รูปปั้นหินสลักองค์หนึ่งร่วงหล่นจากฟากฟ้า ลงมาเบื้องหน้าฝูอี้
ฝูอี้มีสีหน้าอมทุกข์ รู้สึกเพียงว่าในสมองอัดแน่นไปด้วยข้อมูลอันสับสนวุ่นวายสารพัด ใจเขาเต้นระทึก ก้มหน้าลงไม่กล้ามองรูปปั้นหิน
การสบตากับเทพสวรรค์ถือเป็นการลบหลู่เบื้องสูง หากสัมผัสสายตาเทพสวรรค์ ยิ่งมีโอกาสที่จะทนรับแรงกระแทกจากข้อมูลแห่งวิถีสวรรค์ไม่ไหว จนจิตเต๋าปั่นป่วน
รูปปั้นหินไม่ใช่ร่างจริงของเจตจำนงสวรรค์ เป็นเพียงเจตจำนงและพลังส่วนหนึ่งของเจตจำนงสวรรค์ที่จุติลงมาในรูปปั้นหิน จึงไม่ได้แข็งแกร่งเท่าใดนัก
หากวัดกันที่ความแข็งแกร่งที่แท้จริง ฝูอี้ยังอยู่เหนือกว่ารูปปั้นหินเจตจำนงสวรรค์เสียด้วยซ้ำ
ทว่าแรงกดดันจากวิถีสวรรค์ที่มีต่อเขานั้นรุนแรงเกินไปจริงๆ ทำให้เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดต่อต้าน
(แถมชื่อเสียงของเทพสวรรค์องค์นี้ก็ไม่ค่อยดีนัก มักมีคนพูดว่าเจตจำนงสวรรค์เล่นตลก เจตจำนงสวรรค์ยากจะหยั่งถึง) ฝูอี้คิดในใจ
ศีรษะทรงสามเหลี่ยมของรูปปั้นหินขยับเบาๆ ส่งเสียงดังกรอบแกรบ มันเอียงคอพิจารณาเขา "เจ้าเพรียกหาข้า มีธุระอันใด"
ฝูอี้ค้อมกายเล่าเรื่องราวให้ฟังรอบหนึ่งแล้วกล่าว "ท่านเทพสวรรค์ สวี่อิงหลบหนีไปได้อีกครั้ง ขอท่านเทพสวรรค์โปรดตัดสินใจด้วยขอรับ"
รูปปั้นหินนั้นถูกแกะสลักอย่างหยาบกระด้าง ราวกับใบหน้าที่เด็กวาด ปากของมันขยับเปิดปิด หัวเราะกล่าวว่า "โลกไท่ชูไม่มีปราณฟ้าดินใดๆ ไม่สามารถให้กำเนิดยาวิเศษ ไม่สามารถดูดซับปราณเพื่อบำเพ็ญเพียร ตบะของเขาถูกวิถีสวรรค์ผนึกไว้ ขุมทรัพย์เร้นลับไม่สามารถเปิดออกได้ ทั้งภายนอกและภายใน เขาล้วนไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ ไม่ต้องตื่นตระหนกไป"
ทันใดนั้น บนท้องฟ้าก็มีแสงสว่างวาบขึ้น วงแหวนแสงวงหนึ่งร่วงหล่นจากฟากฟ้าลงมาล้อมรอบตัวมัน หมุนวนดังพึ่บพั่บ
นั่นคือภาพนับไม่ถ้วน บันทึกภาพเหตุการณ์ที่สวี่อิงถูกพวกเขาหลอกลวงให้รั้งอยู่ในจวนซ่างอ๋อง
รูปปั้นหินเขี่ยภาพเหล่านั้น ภาพก็ไหลเลื่อนไปข้างหน้าตามกาลเวลา
ทันใดนั้น รูปปั้นหินเจตจำนงสวรรค์ก็ยื่นมือชี้ ภาพหยุดนิ่งในวินาทีที่สวี่อิงออกจากด่านกักตัว และนกเพลิงสามขาก็บินมาถึงพอดี
คิ้วที่เหมือนไส้เดือนเหนือหน้าผากของรูปปั้นหินกระตุกวูบ มันเขี่ยภาพต่อไป เห็นเพียงนกเพลิงตัวนั้นบินโฉบพุ่งเข้าสู่หว่างคิ้วของสวี่อิงแล้วหายวับไป
มันจ้องมองรอยอสนีบาตบนหว่างคิ้วของสวี่อิง สีหน้าพลันเคร่งเครียดขึ้นมา กล่าวว่า "เจ้าหนูฝูอี้ เจ้าทำความดีความชอบแล้ว สวี่อิงมีปัญหาจริงๆ ด้วย รอยประทับอสนีบาตที่หว่างคิ้วของเขา น่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการคลายอักขระสะกดมารของเขา อักขระวิถีสวรรค์ที่ข้าใช้ผนึกเขา เกรงว่าคงไม่ปลอดภัยแล้ว"
ทันใดนั้น ที่หัวไหล่ของมันก็มีหนอนไหมสวรรค์ตัวอวบอ้วนขาวผ่องมุดออกมา รูปปั้นหินเจตจำนงสวรรค์ยกฝ่ามือขึ้น เอื้อมไปเด็ดบางสิ่งบนท้องฟ้า เห็นเพียงท้องฟ้าปริแตก เผยให้เห็นโลกแห่งวิถีสวรรค์อันสูงส่งและห่างไกล!
