ท็อปสตาร์เมาแล้วเพี้ยน ป่วนจนวงการบันเทิงฮาลั่น! · khram
ตอนที่ 64
บทที่ 64 กระแสความร้อนแรงทำลายสถิติ! เชิญเฟิงเฟิงกินไส้ใหญ่ รับรองว่าพอเข้าปากแล้วหอมฟุ้ง!
ซ้อมเสร็จเรียบร้อยตั้งแต่เช้า ลวี่หมิงส่งไฟล์ดนตรีประกอบที่ตนตัดต่อเสร็จให้ทีมรายการ เห็นว่ายังเหลือราวหนึ่งชั่วโมงกว่าจะเริ่มแข่งขัน เขาเลยหยิบมือถือขึ้นมาเลื่อนเล่นฆ่าเวลา แต่ดันเห็นว่าเร่อปาส่งข้อความมาหลายข้อความแล้ว
[กัมมีแบร์]: นายมีปัญหาอะไรติดค้างใจกับผู้ชายชื่อโหยวฮั่นรึเปล่า?
“โหยวฮั่นไหน ไม่เคยได้ยิน” ลวี่หมิงไม่ใส่ใจ “คนอยู่ในยุทธภพ ศัตรูเยอะจะตาย จำไม่หวาดไม่ไหวหรอก”
[กัมมีแบร์]: “ตอนนี้เขาเป็นคนที่ด่านายแรงที่สุดบนเน็ตเลย วันนี้ฉันเห็นแล้วยังจะระเบิดอยู่แล้ว ทำไมถึงมีคนหน้าด้านได้ขนาดนั้น...”
[กัมมีแบร์]: “อ๊ากกก เพราะการศึกษาที่ฉันได้รับมาตั้งแต่เด็ก ไม่อนุญาตให้ฉันพูดคำหยาบ โมโหมาก ตอนนี้หมอนั่นดูดกระแสความร้อนแรงของกองถ่ายเราไปเกลี้ยง!”
[กัมมีแบร์]: “พี่ชายท็อปสตาร์ นายต้องออกหน้าเป็นที่พึ่งให้พวกเราหน่อยสิ!”
เร่อปาออกโรงแทนเขาอย่างสุดตัว
ลวี่หมิงกลับยังไม่สะทกสะท้าน “ใจเย็นๆ คนดังย่อมถูกนินทา อยากสวมมงกุฎก็ต้องแบกน้ำหนักของมันไว้ พี่ชายของเธอผ่านมาเยอะแล้ว เรื่องแค่นี้ชิลล์มาก...”
ปลอบเร่อปาไปคำหนึ่ง เขาก็จิ้มเปิดลิงก์ที่เร่อปาส่งมา
พอเห็นหน้าเว็บ สีหน้าลวี่หมิงก็เปลี่ยนทันที
เขาสลับกลับไปที่หน้าต่างแชตกับเร่อปา
“เวรเอ๊ย อะไรกันเนี่ย ไม่มีความแค้นส่วนตัวแท้ๆ ไอ้เวรนี่กล้าดูถูกฉันขนาดนี้!”
“สงสัยชีวิตนี้ไม่เคยโดนด่ามั่ง!”
[กัมมีแบร์]: “ไม่ใช่ว่านายบอกว่าเจอมาเยอะแล้วเหรอ?”
ลวี่หมิงไม่ตอบ รีบเปิดคอมเมนต์แล้วสวนกลับทันที “NMSL?”
เหมือนยังระบายไม่สุด เขาคว้ามือถือพิมพ์รัวๆ ร่างประกาศปราบกบฏชุดใหญ่ กระแทกคีย์บอร์ดไม่ยั้ง เรื่องนี้เขาถนัดนัก
ทันทีที่ประกาศโจมตีถูกปล่อย ก็เรียกชาวเน็ตมามุงเพียบ
เห็นลวี่หมิงทั้งยิงใส่โหยวฮั่น ทั้งเขียนเรียงความสั้นซัดเป็นชุด เร่อปากลับอารมณ์เย็นลง แล้วปลอบกลับอย่างใจเย็น “อยากสวมมงกุฎก็ต้องรับภาระ พี่ชายท็อปสตาร์ นายต้องเปิดมุมมองให้กว้าง เขามาเกาะกระแสนายก็แปลว่านายกำลังไฟลุก เราอย่าให้พื้นที่เขามากเกิน เดี๋ยวซีรีส์เรายังไม่ออน ไอ้รายการซานซานมาอย่างเชื่องช้าของพวกเขาก็จะสร้างกระแสใหญ่โตไปก่อนแล้ว...”
เธอปลอบเท่านี้ ลวี่หมิงเดือดพุ่งทันที
คิดจะเกาะกระแสด้านมืดของเขา เพื่อดันซีรีส์ใหม่ตัวเองให้ติดชาร์ต?
งั้นก็อยากเห็นเหมือนกันว่าโหยวฮั่นจะรักษาท่อนไม้ลอยน้ำของตัวเองไว้ได้ไหม...
