ภายในสำนักงานกฎหมายไป๋จวิน
ขณะนี้การดำเนินงานภายในสำนักงานกฎหมายค่อนข้างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ซูไป๋มองออกว่า
หลี่เสวี่ยเจิน สาวภาพลักษณ์ใสบริสุทธิ์กับหวังเข่อซิน สาวผมทรงก้อนกลม ๆ นั้นสนิทกันมาก
ยิ่งกว่านั้น
หวังเข่อซินกับสวีเสี่ยงก็เหมือนจะรู้จักกัน แต่ดูเหมือนจะไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น
เมื่อไตร่ตรองดี ๆ คำตอบก็ชัดเจน
น่าจะเป็นเพื่อนร่วมห้องพักกัน
เมื่อตกผลึกความคิดเรียบร้อย ซูไป๋ก็จิบชาที่ได้มาจากหลัวต้าฉาง พลางถอนหายใจยาว
หลังจากสำนักงานกฎหมายรับนักศึกษาฝึกงานมาช่วยงานเรียบร้อยแล้ว งานวิ่งเต้นคดีและงานจิปาถะต่าง ๆ ที่เคยเป็นของต้วนเหลียงและสวีเสี่ยง ก็ถูกมอบหมายให้พวกนักศึกษาฝึกงานจัดการ
งานที่ต้องทำของพวกเขาจึงเบาลงอย่างมาก
สองสามวันมานี้ ซูไป๋จึงค่อนข้างว่าง ยังไม่มีคดีใหม่เข้ามา ชีวิตช่วงสั้น ๆ นี้ก็ถือว่าใช้ได้ทีเดียว
“ฮึ่ม”
ซูไป๋ค่อย ๆ จิบชา พลางถอนหายใจ
สัมผัสถึงน้ำชาที่ชงจากใบชาราคา 500 หยวนต่อจินค่อย ๆ ไหลผ่านลำคอ รู้สึกว่ารสชาติดีจริง ๆ
ดีกว่าใบชาราคา 6,999 หยวนต่อ 3 จินเสียอีก!
ชัดเจนว่า…
ใบชาราคา 6,999 หยวนต่อ 3 จินที่เคยซื้อมาก่อนนี้ เจ้าของร้านน่าจะได้กำไรไปอย่างน้อยตั้ง 6,900 หยวน!
เมื่อนึกถึงจุดนี้ ซูไป๋ก็คิดว่าต้องไปที่ร้านชาให้ได้สักรอบ
จากนั้น…
เขาเรียกหลี่เสวี่ยเจินออกจากสำนักงานกฎหมาย เตรียมไปถามไถ่ที่ร้านชาดูว่า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
จะให้ถูกหลอกง่าย ๆ แบบนี้ไม่ได้
ในฐานะทนายความชื่อดัง ถ้าจะโดนหลอกง่าย ๆ ก็ต้องหยิบ “อาวุธทางกฎหมาย” มาใช้ปกป้องตัวเอง
ไม่อย่างนั้น จะโดนเพื่อนร่วมวงการหัวเราะเยาะเป็นปี ๆ เชียว
พอหลี่เสวี่ยเจินได้ยินว่าซูไป๋จะพาเธอออกไป ดวงตาเธอก็เปล่งประกาย รีบถามด้วยความอยากรู้ว่า:
“ทนายซู เราจะไปทำอะไรกันเหรอคะ?”
“มีคดีใหม่เข้ามาหรือเปล่า?”
“แล้วคราวนี้เป็นคดีอาญาไหม?”
