"คุณชาย ข้าน้อยเลอะเลือนไปแล้ว! ข้าน้อยพูดผิดไป! ขอคุณชายโปรดไว้ชีวิตด้วยเถิด!" ลูกน้องคนนั้นคุกเข่าลงบนพื้น โขกศีรษะเสียงดังตึงๆ
แน่นอนว่าหวังหยางฆ่าเขาไม่ได้ แต่ในเมื่อก่อนหน้านี้พูดไปแล้วว่า 'ผู้ใดหมิ่นมารดาข้าต้องตาย' หากตอนนี้พอมันยอมรับผิดก็เปลี่ยนคำพูดให้อภัยทันที มันดูจะเสียหน้าไปสักหน่อย ทางที่ดีควรมีคนหาทางลงให้ แล้วเขาจะได้ลงตามน้ำไปอย่างแนบเนียน
'แต่ไอ้ทางลงที่ว่านั่นมันอยู่ที่ไหนกันล่ะ?'
หากเป็นไปตามปกติ ตู้ซานเหยียควรจะออกมากู้สถานการณ์และช่วยพูดขอความเมตตาแทนลูกน้อง แต่เขากำลังสงสัยภูมิหลังของหวังหยาง จึงไม่ปริปากพูดอะไรสักคำ เพียงแค่มองดูอยู่เงียบๆ เพื่อรอดูว่าหวังหยางเตรียมจะจบเรื่องนี้อย่างไร
เฮยฮั่นเองก็รู้สึกลำบากใจ หากไม่มีลูกสาว กัดฟันฆ่าคนทิ้งก็จบไปแล้ว แต่อาอู่ยังเล็กขนาดนั้น หากตนเองต้องโทษประหาร ใครจะคอยดูแลนางเล่า?
ลูกน้องอีกสามคนที่เหลือมีหรือจะกล้าส่งเสียงในเวลานี้? ทั้งหมดต่างเงียบกริบราวกับจักจั่นในฤดูหนาว บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกแช่แข็ง
เสี่ยวอาอู่มองดูลูกน้องคนนั้นที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ตัวสั่นเทาเป็นเจ้าเข้า แล้วหันไปมองท่าทีเย็นชาบนใบหน้าของหวังหยาง จากนั้นก็มองสีหน้ารอดูสถานการณ์ของตู้ซานเหยีย และท่าทางของท่านพ่อที่เงื้อดาบแต่ไม่ยอมฟันลงมา นัยน์ตากลมโตกลอกกลิ้งไปมา ก่อนจะพุ่งเข้าไปกอดแขนท่านพ่อเอาไว้ ร้องตะโกนว่า "ท่านพ่อ ฆ่าคนไม่ได้นะเจ้าคะ!"
จากนั้นศีรษะเล็กๆ ก็หันไปทางหวังหยาง "คุณชาย ท่านหน้าตาหล่อเหลาปานนี้ จะต้องไม่ฆ่าคนแน่ๆ เจ้าค่ะ!"
หวังหยางขมวดคิ้วเล็กน้อย "หน้าตาดีกับไม่ฆ่าคนมันเกี่ยวอะไรกัน?"
เสี่ยวอาอู่เอ่ยด้วยสีหน้าไร้เดียงสา "คนที่หน้าตาดีล้วนเป็นคนดีไงเจ้าคะ! คนดีย่อมไม่ฆ่าคน! คนเลวต่างหากที่ฆ่าคน คนเลวหน้าตาอัปลักษณ์!"
'ยายเด็กฉลาดแกมโกงเอ๊ย! มีเค้าความร้ายกาจของผมตอนเด็กๆ เลยนะเนี่ย!'
หวังหยางได้ทางลงแล้ว จึงรีบลงตามน้ำทันที หัวเราะฮ่าๆ เสียงดัง "ดีๆๆ! ในเมื่อข้าเหมือนคนดี เช่นนั้นคนผู้นี้ข้าก็จะไม่ฆ่า เฮยฮั่น เก็บดาบซะ"
เฮยฮั่นถึงได้ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง เก็บดาบเข้าฝัก โดยจงใจออกแรงเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน ทำให้เกิดเสียงดังชิ้งก้องกังวาน ลูกน้องหลายคนต่างรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ชายที่คุกเข่าอยู่บนพื้นและเพิ่ง 'รอดตายหวุดหวิด' โขกศีรษะขอบคุณไม่หยุดหย่อน
ตู้ซานเหยียประสานมือคารวะกล่าวว่า "คุณชายท่านนี้ ข้าไม่รู้ว่าท่านมีภูมิหลังเช่นไร พวกเราไม่มีความแค้นต่อกัน และข้าก็ไม่เคยคิดจะล่วงเกินท่าน เพียงแต่เป็นหนี้ก็ต้องใช้คืน เป็นสัจธรรมของฟ้าดิน ไม่ว่าจะไปพูดที่ใด ก็หักล้างเหตุผลข้อนี้ไม่ได้"
"ก็แค่เงินไม่ใช่หรือ? เรื่องใหญ่โตอันใดกัน? เขาเป็นหนี้เจ้าเท่าไหร่?"