ในโลกใบนั้นมีต้นหม่อนโบราณต้นหนึ่ง ซึ่งมีดวงดาวโคจรล้อมรอบ
รูปปั้นหินเจตจำนงสวรรค์ยื่นมือไปเด็ดใบหม่อนมาใบหนึ่ง ป้อนให้หนอนไหมสวรรค์ตัวนั้น หนอนไหมสวรรค์ดีใจยิ่งนัก รีบกินใบหม่อนอย่างรวดเร็ว
หนอนไหมตัวนี้กินจนพุงกาง มันอ้าปากพ่นใย ทอเป็นภาพวาดกลางอากาศ ภาพนั้นก็คือตอนที่รอยอสนีบาตบนหว่างคิ้วของสวี่อิงปรากฏขึ้นมานั่นเอง
รอยอสนีบาตสายนั้นถูกวาดออกมาอย่างละเอียดลออยิ่ง โครงสร้างภายในที่ฝูอี้มองไม่เห็น ก็ถูกหนอนไหมสวรรค์ใช้เส้นใยวาดออกมาจนหมดสิ้น!
ฝูอี้พินิจมองอย่างละเอียด ก็เห็นรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น เห็นเพียงว่าในลวดลายอสนีบาตนั้นมีพายุเมฆาปั่นป่วน ขีดเขียนเป็นลวดลายอันน่าอัศจรรย์
เขาขยับเข้าไปดูใกล้ๆ มองดูอย่างละเอียดลออยิ่งขึ้น ทันใดนั้นก็เกิดลางสังหรณ์ รู้สึกเพียงว่าเคราะห์กรรมของตนกำลังปั่นป่วน ทัณฑ์สวรรค์กำลังจะปะทุ!
เขาตกใจสุดขีด เงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นพายุเมฆาบนท้องฟ้าแปรปรวนกะทันหัน เมฆดำทะมึนม้วนตัวเข้ามา อสนีบาตปะทุคำราม!
ทัณฑ์สวรรค์ของเขา ถึงกับถูกกระตุ้นเพียงเพราะมองลวดลายอสนีบาตนั้นมากไปหนึ่งตา!
รูปปั้นหินเจตจำนงสวรรค์โบกมือ ปัดเป่าเมฆทัณฑ์สวรรค์บนท้องฟ้าให้สลายไป ความรู้สึกกระวนกระวายใจราวกับมหาเคราะห์กรรมมาเยือนของฝูอี้ค่อยๆ เลือนหายไป เขาแอบปาดเหงื่อเย็นเยียบอย่างเงียบๆ
เขาถูกเลือกให้รับหน้าที่จับตาดูลวี่อิง ผลประโยชน์ที่เบื้องบนรับปากไว้ก็คือมอบยันต์หลบเคราะห์ให้เขาหนึ่งแผ่น เพื่อช่วยให้เขาหลบเลี่ยงทัณฑ์สวรรค์ได้ หลายพันปีมานี้ เขาไม่เคยถูกทัณฑ์สวรรค์รังควานเลย
คิดไม่ถึงว่าเมื่อครู่เพียงแค่พินิจดูลวดลายอสนีบาต เขากลับถูกชักนำทัณฑ์สวรรค์ แม้แต่ยันต์หลบเคราะห์ก็ยังไร้ผล!