ยิงคำถามรัว ๆ สามข้อรวด
พอพูดถึงคดีอาญา หลี่เสวี่ยเจินก็ทำหน้าจริงจัง แถมในน้ำเสียงยังมีความตื่นเต้นเจืออยู่
ซูไป๋ยกมือขึ้นขยี้หว่างคิ้วเบา ๆ ก่อนตอบว่า
“เปล่าหรอก แค่มีเรื่องบางอย่างต้องจัดการ เธอไปกับฉันก็พอ”
“อ๋อ…ได้ค่ะ ทนายซู”
พอรู้ว่าไม่ใช่คดีอาญา สีหน้าตื่นเต้นของหลี่เสวี่ยเจินก็ดูแผ่วลงในทันที
เห็นดังนั้น ซูไป๋ก็ไม่พูดอะไรต่อ แค่คิดว่าเมื่อไรจะมีโอกาสดึงเธอให้ “กลับมา” ได้บ้าง
ครู่ต่อมา
ทั้งสองคนมาถึงร้านชาที่ซูไป๋ซื้อเป็นประจำ
เจ้าของร้านเป็นชายที่น้ำหนักเกือบ ๆ 200 จินและรูปร่างค่อนข้างเตี้ย
พอเห็นซูไป๋ เขาก็ทำท่าทางเหมือนเจอ “ขุมทรัพย์” เดินได้
รีบต้อนรับทันที
“คุณซู! ขอให้คุณซูร่ำรวย ๆ นะครับ ช่วงนี้คุณซูได้เงินมาอีกแล้วหรือเปล่า ที่ร้านเพิ่งได้ของใหม่มาสามจินราคา 12,999 หยวน เป็นของดีมาก ๆ เลยนะครับ คุณซูสนใจลองดูหน่อยไหม?”
ซูไป๋ยิ้มพลางพยักหน้า
“ได้สิ ชงถ้วยหนึ่งให้ชิมหน่อยแล้วกัน”
“ได้เลยครับ!”
เจ้าของร้านชาตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนจะชงชาถ้วยหนึ่งมาให้ซูไป๋
ซูไป๋ค่อย ๆ จิบ
“อืม…”
เมื่อเทียบกับชาราคา 500 หยวนต่อจินของหลัวต้าฉางก็ยังห่างกันอยู่
แน่นอน…
“ห่าง” ในที่นี้หมายถึงรสชาติยังสู้ชาราคา 500 หยวนต่อจินไม่ได้
โอ้โห…
เท่ากับว่าชาราคา 12,999 หยวนต่อ 3 จินนี้ เจ้าของร้านน่าจะ “หลั่งน้ำตา” รับกำไรสัก 12,000 หยวนเลยล่ะสิ?
เฮ้อ… ต้องจับผิดให้ได้
คราวนี้ซูไป๋ไม่แอ๊บอีกต่อไป เปิดเผยกันโต้ง ๆ เลย เริ่มด้วยการบอกว่าซื้อไปสามจินก่อน แล้วค่อยถามเจ้าของร้านไปตรง ๆ ว่า นี่มันของปลอมหรือเปล่า
สีหน้าของเจ้าของร้านออกอาการชะงักไปนิดหนึ่ง แต่ไม่นานก็กลับมายิ้มแล้วพูดว่า
“คุณซู… คุณพูดอะไรแบบนี้ได้ยังไงกัน ร้านของเราเปิดมานานและมีชื่อเสียงมาก ถ้าหากพบว่ามีปัญหาอะไรจริง ๆ เรายินดีชดใช้สิบเท่าเลยนะครับ!”
“เอาดี ๆ นะ!”
ซูไป๋ตบโต๊ะเล็กน้อย พร้อมกับพยักหน้าหยิบ “หลักฐาน” ออกมา
เป็นถุงชา 2 ถุง
วางลงบนโต๊ะตรงหน้า
“ถุงชา 2 ถุงนี่นะ ถุงหนึ่งคือที่คุณขายผมในราคา 6,999 หยวนต่อ 3 จิน อีกถุงเป็นของเพื่อนผมให้มาราคา 500 หยวนต่อจิน ผมยังไม่ได้เอาไปพิสูจน์อย่างเป็นทางการ แต่ว่าคุณจะลองชิมดูก่อนก็ได้ ถ้าคุณยังมั่นใจว่าไม่มีปัญหาอะไร งั้นผมก็ไม่ว่าอะไรเหมือนกัน”
พอเห็นถุงชาสองถุงตรงหน้า เจ้าของร้านก็น่าจะรู้ดีแก่ใจว่าที่ขายไปนั้น “คุณภาพไม่สมราคา”
เขาถอนหายใจยาว แล้วพูดเสียงแผ่ว
“คุณซู… เรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ ชาของร้านเราก็มีรสชาติแบบนี้อยู่แล้ว”
“ไม่ใช่นะ ผมเอาหลักฐานมาวางตรงหน้าคุณขนาดนี้แล้ว ยังจะดื้อรั้นอีกหรือ?”