"หนึ่งหมื่นสามพันสองร้อยอีแปะ"
เฮยฮั่นตกใจมาก "ไม่มีทาง! ไม่ได้เยอะขนาดนั้น!"
"ก่อนหน้านี้ไม่ได้เยอะขนาดนี้หรอก แต่เจ้าไม่ยอมคืน ดอกเบี้ยร้อยละหนึ่งต่อเดือน ในสัญญาเขียนไว้ชัดเจน เจ้าคำนวณเองได้ ข้ายังไม่ถึงขั้นต้องมาหลอกเอาเงินเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้จากเจ้า" ตู้ซานเหยียพูดเย้ยหยัน
เฮยฮั่นรู้สึกเย็นยะเยือกไปทั้งตัว หวังหยางกลับกล่าวด้วยท่าทีไม่แยแสว่า "ก็แค่เงินแค่นี้ไม่ใช่หรือ? เจ้ารอไปสามวัน สามวันให้หลังค่อยเอาเงินมาให้เจ้าก็แล้วกัน"
"ตอนนี้เขาหามาไม่ได้ ผ่านไปสามวันก็จะหามาได้แล้วหรือ?"
"เขาหาไม่ได้ แต่ข้าหาได้ อีกสามวันคนที่มารับข้าก็จะมาถึงแล้ว สามวันให้หลังยามโหย่ว เจ้ามารับเงินที่นี่"
"คุณชายหวัง..." เฮยฮั่นซาบซึ้งจนน้ำตาแทบจะไหล เงินมากมายขนาดนี้ไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลย ต่อให้ขายตัวเองก็ยังใช้หนี้ไม่หมด ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีทะเบียนทหาร ต่อให้อยากจะขายตัวเองเป็นทาสให้ผู้อื่น ก็ไม่มีสิทธิ์ทำได้
ตู้ซานเหยียจ้องมองหวังหยางด้วยดวงตาดุจเหยี่ยว "แล้วข้ามีเหตุผลอันใดที่ต้องรอถึงสามวัน?"
หวังหยางหาวออกมาทีหนึ่ง กล่าวอย่างเกียจคร้านว่า "สี่คำ 'ตระกูลหวังแห่งหลางหยา' ยังไม่พอให้เจ้ารออีกสามวันหรือ?"
"ท่าน... ท่านคือคนของตระกูลหวังแห่งหลางหยา?!"
แม้จะสงสัยมาแต่แรกว่าคนผู้นี้มาจากตระกูลขุนนางชั้นสูง แต่เมื่อได้ยินเขาพูดออกจากปากเองว่าเป็นตระกูลหวังแห่งหลางหยา ตู้ซานเหยียก็ยังรู้สึกตกใจมากอยู่ดี
หวังหยางยิ้ม ไม่ได้พูดอะไร
'เวลาแบบนี้ต้องมีคนช่วยชง ขืนพูดเองก็ลดตัวแย่สิ'
เฮยฮั่นรู้หน้าที่ ก้าวออกมายืนข้างหน้าและแนะนำว่า "ท่านนี้ก็คือคุณชายหวังแห่งหลางหยา ท่านอารับตำแหน่งเป็นขุนนางผู้ช่วยที่ปรึกษา!"