คิ้วของรูปปั้นหินเจตจำนงสวรรค์ขมวดเข้าหากันอีกครั้ง มันม้วนภาพผืนผ้าไหมดังกล่าว ส่งใส่มือฝูอี้ กล่าวว่า "ในรอยอสนีบาตที่หว่างคิ้วของเขาซุกซ่อนความลับของการควบคุมทัณฑ์สวรรค์เอาไว้ เจ้านำภาพผืนผ้าไหมนี้ไปมอบให้ท่านเทพสวรรค์เทียนเฉวียน พระองค์ย่อมคิดหาวิธีแก้ทางได้เอง"
ฝูอี้ขานรับ เก็บภาพผืนผ้าไหมนั้นไว้อย่างระมัดระวัง
เทพเที่ยงแท้แห่งจักรวาลในโลกแห่งวิถีสวรรค์ ยืมร่างรูปปั้นหินในวิหารเทพสวรรค์ลงมายังโลกมนุษย์ และหลงใหลในโลกมนุษย์ ในบรรดาเทพเหล่านั้นก็มีเทพสวรรค์เทียนเฉวียนอยู่ด้วย
รูปปั้นหินเจตจำนงสวรรค์เขี่ยภาพต่อไป เห็นการปรากฏตัวของจ๋ายอู่เซียน จ๋ายอู่เซียนใช้วิถีบู๊เป็นเต๋า เด็ดกิ่งไม้ปลูกสาลี่ คืนต้นสาลี่กลับเป็นกิ่งไม้
จากนั้น ภาพก็มาถึงตอนที่จ๋ายอู่เซียนพาสวี่อิงจากไป เหาะทะยานมุ่งหน้าไปยังสถานที่ห่างออกไปหลายหมื่นลี้ และปล่อยหมัดทะลวงผนึกสนามรบโบราณจนเปิดออก
"เอ๊ะ ในโลกไท่ชู ถึงกับมีสถานที่แบบนี้อยู่ด้วย!"
เห็นได้ชัดว่ารูปปั้นหินเจตจำนงสวรรค์ก็คาดไม่ถึงเช่นกัน มันประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูก เห็นเพียงภาพค่อยๆ พร่ามัว ถูกก่อกวนโดยปราณพิฆาตโบราณที่เกิดจากการรุกรานของแดนหยิน
"ข้าคือเจตจำนงสวรรค์ มีหน้าที่บันทึกเหตุการณ์น้อยใหญ่ในสรรพจักรวาล ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ล้วนไม่อาจรอดพ้นสายตาข้า! ที่นี่มีสนามรบโบราณแห่งหนึ่ง ทั้งยังมีการรุกรานจากแดนหยิน เหตุใดข้าจึงไม่รู้เรื่องเลย"
มันตื่นตระหนกและสงสัย เจตจำนงสวรรค์รู้แจ้งทุกสรรพสิ่ง นี่คืออำนาจที่วิถีสวรรค์มอบให้
ทว่าสนามรบโบราณแห่งนี้มันกลับไม่รู้ หรือจะบอกว่าสนามรบโบราณแห่งนี้อยู่เหนือขอบเขตอำนาจของวิถีสวรรค์?
รูปปั้นหินเจตจำนงสวรรค์ตั้งสติ หันไปกล่าวกับฝูอี้ "เจ้าไปตามหาท่านเทพสวรรค์เทียนเฉวียน ข้าจะไปดูที่นั่นสักหน่อย!"
