"เสียโอกาสประจบสวี่อิงไปซะแล้ว"
ผืนดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น หุบเขาชางอู๋ขยายตัวทอดยาวไปเบื้องหน้าอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมาถึงบริเวณใกล้เคียงเมืองไถโจว ชายชราผู้หนึ่งสวมมงกุฎหนามและถือไม้เท้าเดินเข้ามา
ชายชราผู้นี้ก็คือเทพแห่งชางอู๋ เขามองเห็นสวี่อิงเกือบจะถูกดวงตาขนาดยักษ์ของเหวยซวีกลืนกินอยู่รำไร กำลังเตรียมจะยื่นมือเข้าช่วย ก็เห็นว่าเบื้องหลังสวี่อิงมีดอกไม้ผลิบานและหุบลง ซ้ำยังสามารถหลบหนีไปได้จากใต้เปลือกตาของดวงตายักษ์เหวยซวี จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหงุดหงิดอยู่ลึกๆ
"หากข้ามาถึงที่นี่เร็วกว่านี้ก้าวหนึ่ง ก็คงไม่ต้องยกบุตรสาวให้แล้ว!"
เขาพยายามควบคุมผลกระทบจากพลังของตนอย่างเต็มที่ แล้วค่อยๆ ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ทว่าอย่างไรเสียเขาก็คือเทพแห่งชางอู๋ ทุกย่างก้าวที่เดินผ่าน พื้นดินก็ยังคงปรากฏรอยแยกขึ้นมาอยู่ดี
รอยแยกนี้ฉีกกระชากแดนหยินและแดนหยางออกจากกัน ลึกจนมิอาจหยั่งถึง!
โชคดีที่เขาพยายามควบคุมพลังของตัวเองอย่างสุดความสามารถ รอยแยกจึงไม่ได้กว้างนัก
ทว่าหากเขาเดินไปตามเส้นศูนย์สูตรของโลกหยวนโซ่ว จากทิศตะวันตกไปจนสุดทิศตะวันออก เกรงว่าโลกหยวนโซ่วทั้งใบจะถูกผ่าออกเป็นสองซีกโดยตรง!
"โชคดีที่สวี่อิงอยู่ห่างออกไปไม่ไกลแล้ว"
ในใจของชายชราเต็มไปด้วยความคาดหวัง "เขาเคยพบเซียงเซียงบุตรสาวของข้าแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะมีใจให้กันมาตั้งนานแล้วก็ได้ ข้ายกบุตรสาวให้แต่งงานกับเขา เขาก็จะเป็นลูกเขยของข้า พ่อตาคอแห้ง จะขอดื่มวารีสระหยกสักกระบวยก็น่าจะสมเหตุสมผลอยู่"
สวี่อิงยืนอยู่หน้าศาลบูชา พลางพินิจพิเคราะห์แมลงเซียนในกรงขังอย่างละเอียด
แมลงชนิดนี้คือสิ่งมีชีวิตแห่งวิถีเซียน วิถีเซียนนั้นแข็งแกร่งเกินไปจนสามารถสร้างสิ่งมีชีวิตได้ แมลงเซียนก็คือสิ่งประดิษฐ์จากวิถีเซียนนั่นเอง
ภายในกรงเหลือเพียงแมลงตัวเดียว เมื่อครู่นี้เซียนผู้นั้นอาศัยฝูงแมลงปรากฏกายขึ้น กลายเป็นมนุษย์แมลง หลังจากถูกสวี่อิงบีบจนแหลกเหลว จิตศักดิ์สิทธิ์และพลังเวทของเขาก็ถูกแมลงกินจนหมดเกลี้ยง ไม่เหลือแม้แต่น้อย!