“ชานี่มันอร่อยหรือไม่ ผมจะไม่รู้ได้ไง? ถึงผมจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านชา แต่ผมดื่มมาเยอะนะ! อย่างน้อยเรื่องรสชาติผมก็พอจะแยกออกได้อยู่แล้ว”
ซูไป๋กระแอมสองครั้ง
“แค่ก ๆ ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็ไม่มีอะไรต้องพูดแล้ว”
ในจังหวะนั้นเอง หลี่เสวี่ยเจินก็ทำตาเป็นประกาย หันไปมองเจ้าของร้านชา
ไม่รู้ทำไมจู่ ๆ เจ้าของร้านกลับรู้สึกหนาววูบ รีบเข้ามาขวางซูไป๋อย่างรวดเร็ว
“คุณซู เราค่อยคุยกันดี ๆ ก็ได้ อย่าเพิ่งไปเลย ถ้าคุณซูคิดว่าชาของผมมีปัญหาจริง ๆ ผมยินดีชดเชยให้บ้างนะครับ!”
ซูไป๋พูดสวนออกมาทันที
“ชดเชยสิบเท่าใช่ไหม?”
“ห๊ะ? อันนี้”
สีหน้าเจ้าของร้านดูอึกอัก พอได้ยินซูไป๋พูดถึงชดเชยสิบเท่าก็เผลอถามกลับ
“คุณซู คุณคงไม่ใช่เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายใช่ไหม?”
“เปล่าหรอก ผมเป็นทนาย”
ซูไป๋ตอบพลางยิ้ม พอเจ้าของร้านได้ยินว่าเป็นแค่ทนายก็รู้สึกโล่งใจไปหน่อย
แต่แล้วก็ต้องหันไปมองหลี่เสวี่ยเจินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ซึ่งพูดขึ้นมาด้วยเสียงเรียบ ๆ
“ทนายซู สำนักงานกฎหมายไป๋จวินของพวกเราปีนี้ว่าความไป 6 คดีและมีถึง 4 คนที่ถูกส่งเข้าคุกทันทีในศาล สำหรับเจ้าของร้านคนนี้ ฉันพึ่งบันทึกคำพูดของเขาไว้หมดแล้ว ทุกคำพูดสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลได้”
“ทนายซู เรา…”
ซูไป๋: “???”
เจ้าของร้าน: “?!?”
เจ้าของร้านคิดในใจ
“อะไรกัน ผมแค่ตั้งราคาสูงไปหน่อยเองนะ ทำไมเด็กคนนี้คิดแต่จะจับผมเข้าคุกตลอดเลย?”
สีหน้าของเขาดูร้อนรนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด รีบคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาตรวจสอบสำนักงานกฎหมายไป๋จวินตามที่หลี่เสวี่ยเจินว่า
แล้วก็พบว่า เออ สำนักงานกฎหมายนี้สุดยอดจริง ๆ
แถมตัวทนายซูตรงหน้า ยิ่งสุดยอดกว่าอีก
เฮ้อ… ไม่ไหวล่ะ ยอมก็ได้
“ผมยอมชดใช้! ผมยอม!
สถานการณ์แบบนี้ ถ้าผมไม่ยอมจ่าย จะเกิดอะไรตามมาบ้างก็ไม่รู้
ทนายซู… คือ… เรื่องมันเป็นอย่างนี้นะครับ
ชาที่ขายให้คุณตอนแรก อาจจะมีปัญหาจริง ๆ เรื่องราคา
เหมือนผมประเมินราคาไว้ผิดไป ผมจะชดใช้ให้เต็มจำนวนนะครับ!”