ไม่พูดพร่ำ ลวี่หมิงก็ซัดประกาศโจมตีอีกห้าร้อยคำ ปล่อยทันที จากนั้นไอเดียไหลเป็นน้ำ พรั่งพรูความสามารถ รักษาจังหวะปล่อยเรียงความสั้นทุก 7-8 นาที ภายในครึ่งชั่วโมงอัปไปห้าหกโพสต์ ทั้งแฟนคลับหมิงและแอนตี้หมิงตาโตกันถ้วนหน้า พวกสายเอ็นจอยยิ่งบอกว่าอิ่มหนำ
พวกบรรณาธิการที่ดูแลคีย์เวิร์ดฮอตเสิร์ชก็ยุ่งหัวหมุน เดิมทีวงการบันเทิงจีนค่อนข้างอยู่กันสงบ ดาราหวงขนพองาม ต่อให้มีเรื่องใหญ่แค่ไหนก็รักษาหน้ากัน การตีกันแบบเปิดหน้าแทบไม่ค่อยมี คนทำข่าวหลายคนบ่นว่าไม่รู้จะขุดอะไรแรงๆ
แต่ตั้งแต่ดาราตกกระแสคนนี้โผล่มา วงการสื่อเหมือนได้เห็นแสงสว่าง
ไม่ต้องขุดเองเลย ดาราตกกระแสรายนี้แฉตัวเอง!
พาดหัวข่าวสารพัดบนเน็ต บทวิเคราะห์คมๆ ถูกรีโพสต์ผุดขึ้นราวเห็ดหลังฝน
โหยวฮั่นตอนแรกยังดีใจที่ทราฟฟิกทะลัก พอเข้าเน็ตดูถึงรู้ว่าการเปิดศึกคราวนี้แม้จะได้ทราฟฟิก แต่เขากลับต้องจ่ายราคาหนักสำหรับท่อนไม้ลอยน้ำของตัวเอง เพราะไปยั่วดาราตกกระแส โมโหจนความดันพุ่งทะลุเพดาน ตะโกนด่าอย่างเดือดดาล
“คนอะไรไม่มีมารยาทขนาดนี้!”
“ไม่สิ อย่างน้อยก็เป็นบุคคลสาธารณะ กล้าด่าหยาบแบบเปิดหน้าขนาดนี้ได้ไงวะ โธ่... คนนี้ต้องมีปัญหาใหญ่จริงๆ แน่!”
แม้กระแสแรงกว่าเดิม มองอีกมุมก็เหมือนเป็นเรื่องดี แต่เพราะปกป้องท่อนไม้ลอยน้ำของตัวเองไม่ได้ โหยวฮั่นเลยแค้นจัด รีบโพสต์ประณามพฤติกรรมชั่วของดาราตกกระแสทันที
ฝั่งตรงข้ามตอบกลับทันทีว่า “ที่รัก เวลาเธอด่าคนมันเหมือนอ้อนน่ะ รู้ตัวไหม?”
“ปุ๊!!!”
โหยวฮั่นที่อยู่หลังจอเห็นฉากนี้ก็โมโหจนตาลาย เห็นชาวเน็ตจากทุกสารทิศกรูกันเข้ามามุงอย่างรวดเร็ว โพสต์ล่าสุดของเขาไม่ว่าจะเป็นยอดไลก์ คอมเมนต์ หรือรีโพสต์ ต่างก็พุ่งขึ้นถึงระดับไม่น่าเชื่อ นี่ควรเป็นเรื่องให้ดีใจสุดๆ แต่ไม่รู้ทำไม ต่อให้ตัวเลขพุ่งยังไง เขากลับดีใจไม่ออก
……
เวลาเลื่อนมาถึงหนึ่งทุ่มตรง
รอบชิงชนะเลิศของ “ใครคือราชานักร้อง” เปิดม่านอย่างเป็นทางการ ทันทีที่ภาพไลฟ์สว่างขึ้น ชาวเน็ตที่เฝ้าอยู่ในห้องไลฟ์สดก็เดือดพล่านขึ้นมาทันที
[ดาราตกกระแส คุณพี่มาแล้ว!]
[ชุบชีวิตวงการเพลงจีน คว้าแชมป์ให้ได้นะ หมิงของฉัน!]
[ทุกคนมองข้ามนาย แต่ดันมีนายที่สู้สุดใจ!]
[หลี่ชางเฟิงกับดาราตกกระแส พอร้องจบจะต่อยกันบนเวทีเลยไหมเนี่ย?]
[แค้นจาก ‘ก้อนขี้’ เป็นศัตรูอยู่ร่วมฟ้าไม่ได้ ถ้าต่อยกันจริงๆ เอฟเฟกต์รายการต้องระเบิดแน่!]
[เฟิงเฟิงวันนี้ต้องเหยียบศพดาราตกกระแสขึ้นคว้าแชมป์แน่นอน!]
[วันล่มสลายของดาราตกกระแสมาแล้ว!]