"ขุนนางผู้ช่วยที่ปรึกษา?" ตู้ซานเหยียมีแววตาสงสัย สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าของหวังหยาง ราวกับกำลังจับผิดการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าที่เล็กน้อยที่สุดของเขา "ในเมืองจิงโจวมีคนของตระกูลหวังแห่งหลางหยาเพียงคนเดียว คือผู้ที่อาศัยอยู่ในเรือนเก่าตระกูลติงที่ตรอกโซ่วคัง แซ่หวังนามว่าไท่ อายุสามสิบเก้า ท่านอายุน้อยยิ่งนัก ไม่เห็นจะดูเหมือนคนอายุสามสิบเก้าเลยสักนิด"
หวังหยางหลับตาลงครึ่งหนึ่ง ตบหน้าขาตัวเอง พลางท่องบทกวีด้วยความภาคภูมิใจ:
"เสียงกลองรบดังกังวาน ทหารฮึกเหิมเตรียมประจัญ ชาวเมืองสร้างกำแพงคู มีเพียงข้าต้องล่องใต้"
ทุกคนต่างรู้สึกงุนงง ในที่นี้ไม่มีใครเคยอ่าน 'คัมภีร์ซือจิง' จึงไม่รู้ว่าหวังหยางกำลังท่องอะไรอยู่ แต่ก็ยังพอฟังออกว่าเป็นการท่องบทกวี เพียงแต่น้ำเสียงนั้นแปลกประหลาดยิ่งนัก แตกต่างจากเวลาพูดคุยตามปกติโดยสิ้นเชิง
ตู้ซานเหยียขมวดคิ้ว "ท่านหมายความว่าอย่างไร?"
หวังหยางไม่สนใจ ท่องต่อไปว่า "ตามซุนจื่อจ้งออกศึก ปราบกบฏแคว้นเฉินและซ่ง มิยอมให้ข้ากลับคืน จิตใจหมองหม่นกังวล"
ตู้ซานเหยียเป็นคนกว้างขวาง ฟังออกว่าน้ำเสียงของหวังหยางมีเสียงขึ้นจมูกหนักหน่วง จังหวะลากเสียงยาว ดูเหมือนจะคล้ายกับภาษาถิ่นทางเหนืออยู่บ้าง
"อาศัยอยู่ที่ใดเล่า? ม้าสูญหายไปที่ใด? จะไปตามหาได้ที่ใด? ณ ใต้ร่มไม้ชายป่า"
หวังหยางยิ่งท่องก็ยิ่งฮึกเหิม ท่ามกลางเสียงกังวานหนักแน่น ผู้คนต่างค่อยๆ ฟังจังหวะจะโคนของบทกวีออกบ้างแล้ว ทว่าตอนที่กำลังจะตั้งใจฟังต่อ เสียงท่องบทกวีก็หยุดชะงักลงกะทันหัน
คนทั้งห้องมองไปที่หวังหยางด้วยความไม่เข้าใจ หวังหยางมองไปที่ตู้ซานเหยีย "เข้าใจหรือยัง?"
ตู้ซานเหยียมีสีหน้างุนงง "นี่... เข้าใจอะไรหรือ?"
หวังหยางเผยสีหน้าหยิ่งผยอง "นี่คือ 'สำเนียงลั่วเซิง' เป็นสำเนียงมาตรฐานของจงหยวน! ตั้งแต่เกิดกบฏห้าชนเผ่า ชนชั้นสูงอพยพลงใต้ ผู้ที่สามารถเปล่งสำเนียงนี้ได้ก็มีน้อยนัก ชนชั้นสูงในเจียงหนานแม้จะมีมาก แต่ก็ทำได้เพียงพูด 'ภาษาอู๋' เท่านั้น! แต่สำหรับข้าแล้ว นี่คือของเก่าในบ้านข้า จะมีความยากอันใดเล่า?"