ฝูอี้ขานรับ เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็เห็นเพียงรูปปั้นหินเจตจำนงสวรรค์กลายเป็นแสงสายหนึ่งพุ่งทะลวงอากาศจากไป หายลับไปอย่างไร้ร่องรอย
ไม่นานนัก รูปปั้นหินเจตจำนงสวรรค์ก็เข้าสู่สนามรบโบราณแห่งนี้
แม้ว่ามันจะเป็นเทพสวรรค์ แต่ในยามนี้ก็อดไม่ได้ที่จะใจสั่นขวัญผวา
กรอบ
มันเหยียบโดนกระดูกท่อนหนึ่ง บนกระดูกมีอักขระส่องแสงสว่างวาบ รูปปั้นหินเจตจำนงสวรรค์หยิบกระดูกขึ้นมา พิจารณาอักขระ ในใจพลันสั่นสะท้าน
"อักขระวิถีสวรรค์! เช่นนั้นเจ้าของกระดูกท่อนนี้ก็คือ..."
มันหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ รีบโยนกระดูกทิ้งไปด้านข้างทันที
มันเดินหน้าต่อไป ปราณพิฆาตที่นี่หนาแน่นมาก ยังมีสายลมจากแดนหยินที่กำลังปั่นป่วน พัดม้วนปราณพิฆาตขึ้นมา เมื่อทั้งสองรวมเข้าด้วยกัน จึงก่อเกิดเป็นอสูรมารมากมาย
สำหรับอสูรมารเหล่านี้ เจตจำนงสวรรค์กลับไม่ได้ใส่ใจนัก เจตจำนงสวรรค์ดุจคมดาบ อสูรมารเหล่านี้ยังไม่ทันได้เข้าใกล้ ก็ถูกปราณดาบของมันฟันขาดสะบั้นแล้ว
"แดนหยินนี่ไม่ได้เรื่องจริงๆ รุกรานไปทั่ว แต่จะว่าไป สภายมโลกก็ดูเหมือนจะไม่อยู่ภายใต้การดูแลของวิถีสวรรค์ แดนหยินเองก็ดูเหมือนจะซุกซ่อนพวกตาเฒ่าฆ่าไม่ตายเอาไว้มากมายเช่นกัน"
รูปปั้นหินหรี่ตาลง
สำหรับเทพสวรรค์อย่างพวกมัน แดนหยินก็ถือเป็นดินแดนลี้ลับเช่นกัน เทพสวรรค์ยากที่จะยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวในแดนหยินมาโดยตลอด
"เบื้องบนก็ดูเหมือนจะหมดหนทางกับแดนหยิน จึงปล่อยปละละเลยไม่เข้าไปยุ่ง แดนหยินนี่มีลับลมคมนัยอะไรกันแน่"
มันบุกเข้าไปในแดนหยินลึกขึ้นเรื่อยๆ เห็นเพียงสนามรบโบราณถูกแดนหยินรุกรานไปกว่าครึ่งแล้ว เบื้องหน้ามีดินแดนบริสุทธิ์แห่งหนึ่งราวกับเกาะร้าง แผ่ซ่านลมปราณวิถีบู๊อันแข็งแกร่งออกมา สยบความผิดปกติของสนามรบโบราณ ต่อต้านการรุกรานจากแดนหยิน
เมื่อรูปปั้นหินเจตจำนงสวรรค์เห็นดังนั้น ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ "ข้าก็นึกว่าผู้ยิ่งใหญ่ที่ไหน ที่แท้ก็เป็นแค่นักบู๊ที่บำเพ็ญวิถีบู๊ไม่กี่คน! ทำเอาข้าตกใจแทบแย่!"
มันไม่ลังเลอีกต่อไป แผ่คลื่นพลังวิถีสวรรค์อันน่าตื่นตะลึง พุ่งทะลักไปยังดินแดนบริสุทธิ์แห่งวิถีบู๊นั้น พลางคิดในใจ (พวกนักบู๊หน้าใหญ่คอหนาพวกนี้ สมองเล็กกว่าเมล็ดอัลมอนด์เสียอีก พอถูกเจตจำนงวิถีสวรรค์ของข้าครอบงำ ไม่ช้าก็คงเข่นฆ่ากันเอง...)
มันคิดมาถึงตรงนี้ ทันใดนั้นหมัดข้างหนึ่งก็ซัดจนมิติของสนามรบโบราณพับซ้อนกันเป็นชั้นๆ วินาทีต่อมาก็มาถึงตรงหน้ามันแล้ว!
"ปัง!"
