ราชครูเจียงฉีรีบรุดมาทันทีที่ได้ยินข่าว โอรสสวรรค์โจวยังรับสั่งให้เรียกตัวขุนนางบุ๋นบู๊มาเข้าเฝ้า แล้วตรัสทวนข่าวที่กงหยางเช่อนำมาบอกอีกรอบว่า "สวี่อิงให้ไท่ผู่ส่งข่าวมาบอกเจิ้น ให้เจิ้นนำฮ่าวจิงไปยังหุบเขาชางอู๋"
ราชครูเจียงครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วทูลว่า "ต้องไปพ่ะย่ะค่ะ!"
โอรสสวรรค์โจวตรัสพลางแย้มพระสรวล "เจิ้นก็มีความตั้งใจเช่นนั้น"
ราชครูเจียงทูลว่า "เทพแห่งชางอู๋ก็คือฮ่องเต้ชางอู๋ หุบเขาชางอู๋คือเส้นทางเชื่อมต่อหยินหยาง ฮ่องเต้ชางอู๋จึงเป็นเทพสวรรค์ผู้ปกครองทั้งสองโลกหยินหยาง การที่สวี่อิงยินดีเป็นผู้แนะนำให้พวกเราได้ผูกมิตรกับตัวตนอันเก่าแก่นี้ พวกเราย่อมต้องคว้าโอกาสไว้พ่ะย่ะค่ะ"
ไท่ผู่กงหยางเช่อฟังจนเบิกตาโพลงอ้าปากค้าง เพิ่งจะเข้าใจว่าเหตุใดพอโอรสสวรรค์โจวทรงได้ยินว่าตาเฒ่าสวมมงกุฎหนามผู้นั้นมีนามว่าชางอู๋ จึงทรงเตรียมการย้ายเมืองหลวงไปที่นั่นทันที
'ข้านึกว่าคุณชายสวี่จะถือดีว่าทรงโปรดปรานแล้วมาข่มขู่ฝ่าบาทเสียอีก นึกไม่ถึงว่าคุณชายสวี่กำลังมอบโอกาสให้ฝ่าบาทต่างหาก' เขาคิดในใจ
เพียงแต่ เซียนผู้ไม่แก่เฒ่าสวี่อิง ในอดีตก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาที่มีอายุยืนยาว ไปมีตบะความสามารถมากมายปานนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็รีบทูลว่า "ยังมีอีกเรื่องพ่ะย่ะค่ะ คุณชายสวี่บอกว่า ให้ท่านเจ็ด ท่านระฆัง ท่านหญ้า และช่างเทวะจู๋ ล่วงหน้าไปหาเขาก่อน"
โอรสสวรรค์โจวรีบตรัสว่า "หากไม่มีช่างเทวะจู๋ แล้วฮ่าวจิงจะไปได้อย่างไร? ถ้าพังทลายลงมาจะทำเช่นไร?"
พอพระองค์ตรัสประโยคนี้ออกมา เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ในท้องพระโรงต่างเงียบกริบ
ทุกคนต่างมองซ้ายมองขวา บ้างก็ลูบหนวดเครา บ้างก็ทำท่าครุ่นคิด บ้างก็แกล้งทำเป็นมองดูสภาพอากาศ บ้างก็กำลังมองหาว่ามีมดอยู่บนพื้นท้องพระโรงหรือไม่
ราชครูเจียงเห็นดังนั้นก็รู้ว่าพวกเขายังคงจมอยู่กับความหวาดกลัวจากการโดยสารเรือเทวะโลกหน้า จึงพากันกังวลเรื่องฮ่าวจิง เขาจึงทูลถามว่า "ฝ่าบาททรงมีพระราชดำริเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ?"