[พี่เกอเกอที่บ้านเธอ ร้องเก่งกว่าดาราตกกระแสเหรอ? หล่อกว่าดาราตกกระแสเหรอ? หรือว่ากระแสแรงกว่าดาราตกกระแส? อันไหนๆ ก็ไม่ใช่ทั้งนั้น อะไรทำให้ฝูงผึ้งมั่นใจขนาดนี้ฮะ?]
[การตัดสินดนตรีไม่ใช่ดูแค่สกิลการร้อง เฟิงเฟิงประกาศอย่างเป็นทางการตั้งแต่สามวันก่อนแล้ว ว่าวันนี้จะประกวดด้วยเพลงออริจินัลที่ขัดเกลามาสามปี ความสามารถทางการแต่งก็เป็นเกณฑ์หนึ่งเหมือนกันนะโอเคไหม?]
[จะเอาความสามารถไปเทียบกับดาราตกกระแส? เขาเป็นดาราตกกระแส ไม่ใช่ดาราโง่นะ ขอบคุณ!]
[……]
ประธานกรรมการบริหารคนใหม่ของเพนกวินเห็นความโกลาหลในห้องไลฟ์สดก็ปลื้มสุดๆ “เปิดมากระแสความร้อนแรงก็แตะสองพันล้านแล้ว ค่าสูงสุดของตอนที่แล้ว เพิ่งเริ่มออกอากาศก็ถูกทำลายไปเรียบร้อย! ถ้าไปต่อด้วยโมเมนตัมนี้ กลัวว่าจบวันนี้คงพุ่งถึงสามพันล้านได้เลย……”
แม้วิธีคำนวณกระแสความร้อนแรงจะซับซ้อน ต้องคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักจากจำนวนคนออนไลน์ จำนวน VIP ออนไลน์ รวมถึงคอมเมนต์กระสุน ของขวัญ ฯลฯ จึงไม่ได้สะท้อนจำนวนผู้ชมออนไลน์จริงๆ แต่ตอนนี้ทั้งวงการใช้สูตรนี้กันมานาน จนแม้แต่ผู้ชมเองก็ให้การยอมรับตัวเลขกระแสนี้สูงมาก
ท้ายที่สุด เทียบกับสถานีโทรทัศน์แบบดั้งเดิมที่มองแค่เรตติ้ง เรตติ้งสูงก็ไม่ได้แปลว่าผู้ชมจะเหนียวแน่นเสมอไป แต่ถ้าระหว่างไลฟ์ คอมเมนต์กระสุนระเบิดเป็นพิเศษ แถมแฟนคลับยังทุ่มเงินซื้อของขวัญให้ไอดอลของตัวเองอย่างถี่ ความหมายมันคนละเรื่องเลย
สปอนเซอร์ใหญ่หลายเจ้าที่ทุ่มเงินเป็นผู้สนับสนุนหลักให้รายการ ก็ดูที่กระแสความร้อนแรงล้วนๆ จริงอยู่ ต่อให้จะปั่นก็ไม่ได้ปั่นกันง่ายๆ
สายตาของเถาจื่อจ้องไปที่ช่องตัวเลขผู้ชมออนไลน์ของห้องไลฟ์สด
ตอนนี้ผู้ชมออนไลน์แบบเรียลไทม์พุ่งแตะ 16 ล้านเข้าไปแล้ว และยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ถ้าตอนรายการจบ ยอดออนไลน์แตะยี่สิบล้านได้ล่ะก็ สถิตินี้เกรงว่าแม้แต่รันนิ่งแมนฝั่งกีวีก็คงยังทำลายยาก” หูเทาคิดในใจ
เพนกวินยังไงก็เป็นเบอร์หนึ่งของแพลตฟอร์มวิดีโอ ผู้ใช้งานประจำวันของแพลตฟอร์มสูงกว่ากีวีมาก
แล้วผู้ชมออนไลน์ยี่สิบล้านคือระดับไหน?
เพนกวินประกาศต่อภายนอกว่าผู้ใช้งานประจำวันสูงถึงแปดสิบล้าน แต่เอาจริงแล้วตัวเลขนี้มีการแต่งอยู่บ้าง ค่าเฉลี่ยจริงๆ ของแพลตฟอร์มอยู่ราวหกสิบล้าน ถ้าวาไรตี้เพลงรายการหนึ่งสามารถกวาดทราฟฟิกได้หนึ่งในสามของทั้งแพลตฟอร์มระหว่างไลฟ์ นั่นคือปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์แพลตฟอร์มวิดีโอ สมควรบันทึกลงบันทึกประวัติศาสตร์วงการเลยทีเดียว
“ความสามารถดึงดูดสายตาแบบนี้ นี่มันร่างอวตารของเทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ยชัดๆ ไอ้ก่อนหน้านั้นฉู่เซิ่งสมองคงมีปัญหาจริงๆ ชาวเน็ตล้อว่าเขาเป็นดาราตกกระแส เขาก็ดันไปปฏิบัติกับอีกฝ่ายเหมือนเป็นดาราตกกระแสจริงๆ ซะงั้น”
เถาจื่อส่ายหัว ก่อนจะรู้สึกโล่งใจเล็กน้อย
“ยังดีที่ Go Fighting! เซ็นสัญญาดาราตกกระแสไว้ ด้วยเอฟเฟกต์รายการของเขา แม้ไม่รู้ว่าจะสร้างสถิติใหม่ใน Go Fighting! ได้ไหม แต่กระแสระลอกนี้รับรองว่าต่อได้ยาว!”
