะด่านลี้ลับเจี๋ยจี่ เมื่อด่านนี้ถูกทะลวงเปิด ก็จะสามารถเติมน้ำมันต่ออายุขัยได้"
บู๊เทียนจุนได้ยินดังนั้นก็เอ่ยชม "ชีวิตคนเราก็เปรียบดั่งตะเกียงน้ำมัน เมื่อน้ำมันตะเกียงหมดสิ้น ตะเกียงก็จะดับลง การเติมน้ำมันลงในตะเกียง จะช่วยให้เปลวไฟลุกโชนได้นานขึ้น ขั้นเคาะด่านที่สองคือการเติมน้ำมันต่ออายุขัย ทำให้ข้าสามารถทะลวงผ่านหอคอย ฝึกฝนจนบรรลุหยวนเสินได้ แต่ขั้นหอคอยกลับไม่ได้ช่วยเพิ่มอายุขัย อายุขัยของข้ามาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น"
จ๋ายอู่เซียน หยวนซือเต้า และคนอื่นๆ ล้วนโศกเศร้าเสียใจอย่างยิ่ง
บู๊เทียนจุนหัวเราะ "แต่การที่ข้าสามารถกลายเป็นคนที่สองในแดนวิถีบู๊ ที่ทะลวงถึงขอบเขตหอคอยได้ ชาตินี้ก็ไม่เสียชาติเกิดแล้ว"
เขาปลงตกรื่องความเป็นความตายได้แล้ว เอ่ยว่า "สหายตัวน้อยสวี่ บนด่านลี้ลับเหว่ยหลวี่ของเจ้ามีผนึกอยู่ ทำให้ไม่อาจเปิดด่านลี้ลับได้ ข้าบำเพ็ญจนบรรลุหยวนเสินแล้ว การช่วยเจ้าเปิดด่านลี้ลับย่อมเป็นเรื่องง่ายดาย"
สวี่อิงเตือนว่า "บู๊เทียนจุน สิ่งที่ผนึกด่านลี้ลับเหว่ยหลวี่ของข้าไว้ คืออักขระวิถีสวรรค์"
บู๊เทียนจุนกล่าวว่า "เปิดออกไม่ยากหรอก"
สวี่อิงกล่าว "อักขระวิถีสวรรค์ร้ายกาจมากนะ"
บู๊เทียนจุนพยักหน้า กล่าวว่า "เปิดออกไม่ยากหรอก"
สวี่อิงสูดลมหายใจเข้าลึก หรือว่ายอดฝีมือวิถีบู๊ที่เพิ่งจะบำเพ็ญจนบรรลุหยวนเสินหมาดๆ จะสามารถลบผนึกวิถีสวรรค์ได้?
เขาไม่ทันได้เห็นตอนที่จ๋ายอู่เซียนชกหัวรูปสลักหินเจตจำนงสวรรค์จนแหลกละเอียดด้วยหมัดเดียว หากได้เห็นฉากนั้น ก็คงไม่สงสัยแล้ว
สวี่อิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า "บู๊เทียนจุน ข้าอยากลองด้วยตัวเองดูก่อน เพื่อดูว่าข้าจะสามารถอาศัยพลังจิตวิถีบู๊ของตนเอง ทะลวงผนึกวิถีสวรรค์ได้หรือไม่! หากข้าทำไม่ได้ ถึงตอนนั้นค่อยรบกวนบู๊เทียนจุนลงมือก็ยังไม่สาย"
บู๊เทียนจุนกล่าวอย่างยินดีว่า "เจ้ามีความตั้งใจเช่นนี้ ข้าย่อมสนับสนุน แดนวิถีบู๊แห่งนี้ เต็มไปด้วยเคล็ดวิชาวิถีบู๊ที่ผู้อาวุโสรุ่นก่อนทิ้งไว้ เจ้าสามารถบำเพ็ญเพียรได้อย่างเต็มที่ ส่วนภายนอกแดนวิถีบู๊ ก็คือสนามรบโบราณ หากเจ้าอยากทดสอบวิชาที่เรียนรู้มา ก็จงไปที่นั่น"