โอรสสวรรค์โจวตรัสว่า "ความตั้งใจเดิมของเจิ้นคือจับช่างเทวะจู๋มัดไว้บนโครงไม้ ตั้งไว้บนหอคอยเมืองฮ่าวจิง แล้วผูกเชือกไว้ที่มุมเมืองทั้งสี่ทิศคือบูรพา ทักษิณ ประจิม อุดร ปลายเชือกอีกด้านมัดแขนขาทั้งสี่ของนางไว้ จากนั้นค่อยปลุกเสกฮ่าวจิงให้มุ่งหน้าไปยังหุบเขาชางอู๋ หากฮ่าวจิงแตกเป็นเสี่ยงๆ ช่างเทวะจู๋ก็จะต้องถูกฉีกร่างเป็นชิ้นๆ ตามไปด้วย"
เมื่อได้ยินดังนี้ เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ในราชสำนักต่างพากันพยักหน้า มองหน้ากันแล้วกล่าวว่า "ไอเดียนี้เข้าที"
ราชครูเจียงทูลว่า "ฝ่าบาท ช่างเทวะจู๋เป็นสหายสนิท สหายร่วมเป็นร่วมตายของสวี่อิง หากนางถูกฉีกร่างเป็นชิ้นๆ ทางฝั่งฮ่องเต้ชางอู๋ก็คงไม่มีโอกาสได้ผูกมิตรด้วยแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ"
โอรสสวรรค์โจวตรัส "หากพวกเราปลุกเสกฮ่าวจิง แล้วเดินทางไปได้ครึ่งทางก็แตกเป็นเสี่ยงๆ จะทำเช่นไรเล่า? ทรัพย์สมบัติของต้าโจวเรา มิพังทลายกลายเป็นอากาศธาตุไปหมดหรือ?"
ราชครูเจียงทูลว่า "กระหม่อมจะไปพบช่างเทวะจู๋ จะให้นางรับประกันก่อนไปให้จงได้ว่าฮ่าวจิงจะไม่พังทลายลงมา อย่างน้อยที่สุดก็ต้องทนไปให้ถึงหุบเขาชางอู๋พ่ะย่ะค่ะ"
เขารีบรุดจากไป ผ่านไปครู่หนึ่งก็หาจู๋ฉานฉานจนพบ
กระบี่เทียนจูพาดอยู่บนคอของเด็กสาว ราชครูเจียงมีสีหน้ายิ้มแย้มอ่อนโยน กล่าวว่า "ฉานฉานรับประกันได้หรือไม่ว่าฮ่าวจิงจะไม่พังทลายลงมากลางทาง?"
จู๋ฉานฉานค่อยๆ ดันกระบี่เทียนจูออกไปอย่างเงียบเชียบ หยั่งเชิงถามว่า "ความหมายของท่านราชครูคือ พอถึงหุบเขาชางอู๋แล้วค่อยพังทลายลงมางั้นหรือ?"
ราชครูเจียงส่ายหน้าตอบ "ถึงหุบเขาชางอู๋แล้ว ก็พังไม่ได้เช่นกัน"
จู๋ฉานฉานรู้สึกหงุดหงิดใจเล็กน้อย นางเดินออกไปข้างนอกพลางกล่าวว่า "ข้าไปเดินดูรอบๆ สักหน่อยก็แล้วกัน"
ราชครูเจียงเดินตามนางไป เห็นเพียงเด็กสาวผู้นี้เดินไปตามจุดเชื่อมต่อต่างๆ ของฮ่าวจิง จากนั้นก็ชกกำปั้นปังๆ สองหมัดใส่กำแพงบ้าง เสาบ้าง หรือไม่ก็หัวสะพานบ้าง
จู๋ฉานฉานเดินวนรอบฮ่าวจิงไปหนึ่งรอบ ชกจนมือบวมเป่งไปหมด กล่าวว่า "แค่นี้ก็ไม่พังแล้วล่ะ"
ราชครูเจียงเดินตามนางมาตลอดทาง เห็นเพียงจุดที่นางชกลงไป มีลวดลายมรรคาวิถีอันวิจิตรตระการตาปรากฏขึ้น คล้ายกับรูปลักษณ์แห่งมรรคา ทว่ารูปแบบการจัดเรียงกลับเปลี่ยนไป ดูเหมือนโครงสร้างจะรัดกุมแน่นหนาขึ้นเล็กน้อย แม้แต่เขาก็ยังดูไม่ออก
"ช่างเทวะจู๋ เจ้าแน่ใจนะว่าพอไปถึงหุบเขาชางอู๋แล้ว ฮ่าวจิงจะยังคงสมบูรณ์ดี?" ราชครูเจียงเอ่ยถาม
จู๋ฉานฉานให้คำมั่นเป็นมั่นเป็นเหมาะ "สมบูรณ์แน่นอน ข้าเอาเกียรติเป็นประกันเลย!"