“ไลน์อัพของ Go Fighting! ยังเหนือกว่ารันนิ่งแมนของฝั่งกีวีอีก ถ้าผลลัพธ์รายการออกมาดี ถึงขั้นดึงผู้ใช้ใหม่กลับมาจากฝั่งกีวีได้เลย!”
ขณะเขาพึมพำอยู่
ภายใต้การแนะนำอย่างกระตือรือร้นของพิธีกรในงาน หลี่ชางเฟิงและลวี่หมิงก็ขึ้นมาบนเวทีพร้อมกัน วาไรตี้เพลงแตกต่างจากรายการอื่น เพลงหนึ่งความยาวเต็มที่ก็แค่ไม่กี่นาที จะให้เปิดมาก็ปล่อยของหนักเลยมันชัดๆ ว่าไม่ได้ เพื่อเติมเวลา ทีมรายการจึงเพิ่มบางช่วงเข้ามา และยังสะดวกต่อการโฆษณาสินค้าผู้สนับสนุนชื่อรายการด้วย
ที่ต้องเอ่ยถึงคือ เพราะความสามารถในการเป็นพิธีกรของจางต๋าต๋านั้นชวนให้ชมไม่ลง ช่วงนี้กระแสวิจารณ์ส่วนตัวของเขาบนเน็ตก็เดือดไม่เบา ทีมรายการเห็นความสำคัญของตอนปิดซีซัน จึงตัดสินใจเปลี่ยนทีมพิธีกรยกชุด
วันนี้พิธีกรมีชายหนึ่งหญิงหนึ่ง ฝ่ายชายคือจางเส่ากัง พิธีกรรายการสมัครงานชื่อดัง ส่วนฝ่ายหญิงคืออีอี พิธีกรที่มีชื่ออยู่พอตัวจากฝั่งเจียงเจ๋อไถ
จางเส่ากังเดินมาสัมภาษณ์หลี่ชางเฟิงใกล้ๆ “วันนี้ขึ้นเวทีรอบชิงชนะเลิศแล้วได้เจอเพื่อนเก่าอีกครั้ง คุณนึกถึงอะไรบ้าง?”
หลี่ชางเฟิง: “???”
เขาจ้องจางเส่ากังด้วยสายตาดุดัน เพียงเสี้ยววินาที กำปั้นก็แน่นขึ้นมาทันที!
มาหาเรื่องกันใช่ไหม!
เห็นดาราตกกระแสแล้วฉันจะนึกถึงอะไรได้อีก?
หรือจะให้พูดต่อหน้าผู้ชมทั้งหมดว่า ฉันนึกถึงไส้ใหญ่เก้าชั้น นึกถึง ‘กองขี้’ ที่ได้ลองชิมตอนอยู่บ้านเห็ดงั้นเหรอ?
บ้าไปแล้ว!
“ฉันนึกถึงตอนที่ดาราตกกระแสต้องยืนตาค้างมองฉันชูถ้วยแชมป์ที่เขาใฝ่ฝัน แล้วน้ำตาตกในด้วยความสิ้นหวัง”
“อืม นั่นคงจะเด็ดมากแน่ๆ!”
“สรุปคือ ในเมื่อฉันหลี่ชางเฟิงมาถึงเวทีนี้แล้ว ช่วงเวลาสบายๆ ของดาราตกกระแสก็จบลง เขาเป็นคนแบบที่ไม่คู่ควรกับดนตรี ฉันจะใช้ฝีมือพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าใครกันแน่คือราชาเพลงตัวจริง ใครคืออนาคตของวงการเพลงจีน!”
ในใจหลี่ชางเฟิงก็ชิงชังจริงๆ แม้จะอยู่บนเวทีที่ได้รับความสนใจสูงขนาดนี้ เขาก็ไม่คิดปิดบังความเป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าลวี่หมิงเลย สรรพนามเรียกอีกฝ่ายว่า “ดาราตกกระแส” อย่างชัดถ้อยชัดคำ
อย่างไรเสีย ปมขัดแยกระหว่างทั้งคู่เป็นเรื่องที่ทั้งเน็ตรู้กัน เขาเลยขี้เกียจเสแสร้ง
ถ้าเป็นไปได้ เขาอยากให้ดาราตกกระแสตายๆ ไปซะด้วยซ้ำ!
[โว้ว!!]
[เกอเกอแมนสุดๆ!]
[นี่สิ ความนิ่งและความมั่นใจของไอดอลรุ่นเก๋า!]
[ตราบใดที่เฟิงเฟิงยังไม่สละบัลลังก์ นายดาราตกกระแสก็เป็นได้แค่รัชทายาทไปตลอด!]