ได้ยินแบบนี้ มุมปากซูไป๋ก็ยกขึ้นเล็กน้อย
เฮ้อ… ต้องยอมรับว่าเสี่ยวหลี่นี่มีพรสวรรค์ในการช่วยเหลือจริง ๆ
สุดท้ายเจ้าของร้านไม่เพียงชดใช้เงินให้สิบเท่า แต่ยังแถมใบชาคุณภาพดีมาให้ฟรีอีก 3 จิน
พร้อมทั้งรับปากว่าจะเขียนประกาศขอโทษแปะไว้ที่หน้าร้านให้ผู้คนรับรู้
เรื่องราวจึงจบลงตรงนี้
จริง ๆ แล้ว ซูไป๋แค่อยากมาเอาความชัดเจน ถ้าเจ้าของร้านยังยืนกรานดื้อดึงไม่ยอมรับผิด เขาก็คงเล่นใหญ่จัดเต็มไปแล้ว
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายมีท่าทีสำนึกผิด ชดใช้ได้ทันท่วงที แถมเสนอขอโทษต่อสาธารณะเอง
ถ้าหากไปฟ้องร้อง คงทำได้เต็มที่แค่เรียกค่าเสียหาย แล้วก็จะเสียเวลาไปเปล่า ๆ
ดังนั้นจึงยอมความกันไปจะดีกว่า
ขณะเดินออกจากร้าน หลี่เสวี่ยเจินก็ทำหน้ามุ่ยทันที
เดิมทีเธอคิดว่าเจ้าของร้านอาจจะสู้กลับเข้ม ๆ หน่อย อย่างนั้นเธอจะได้มีโอกาสทำคดี
แต่ใครจะไปรู้ว่าจู่ ๆ เจ้าของร้านจะรีบยอมชดใช้เสียเอง
ลงท้ายเรื่องก็จบลงอย่างง่ายดาย
“เฮ้อ…”
หลี่เสวี่ยเจินถอนใจเงียบ ๆ
ไม่มีคดีใหม่ ไม่มีคดีให้ทำเลย จะส่งใครเข้าคุกก็ไม่มีโอกาสอีกแล้ว
หลังจากจัดการเรื่องที่ร้านชาเรียบร้อยแล้ว
ซูไป๋กับหลี่เสวี่ยเจินก็กลับมาที่สำนักงานกฎหมายไป๋จวิน
ภายในห้องทำงาน
ซูไป๋จิบชาที่เจ้าของร้านแถมให้มาฟรี ๆ พลางมองตึกสูงระฟ้านอกหน้าต่าง ถอนหายใจเบา ๆ และคิดในใจ
“ชาที่ได้มาฟรี ๆ รสชาติมันช่างดีจริง ๆ”
แต่เอาเข้าจริง วิวด้านนอกก็มีแต่ตึกสูง ๆ เต็มไปหมด แทบไม่มีทิวทัศน์อะไรให้มองเลย
“ตึกสูงระฟ้าเหล่านี้มันเกะกะสายตาจริง ๆ”
ซูไป๋ละสายตากลับเข้ามาในห้อง สูดหายใจลึก ๆ
สาเหตุที่แท้จริง เพราะขนาดของสำนักงานกฎหมายมันยังไม่ใหญ่พอ!
ถ้าสำนักงานใหญ่พอที่จะย้ายไปอยู่บนชั้นสูง ๆ ของตึกได้ มองลงไปก็คงได้เห็นวิวเต็มตาไปหมดสิ
“เฮ้อ… ยังไงก็ต้องพัฒนางานของสำนักงานกฎหมายต่อไป!”