ศีรษะของรูปปั้นหินเจตจำนงสวรรค์ระเบิดออก เจตจำนงสวรรค์สลายไปในพริบตา
รูปปั้นหินล้มลง เศษหินที่แตกกระจายจากศีรษะกระโดดไปมาอย่างระมัดระวัง มารวมตัวกัน แล้วประกอบกลับเป็นศีรษะอีกครั้ง
รูปปั้นหินเจตจำนงสวรรค์คลานไปตามพื้น ไม่กล้าส่งเสียง ออกห่างจากดินแดนบริสุทธิ์แห่งวิถีบู๊นั้น พลางคิดในใจ (พวกนักบู๊กลุ่มนี้หลอมสมองจนกลายเป็นกล้ามเนื้อไปหมดแล้ว ไม่มีสมองแม้แต่น้อย เจตจำนงสวรรค์จึงไม่อาจครอบงำพวกเขาได้ ข้ารอให้สวี่อิงออกมาตรงนี้จะดีกว่า...)
สวี่อิงเดินตามจ๋ายอู่เซียนไปบนแดนวิถีบู๊ ทันใดนั้นจ๋ายอู่เซียนก็หันขวับ ปล่อยหมัดออกไป แววตาเผยจิตสังหาร ลมปราณพลุ่งพล่าน
หมัดนี้ทำให้จิตใจของสวี่อิงสั่นคลอน ถึงกับมีความรู้สึกว่าต่อให้เป็นช่วงที่ตนแข็งแกร่งที่สุดก็ยังต้องถูกหมัดนี้ฆ่าตาย!
"พวกมารนอกรีต รอคอยโอกาสบุกรุกแดนวิถีบู๊ พยายามใช้จิตมารอันน่าสมเพชมาครอบงำข้า"
จ๋ายอู่เซียนรั้งหมัดกลับ กล่าวเสียงเรียบ "ถูกข้าต่อยหัวระเบิดไปแล้ว"
สวี่อิงสงสัย หันกลับไปมอง ในใจรู้สึกงุนงง (ชั่วพริบตาเมื่อครู่นี้ เหมือนจะเป็นเสียงรบกวนจากวิถีสวรรค์ หรือว่าเทพสวรรค์จะมาที่นี่)
เขาอดหัวเราะออกมาไม่ได้ ส่ายหน้าไปมา (หากเป็นเทพสวรรค์ มีหรือจะถูกจ๋ายอู่เซียนต่อยหัวระเบิดเอาง่ายๆ แบบนี้ คงจะเป็นภูตผีปีศาจจากแดนหยินมาก่อกวนกระมัง)
พวกเขาเดินทางกันต่อไป ที่นี่เคยเป็นสนามรบโบราณ ยังคงอบอวลไปด้วยจิตสังหารและจิตวิญญาณการต่อสู้ที่หลงเหลือจากการเข่นฆ่าของยอดฝีมือในยุคโบราณกาล กลางอากาศมักจะมีเสียงปราณดาบปราณกระบี่ปะทะกันดังเคร้งคร้างอยู่เป็นระยะ!
เมื่อจิตวิญญาณวิถีบู๊ของสวี่อิงสัมผัสกับจิตวิญญาณการต่อสู้และจิตสังหารเหล่านี้ ก็เกือบจะถูกทำลาย เขาจึงรีบรวมพลังสมาธิให้เป็นหนึ่ง ยึดมั่นในไท่อี ขับเคลื่อนปราณแท้ก่อกำเนิดขึ้นมาต่อต้านจิตวิญญาณการต่อสู้และจิตสังหารเหล่านั้น
จ๋ายอู่เซียนเผยสีหน้าชื่นชม นำทางเขาเดินต่อไปข้างหน้า
ยิ่งบุกเข้าไปในแดนวิถีบู๊ลึกเท่าใด จิตสังหารและจิตวิญญาณการต่อสู้ก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น จิตสังหารและจิตวิญญาณการต่อสู้ขุมนี้กำลังขัดเกลาพลังสมาธิของสวี่อิง
ทันใดนั้น สวี่อิงก็มองเห็นดินแดนซีอี๋ของตนเองด้วยจิตวิญญาณวิถีบู๊!