เขายิ้มบางๆ "หากเจ้าอยากทดสอบกับพวกเรา พวกเราก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง"
สวี่อิงเงยหน้ามองเขา บู๊เทียนจุนเผยรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร
สวี่อิงหันไปมองพวกหยวนซือเต้า ทุกคนล้วนมีสีหน้าเป็นมิตร และดูคาดหวังเป็นอย่างมาก
สวี่อิงกล่าวว่า "ข้าขอเรียนรู้วิชาขั้นสุดยอดในแดนวิถีบู๊นี้ก่อนก็แล้วกัน"
ทุกคนต่างรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย จึงแยกย้ายกันไปจัดการธุระของตน
สวี่อิงเดินมาหยุดอยู่หน้าศิลาจารึกแห่งหนึ่ง บนศิลาจารึกนั้นสลักกระบวนท่าวรยุทธ์วิถีบู๊อีกแขนงหนึ่ง ซึ่งลึกล้ำมหัศจรรย์ยิ่งนัก มีชื่อว่า วิชาอิสระขั้นสูงสุด
วิชานี้เลื่องชื่อด้านวิชาตัวเบา เจ้าของศิลาจารึกกล่าวไว้เองว่า หากบำเพ็ญวิชานี้ จะสามารถเร่งความเร็วได้ถึงขีดสุด จากเคลื่อนไหวสู่หยุดนิ่ง จากหยุดนิ่งสู่เคลื่อนไหว ล้วนเป็นอิสระดังใจปรารถนา
สวี่อิงจึงนั่งทำความเข้าใจอยู่ใต้ศิลาจารึก ไม่นานนัก เขาก็ขยับกายกะทันหัน วินาทีต่อมาก็ไปปรากฏตัวอยู่ห่างออกไปหลายสิบลี้ และจู่ๆ ก็กลับมาอยู่ใต้ศิลาจารึกอีกครั้ง
เขาทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ เท้าเหยียบย่ำความว่างเปล่า ร่างกายชะงักเล็กน้อย ก่อนจะพุ่งทะยานแหวกอากาศไปราวกับรุ้งกินน้ำเส้นยาว ทิ้งไว้เพียงแสงรุ้งสายหนึ่งเบื้องหลัง!
"ฟิ้ว!"
สวี่อิงร่อนลงมาจากฟากฟ้า แสงรุ้งสายยาวเบื้องหลังก็พุ่งตามมาติดๆ และหลอมรวมเข้าสู่ร่างกายของเขา เขาอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ "จุดสิ้นสุดของวิถีบู๊ ก็คืออิทธิฤทธิ์"
วิชาอิสระขั้นสูงสุดของเขาเมื่อครู่นี้ นับเป็นอิทธิฤทธิ์เคลื่อนย้ายสลับตำแหน่งไปแล้ว เมื่อเทียบกับอิทธิฤทธิ์จำแลงกายเป็นรุ้งของผู้บำเพ็ญปราณ ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย ซ้ำยังรวดเร็วและดุดันกว่าด้วยซ้ำ!
"เพียงแต่วิชาอิสระขั้นสูงสุดนี้ ดูเหมือนจะด้อยกว่าแปดกระบวนท่าเทพสงครามอยู่บ้าง"
สวี่อิงเปรียบเทียบเคล็ดวิชาวิถีบู๊ทั้งสองแขนง วิชาอิสระขั้นสูงสุดสามารถระเบิดความเร็วที่ไม่มีใครเทียบเทียมได้ กระทั่งสามารถทิ้งเงาแสงเอาไว้ได้!
การทิ้งภาพลวงตานับไม่ถ้วนของตนเองเอาไว้ ทำให้คู่ต่อสู้ไม่มีทางรู้เลยว่าร่างไหนคือตัวจริง!