"แมลงเซียนชนิดนี้น่ากลัวอย่างยิ่ง เซียนไร้การศึกษาผู้นั้นไม่รู้วิธีถอดรหัสอักขระคำว่า 'จองจำ' ดูเหมือนว่าอักขระเซียนที่ประกอบขึ้นเป็นแมลงเซียนก็คงไม่ใช่สิ่งที่เขาสร้างขึ้นเช่นกัน เขาเป็นเพียงแค่ผู้ใช้งานเท่านั้น"
สวี่อิงเก็บแมลงเซียนไป แล้วเดินมาที่หน้าศาลบูชา เขาไม่อาจระงับความตื่นเต้นในใจได้ จึงดึงยันต์สะกดมารสองแผ่นที่ตั้งบูชาอยู่ในศาลบูชาออกมา
เมื่อปราศจากธูปเทียนบูชา ยันต์สะกดมารสองแผ่นนี้ก็เป็นเพียงกระดาษเปล่าสองแผ่น ไร้ซึ่งพลังสะกดข่มแม้แต่น้อย!
แต่สำหรับสวี่อิงแล้ว ยันต์สะกดมารสองแผ่นนี้ไม่ใช่กระดาษเปล่าอย่างแน่นอน!
ยิ่งไปกว่านั้น ยันต์สะกดมารสองแผ่นนี้ยังมีประโยชน์มหาศาล!
เขาคลี่ยันต์ออก ตรวจสอบอักขระวิถีเซียนบนนั้นอย่างละเอียด ยันต์แผ่นหนึ่งเคยใช้สะกดเขาในอดีต บนนั้นเขียนไว้ว่า "รับโองการสวรรค์ สะกดชั่วชีวิต คุมขังในคุก จองจำไร้ทางออก"
ทว่าเนื้อหาในยันต์อีกแผ่นกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง!
อักษรวิถีเซียนบนยันต์สะกดมารแผ่นนี้มีเพียงแปดตัว เขียนไว้ว่า "รกร้างตายตกโหดเหี้ยมโศกเศร้า ทารุณเหี้ยมโหดดื้อรั้นโง่เขลา"
สวี่อิงพินิจดูอักขระสะกดมาร พลางพึมพำเสียงเบา "ประหลาดนัก อักขระทั้งแปดตัวนี้ไม่ใช่การผนึก แต่ดูเหมือนคำสาปมากกว่า แปดคำนี้หมายความว่าอย่างไร? คงต้องไปถามท่านเจ็ดดู..."
"คุณชายสวี่!"
เสียงแหบพร่าดังแว่วมา สวี่อิงรีบเก็บยันต์สะกดมารทั้งสองแผ่นทันที เมื่อหันกลับไปมอง ก็เห็นชายชราชุดเทาถือไม้เท้าเดินเข้ามา บนร่างมีหมอกสีเทาขาวไหลเวียนราวกับน้ำตก หมุนเวียนไปมาไม่รู้จบ
ชายชราชุดเทาเดินเข้ามาใกล้ พลางยิ้มกล่าว "เป็นสหายเต๋าสวี่จริงๆ ด้วย"
สวี่อิงถามด้วยความสงสัย "ขออภัย ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสคือ?"
ชายชราชุดเทาหัวเราะ "ความเป็นมาของข้าไม่ธรรมดาทีเดียว กล่าวคือเมื่อแรกเริ่มเปิดฟ้าดิน มนุษย์ถือกำเนิดขึ้น ขณะที่จิตสำนึกยังคงสับสนวุ่นวาย สรรพจักรวาลเชื่อมต่อกันและอยู่ใกล้ชิดกันมาก ทว่ามนุษย์ในยุคนั้นยังโง่เขลา คิดว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ ล้วนมีเทพเจ้าคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง ผู้คนจึงคิดว่า..."
ในตอนนั้นเอง ก็มีอีกเสียงหนึ่งดังขึ้น "คุณชายสวี่!"