ราชครูเจียงไม่ค่อยวางใจในเกียรติของนางเท่าใดนัก แต่ก็ทำได้เพียงกล่าวว่า "ช่างเทวะจู๋ พวกเจ้าล่วงหน้าไปหุบเขาชางอู๋ก่อนเถิด พวกเราจะตามไปทีหลัง"
จู๋ฉานฉานกำลังจะจากไป จู่ๆ ก็คิดอะไรขึ้นมาได้จึงเดินย้อนกลับมา กล่าวว่า "ตอนที่พวกท่านปลุกเสกฮ่าวจิง ต้องปลุกเสกพร้อมๆ กันนะ อย่าปลุกเสกเร็วเกินไปล่ะ"
ราชครูเจียงจดจำไว้ในใจอย่างตั้งมั่น
จู๋ฉานฉานกล่าวอีกว่า "หากระหว่างทางมีชิ้นส่วนไหนหลุดร่วงตกลงไป ก็อย่าได้ตื่นตูม มันไม่พังหรอก แค่ส่งคนไปเก็บขึ้นมา แล้วเสียบกลับเข้าที่เดิมก็พอ"
ราชครูเจียงเหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก ถามว่า "ยังมีอีกหรือไม่?"
จู๋ฉานฉานคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ "ถ้าเสียบกลับเข้าไปไม่ได้ ก็เอาไปวางไว้ในเมืองก่อน เดี๋ยวข้ากลับมาเสียบให้ทีหลัง"
ราชครูเจียงเหงื่อเย็นไหลซึมเต็มหน้าผาก น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยถาม "ยังมีอีกหรือไม่?"
"ถ้ามันสั่นสะเทือนรุนแรง โคลงเคลงขึ้นลง ทำท่าเหมือนจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ ก็ให้รีบทิ้งเมืองแล้วหนีไปซะ ถ้าได้ยินเสียงระเบิด ก็ให้รีบทิ้งกายเนื้อ ถอดจิตหนีไปทันที... แต่ไม่พังหรอก ไม่พังจริงๆ... แล้วก็ไม่ระเบิดด้วย ท่านวางใจได้เลย"
จู๋ฉานฉานโบกมือให้เขา แล้วเรียกหยวนชี ระฆังใหญ่ และหญ้าบนหลุมศพให้ตามไป
ครู่ต่อมา ยอดเขาสำริดขนาดมหึมาก็ลอยทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า บนยอดเขานั้นกลับมีทั้งหอคอยศาลา แม่น้ำคดเคี้ยวและน้ำพุไหลริน ราวกับแดนเซียนก็มิปาน
ยอดเขาสำริดปะทะแสงตะวัน ทอดเงาดำทะมึนลงมาบดบังฮ่าวจิงไว้ทั้งเมือง
ราชครูเจียงเงยหน้าขึ้น มองเห็นจู๋ฉานฉาน หยวนชี ระฆังใหญ่ และหญ้าเซียนสีม่วงกำลังอยู่ท่ามกลางหมู่ตึกบนเขาลูกนั้น
ผ่านไปไม่นาน ภายในฮ่าวจิง เหล่าขุนนางบุ๋นบู๊แห่งต้าโจวก็เตรียมการเสร็จสรรพ พากันปลุกเสกเมืองเทพที่สร้างเสร็จไปแล้วกว่าครึ่งเมืองนี้ขึ้นมา
ภายใต้การเสริมพลังของผู้บำเพ็ญเพียรที่ทรงพลังนับพันคน ฮ่าวจิงก็ค่อยๆ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าบินไปทางทิศใต้
"ท่านราชครู ไม่รู้ว่ามีชิ้นส่วนอะไรตกลงไปแล้วขอรับ!" มีคนรีบมารายงานอย่างลุกลี้ลุกลน
ราชครูเจียงไม่สะทกสะท้าน "เก็บขึ้นมา แล้วยัดกลับเข้าที่เดิม"
"ท่านราชครู ยัดกลับเข้าไปไม่ได้ขอรับ!"