ฝั่งผึ้งตอบสนองทันที
ขณะเดียวกันก็มีแฟนคลับหมิงบางส่วนมองว่าหลี่ชางเฟิงนี่ช่างไม่รู้กาลเทศะ ถึงทุกคนจะรู้ว่านายกับดาราตกกระแสมีเรื่องกัน แต่การปัดตกความสามารถทางดนตรีของเขามันก็ออกจะหลงตัวเองเกินไปไหม?
ตอนนี้เพลง “เอาที่เธอต้องการไปให้หมด” ได้กลายเป็นเพลงฮิตฝั่งเพนกวิน กระแสปากต่อปากก็กำลังบานปลาย หลายชาวเน็ตถึงกับบอกว่าฟังเท่าไรก็ไม่เบื่อ ยิ่งฟังยิ่งติดหู นอกจากซิงเกิลออริจินัลเปิดตัวเพลงนี้แล้ว แม้กระทั่งเพลงคัฟเวอร์ที่ลวี่หมิงร้องในรอบก่อนๆ ก็ได้รับคำชมล้นหลามบนเน็ต
ว่ากันตามความติดหูของผลงานแล้ว หลี่ชางเฟิงที่ไม่มีเพลงตัวแทนสักเพลง ผลงานทั้งหมดต้องพึ่งคัฟเวอร์ล้วนๆ เทียบกันไม่ได้เลย
ฝั่งอัฒจันทร์ผู้ชมในงานก็ฮือฮากันยกใหญ่ ไม่มีใครคาดคิดว่าในสถานการณ์อลังการขนาดนี้ หลี่ชางเฟิงจะเป็นฝ่ายเปิดศึกก่อนแบบไม่ปิดบัง แถมยังเดือดขนาดนี้
อีอีที่ดูท่าทางชอบความวุ่นวายก็รีบยื่นไมค์ไปหาลวี่หมิง “วันนี้ผู้เข้าแข่งขันของเราอย่างลวี่หมิงก็ได้เจอเพื่อนเก่าที่ห่างหายกันไปนานเช่นกัน ขอถามลวี่หมิงหน่อยว่า ต่อหน้าคำท้าทายก่อนแข่งจากหลี่ชางเฟิง คุณมีอะไรอยากบอกกับเพื่อนเก่าบ้างไหม?”
ลวี่หมิงชะงักเล็กน้อย แล้วเหลือบมองไปทางหลี่ชางเฟิง
ฝ่ายนั้นฮึดฮัดในคอ แล้วเชิดหน้าเหมือนไก่ตัวผู้ที่หยิ่งผยอง เบือนหน้าไปอีกทาง
“เดี๋ยวแข่งเสร็จ ผมเลี้ยงข้าวคุณมื้อหนึ่งดีไหม?”
“นาย… ยังจะเลี้ยงข้าวฉัน?” หลี่ชางเฟิงแทบไม่แน่ใจว่าตัวเองฟังผิดหรือเปล่า
ดาราตกกระแสกำลังรู้ตัวว่าไม่ใช่คู่มือ เลยคิดจะเปลี่ยนศัตรูเป็นมิตร ฟื้นสัมพันธ์งั้นเหรอ?
เป็นไปได้ไหม?!
ขณะหลี่ชางเฟิงยังตกใจ ก็ได้ยินลวี่หมิงเอ่ยอย่างจริงจังว่า “ใช่ ผมจะเข้าครัวเอง ทำไส้ใหญ่เก้าชั้นหอมๆ ให้คุณกิน สบายใจได้ ครั้งนี้รับประกันว่าหอมติดปากแน่นอน!”
หลี่ชางเฟิง: “!!!”
ชายหนุ่มเบิกตากว้าง ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดจนเขียวคล้ำทันที
“พรืด!!” อีอีในฐานะพิธีกรกลั้นไว้ไม่อยู่ ระเบิดหัวเราะออกมาก่อนเลย แม้แต่จางเส่ากังข้างๆ ก็ยังแทบกลั้นขำไม่ไหว
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
บนอัฒจันทร์ผู้ชมไกลออกไป ยิ่งมีเสียงหัวเราะกระจายดังมาเป็นวงกว้างทันที
[ไปแย่งหน่อไม้กันเกลี้ยงภูเขาแล้ว!] (**พ้องเสียงกับคำว่า แสบไปหมด)
[หน่อไม้บนภูเขาถูกนายเก็บหมดแล้ว!]
[ตอนแรกพี่ๆ ก็ลืมเรื่องไส้ใหญ่เก้าชั้นไปแล้ว อยู่ๆ ดาราตกกระแสหลุดคำว่า ‘หอมถึงใจ’ มาคำเดียว ทำเอานึกออกกันยกแผง!]
[ปากเกอเกอหอมฟุ้ง? X ต้องเป็นปากเกอเกอหอม…ของเสียต่างหาก √!] (**เป็นการเล่นคำของจีน)
[โอ๊ย ไม่ไหวแล้ว ขำจนท้องแข็ง!]
[เกอเกอจะไม่ช็อกตายคาเวทีเลยเหรอ?]