สวี่อิงเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นผู้บำเพ็ญเพียรแห่งต้าโจวผู้หนึ่งร่อนลงมาจากก้อนเมฆ
ผู้บำเพ็ญเพียรผู้นั้นคือคนคุ้นเคยของเขา กงหยางเช่อ ตำแหน่งไท่ผูของโอรสสวรรค์โจว
กงหยางเช่อพูดแทรกชายชราชุดเทา พลางค้อมกายลงกล่าว "ฝ่าบาทและราชครูเจียงทรงเป็นห่วงความปลอดภัยของสหายเต๋าสวี่ จึงรับสั่งให้ทหารต้าโจวออกค้นหาไปทั่วทุกสารทิศ เกรงว่าท่านจะถูกปรมาจารย์นั่วและนักตกปลาทำร้าย วันนี้ได้พบคุณชายสวี่ที่นี่ ดูเหมือนว่าข้าจะมีบุญวาสนาสูงส่ง! คุณชายสวี่ โปรดตามข้าไปยังฮ่าวจิงเถิด!"
สวี่อิงใจกระตุกเล็กน้อย เอ่ยถาม "เพื่อนของข้าหลายคนก็อยู่ที่ฮ่าวจิงด้วยใช่หรือไม่?"
กงหยางเช่อตอบ "ท่านเจ็ด ท่านระฆัง และท่านหญ้า อยู่ที่พักของช่างเทวะจู๋ เห็นบอกว่าจะหลอมสร้างของวิเศษ"
สวี่อิงรีบหันไปพูดกับชายชราชุดเทา "ผู้อาวุโส ข้ายังมีธุระสำคัญ ขอตัวก่อน"
ชายชราชุดเทากำลังจะพูดต่อ แต่ก็เห็นว่าสวี่อิงและกงหยางเช่อได้เหาะขึ้นไปแล้ว เมฆมงคลที่กงหยางเช่อควบคุมอยู่นั้นเป็นของวิเศษสำหรับบิน ทั้งสองยืนอยู่บนเมฆ มุ่งหน้าไปยังฮ่าวจิง
ได้ยินเพียงเสียงของทั้งสองคนแว่วมา "คุณชายสวี่ ชายชราผู้นั้นคือใครหรือ?"
"ไม่รู้จัก ข้าถามว่าเขาเป็นใคร เขาก็เอาแต่พูดเรื่องเปิดฟ้าดิน สับสน โง่เขลา อะไรทำนองนั้น สงสัยคงจะเป็นเทพเจ้าที่ใช้ชีวิตไม่ค่อยราบรื่นเท่าไหร่มั้ง ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายธูปเทียนจากตัวเขา"
ชายชราชุดเทาได้ยินดังนั้นก็หน้าแดงด้วยความอับอาย รีบตะโกนเสียงหลง "หยุดก่อน! คุณชายสวี่ ชายชราผู้นี้มีนามว่าชางอู๋! ข้ามีบุตรสาวคนหนึ่ง ข้ามีบุตรสาวคนหนึ่งจริงๆ นะ! พวกเจ้าเคยเจอกันแล้ว!"
กงหยางเช่อได้ยินเข้าก็หัวเราะร่วน "คุณชายสวี่ ชายชราผู้นี้บอกว่าเขาชื่อชางอู๋ แล้วยังมีบุตรสาวอีก ท่าทางเหมือนกลัวจะขายลูกสาวไม่ออกอย่างนั้นแหละ"
สวี่อิงประหลาดใจ ยิ้มถาม "ไท่ผู ท่านดูหน้าข้าสิ ขาวขึ้นมากหรือไม่?"
กงหยางเช่อพินิจใบหน้าของเขาอย่างละเอียด แล้วส่ายหน้า
สวี่อิงชะโงกหน้ามองลงไปด้านล่าง พลางเอ่ยด้วยความประหลาดใจ "ในเมื่อหน้าข้าไม่ได้ขาวขึ้น แล้วเหตุใดพอเจอหน้าชายชราผู้หนึ่ง เขาก็เอาแต่พูดถึงบุตรสาวของตัวเอง หรือว่าบุตรสาวของเขาจะแต่งไม่ออกจริงๆ..."
ทันใดนั้นสายตาของเขาก็ไปสะดุดอยู่เบื้องหลังชายชราชุดเทา เห็นเพียงรอยแยกเล็กๆ สายหนึ่งทอดยาวตามรอยเท้าของชายชราผู้นั้นไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง
และที่ปลายสุดของรอยแยกสายนี้ พื้นดินก็แยกตัวออก กลายเป็นหุบเหวลึกขนาดมหึมา ยิ่งไกลออกไป หุบเหวก็ยิ่งกว้างขึ้น!