"เอาไปวางไว้ในเมืองก่อน ไม่ต้องไปสนใจมัน"
"ท่านราชครู ฮ่าวจิงสั่นสะเทือนรุนแรงมากขอรับ!"
"สังเกตการณ์ไปก่อน ไม่ต้องไปสนใจ"
"ท่านราชครู พื้นสะพานปริแตกแล้วขอรับ!"
"ไม่ต้องไปสนใจ!"
......
ณ ดินแดนลับชางอู๋ สวี่อิงกวาดตามองไปรอบๆ เผยให้เห็นสีหน้าประหลาดใจ ที่นี่น่าจะเป็นจุดกำเนิดของหุบเขาชางอู๋ รอยแยกขนาดใหญ่รูปร่างคล้ายสายฟ้าฟาดส่องแสงสว่างเจิดจ้า เมื่อมองผ่านรอยแยกแห่งจักรวาลนี้ กลับสามารถมองเห็นสรรพจักรวาลที่แตกต่างกันได้!
อย่างเช่นสถานที่ที่พวกเขาจากมาคือหยวนโซ่ว สิ่งที่มองเห็นคือแผ่นฟ้าสีครามกว้างใหญ่ พอหันไปอีกทางเล็กน้อย ก็สามารถมองเห็นทะเลสาบอีกแห่งหนึ่ง ผ่านใต้ผืนน้ำไปก็สามารถมองเห็นสรรพจักรวาลแห่งนั้นได้
ยังมีรอยแยกบางแห่งที่อยู่บนท้องฟ้า เมื่อยืนอยู่หน้ารอยแยกก็สามารถก้มมองดูผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลของสรรพจักรวาลแห่งนั้นได้
ยังมีรอยแยกที่ปรากฏอยู่ในลาวา บ้างก็ปรากฏในภูเขาไฟ บ้างก็ปรากฏในวังมังกรใต้ทะเล...
หุบเขาชางอู๋ ปรากฏอยู่ในทุกๆ โลกของสรรพจักรวาล มันราวกับถูกใบมีดอันคมกริบกรีดทะลุปึกกระดาษที่วางซ้อนกันอย่างระเกะระกะ ทิ้งรอยแผลแบบเดียวกันไว้ ทว่ารอยแผลเหล่านั้นกลับปรากฏอยู่ในตำแหน่งที่แตกต่างกันบนกระดาษแต่ละแผ่น
สวี่อิงอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจด้วยความตื่นตะลึง
เขาได้กลิ่นธูปเทียนบูชาอันเข้มข้นโชยมา นั่นคือกลิ่นธูปเทียนบูชาจากสรรพสัตว์ในสรรพจักรวาล
พวกเขาศรัทธาว่าในโลกหล้ามีเทพชางอู๋องค์หนึ่ง อาศัยอยู่ในรอยแยกของโลก สามารถเชื่อมต่อสรรพจักรวาลเข้าด้วยกันได้ กระทั่งสามารถเดินทางไปมาหาสู่ระหว่างสองโลกหยินหยางได้อย่างอิสระ
"ต่อมา เหล่าทวยเทพเซียนได้สังหารเทพชางอู๋ และตัดขาดเส้นทางสายนี้"
สวี่อิงมองเห็นร่างไร้วิญญาณของฮ่องเต้ชางอู๋ภายในรอยแยก พระองค์ล่องลอยอยู่อย่างเงียบสงบ ณ ใจกลางรอยแยกแห่งจักรวาล ถูกโอบล้อมไปด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์