พวกสายเอ็นจอยหัวเราะกันครืน
ทรวงอกของหลี่ชางเฟิงกระเพื่อมแรง จ้องลวี่หมิงด้วยดวงตาราวจะฆ่าคน
ไอ้ดาราตกกระแส แกภาวนาให้ทั้งชาติอย่าได้ตกอยู่ในมือเฟิงเกอของข้าเลยจะดีกว่า!
สองพิธีกรเห็นบรรยากาศเดือดขนาดนี้ ก็ยิ่งได้ทีไม่กลัวเรื่องจะบาน ยกระดับโยนคำถามชวนดราม่ามาเป็นระลอกๆ หลี่ชางเฟิงตอนนี้ในหัวมีแต่ขี้วันนั้น ยิ่งคิดยิ่งหัวเสีย ถ้าไม่ติดว่านี่กำลังไลฟ์สดอยู่ ป่านนี้ด่าด้วยคำหยาบคายชุดใหญ่ไปแล้ว
ส่วนลวี่หมิงเห็นอีกฝ่ายโวยวายเอะอะ แต่ฟังๆ ไปกลับเหมือนกำลังงอแงเสียมากกว่า เขาเลยงัดสกิลปากกล้าของตัวเองขึ้นมา น้ำเสียงเสียดสีประชดประชันนั่นเล่นงานจนหลี่ชางเฟิงหัวกระเจิง ไม่นาน ใบหน้าของเฟิงเฟิงก็แดงก่ำไปทั้งใบหน้า
เห็นบทสนทนาก่อนแข่งของทั้งคู่เรียกอุณหภูมิผู้ชมได้สูงลิ่ว สองพิธีกรจึงรู้จังหวะชงพอดี หยิบสคริปต์ขึ้นมาอ่านคำโฆษณาบนกระดาษ
แต่บางทีคงมัวแต่เพลินซุบซิบกันจนล้นเกิน อีอีดันอ่านชื่อผู้สนับสนุนหลัก “เจียงเสี่ยวไป๋” ผิดเป็น “กังเสี่ยวไป๋” เปลี่ยนเสียงไปเลย จนกระทั่งคู่หูอย่างจางเส่ากังมองเธออย่างเหลือเชื่อ เธอถึงรู้ตัวว่าพลาด แต่คิดว่าพูดไปแล้วก็ช่างมัน ไม่แก้แล้ว เปลี่ยนเรื่องทันที: “ต่อไป ขอเชิญรับชมเพลงออริจินัล ‘สัตว์ประหลาด’ จากหลี่ชางเฟิงกันค่ะ”
[พิธีกรหญิงนี่ไม่รู้หนังสือรึเปล่าเนี่ย?]
[ถึงจะเป็นเหล้าที่รสชาติแย่ เป็นแค่ของทำการตลาดก็เถอะ แต่จะไปอ่านชื่อแบรนด์คนเขาผิดได้ยังไงกัน?]
[พิธีกรตัวท็อปด้านความพัง!]
[ฉันให้คะแนนว่า ยังสู้จางต๋าต๋าไม่ได้]
[พี่จาง คิดถึงคุณจัง!]
ระหว่างที่ชาวเน็ตเมาท์กันสนุกมือ ต่อให้บางส่วนจะด่า แต่กับคำกล่าวอ้างของหลี่ชางเฟิงที่บอกว่าตัวเองขัดเกลาเพลงออริจินัลนี้มาสามปีเต็ม ก็ยังพอมีคนคาดหวังอยู่บ้าง ฝั่งห้องไลฟ์สด แฟนคลับฝั่งผึ้งเป็นล้านมั่นใจสุดๆ หวังให้ผลงานออริจินัลของไอดอลตัวเองแซงหน้าดาราตกกระแส สถาปนาสถานะผู้นำแห่งนักร้องรุ่นใหม่ในวงการเพลงจีนให้เด็ดขาดในครั้งเดียว
ครู่ต่อมา หลี่ชางเฟิงที่อัดพลังมาเต็มก็พร้อมแล้ว เมื่อเวทีดับไฟมืดลง เขาสวมแจ็กเก็ตสายอีโมที่มีหมุดติดเต็มตัวก้าวขึ้นเวที พร้อมด้วยทีมแดนซ์เซอร์มืออาชีพ
เพลงออริจินัลของหมอนี่ กลายเป็นแนวร้องเต้นไปเสียอย่างนั้น
ลวี่หมิงที่อยู่หลังเวทีพอเห็นสภาพนี้ก็เข้าใจทันที ว่าทำไมหลี่ชางเฟิงถึงกล้ามั่นหน้าอยู่ต่อหน้าเขาขนาดนั้น ที่แท้ก็จะเล่นแบบเปิดไมค์ครึ่งๆ นี่เอง
วัฒนธรรมร้องเต้นในวงการบันเทิงจีนตอนนี้ยังไม่ฮิตเป็นกระแสหลัก นั่นเป็นจุดเด่นของฝั่งคาบสมุทร โดยเฉพาะเกิร์ลกรุ๊ป เหตุผลที่โดนยกย่องก็เพราะลิปซิงก์แต่เต้นจริง
รับประกันความไพเราะในหู พร้อมเสิร์ฟแรงกระตุ้นทางตาให้แฟนเพลงเพิ่มอีก เพราะบนเวทีพี่สาวสวยๆ โชว์ท่าทางอลังการ ท่ากลีบบัวบานบ้าง โยกเอวสะบัดสะโพกกันพร้อมเพรียง ใครจะไม่ตื่นเต้นล่ะ
แต่ปัญหาคือ...