สวี่อิงใจหายวาบ "ชางอู๋ ชางอู๋... บุตรสาว เคยเจอกัน... เดี๋ยวก่อน! ไท่ผู พวกเราลงไปกันเถอะ!"
ไท่พูกงหยางเช่อร้อนใจ แต่ก็ยอมลดระดับลงมาตามคำขอ "คุณชายสวี่ ฝ่าบาทกับราชครูเจียงทรงรอมาหลายเดือนแล้วนะ"
สวี่อิงไม่ใส่ใจนัก ยิ้มตอบ "พวกเขารอมาได้ตั้งหลายเดือน จะรอเพิ่มอีกสักหน่อยก็คงไม่เป็นไรหรอก"
เขาเดินลงจากเมฆมงคล ประสานมือคารวะชายชราชุดเทา พลางยิ้มถาม "ผู้อาวุโส บุตรสาวของท่านมีนามว่ากระไรหรือ?"
กงหยางเช่อกะพริบตาปริบๆ คิดในใจ "ที่แท้คุณชายสวี่ก็ถูกใจบุตรสาวของตาเฒ่าคนนี้นี่เอง บอกแต่แรกก็สิ้นเรื่อง หากถูกใจบุตรสาวของเขา ข้าก็แค่บุกไปจับตัวนางมา เอาดาบพาดคอตาเฒ่านี่ บังคับให้นางยอมจำนนแต่โดยดี! หากยังไม่ยอมอีก ก็จัดงานศพควบงานแต่งไปเลย ฟันหัวตาเฒ่าทิ้ง แล้วส่งเข้าหอคืนนั้นซะ!"
ชายชราชุดเทาหัวเราะหึๆ "คุณชายสวี่ บุตรสาวของชายชราผู้นี้มีนามว่าเซียง เป็นเทพธิดาแห่งแม่น้ำเซียงในดินแดนฉู่"
สวี่อิงนึกถึงชื่อฉู่เซียงเซียงขึ้นมาได้ ก็ถึงบางอ้อทันที เขายิ้มกล่าว "ไท่ผู ข้าไม่ไปฮ่าวจิงแล้วล่ะ ข้าจะตามท่านผู้เฒ่าท่านนี้ไปที่หุบเขาชางอู๋เสียหน่อย ท่านกลับไปทูลโอรสสวรรค์โจวเถิด หากพระองค์ทรงมีพระประสงค์ ก็ให้เสด็จมาพบข้าที่หุบเขาชางอู๋"
กงหยางเช่อโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่พอนึกถึงคำสั่งของโอรสสวรรค์โจวและราชครูเจียง ก็ต้องข่มความโกรธเอาไว้อย่างฝืนทน คิดในใจ "ฝ่าบาทกับราชครูเจียงกำชับนักหนาว่าห้ามล่วงเกินเขาเด็ดขาด บอกว่าเขาเกี่ยวข้องกับโอกาสในการเป็นเซียนของพวกเรา แต่ไอ้หมอนี่มันได้คืบจะเอาศอกจริงๆ... ใจกว้าง ข้าต้องใจกว้าง จะมาอารมณ์ร้อนไม่ได้!"
สวี่อิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วสั่งการว่า "ไท่ผู ท่านไปทูลโอรสสวรรค์โจวด้วยว่า หากทรงเห็นว่ายุ่งยาก ก็สามารถย้ายฮ่าวจิงมาที่หุบเขาชางอู๋ได้เลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเสด็จมาอีกรอบ"
"เจ้า!"