ร่างที่แท้จริงของพระองค์มีหนวดนับไม่ถ้วน หยั่งลึกลงไปในรอยแยกขนาดใหญ่ของทุกๆ โลก แม้สิ้นชีพแต่ร่างยังไม่แข็งทื่อ ยังคงดิ้นรนพลิกตัวไปมา ภายใต้การขับไล่ของผู้เฝ้าระวังหุบเหว ฉีกกระชากโลกหยินหยางทั้งสองออกจากกัน
สวี่อิงเหลือบมองชางอู๋ที่อยู่ข้างกายแวบหนึ่ง ชางอู๋ตรงหน้านี้ น่าจะเป็นจิตวิญญาณของฮ่องเต้ชางอู๋
"ลูกเอ๋ย แขกผู้มีเกียรติมาเยือนแล้ว ยังไม่ออกมาต้อนรับแขกอีกหรือ?" ชางอู๋ใช้ไม้เท้าค้ำยัน หัวเราะหึๆ พลางกล่าว
ฉู่เซียงเซียงเดินออกมาอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก นางสวมชุดชาววัง ดูสง่างามภูมิฐานเป็นอย่างยิ่ง โค้งคำนับสวี่อิงอย่างชดช้อย กล่าวว่า "สหายเต๋าสวี่"
ชางอู๋หัวเราะ "เซียงเซียง สหายเต๋าสวี่ก็ฝากให้เจ้าดูแลแล้วกัน พ่อเฒ่าจะไปทำธุระสักหน่อย สหายเต๋าสวี่ ชายชราผู้นี้ยังมีธุระ ไม่อาจอยู่เป็นเพื่อนได้ ขอสหายเต๋าโปรดรอข้าสักสามวัน สามวันให้หลังข้าจะกลับมาอย่างแน่นอน"
สวี่อิงยิ้มตอบ "สหายเต๋าเชิญไปจัดการธุระเถิด"
ชางอู๋กล่าวขออภัย แล้วหมุนตัวจากไป ในใจคิดว่า 'นั่วเซี่ยง นั่วเผิง นั่วฝานตายแล้ว นั่วหยางถูกเฒ่าประหลาดแห่งเหวยซวีจับตัวไป ก็คงตายแล้วเช่นกัน ตอนนี้เหลือเพียงนั่วตี่กับนั่วหลี่ หลังจากคุนหลุนปรากฏขึ้น นั่วตี่เคยอาศัยหุบเขาชางอู๋ หลบหนีไปยังโลกอื่น'
พระองค์รวบรวมพลังของตนเอง ฉับพลันนั้น หุบเขาชางอู๋เกือบทั้งหมดในสรรพจักรวาลก็เกิดความเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง เห็นเพียงร่างขนาดมหึมากำลังสั่นสะเทือนอยู่ภายในหุบเหว ถ่างหุบเหวออก แล้วผุดขึ้นมาจากก้นบึ้ง!
พวกคนประหลาดที่เฝ้าระวังหุบเหวต่างพากันตื่นตระหนก รีบปลุกเสกแส้ยาวของตนขึ้นมาทันที แส้ถูกสะบัดออกไป เส้นเอ็นมังกรแต่ละเส้นพันเกี่ยวกัน กลายสภาพเป็นร่างอันใหญ่โต ฟาดลงไปในหุบเหว!