ทว่าเมื่อเทียบกับแปดกระบวนท่าเทพสงคราม วิชาอิสระขั้นสูงสุดกลับขาดจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ท้าทายฟ้าดินไป แม้ว่าหลังจากฝึกฝนวิชาอิสระขั้นสูงสุดจนสำเร็จแล้ว ด้วยวิชาตัวเบาอันลึกลับดุจภูตผีนั้น จะแทบไม่มีใครทำร้ายตนเองได้ แต่ก็ปราศจากจิตวิญญาณแห่งความกล้าหาญมุ่งทะยานไปข้างหน้า
การยกระดับตบะวิถีบู๊ อาจจะกลายเป็นเรื่องเชื่องช้าลง
สวี่อิงเดินไปยังเคล็ดวิชาแห่งต่อไป เคล็ดวิชานี้ถูกบันทึกไว้บนกระบี่หักเล่มหนึ่ง กระบี่เล่มนั้นถูกชำระล้างไปแล้ว ปราศจากปราณสังหารอันล้นฟ้า แต่ก็ยังคงความคมกริบอย่างเหลือร้าย
พอสวี่อิงเดินเข้าไปใกล้ ก็รู้สึกได้ถึงปราณกระบี่ที่ทิ่มแทงร่างกาย
เขายกแขนขึ้น ก็เห็นผิวหนังบนท่อนแขนยุบตัวลงเป็นหลุมเล็กๆ นั่นคือปราณกระบี่ที่แผ่ซ่านออกมาจากกระบี่หัก
สวี่อิงยืนอยู่หน้ากระบี่หัก ภายในกระบี่มีเงาร่างคนผู้หนึ่ง รูปร่างสูงโปร่ง ยืนถือกระบี่อยู่
"กระบี่วิถีบู๊?"
สวี่อิงประหลาดใจยิ่งนัก เขาเคยเรียนรู้กระบี่ของเซียนกระบี่มาแล้ว เริ่มแรกที่สัมผัสก็คือเพลงกระบี่ของหยวนเทียนกัง จากนั้นก็ศึกษาวิถีกระบี่ของหลี่เซียวเค่อ บังคับกระบี่เข้าโจมตี
แต่กระบี่วิถีบู๊ที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง เขาไม่เคยเรียนมาก่อน
ยอดฝีมือวิถีบู๊ผู้นี้ ได้ประทับพลังจิตของตนเองลงในกระบี่หักอันน่าสะพรึงกลัวเล่มนี้ กระบี่หักคือของวิเศษจากสนามรบโบราณ จินตนาการได้เลยว่าความสำเร็จด้านวิถีบู๊ของยอดฝีมือผู้นี้จะน่ากลัวเพียงใด!
ภายในกระบี่ ยอดฝีมือวิถีบู๊ผู้นั้นใช้วิถีบู๊ควบคุมกระบี่ ปราณกระบี่คมกริบไร้เทียมทาน สวี่อิงยืนอยู่นอกกระบี่หัก ยังคงต้องกระตุ้นวิชาอิสระขั้นสูงสุดเพื่อหลบหลีกไปมา เพื่อไม่ให้ถูกปราณกระบี่ทำร้าย!
ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือเจตจำนงกระบี่
ปราณกระบี่ของยอดฝีมือวิถีบู๊ผู้นั้นยังพอหลบหลีกได้ แต่เจตจำนงกระบี่ของเขากลับมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง เมื่ออยู่ท่ามกลางเจตจำนงกระบี่ สวี่อิงรู้สึกเพียงว่าเลือดลมในกายตนได้กลายเป็นกระบี่ของอีกฝ่ายไปแล้ว และอาจถูกอีกฝ่ายทำให้ร่างระเบิดตายได้ทุกเมื่อ!