กงหยางเช่อกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ผ่านไปครู่หนึ่งก็ยกนิ้วโป้งให้ กัดฟันยิ้มพร้อมกล่าวชม "ท่านช่างมีไหวพริบเฉียบแหลมจริงๆ ข้าเลื่อมใสยิ่งนัก"
สวี่อิงพยักหน้าเบาๆ กล่าวว่า "ให้โอรสสวรรค์โจวและคนอื่นๆ รีบหน่อยก็แล้วกัน อ้อ แล้วก็บอกให้ฉานฉาน ท่านเจ็ด ท่านระฆัง และคนอื่นๆ ล่วงหน้ามาที่หุบเขาชางอู๋ก่อนด้วย"
กงหยางเช่อมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า พยักหน้าช้าๆ ถามว่า "คุณชายสวี่ยังมีข้อสั่งการใดอีกหรือไม่?"
"ไม่มีแล้ว ไปเถอะ" สวี่อิงโบกมือ
กงหยางเช่อยังคงรอยยิ้มไว้บนใบหน้า เหาะทะยานขึ้นสู่หมู่เมฆ ลอยละล่องมุ่งหน้าไปยังฮ่าวจิง
"ฮ่า!"
บนกลุ่มเมฆนั้นมีเสียงคำรามดังลั่น เมฆสีเทาในที่ห่างไกลพลันระเบิดออก จากนั้นเมฆที่อยู่ไกลออกไปอีกก็พากันระเบิดตูมตาม กงหยางเช่อยืนอยู่บนเมฆมงคล ระบายความโกรธแค้น กวาดล้างเมฆในรัศมีกว่าพันลี้จนราบเป็นหน้ากลอง!
"ไอ้เด็กบ้า อาศัยว่าตัวเองเป็นเซียนอมตะ ถึงกับกล้าจิกหัวใช้โอรสสวรรค์ของข้า! ให้โอรสสวรรค์เสด็จไปหาด้วยตัวเองยังไม่พอ ยังจะให้พวกเราย้ายเมืองหลวงตามไปอีก ไม่มีสัจธรรมเอาซะเลย!"
รอจนกงหยางเช่อบินออกไปไกลแล้ว จึงค่อยระบายความโกรธในใจออกมา เขายิ้มหยัน "ข้ากลับไปแล้ว จะกราบทูลเรื่องนี้ต่อโอรสสวรรค์และราชครูตามความเป็นจริง ตัดหัวมันซะ! แม้แต่หัวของช่างเทวะจู๋ งูนั่น ระฆังนั่น แล้วก็หญ้านั่นด้วย จะตัดหัวพวกมันให้หมดเลย!"
สวี่อิงมองส่งกงหยางเช่อจนลับสายตา หันไปยิ้มให้ชายชราชุดเทา "สหายเต๋า เชิญ"
ชางอู๋รีบกล่าว "คุณชายสวี่ เชิญ"
ทั้งสองเดินไปตามรอยแยก สวี่อิงยิ้มถาม "เมื่อครู่ตอนที่สหายเต๋าแนะนำตัวเอง พูดถึงตอนเริ่มเปิดฟ้าดิน ผู้คนคิดว่าปรากฏการณ์ทางธรรมชาติต่างๆ ล้วนมีเทพเจ้า แล้วหลังจากนั้นล่ะ?"
ชางอู๋หัวเราะ "หลังจากนั้น ผู้คนก็เซ่นไหว้ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเหล่านี้ จึงค่อยๆ เกิดเป็นเทพเจ้าแห่งวิถีสวรรค์ยุคดึกดำบรรพ์ขึ้นมา ในจักรวาลนี้ มีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง เรียกว่าหุบเขาชางอู๋ เป็นรอยแยกที่ทะลวงผ่านทุกโลก ผู้คนเซ่นไหว้หุบเหวแห่งนี้ จึงเกิดเป็นเทพเจ้าแห่งหุบเหว ชางอู๋"
เขายิ้มกล่าว "ข้างๆ ชางอู๋มีแม่น้ำเซียง จึงเกิดเป็นเทพธิดาขึ้นมา คุณชายสวี่ เซียงเซียงบุตรสาวของข้า รูปโฉมเป็นอย่างไรบ้าง?"