ตอนนี้สำนักงานกฎหมายของเขาเริ่มมีชื่อเสียงในแวดวงทนายของหนานตูอยู่บ้าง
หลังจากว่าคดีเพนกวินก็มีคดีเข้ามาเยอะขึ้น แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่คดีแพ่ง พาณิชย์ หรือคดีด้านการเงินที่เป็นคดีใหญ่ ๆ
ต้องรู้ว่าคดีแพ่ง พาณิชย์กับคดีการเงินนี่แหละ ที่ทำเงินมากที่สุด
บางครั้งแค่คดีเดียวก็กินค่าทนายได้เป็นปีแล้ว!
แต่ปัญหาคือสำนักงานกฎหมายไป๋จวินยังเล็กเกินไป
คดีแพ่ง พาณิชย์หรือคดีการเงินที่ใหญ่ ๆ ส่วนมากบริษัทก็มักจะมีทีมกฎหมายประจำของตัวเองอยู่แล้ว
ถ้าบริษัทต้องจ้างทนายภายนอกเพิ่ม ก็มักจะเลือกใช้บริการของสำนักงานกฎหมายระดับแนวหน้าทั่วประเทศ ซึ่งพวกนั้นก็มีเครือข่ายอยู่แล้ว
ส่วนสำนักงานกฎหมายไป๋จวิน แม้ตอนนี้จะพอมีความสัมพันธ์ในการทำงานกับหนานโหยวบ้าง ก็ถือเป็นก้าวแรก
แต่ก็ยังไม่พออยู่ดี
“ให้ตายสิ เมื่อไรฉันจะกลายเป็น ‘นายทุนใหญ่’ สักทีนะ”
ขณะที่ซูไป๋กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“ก๊อก ๆ ๆ”
เสียงดังจากนอกห้องทำงาน
ต้วนเหลียงเคาะประตูเสร็จก็ลูบหนังศีรษะเกลี้ยง ๆ ของตัวเอง ยิ้มแล้วเปิดประตูเดินเข้ามา
“ทนายซู!”
“เชิญนั่ง”
ซูไป๋ยิ้มต้อนรับ ให้ต้วนเหลียงนั่งลงพร้อมรินชาให้หนึ่งถ้วย
ช่วงนี้หลังจากต้วนเหลียงเข้ามาทำงานที่สำนักงานกฎหมายไป๋จวิน ก็ต้องวิ่งงานเยอะมากจริง ๆ
ซูไป๋เดาได้จากอะไรน่ะหรือ?
ก็เพราะก่อนจะมาที่นี่ หัวของต้วนเหลียงถึงจะล้าน แต่สีหนังศีรษะยังออกขาวอยู่
ตอนนี้ดันคล้ำขึ้นซะงั้น แสดงว่าออกไปตากแดดอยู่บ่อย ๆ
ต้วนเหลียงรับถ้วยชามาแล้วนั่งลงบนโซฟา พูดอย่างยิ้มแย้ม
“ทนายซู ผมมาหาคุณคราวนี้เพราะอยากคุยเกี่ยวกับคดีในช่วงนี้ครับ”
ได้ยินต้วนเหลียงว่าอย่างนั้น ซูไป๋ก็พยักหน้าเล็กน้อย
“ทนายต้วน มีอะไรก็พูดมาตรง ๆ ได้เลย”
ใบหน้ากลม ๆ ของต้วนเหลียงดูผ่อนคลายขึ้น เขายกมือขึ้นลูบหัวล้านก่อนจะพูดต่อ
“คืออย่างนี้ครับ ทนายซู ตอนนี้สำนักงานของเรารับนักศึกษาฝึกงานเพิ่มมา 2 คนแล้ว หลาย ๆ คดีเลยไม่ต้องให้ผมกับทนายสวีลงมือทำเองทั้งหมด ช่วงสองสามวันนี้พวกเราเลยพอมีเวลาว่างกันบ้าง”
“ผมกับทนายสวีเลยใช้ช่วงเวลาที่ว่างนี้ ช่วยกันสรุปภาพรวมของคดีที่สำนักงานเรารับในช่วงหลัง แล้วพบว่าส่วนใหญ่เป็นคดีแพ่ง พาณิชย์เล็ก ๆ ถึงจะมีค่าทนายอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร”
“ผมกับทนายสวี่คิดว่าทนายซูเองก็คงไม่อยากให้สำนักงานหยุดพัฒนาอยู่แค่นี้ใช่ไหมล่ะครับ?”