ชนชั้นสูงในราชวงศ์ใต้แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือตระกูลใหญ่จากจงหยวนที่อพยพมาจากทางเหนือหลังจากเกิดกบฏห้าชนเผ่า เนื่องจากอพยพมาพำนักอยู่ในเจียงหนาน จึงถูกเรียกว่า 'แซ่อพยพ' ยกตัวอย่างเช่นตระกูลหวังแห่งหลางหยาและตระกูลเซี่ยแห่งเฉินจวิ้น ล้วนเป็นตัวแทนของกลุ่มแซ่อพยพ
อีกกลุ่มหนึ่งคือตระกูลท้องถิ่นที่ตั้งรกรากอยู่ในเจียงหนานมาตั้งแต่ยุคตงอู๋ พวกเขาถูกเรียกว่า 'แซ่อู๋'
ภายในกลุ่มชนชั้นสูงมีห่วงโซ่แห่งการดูถูกเหยียดหยามอยู่เสมอ นั่นคือกลุ่มแซ่อพยพจะดูถูกกลุ่มแซ่อู๋ ไม่เพียงแต่ดูถูกสายเลือด วัฒนธรรม และความรู้ของพวกเขาเท่านั้น แม้แต่สำเนียงการพูดก็ยังถูกมองข้าม ดังนั้นแม้จะปะปนอยู่ร่วมกันมาหลายชั่วอายุคนแล้ว แต่ก็ยังมีตระกูลเก่าแก่จากจงหยวนบางตระกูลที่ยืนกรานจะร่ำเรียนสำเนียงทางเหนือ ไม่ยอมถูกกลืนไปกับภาษาอู๋
ทว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไป การผสมผสานระหว่างสำเนียงเหนือและใต้ก็เป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ภายใต้แนวโน้มเช่นนี้ 'สำเนียงลั่วเซิง' จึงกลายเป็น 'ทักษะ' ที่ค่อนข้างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
'สำเนียงลั่วเซิง' หมายถึงสำเนียงมาตรฐานอันไพเราะที่บัณฑิตของสำนักศึกษาหลวงในเมืองลั่วหยางใช้ในการท่องคัมภีร์ลัทธิขงจื๊อก่อนยุคราชวงศ์จิ้นตะวันออก ลูกหลานชนชั้นสูงทั่วไปย่อมไม่มีทางทำได้ มีเพียงตระกูลขุนนางชั้นสูงของแซ่อพยพที่สืบเชื้อสายมาอย่างถูกต้องและมีสืบทอดความรู้ประจำตระกูลเท่านั้น จึงจะสามารถหล่อหลอมสั่งสอนลูกหลานให้เป็นผู้ที่รู้ 'สำเนียงลั่วเซิง' ได้
หวังหยางไม่มีโอกาสได้รับการหล่อหลอมจากความรู้ของตระกูลขุนนางชั้นสูงหรอก แต่เขาเคยได้รับการฝึกฝนทางวิชาการสมัยใหม่มา ท่านอาจารย์เฉินอิ๋นเค่อเคยชี้ให้เห็นในบทความเรื่อง 'พิจารณาคัมภีร์เชี่ยอวิ้นจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์' ว่า 'เชี่ยอวิ้น' ตำราสัทศาสตร์ในยุคราชวงศ์สุยเป็นตัวแทนของระบบเสียงดั้งเดิมของลั่วหยางในช่วงก่อนที่ราชวงศ์จิ้นตะวันออกจะอพยพลงใต้ สิ่งที่เรียกว่า 'เสียงดั้งเดิมของลั่วหยาง' ก็คือการออกเสียงแบบ 'สำเนียงลั่วเซิง' นั่นเอง
ดังนั้น 'สำเนียงลั่วเซิง' ที่หวังหยางท่องออกมา จึงอาศัยตำรา 'เชี่ยอวิ้น' ที่ตอนนี้ยังไม่ถือกำเนิดขึ้นบนโลก แม้จะไม่สามารถจำลองเสียงลั่วหยางมาตรฐานออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ก็ไม่คลาดเคลื่อนไปมากนัก
ประการแรกคือยุคสมัยห่างไกลกันมากแล้ว การสืบทอดสำเนียงทางเหนือผิดเพี้ยนไป สำเนียงลั่วเซิงแต่เดิมก็หาที่ถูกต้องตามหลักดั้งเดิมได้ยากอยู่แล้ว ประการที่สองคือตู้ซานเหยียไม่ได้เป็นปรมาจารย์ด้านสัทวิทยา ทั้งยังไม่ใช่ลูกหลานตระกูลใหญ่ของแซ่อพยพ แล้วจะไปรู้จักแยกแยะสำเนียงลั่วเซิงอะไรได้เล่า?
ทว่าเขาเคยได้ยินภาษาถิ่นทางเหนือ และเคยได้ยินมาว่าชนชั้นสูงแซ่อพยพยกย่องสิ่งที่เรียกว่า 'สำเนียงมาตรฐานจงหยวน' เป็นอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงยังคงถูก 'การแสดงท่องบทกวี' ของหวังหยางทำให้ตกตะลึงไปอยู่ดี
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ
ท่าทีที่จู่ๆ ก็ท่องบทกวีขึ้นมาระหว่างการเจรจา ราวกับไม่เห็นผู้คนในห้องอยู่ในสายตานี้ มันช่างมีมาดของตระกูลชนชั้นสูงที่ยิ่งใหญ่เสียจริงโว้ย!