ในมุมมองของจิตวิญญาณวิถีบู๊ ดินแดนซีอี๋กลับกลายเป็นชัดเจนยิ่งขึ้น และสมจริงยิ่งขึ้น!
เขามองเห็นด่านเสวียนกวนเหล็กดำอีกครั้ง ทว่าในยามนี้ด่านเสวียนกวนแห่งนี้ถูกวิถีสวรรค์ผนึกเอาไว้ ด้านบนถูกประทับด้วยอักขระวิถีสวรรค์นานาชนิด ทำให้ไม่สามารถเข้าไปได้
เขาเดินตามฝีเท้าของจ๋ายอู่เซียน จิตวิญญาณของตนเองค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางการต่อต้าน ผ่านไปครู่หนึ่ง พวกเขาก็เดินผ่านหน้าผาหินแห่งหนึ่ง
บนหน้าผาหินสลักเพลงหมัดวิถีบู๊ชุดหนึ่งเอาไว้ ในนั้นมีขั้นตอนการขับเคลื่อนพลัง ปราณ จิต เจตนา เลือด และร่างกาย สวี่อิงไม่เคยเรียนรู้วิถีบู๊อย่างเป็นระบบมาก่อน พอมองเพียงแวบเดียว ก็อดไม่ได้ที่จะจมดิ่งลงไปในนั้น จนต้องหยุดฝีเท้าลง
จ๋ายอู่เซียนก็หยุดฝีเท้าลงเช่นกัน เขาไม่ได้เร่งรัดสวี่อิง เพียงกล่าวว่า "นี่คือเพลงหมัดที่ตำนานยุทธภพคนแรกที่เหยียบย่างมายังสถานที่แห่งนี้ทิ้งเอาไว้ อธิบายถึงจิตวิญญาณวิถีบู๊ของเขา เรียกว่าแปดกระบวนท่าเทพสงคราม เจ้าลองดูได้"
โดยไม่รู้ตัว สวี่อิงราวกับมองเห็นเทพสงครามผู้ไม่ยอมจำนนผู้หนึ่ง บำเพ็ญวิถีบู๊จนบรรลุถึงขั้นสูงสุดที่เป็นไปไม่ได้ เส้นทางเบื้องหน้าราวกับไร้ที่สิ้นสุด ไม่มีวันจบสิ้น
เขาอยู่บนจุดสูงสุดของโลกใบนี้แล้ว ไร้ศัตรู ไร้คู่ต่อสู้ ไม่สามารถก้าวเดินต่อไปได้อีก
เขาไม่อยากแก่ตายไปเช่นนี้ ไม่อยากจบชีวิตลงอย่างอมทุกข์เช่นนี้
เขาโกรธแค้น ไม่ยอมจำนน จึงโจมตีขึ้นสู่ฟ้า
จนกระทั่งวันหนึ่ง หมัดของเขาซัดทะลวงภูเขาสูงหมื่นเริ่น ซัดทะลวงชั้นฟ้า เปิดสนามรบโบราณที่ถูกปิดตายมาเนิ่นนานออก
ผู้คนเห็นเขาเหาะทะยานเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง จึงคิดว่าเขาใช้วิถีบู๊เข้าสู่เต๋า ทะยานขึ้นเป็นเซียน
ทว่าเมื่อเขามาถึงดินแดนแห่งนี้ กลับพบว่าที่นี่เป็นเพียงโลกมนุษย์อีกแห่งหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่แดนเซียน
แต่โชคดีที่เขาได้พบกับคู่ต่อสู้ที่นี่ ปราณพิฆาตในลานรบโบราณได้ขัดเกลาวิถีบู๊ของเขา ช่วยให้เขาหลอมแก่นทองคำวิถีบู๊ หลอมกายทองคำวิถีบู๊จนสำเร็จ ในที่สุดก็บุกเบิกดินแดนบริสุทธิ์แห่งวิถีบู๊ขึ้นในฟ้าดินแห่งนี้ได้
เลือดลมในกายสวี่อิงพลุ่งพล่าน เขาขับเคลื่อนเลือดลม รวบรวมจิตวิญญาณ และฝึกปรือหมัดเท้าตามแปดกระบวนท่าเทพสงครามบนหน้าผาหินไปโดยไม่รู้ตัว
เลือดของเขาดุจปรอท ลมปราณดุจรุ้งกินน้ำ อานุภาพของกระบวนท่ายิ่งมายิ่งรุนแรง ซัดหมัดธรรมดาๆ ออกไปจนเกิดพายุหมุน พลังทะลวงไปไกลหลายสิบจั้ง ตวัดเท้าเตะจนเกิดภาพติดตา ผ่าเขาแยกศิลาได้!