ซูไป๋: “???”
ทำไมฟังดูทะแม่ง ๆ นิด ๆ
เขามองหัวล้านของต้วนเหลียงที่ดูคล้ำขึ้นกับรอยยิ้มของอีกฝ่าย ก่อนจะกระแอมเล็กน้อย
“แฮ่ม ๆ แน่นอน ผมก็อยากให้สำนักงานไป๋จวินเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกัน พวกคุณสองคนปรึกษากันแล้วได้ข้อสรุปว่ายังไงบ้างล่ะ?”
ต้วนเหลียงยิ้มพร้อมพยักหน้า
“จากสถานการณ์ตอนนี้ พวกเราก็ได้แนวทางอยู่บ้าง เพียงแต่อาจต้องขอความร่วมมือจากทนายซูด้วย”
“ว่ามาเลย”
“อืม!”
หลังจากต้วนเหลียงออกจากห้องไป ซูไป๋ก็นั่งสูดลมหายใจลึก ๆ แล้วพึมพำ
“วิธีนี้มันฟังดูมีความเป็นไปได้เหมือนกันนะ บางทีก็อาจช่วยขยายสำนักงานเราได้จริง ๆ”
“แต่ทำอย่างนี้จะโดนคนด่าไหมเนี่ย?”
ปัจจุบันสำนักงานไป๋จวินเคยว่าคดีสำคัญ ๆ และก็มีชื่อเสียงในแวดวงทนายหนานตูอยู่บ้าง
แต่ชื่อเสียงนี้ดึงดูดได้แค่คดีขนาดกลางหรือไม่ก็คดีง่าย ๆ เป็นส่วนใหญ่
อย่างที่เห็นว่าต้วนเหลียงเขาก็คิดแทนสำนักงานอย่างจริงจัง ถึงกับไปปรึกษาทนายสวีด้วยกันก่อนจะมาพูดคุยกับตน
เพียงแต่ว่า
วิธีที่ต้วนเหลียงเสนอ มันดูลุยตรงไปหน่อยหรือเปล่า?
คือจะอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวไปดึงลูกค้าที่สำนักงานอื่นเขาดูแลอยู่บ้าง
แล้วก็ใช้ชื่อเสียงกับแรงกระเพื่อมจากคดีใหญ่ ๆ ที่ผ่านมา มาจับมือเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทต่าง ๆ
“สงครามการค้าจริง ๆ มีแต่การ ‘ตัดราคา’ หรือ ‘แอบแย่งลูกค้า’ นี่แหละ!”
แม้จะเป็นสำนักงานกฎหมาย แต่วิธีการก็ไม่ต่างกันมาก
อย่างไรก็ตาม ต้วนเหลียงรับประกันว่าลูกค้าที่เขาจะดึงมาเป็นคนรู้จัก เป็นสายสัมพันธ์ที่ไว้ใจต้วนเหลียงอยู่แล้ว
จะทำตามขั้นตอนปกติทุกอย่าง ไม่ใช่การแอบ ‘ขโมยลูกค้า’ แบบไม่ชอบธรรม
ซูไป๋ได้ฟังก็พยักหน้าตกลง
เพราะถ้าต้วนเหลียงดึงคดีเข้ามาได้ แปลว่าฝ่ายโน้นก็เชื่อถือในตัวต้วนเหลียงเหมือนกัน
“เอาเถอะ ถ้าทำได้ก็จัดไป!”