นี่มันไม่ใช่วาไรตี้เพลงที่ต้องเปิดไมค์ร้องสดทั้งรายการเหรอ?
ถึงขั้นลิปซิงก์กันออกอากาศ ทีมรายการยังทำเป็นไม่เห็นอีกหรือ?
“นี่ฉันโดนเล็งเป้าอยู่สินะ?” ลวี่หมิงรู้สึกว่าเรื่องเริ่มไม่ค่อยดีแล้ว
แต่พอฟังไปได้ไม่นาน เขาก็หลุดยิ้มอีกครั้ง
ต้องยอมรับว่า หลี่ชางเฟิงมีพรสวรรค์ด้านการเต้นไม่เลวเลย บนเวทีเขาทั้งส่ายสะโพกโถมจังหวะ ล้วงเป้าใส่เต็มๆ เล่นเอาแฟนเพลงด้านล่างกรี๊ดกันระงม แต่ถึงเพลงที่อัดแต่งเสียงไว้ล่วงหน้าในห้องอัดจะทำให้ผ่านเกณฑ์ด้านการร้องได้ ก็ยังไร้ความหมายอยู่ดี เพราะเนื้อร้องทำนองมันแย่เกินไป สำหรับเขาฟังจบแล้วสรุปได้แค่สี่คำ
คร่ำครวญไร้เหตุผล!
แกนความคิดหลักของเพลงคือ ฉันเป็นตัวของตัวเอง โดดเด่นแตกต่าง เป็นตัวประหลาดในสายตาคนทั่วไป แต่ฉันไม่แคร์สายตาสังคม ต่อให้ทุกคนรังเกียจฉัน ไม่เข้าใจฉัน ฉันก็จะพิสูจน์ให้พวกอคติพวกนั้นเห็น แต่ดันมีท่อนเนื้อเพลงประหลาดๆ หลายจุดที่สวนทางกับธีมนี้ หรือจะพูดให้ชัดกว่านั้นก็คือ ธีมนี้มันขัดแย้งในตัวเองอยู่แล้ว
ยากจะจินตนาการว่าเพลงออริจินัลที่ขัดเกลามาสามปี จะยังคงไม่สอดคล้องเป็นเนื้อเดียวกันในเชิงตรรกะได้ขนาดนี้
ของแบบนี้เอาออกมา ก็จะดึงดูดได้แค่ผึ้งที่เชียร์ไอดอลบ้านตัวเองกับแฟนคลับประเภทหลงรูปหลงหุ่น แต่ในเมื่อห้องไลฟ์สดมีทราฟฟิกสูงลิ่ว ฐานผู้ชมมหาศาล สุดท้ายก็ต้องให้คุณภาพผลงานกับฝีมือการร้องเป็นตัวตัดสินอยู่ดี
พอดีว่า เรื่องพวกนี้ เขามีครบ!
เมื่อการแสดงจบลง ยอดโหวตออนไลน์ของหลี่ชางเฟิงอยู่ที่ 3.69 ล้านโหวต และเพราะได้ทั้งสามเมนเทอร์กดหันเก้าอี้ให้ จึงได้โบนัสเพิ่มอีกสามแสนโหวต แต่ถึงอย่างนั้นก็เพิ่งปริ่มๆ แตะสี่ล้าน ถ้าเทียบกับคะแนนเดิมๆ ของลวี่หมิงที่ทีไรก็ราวห้าล้าน เห็นได้ชัดว่ายังไม่ถึงระดับนั้น
แม้แต่หลี่ชางเฟิงเองก็ยังรู้สึกว่าคะแนนนี้ต่ำกว่าที่คาดไว้มาก
แต่ในใจเขาก็ยังบ่นอย่างไม่ยี่หระว่า “ทีมรายการจำกัดไม่ให้ใช้เพลงซ้ำแข่ง หมอนั่นเป็นดาราตกกระแส ก่อนหน้านี้ก็เอาเพลงฮิตมาคัฟเวอร์ไปหมดแล้ว คงไม่ถึงขั้นจะไปแต่งออริจินัล ‘เอาที่เธอต้องการไปให้หมด’ ได้อีกหรอก”
“คะแนนฉันนี่ อย่างน้อยก็มีโอกาสคว้าแชมป์ห้าสิบเปอร์เซ็นต์ และถึงเขาจะได้มากกว่าฉันนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวยังมีรอบขอคะแนนเพิ่มทีหลัง!”