ร่างไร้วิญญาณของฮ่องเต้ชางอู๋ถูกฟาดจนผิวหนังปริแตกเนื้อหนังฉีกขาดในทันที ทว่าก็ยังคงไม่ยอมแพ้ กัดฟันทนต่อการเฆี่ยนตี ปีนป่ายขึ้นมาจากหุบเหว เพื่อค้นหาร่องรอยของนั่วตี่และนั่วหลี่
ผ่านไปไม่นาน ในที่สุดพระองค์ก็ค้นพบเบาะแสของนั่วตี่
ฮ่องเต้ชางอู๋รีบเก็บกายเนื้อกลับคืนมา กายเนื้อถูกโบยตีจนบอบช้ำไปทั้งตัวแล้ว จิตวิญญาณของพระองค์ลอยละล่องขึ้น มาอยู่เหนือหุบเขาชางอู๋ แล้วก้าวเดินไปข้างหน้า รอยแยกทอดยาวออกไปตามจังหวะก้าวเดินของพระองค์
นั่วตี่ กลายเป็นคนไร้หัวไปแล้ว อาศัยจังหวะที่คุนหลุนกำลังวุ่นวาย หลบหนีผ่านหุบเขาชางอู๋ เข้าไปยังโลกหวงหลง
เขาหลบซ่อนตัวไปทั่ว รอดพ้นจากการไล่ล่าของเหล่านักตกปลามาได้ทีละคน ในที่สุดก็สามารถสงบจิตสงบใจ รักษาอาการบาดเจ็บแห่งมรรคาได้เสียที สวีฝูระเบิดหัวของเขาบนคุนหลุน ทำให้เขาต้องงอกดวงตาออกมาที่ฝ่ามือทั้งสองข้าง และใช้ยอดอกเป็นดวงตาแทน
เวลานั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงกรอบแกรบดังแว่วมา
นั่วตี่มองไปตามเสียง ก็เห็นชายชราผู้หนึ่งกำลังเดินตรงมาหาเขา ใต้ฝ่าเท้าของชายชราผู้นั้นคือหุบเหวที่กำลังทอดยาวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดหย่อน!
ภายในดินแดนลับชางอู๋ ฉู่เซียงเซียงอยู่ตามลำพังกับสวี่อิง รู้สึกไม่ค่อยคุ้นชินอยู่บ้าง ไม่ได้สง่าผ่าเผยเหมือนแต่ก่อน ส่วนสวี่อิงกลับวิ่งไปที่ข้างศพฮ่องเต้ชางอู๋บิดาของนาง เพื่อคัดลอกอักขระวิถีสวรรค์ของฮ่องเต้ชางอู๋
รอบกายฮ่องเต้ชางอู๋มีแสงศักดิ์สิทธิ์ อักขระวิถีสวรรค์ซุกซ่อนอยู่ภายในแสงศักดิ์สิทธิ์นั้น สว่างวาบสลับมืดมิด ไหลเวียนอย่างต่อเนื่อง ราวกับยันต์ที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ
"นี่ เจ้าคัดลอกพวกนี้ไปทำไมกัน?" ฉู่เซียงเซียงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
สวี่อิงตอบ "ศึกษาเรียนรู้วิถีสวรรค์"
ฉู่เซียงเซียงหลุดขบขันออกมา ชายแขนเสื้อกลายสภาพเป็นแม่น้ำสายยาว ไหลเวียนวนรอบตัวนาง สายน้ำพยุงร่างของเด็กสาวไว้ เกลียวคลื่นพัดพานางมาส่งถึงข้างกายสวี่อิง นางกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวานใส "ผู้บำเพ็ญเพียรอย่างพวกเจ้า ไม่ได้มีเป้าหมายคือการฝ่าทะลวงพันธนาการแห่งวิถีสวรรค์หรอกหรือ? เหตุใดจึงต้องศึกษาเรียนรู้วิถีสวรรค์อีกเล่า? ข้าได้ยินมาว่า ผู้ที่หลุดพ้นจากวิถีสวรรค์คือเซียน ผู้ที่ยังติดอยู่ในวิถีสวรรค์คือมนุษย์ธรรมดา เจ้าศึกษาเรียนรู้วิถีสวรรค์ แล้วจะพูดถึงการหลุดพ้นได้อย่างไร?"
สวี่อิงอธิบายพลางคัดลอกอักขระวิถีสวรรค์ของฮ่องเต้ชางอู๋ไปด้วย "หากไม่เข้าใจวิถีสวรรค์ ก็ย่อมไม่อาจหลุดพ้น มีเพียงการเอาตัวเข้าไปอยู่ในนั้น ทำความเข้าใจในวิถีของมัน ถึงจะล่วงรู้ขอบเขตของวิถีสวรรค์ได้ เมื่อรู้ว่าขอบเขตอยู่ที่ใด จึงจะสามารถหลุดพ้นได้ หากแม้แต่ขอบเขตอยู่ที่ใดยังไม่รู้ แล้วจะพูดถึงการหลุดพ้นได้อย่างไรกันเล่า?"