หลังจากพูดถึงเรื่อง “แอบดึงลูกค้า” ได้ไม่นาน ก็เกิดผลเป็นรูปธรรมทันที
ต้วนเหลียงจัดการ “สะบัดจอบ” ได้อย่างยอดเยี่ยม เขาใช้เครือข่ายความสัมพันธ์ของตัวเอง ดึงความร่วมมือทางธุรกิจมาให้สำนักงานกฎหมายได้ถึงสองเจ้า
ไม่รู้ว่าต้วนเหลียงไปพูดอะไรกันแน่ พอผู้บริหารของสองบริษัทนั้นได้เจอหน้าซูไป๋ในงานเลี้ยงแค่ครั้งเดียว ก็ยอมตัดสินใจร่วมมือกับสำนักงานกฎหมายไป๋จวินทันที
ซูไป๋เข้าใจดีว่านี่เป็นเพราะชื่อเสียงที่เขาสร้างขึ้นจากการว่าคดีเพนกวิน
ต้วนเหลียงอาศัยจุดแข็งนี้เจรจาจนได้ข้อสรุปความร่วมมือทางธุรกิจ สองราย
ทุกอย่างก็เพื่อการเติบโตของสำนักงานกฎหมาย ซูไป๋จึงไม่ได้พูดอะไรเป็นพิเศษ
เขากลับยิ่งรู้สึกดีเสียอีก เพราะยิ่งมีความร่วมมือแบบนี้มากเท่าไรก็ยิ่งดี
ไหนจะได้เจอหน้ากันแค่กินข้าวมื้อหนึ่ง ก็สามารถปิดดีลได้ นี่ไม่เรียกว่ายอดเยี่ยมได้อย่างไรกัน?
แน่นอน
สาเหตุที่ต้วนเหลียงยินดีใช้เครือข่ายความสัมพันธ์ส่วนตัว เพื่อดึงงานความร่วมมือเข้ามาให้สำนักงาน
นอกจากจะเป็นเรื่องของ “การขอยืม” ชื่อเสียงซูไป๋ในการเจรจาแล้ว ยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง
ก็เพราะ “แผนภาพสวยหรู” ที่ซูไป๋วาดให้ต้วนเหลียงนั้นมันช่างน่าลิ้มลอง
ไม่ใช่การ “พูดหลอกขายฝัน” เปล่า ๆ หากแต่เป็น “เค้กก้อนโต” ที่จับต้องได้จริง
กินแล้วทั้งอิ่มท้อง ทั้งได้ประโยชน์เต็ม ๆ
ภายในสำนักงานกฎหมายไป๋จวิน
หลังได้ความร่วมมือทางธุรกิจจากต้วนเหลียงเพิ่มมา 2 เจ้า ขนาดของสำนักงานกฎหมายก็ขยายตัวขึ้นอีกไม่น้อย
“เฮ้อ…”
ซูไป๋ถอนหายใจเงียบ ๆ จิบชาไปพลาง มุมปากยกยิ้มนิด ๆ
ตอนนี้ดูแล้ว การเติบโตของสำนักงานกำลังก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ!
ดูเหมือนเขาจะต้องพยายามต่อไป เพื่อสร้างชื่อให้สำนักงานแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ดึงความร่วมมือทางธุรกิจเข้ามาให้มากขึ้น
เพราะต้องบอกว่าการร่วมมือทางธุรกิจ หาเงินได้มากกว่าการว่าคดีตามปกติหลายเท่า
ถ้าสังเกตดี ๆ สำนักงานกฎหมายชั้นนำส่วนใหญ่ก็มักจะมีความสัมพันธ์เชิงลึกกับบริษัทใหญ่ ๆ อยู่แล้ว
ยังต้องเดินหน้าอีกไกล
แต่ก็ต้องลุยต่อไป!
ในขณะเดียวกัน
ที่มหาวิทยาลัยกฎหมายหนานตู
หวังเข่อซิน สาวผมทรงก้อนกลมกำลังช่วยหลี่เสวี่ยเจินคิดหาวิธีจับคู่ให้เธอกับซูไป๋
ช่วงนี้เธอได้เห็นบรรยากาศในสำนักงานกฎหมายอย่างชัดเจนจนรู้สึกว่า
“โห… เหมาะสมกันสุด ๆ!”