จ๋ายอู่เซียนเผยสีหน้าประหลาดใจ เขาเพียงแค่ให้สวี่อิงลองดูเท่านั้น ไม่ได้ให้สวี่อิงไปเรียนรู้แปดกระบวนท่าเทพสงครามเลย
ทว่าสวี่อิงกลับเรียนรู้ได้เร็วมาก เร็วจนเกินความคาดหมายของเขา
เวลานั้นเอง ร่างสายหนึ่งก็ร่วงหล่นจากฟากฟ้า ลงมาข้างกายจ๋ายอู่เซียน เป็นหญิงสาวท่าทางทะมัดทะแมงผู้หนึ่ง นางมองไปทางสวี่อิง ร้องอุทานด้วยความตกใจ "เขากำลังเรียนแปดกระบวนท่าเทพสงครามหรือ อู่เซียน เขาเป็นใครกัน"
จ๋ายอู่เซียนตอบ "ต้นกล้าชั้นดีที่ข้าค้นพบตอนออกท่องโลกมนุษย์ มีนามว่าสวี่อิง"
หญิงสาวผู้นั้นเห็นพลัง ปราณ จิต เจตนา เลือด และร่างกายของสวี่อิงค่อยๆ หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว จิตวิญญาณวิถีบู๊แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ชักนำให้เลือดลม ร่างกาย และเจตนาก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน นางจึงอดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนกและสงสัย
แปดกระบวนท่าเทพสงครามคือวิชาเอกอุของผู้บุกเบิกแดนวิถีบู๊รุ่นแรก จิตวิญญาณวิถีบู๊ที่ซุกซ่อนอยู่ภายในนั้นแข็งแกร่งที่สุด เหนือล้ำกว่าคนรุ่นหลังอย่างพวกเขายิ่งนัก
กระบวนท่าของแปดกระบวนท่าเทพสงครามนั้นเรียบง่าย แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นวิชายุทธ์ที่เรียนรู้และแตกฉานได้ยากที่สุด จิตวิญญาณวิถีบู๊ที่อยู่ภายในนั้น ยิ่งเป็นความสำเร็จที่ตัวตนซึ่งบรรลุถึงขั้นสูงสุดของวิถีบู๊คนอื่นๆ ยากจะเทียบเทียมได้!
ดังคำกล่าวที่ว่า รักษาของเก่านั้นง่าย บุกเบิกของใหม่นั้นยาก ในยุคสมัยของเขา ไม่รู้เลยว่าเบื้องหน้าของวิถีบู๊ยังมีเส้นทางอยู่หรือไม่ บำเพ็ญเพียรต่อไปเมื่อใดจึงจะถึงจุดสิ้นสุด และก็ไม่มีผู้ใดสามารถเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้
เขาอาศัยจิตเต๋าอันแข็งแกร่งของตนเอง ซัดทำลายผนึกโบราณจนเปิดออก
จิตวิญญาณ จิตเต๋า เลือดลม และร่างกายของเขาได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว!
เขาสร้างแดนวิถีบู๊ขึ้นมาด้วยมือของเขาเอง!
ทันใดนั้น ก็มีร่างอันแข็งแกร่งอีกร่างหนึ่งเหาะทะยานมา พลังสมาธิดุจหินผา มั่นคงไม่หวั่นไหว ทว่าเมื่อเห็นสวี่อิงกำลังฝึกปรือแปดกระบวนท่าเทพสงคราม จิตวิญญาณที่ดุจหินผาของเขากลับหมุนวนดั่งโม่หินขึ้นมาวูบหนึ่ง
"อู่เซียน มาจากที่ใดกัน" ร่างสูงใหญ่นั้นประหลาดใจ "พรสวรรค์และสติปัญญาการหยั่งรู้ระดับนี้ ไม่ด้อยไปกว่าเจ้าเลยนะ!"