เคล็ดวิชาวิถีบู๊แขนงนี้ มีชื่อว่า สิบสามกระบวนท่ากระบี่สวรรค์
ในสายตาของสวี่อิง มันมีกลิ่นอายของเจตจำนงกระบี่วิถีสวรรค์อยู่หลายส่วน
"เมื่อเทียบกับกระบี่เซียวเหยาของหลี่เซียวเค่อแล้ว เจตจำนงกระบี่ของคนผู้นี้บริสุทธิ์กว่ามาก ทว่ากระบวนท่าของกระบี่เซียวเหยากลับพลิกแพลงได้หลากหลายกว่า หลี่เซียวเค่อไม่ได้มีชื่อเสียงจอมปลอมจริงๆ"
สวี่อิงนึกถึงหลี่เซียวเค่อขึ้นมา ในใจคิดว่า "ไม่รู้ว่าแม่นางชิงปี้ตามหาหลี่เซียวเค่อพบหรือยัง และได้แก้แค้นครั้งใหญ่แล้วหรือไม่?"
เขาเรียนรู้สิบสามกระบวนท่ากระบี่สวรรค์จนสำเร็จ พอนำมาเปรียบเทียบกัน เขาก็ส่ายหน้า "เทียบกับแปดกระบวนท่าเทพสงครามแล้ว ยังคงด้อยกว่าขั้นหนึ่ง"
เขาเดินหน้าต่อไป จนถึงรอยประทับที่ยอดฝีมือวิถีบู๊ทิ้งไว้แห่งถัดไป
เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า โดยไม่รู้ตัว สวี่อิงก็มาอยู่ที่แดนวิถีบู๊แห่งนี้ได้สองเดือนแล้ว เขาทำความเข้าใจศิลาจารึกแห่งสุดท้าย บนศิลาจารึกนั้นคือเพลงหมัดวิถีบู๊แขนงหนึ่ง ซึ่งแข็งแกร่งและดุดัน
"แต่ก็ยังสู้แปดกระบวนท่าเทพสงครามไม่ได้อยู่ดี"
สวี่อิงเดินต่อไปยังแห่งถัดไป แต่ก็ต้องชะงักงัน เพราะเบื้องหน้าไม่มีวิชาขั้นสุดยอดที่ยอดฝีมือวิถีบู๊ทิ้งไว้อีกแล้ว เบื้องหน้ามีเพียงหลุมศพไร้ญาติเรียงรายอยู่
"ต่อให้เจ้ามีพรสวรรค์สะท้านโลก ต่อให้วิถีบู๊ของเจ้าเป็นเลิศไร้เทียมทาน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้ากาลเวลา ทุกสิ่งล้วนเป็นเพียงเถ้าธุลีดิน"
จ๋ายอู่เซียนเดินมาจากด้านหลังของเขา กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ผู้อาวุโสเหล่านี้ ล้วนจากโลกนี้ไปหมดแล้ว"
สวี่อิงเดินผ่านหน้าหลุมศพไร้ญาติไปเงียบๆ ตรวจดูป้ายหลุมศพทีละป้าย ผู้ที่อยู่ในหลุมศพล้วนเป็นยอดฝีมือไร้เทียมทานของโลกใบนี้ แต่ละคนล้วนมีอดีตอันรุ่งโรจน์ ทว่าบนป้ายหลุมศพกลับเขียนเพียงชื่อไว้อย่างเรียบง่าย ไม่มีคำบรรยายอื่นใด
สวี่อิงเดินไปจนสุดทางของหลุมศพไร้ญาติ แล้วเอ่ยถามว่า "ผู้อาวุโสท่านที่คิดค้นแปดกระบวนท่าเทพสงคราม หลุมศพของเขาคือหลุมไหนหรือ?"
"เขาไม่ได้ถูกฝังอยู่ที่นี่"
จ๋ายอู่เซียนทอดสายตามองไปแดนไกล กล่าวว่า "เขาคือคนแรกที่บำเพ็ญจนบรรลุหยวนเสิน ตำนานเล่าว่า เขาเดินออกไปจากที่นี่ และไม่ได้กลับมาอีกเลย"
สวี่อิงมองตามสายตาของเขาไป ที่แห่งนั้นมีปราณหยินยะเยือกจนขนลุกซู่ มองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
ยอดฝีมือวิถีบู๊อันดับหนึ่งผู้นั้น ได้เดินเข้าไปในแดนหยิน