เธออดคิดไม่ได้ว่า ถ้าตัวเองไม่ช่วย “เคลียร์ทาง” ให้สองคนนี้ได้ลงเอยกัน ก็เป็นการเสียประโยชน์ที่เธออ่านนิยายมามากมายโดยใช่เหตุ
“เสวี่ยเจินน…”
แต่ยังไม่ทันจะพูดจบดี หลี่เสวี่ยเจินก็เอาแต่ก้มหน้าอ่านกฎหมายอาญาอยู่ ไม่ตอบอะไรทั้งสิ้น
หวังเข่อซินเลยคิดในใจว่า
“เอาเถอะ วันหลังยังมีโอกาส”
แล้วก็พยักหน้าเล็กน้อย ทำหน้าราวกับรู้สึกเสียดาย ผมทรงก้อนกลมก็แกว่งเบา ๆ ตามแรง
หลังจากสำนักงานกฎหมายไป๋จวินคว้างานความร่วมมือทางธุรกิจมาได้ 2 เจ้า
การขยายขนาดสำนักงานก็หยุดชะงักลงในระดับหนึ่ง
อีกทั้งพักนี้ก็ไม่มีคดีใหญ่ ๆ ใหม่เข้ามา ส่วนคดีเล็ก ๆ ซูไป๋ก็มอบหมายให้สวีเสี่ยงกับต้วนเหลียงเป็นคนดูแล
ตอนนี้
งานหลักของซูไป๋ จึงเป็นการดูแลคดีที่ค่อนข้างซับซ้อนกว่าเดิม
พูดง่าย ๆ ก็คือจะไม่รับคดีที่ไม่ “สุดยอด” แล้ว
หากมอบหมายให้สวีเสี่ยงกับต้วนเหลียงจัดการได้ ก็โยนไปให้เขาสองคนแทน
ในมุมมองของซูไป๋ เขายังไม่ได้เอ่ยอะไรมาก แต่ทางด้านหลี่เสวี่ยเจินกลับเริ่มกระสับกระส่าย
เพราะเธอเองมี “7 คดีซ้อน” ในฐานะนักศึกษาฝึกงาน (จะเอาชนะคดีครบ 7 ครั้ง)
ทว่าตอนนี้ผ่านไปหลายวันแล้ว ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้คดีที่ 7 เลย
หรือจะชวนทนายซูกลับไปที่ร้านชาอีกครั้งดี?
เจ้าของร้านชา: “หา? ฉันก็เตรียมระวังเธอไว้อยู่แล้ว!”
ตอนนั้นแค่มองหน้าตอนอยู่ในร้านชา ก็รู้สึกสังหรณ์ไม่ดียังไงไม่รู้
โชคดีจริง ๆ ที่ยอมจ่าย ยอมพูดดี ยอมอ่อนข้อลง ไม่อย่างนั้นล่ะ
เธอจะกลับมาหาเรื่องฉันที่ร้านอีกงั้นเหรอ?
เหอะ ๆ
ไม่มีประโยชน์หรอก ฉันทำข้อตกลงประนีประนอมไปแล้ว อย่าได้คิดถึงฉันอีกเลย!
เจ้าของร้านชาคงแอบปลื้มที่ตัวเอง “คาดการณ์ล่วงหน้า” ได้ดี
ยอมจ่ายตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อป้องกันเหตุเสี่ยงทั้งหมด
“เฮ้อ ”
หลี่เสวี่ยเจินถอนหายใจยาว หน้าเศร้า ซบหน้าลงกับโต๊ะ สายตาดูเหม่อลอยไร้ชีวิตชีวา
ทางด้านหวังเข่อซินที่นั่งอยู่โต๊ะฝั่งตรงข้ามก็สังเกตเห็นท่าทางนั้น ช่วยไม่ได้จึงได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ ในใจเช่นกัน
“เฮ้อ… ความเจ็บปวดในใจของเพื่อนสาวฉันเข้าใจดี”
แต่ว่าเธอไม่ได้พูดอะไรออกมา สองสาวดูเหมือนจะมีเรื่องในใจของแต่ละคน ไม่รบกวนกันและกัน