ฉู่เซียงเซียงนั่งอยู่บนเกลียวคลื่นของแม่น้ำเซียง มือซ้ายเท้าคางมองเขา พลางยิ้มกล่าว "บนตัวข้าก็มีอักขระวิถีสวรรค์อยู่บ้าง เจ้าอยากจะคัดลอกไปด้วยหรือไม่ล่ะ?"
สวี่อิงตาเป็นประกาย ยิ้มถาม "อยู่ที่ใดเล่า?"
ฉู่เซียงเซียงหน้าแดงก่ำ มีท่าทีขัดเขินเล็กน้อย จู่ๆ ก็ลุกขึ้นยืนแล้วลอยละลิ่วจากไป พลางหัวเราะร่วน "บางจุดก็ไม่สะดวกให้เจ้าดูหรอกนะ เดี๋ยวข้าคัดลอกให้เจ้าเอง!"
สวี่อิงกะพริบตาปริบๆ มองตามแผ่นหลังเทพธิดาแห่งแม่น้ำเซียงที่จากไป ในใจคิดว่า 'จุดไหนบ้างที่ดูไม่ได้? หึๆ...'
จิตใจเขากระเจิดกระเจิงไปบ้าง จึงรีบตั้งสติทำสมาธิ ผูกมัดวอกม้าที่กำลังกระโดดโลดเต้นเอาไว้ ในใจคิดว่า 'สหายเต๋าชางอู๋เห็นข้าเป็นสหาย เขาออกจากบ้านไป ฝากฝังลูกสาวให้ข้าช่วยดูแล หากข้าคิดมิดีมิร้ายกับลูกสาวเขา มิกลายเป็นเดรัจฉานไปแล้วหรือ? หรืออาจจะเลวทรามยิ่งกว่าเดรัจฉานเสียอีก!'
ในที่สุดเขาก็รวบรวมสมาธิได้ แล้วหันไปศึกษาอักขระวิถีสวรรค์บนร่างของฮ่องเต้ชางอู๋ต่อไป
ผ่านไปสองวัน สวี่อิงคัดลอกอักขระวิถีสวรรค์เหล่านี้จนเสร็จสิ้น แล้วนำมาทำสมาธิพิจารณาทีละตัว
อักขระบนร่างฮ่องเต้ชางอู๋มากมายหลายตัวเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อเห็นอักขระเหล่านี้ เขาก็ไม่อาจเข้าใจความหมายแห่งวิถีสวรรค์ของอักขระได้โดยตรงเหมือนเมื่อก่อน
นี่แสดงให้เห็นว่า ชาติแรกของเขาก็ไม่เคยสัมผัสกับวิถีสวรรค์ในด้านนี้มาก่อนเช่นกัน
'ตัวข้าในสภาวะท่านอิงนั้นทรงพลังเกินไป แทบจะเรียกได้ว่าไร้เทียมทาน ทว่าแม้ตัวข้าจะทรงพลังถึงเพียงนั้น แต่ก็ยังพ่ายแพ้ ไม่ว่าศัตรูจะเป็นใคร ข้าจำเป็นต้องแข็งแกร่งยิ่งกว่าท่านอิงให้ได้ ถึงจะไม่พ่ายแพ้อีกหน!' เขาคิดในใจ
เวลานั้นเอง ฉู่เซียงเซียงก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เทพธิดาผู้นี้เดินมาข้างกายเขา หยิบตำราหยกม้วนหนึ่งออกมาแล้วกล่าว "นี่คืออักขระวิถีสวรรค์บนตัวข้า เจ้า... หากเจ้ามีตรงไหนที่ไม่เข้าใจ ก็ถามข้าได้นะ"
ใบหน้าของนางแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย
สวี่อิงพิจารณาตำราหยก ใช้สัมผัสเทวะกระตุ้นต้นไม้มรรคา ฉับพลันนั้น อักขระวิถีสวรรค์ทีละตัวก็ฉายภาพออกมารายล้อมอยู่รอบตำราหยก ชัดเจนแจ่มแจ้ง ประจักษ์แก่สายตา
ร่างของสวี่อิงลอยขึ้น ตรวจดูอักขระวิถีสวรรค์เหล่านี้ ซึ่งอักขระหลายตัวเขาก็จำได้ มองปราดเดียวก็เข้าใจความหมายในทันที
ทว่า ยังมีอักขระอีกสามสี่ตัวที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
"อักขระตัวนี้มีความหมายว่าอย่างไร?" สวี่อิงเดินมาหยุดอยู่หน้าอักขระวิถีสวรรค์ตัวหนึ่ง แล้วเอ่ยถาม
พอฉู่เซียงเซียงเห็นอักขระตัวนี้ ใบหน้าก็พลันปรากฏรอยเขินอายขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ นางบิดตัวไปมาเล็กน้อย เสียงเบาหวิวราวกับยุงบิน "อักขระตัวนี้มีความหมายว่าเซวียนผิน เทพหุบเขาไม่ตาย เรียกว่าเซวียนผิน ประตูแห่งเซวียนผิน เรียกว่ารากฐานแห่งฟ้าดิน..."