สวี่อิงทำหน้าขึงขัง ตอบว่า "คุณหนูเซียงเซียงมีรูปโฉมงดงามหมดจด ดวงตาดั่งดวงดาวและจันทรา ผิวพรรณดุจไขมันแกะ รวบรวมความงดงามในโลกหล้าไว้ในตัวคนเดียว"
ชางอู๋หัวเราะลั่น ลูบเคราพลางถามต่อ "แล้วเซียงเซียงบุตรสาวของข้า กิริยามารยาทเป็นอย่างไรบ้าง?"
สวี่อิงตอบอย่างลื่นไหล "คุณหนูเซียงเซียงเป็นมิตรกับผู้อื่น เฉลียวฉลาดปราดเปรียว ปราศจากความน่าเกรงขามของเทพเจ้า มีความอ่อนหวานเย้ายวนของหญิงสาวแห่งแม่น้ำเซียง อยู่กับนางแล้วรู้สึกสดชื่นราวกับต้องสายลมฤดูใบไม้ผลิ"
ชางอู๋หัวเราะร่วน "เช่นนั้นก็ดี เช่นนั้นก็ดี"
สวี่อิงคิดในใจ "เทพแห่งชางอู๋ภูมิใจในตัวฉู่เซียงเซียงมาก เจอใครก็อยากจะพูดถึงบุตรสาวของตัวเอง โชคดีที่ข้าเคยเรียนวิธีชมผู้หญิงจากท่านเจ็ดมาบ้าง"
ทั้งสองต่างมีเรื่องในใจ ค่อยๆ เดินลึกเข้าไปในหุบเขาชางอู๋
ชางอู๋ถามขึ้นมาราวกับตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ไม่ทราบ "สหายเต๋าสวี่ จักรพรรดิเป่ยให้ผลประโยชน์อะไรแก่ท่านบ้าง?"
สวี่อิงส่ายหน้า "ข้ากับจักรพรรดิเป่ยเรียกขานกันเป็นสหายเต๋า จักรพรรดิเป่ยปฏิบัติต่อข้าเยี่ยงสหาย ช่วยข้ากำจัดจิตวิญญาณดั้งเดิมของนั่วเซี่ยงปรมาจารย์นั่ว นั่วเซี่ยงยังคิดจะลอบทำร้ายข้า วางกำลังเทพมารซุ่มโจมตีไว้ที่โลกหน้าของทะเลปรโลกมากมาย รอแค่ให้ข้าเปิดถ้ำสวรรค์ก็จะลอบทำร้ายข้าทันที เป็นเพราะมีจักรพรรดิเป่ยอยู่ ข้าถึงรอดมาได้"
ชางอู๋รีบจดจำไว้ในใจพลางคิด "จักรพรรดิเป่ยช่วยเขากำจัดปรมาจารย์นั่วไปหนึ่งคน ฆ่าเทพมารไปจำนวนหนึ่ง ช่วยชีวิตเขาไว้ เรื่องนี้ชักจะรับมือยากเสียแล้ว ปรมาจารย์นั่วมีทั้งหมดแค่หกคน ตายไปหนึ่งก็เหลือลดลงไปหนึ่ง ตาเฒ่าอย่างข้าจะไปฆ่าสักคนก็พอทำได้อยู่หรอก แต่ประเด็นสำคัญคือจะช่วยชีวิตเขาได้อย่างไรล่ะ?"