จ๋ายอู่เซียนเผยรอยยิ้มบางๆ "ตอนผ่านต้าเซี่ย เก็บมาได้น่ะ"
มีอีกคนเดินเข้ามา เลือดลมและจิตวิญญาณสว่างไสวเจิดจ้าไร้ที่เปรียบ ราวกับดวงอาทิตย์นับหมื่นพันดวง ทว่านั่นเป็นเพียงแรงกดดันที่เกิดจากเลือดลมของเขาเท่านั้น
"บุคคลที่พรสวรรค์และสติปัญญาโดดเด่นถึงเพียงนี้ เก็บได้ง่ายดายปานนี้ ข้าก็อยากไปเก็บมาสักคนเหมือนกัน" คนผู้นี้รั้งเลือดลมกลับ พลางหัวเราะกล่าว
จ๋ายอู่เซียนหัวเราะกล่าว "ท่านอาจารย์หยวน ข้าก็ถูกท่านเก็บมาไม่ใช่หรือ"
หยวนซือเต้าหัวเราะฮ่าๆ จ๋ายอู่เซียนก็คือคนที่เขาค้นพบ และนำทางมายังแดนวิถีบู๊ จนกระทั่งทะลวงขีดจำกัดได้อย่างต่อเนื่อง
"เจ้าใช้เวลาเพียงสองร้อยปี ก็บำเพ็ญเพียรจนถึงขอบเขตที่ข้าต้องใช้เวลาถึงพันปีจึงจะบรรลุได้"
หยวนซือเต้าภาคภูมิใจในตัวเขา พลางหัวเราะกล่าว "พรสวรรค์และสติปัญญาของเจ้าดีกว่าข้ามากนัก ทว่าเจ้าหนูที่เจ้าเก็บมาคนนี้ อาจจะมีพรสวรรค์และสติปัญญาดีกว่าเจ้าเสียอีก"
ทันใดนั้น ก็มีคนเดินเข้ามาอีกคนหนึ่ง กล่าวว่า "วิถีบู๊ไม่ได้พึ่งพาแค่พรสวรรค์และสติปัญญาเท่านั้น แต่ยังต้องมีจิตเต๋าอันห้าวหาญ... เดี๋ยวก่อน จนถึงตอนนี้เขายังไม่ทะลวงขั้นก่อกำเนิดพันชั้นอีกหรือ"
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้น ก็พากันมองไปทางสวี่อิง ต่างพากันขมวดคิ้ว
พวกเขามองออกว่าสวี่อิงยังไม่ได้ทะลวงขั้นก่อกำเนิดพันชั้นอย่างแท้จริง การเข้ามาในแดนวิถีบู๊จึงผิดกฎ
จ๋ายอู่เซียนก็ขมวดคิ้วเช่นกัน ตลอดทางล้วนเป็นวิชายุทธ์เอกอุต่างๆ ที่ยอดฝีมือแห่งแดนวิถีบู๊ทิ้งเอาไว้ เขาหวังว่าจะอาศัยการชี้แนะตามรายทาง ช่วยเหลือสวี่อิงให้ทะลวงด่านเสวียนกวนได้
เพียงแต่สวี่อิงยังไม่เคยทะลวงผ่านได้เลย
(เขาหยั่งรู้วิชาเอกอุอันลึกล้ำอย่างแปดกระบวนท่าเทพสงครามได้ ตามหลักแล้วก็น่าจะทะลวงด่านเสวียนกวนได้สิ เหตุใดยังไม่มีความเคลื่อนไหวอีก) เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ
สวี่อิงทำความเข้าใจแปดกระบวนท่าเทพสงครามจนทะลุปรุโปร่ง จึงหยุดหมัดเท้า เลือดลมและจิตวิญญาณที่พลุ่งพล่านก็ค่อยๆ สงบลง
ตอนนั้นเอง เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าทั้งด้านหน้าและด้านหลังของตนเต็มไปด้วยผู้คน คนเหล่านี้มีสีหน้าเป็นมิตร ลมปราณอ่อนโยน ท่าทางสง่างาม มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นผู้คงแก่เรียนที่สุภาพอ่อนโยน