ยิ่งพูดร่างของนางก็ยิ่งโอนอ่อน เอนซบลงบนไหล่ของสวี่อิงโดยไม่รู้ตัว
สวี่อิงกำลังหลงใหลในวิถีสวรรค์ เขาประคองนางให้ยืนตรง แล้วซักถามต่อไปอย่างไม่ลดละ ไล่เลียงจนถึงแก่น ในที่สุดก็ดึงแม่นางผู้นี้กลับมาจากอาการใจลอย ให้ดำดิ่งลงสู่วิถีสวรรค์จนถอนตัวไม่ขึ้นได้สำเร็จ
เมื่อสวี่อิงขอคำชี้แนะจนเสร็จสิ้น ก็รู้แจ้งแทงตลอดถึงอักขระวิถีสวรรค์บนร่างของฉู่เซียงเซียง เขายิ้มกล่าว "เซียงเซียง ข้ารู้อักขระวิถีสวรรค์อยู่ไม่น้อย สามารถสลักอักขระวิถีสวรรค์เพิ่มลงบนตัวเจ้าได้สักสองสามตัว เพื่อยกระดับตบะความสามารถให้แก่เจ้านะ"
"สลักอักขระวิถีสวรรค์เพิ่มลงบนตัวข้าหรือ?"
ฉู่เซียงเซียงใจเต้นตึกตัก ใบหน้าขวยเขิน จู่ๆ ก็ยกมือปิดหน้าแล้ววิ่งหนีไป ในใจคิดว่า 'ทำเช่นนี้ได้อย่างไร? ยังไม่ได้แต่งเข้าบ้านเลย ก็จะทำถึงขั้นนี้แล้วหรือ? น่าอายชะมัด!'
สวี่อิงงุนงง เดิมทีนางเป็นหญิงสาวที่สง่าผ่าเผยชัดๆ ไม่รู้ว่าเหตุใดนางถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้
ฉู่เซียงเซียงเห็นเขาไม่ได้ตามมา ในใจก็เกิดระลอกคลื่น คิดไปว่า 'ถ้าเขามายั่วเย้าข้าอีก ข้าจะ... ข้าจะ...'
สวี่อิงกวักมือเรียกนางพลางหัวเราะ "เซียงเซียง เร็วเข้า ข้าค้นพบอะไรบางอย่างล่ะ!"
ฉู่เซียงเซียงใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ เดินเข้าไปหา ในใจคิดว่า 'เขาร้ายกาจเกินไปแล้ว ข้ายอมแพ้แล้วก็แล้วกัน เดี๋ยวเขาจะเขียนอะไรลงบนตัวข้า ข้าก็ยอมรับหมดนั่นแหละ...'
สวี่อิงกล่าวด้วยความตื่นเต้น "เซียงเซียง ข้าพบว่ารอยแยกบนตัวสหายเต๋าชางอู๋ มีอยู่รอยหนึ่งที่อาจจะเป็นรอยแยกที่นำไปสู่แดนเซียนล่ะ!"