สวี่อิงกล่าวต่อ "แม้จักรพรรดิเป่ยจะขี้อายไปบ้าง แต่ก็มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อย่างแท้จริง เขายังช่วยข้าตามหาความทรงจำในอดีต ไม่ลังเลที่จะล่วงเกินตัวตนที่ผนึกข้าไว้ ช่วยข้าปลดผนึกความทรงจำไปจนถึงยุคปลายต้าซางต้นราชวงศ์โจว ด้วยเหตุนี้เขาจึงกลับบ้านไม่ได้ ต้องย้ายภูเขาเฟิงตูหนีไปเร่ร่อน"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เขาก็รู้สึกเศร้าหมอง ในใจมีกระแสความอบอุ่นไหลเวียน
เขานึกถึงความโชคร้ายต่างๆ นานาในอดีตของตนเอง เดิมทีก็รู้สึกชิงชังโลกและผู้คนอยู่บ้าง แทบอยากจะกำจัดทุกคนให้สิ้นซาก ฆ่าล้างบางจนฟ้าดินว่างเปล่าขาวโพลนไปหมด
แต่พอนึกขึ้นได้ว่ามหาจักรพรรดิเป่ยอินกลับมีน้ำใจถึงเพียงนี้ แสดงว่าบนโลกนี้ยังมีคนดีอยู่ จึงคลายความอาฆาตมาดร้ายลงไปได้บ้าง
ชางอู๋ได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกลำบากใจอย่างแท้จริง
"ไอ้จักรพรรดิเป่ยนี่ ทำเพื่อเขาตั้งมากมายขนาดนี้ ถึงขั้นถูกบีบให้ต้องแบกเฟิงตูไปเร่ร่อน ข้าคงทำถึงขั้นนั้นไม่ได้แน่"
เขาลอบถอนหายใจเงียบๆ คิดในใจ "สิ่งที่ข้าทำได้ ก็มีแค่การที่ข้ามีบุตรสาวที่ดีคนหนึ่ง... แค่มีบุตรสาวคนเดียวยังไม่พอ!"
เขาลอบด่ามหาจักรพรรดิเป่ยอินในใจ ที่ทำเพื่อสวี่อิงมากเกินไป คิดในใจ "ยังไงข้าก็ต้องไปฆ่าปรมาจารย์นั่วสักคน ช่วยเขาแย่งชิงถ้ำสวรรค์ของปรมาจารย์นั่วกลับมาให้ได้ แล้วค่อยให้เขาแต่งงานกับเซียงเซียง แบบนี้ถึงจะเรียกว่ามีความจริงใจ! ไอ้บ้าเป่ยอิน รังแกตาเฒ่าอย่างข้าจนไม่มีทางไปแล้ว!"
เขานึกถึงผู้ยิ่งใหญ่อีกคนในแดนหยินขึ้นมาได้ ในใจก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่อง "ไอ้เฒ่านั่นก็อยากจะได้น้ำเซียนสระหยกสักกระบวยเหมือนกัน เกรงว่าคงต้องจ่ายแพงกว่านี้แน่!"
ทันใดนั้น ชางอู๋ก็มีท่าทีระแวดระวังขึ้นมา พาตัวสวี่อิงหลบเลี่ยงบริเวณที่มีแสงสว่างอย่างสุดความสามารถ
สวี่อิงประหลาดใจ กระซิบถาม "สหายเต๋า เกิดอะไรขึ้นหรือ?"
เขายังพูดไม่ทันขาดคำ ก็เห็นลำแสงขนาดใหญ่สองสายสาดส่องลงมาจากเหนือศีรษะ สาดส่องไปตามเสียงของเขา!
ชางอู๋รีบดึงเขาหลบเข้าไปในเงามืด หลบเลี่ยงลำแสงสองสายนั้น สวี่อิงชะโงกหน้าออกไปมอง เห็นเพียงเจ้าของลำแสงสองสายนั้น เป็นชายประหลาดถือแส้ยาว ใบหน้าไร้ความรู้สึก กำลังบินผ่านเหนือหุบเขาชางอู๋ไป
สวี่อิงใจกระตุกเล็กน้อย คนประเภทนี้เขาเคยเห็นมาก่อน เป็นผู้เฝ้าระวังหุบเหว ถูกเรียกว่าผู้เฝ้าระวังหุบเหว
พวกเขาลึกลับมาก ไม่เคยติดต่อกับโลกภายนอก เพียงแค่ถือแส้ รอจนกระทั่งมีความผิดปกติเกิดขึ้นในหุบเหว พวกเขาก็จะตวัดแส้ฟาดลงไปอย่างแรง จนกว่าความผิดปกตินั้นจะหายไป!
ชางอู๋รอจนผู้เฝ้าระวังหุบเหวคนนั้นเดินจากไปไกลแล้ว จึงค่อยกระซิบว่า "คนพวกนี้คอยจับตาดูข้าอยู่ เอะอะก็เอาแส้เฆี่ยนตีศพของข้า บังคับให้ศพของข้าลากแดนหยินไปรุกรานแดนหยาง... ข้างหน้าคือแดนลับชางอู๋ เป็นที่พักพิงของข้า บุตรสาว เซียงเซียง! แขกคนสำคัญมาแล้ว "
ฮ่าวจิง
ไท่พูกงหยางเช่อรีบเร่งเดินทาง ในที่สุดก็กลับมาถึงที่นี่ โอรสสวรรค์โจวทราบข่าวก็เรียกตัวเข้าเฝ้าทันที กงหยางเช่อนำคำพูดของสวี่อิงมากราบทูลให้ทรงทราบทุกประการโดยไม่ตกหล่น ในใจรู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่อง "โอรสสวรรค์กริ้ว เลือดต้องไหลนองเป็นสายน้ำ เซียนอมตะอะไรกัน ฟันหัวมันให้หมด! รอแค่โอรสสวรรค์มีรับสั่ง ข้าก็จะไปฆ่าจู๋ฉานฉานกับงูตัวนั้นให้ไปเป็นเพื่อนเซียนอมตะในปรโลก..."
โอรสสวรรค์โจวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วมีรับสั่งว่า "เอาเถอะ เช่นนั้นก็ย้ายฮ่าวจิงไปที่หุบเขาชางอู๋ก็แล้วกัน"
กงหยางเช่อดีใจเนื้อเต้น ชักกระบี่ประจำกายออกมา ยิ้มกล่าว "กระหม่อมจะไปตัดหัวมันเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ... เดี๋ยวก่อน ฝ่าบาทตรัสว่ากระไรนะพ่ะย่ะค่ะ?"
โอรสสวรรค์โจวมีสีหน้าเคร่งเครียด ลุกขึ้นยืน ทอดพระเนตรไปทางทิศใต้ ตรัสว่า "เทพแห่งชางอู๋ น่าจะเป็นฮ่องเต้ชางอู๋แห่งแดนหยิน หนึ่งในสี่ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแดนหยิน ในเมื่อสหายเต๋าสวี่ให้เกียรติเรา เราก็สมควรไปเยือนด้วยตัวเอง รีบไป ตามช่างเทวะจู๋มา!"
กงหยางเช่อทั้งตกใจทั้งหวาดกลัว ในหัวสับสนวุ่นวายไปหมด พอได้ยินคำว่าตามช่างเทวะจู๋ ก็อดไม่ได้ที่จะดีใจจนออกนอกหน้า ถามเสียงสั่น "ฝ่าบาทจะประหารนางหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
โอรสสวรรค์โจวถลึงตาใส่เขา ตวาดว่า "การย้ายฮ่าวจิงไปหุบเขาชางอู๋ หากไม่มีช่างเทวะจู๋ก็ทำไม่สำเร็จหรอก!"
กงหยางเช่อน้อยใจสุดขีด ร้องโวยวาย "ฝ่าบาท ตอนที่พระองค์อยู่บนเรือเทวะโลกหน้า ไม่ได้ตรัสเช่นนี้นี่พ่ะย่ะค่ะ! ตอนนั้นพระองค์ตรัสต่อหน้าขุนนางบุ๋นบู๊ว่า กลับมาแล้วจะตัดหัวนางเซ่นธงชัย! จนถึงตอนนี้พระองค์ก็ยังไม่ได้ตัดเลยนะพ่ะย่ะค่ะ!"
โอรสสวรรค์โจวพิโรธ "หากกล้าพูดเรื่องนี้อีก ข้าจะตัดหัวเจ้าเซ่นไหว้ฟ้าดินก่อนเลย! รีบไปเชิญช่างเทวะจู๋มา ปฏิบัติต่อนางด้วยความเคารพ! อ้อ ไปเชิญราชครูมาด้วย ข้ามีเรื่องจะปรึกษาหารือกับเขา!"