เพื่อจะอัดดาราตกกระแสให้จมดินแบบซึ่งๆ หน้า ล้างแค้นเรื่องที่บ้านเห็ดในวันนั้น วันนี้เขาเรียกได้ว่าเตรียมตัวมาพร้อมสุดๆ
บนเวที
สามเมนเทอร์เริ่มวิจารณ์กันอย่างออกรส ถึงขั้นยกเพลงออริจินัลของหลี่ชางเฟิงให้ขึ้นหิ้ง ความจริงคะแนนที่เดิมไต่ช้าๆ ก็เพราะคำชื่นชมที่ทั้งสามให้ความหวังสูง จึงพุ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอีกระลอก
ใช่แล้ว ตั้งแต่รอบสี่คนเป็นต้นไป ช่วงเมนเทอร์คอมเมนต์ หน้าต่างโหวตออนไลน์จะเปิดค้างไว้ตลอด
จุดประสงค์ก็เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้การวิจารณ์ของเมนเทอร์ เพราะผู้ชมจำนวนมากมักเสพดนตรีแบบผิวเผิน อาจจับประเด็นลึกไม่ได้ บางครั้งก็อาจประเมินงานชั้นดีคลาดเคลื่อนไป
ตอนหลี่ชางเฟิงลงจากเวที พอปิดหน้าต่างโหวต คะแนนของเขาก็ทะลุห้าล้านไปแล้ว ซึ่งนี่เท่ากับคะแนนสุดท้ายของลวี่หมิงในรอบรองสัปดาห์ที่แล้วพอดี
“แม้แต่เมนเทอร์ก็เป็นพวกของฉัน ดูสิว่าดาราตกกระแสจะเอาอะไรมาแข่งกับฉัน!” หลี่ชางเฟิงแอบสะใจในใจ เฝ้ารอภาพที่อีกฝ่ายถูกเขาเขี่ยตกรอบ
อีอีก็ไม่รู้ว่าเพี้ยนหรือเบลออะไรอีก ช่วงประกาศคิวกลับพูดลิ้นพันกันอีกรอบ คราวนี้ดันอ่านชื่อผู้สนับสนุนหลัก เครื่องดื่มสมุนไพรจาโตเป่า ผิดเป็น หวังเหล่าจี๋ พอดีกับที่ทีมรายการกำลังให้ช็อตโคลสอัปสินค้าของเครื่องดื่มสมุนไพรจาโตเป่าพอดี
[???]
[พี่สาวคนนี้เอาจริงเหรอ?]
[หวังเหล่าจี๋: นั่งอยู่บ้านเฉยๆ ทราฟฟิกก็หล่นทับ]
[เจียงเสี่ยวไป๋: อยู่ๆ ใจก็รู้สึกบาลานซ์ขึ้นมาเลย]
[พิธีกรแบบนี้ไม่ไล่ออก เก็บไว้ฉลองปีใหม่หรือไง?]
เจ้านายของเครื่องดื่มสมุนไพรจาโตเป่ารู้ว่าตอนนี้กระแสความร้อนแรงของรายการตอนนี้แรงกว่าทุกตอนที่ผ่านมา ให้ความสำคัญกับเงินที่ลงไปมาก เขาเลยเฝ้าดูงานในห้องไลฟ์สด พอเห็นภาพนี้เข้า ก็เดือดจนเหมือนปอดจะระเบิด “CNM ยัยพิธีกรนี่โง่หรือไงวะ? กูควักเงินไปตั้งเยอะ มึงดันไปโฆษณาให้ของฝั่งคู่แข่ง เอ่อ…เป็นบ้าเหรอ!”
จางเส่ากังถึงจะไม่ใช่มืออาชีพ แต่เห็นพี่สาวคนนี้เล่นมุกพังๆ รัวๆ เขายังอดทึ่งในใจไม่ได้ จึงรีบประกาศคิวต่อไปทันที: “ต่อไป ขอเชิญดาราตกกระแส วันนี้เขามาพร้อมเพลงออริจินัลเช่นกัน ‘คนอย่างฉัน’”
[???]
[เขาก็มีเพลงออริจินัลด้วย?]
[ดาราตกกระแสกำลังจะมอบแรงสั่นสะเทือนเล็กๆ ให้กับวงการเพลงจีนอีกแล้วเหรอ?]
[ช่วงเวลาสั้นขนาดนี้ จะทำเพลงออริจินัลออกมาได้สักแค่ไหน? จะไปเทียบกับเฟิงเฟิงงั้นเหรอ ลองส่องตัวเองหน่อยว่าถึงขั้นนั้นไหม!]
ผู้ชมต่างตกใจ แต่ก็มีแฟนที่ถือป้ายหมิงบางส่วนไม่พอใจกับคำเรียกดูแคลนของจางเส่ากัง
[เมื่อกี้ประกาศขึ้นเวทีให้หลี่ชางเฟิง ยังเรียกว่าอาจารย์หลี่ชางเฟิง แต่พอถึงคิวพี่หมิงของฉัน เปิดปากมาก็ “ดาราตกกระแส” แบบนี้ตั้งใจเล็งเป้าชัดๆ ใช่ไหม?]
[เขาก็เป็นดาราตกกระแสอยู่แล้ว ทำไมล่ะ เดี๋ยวนี้ไอดอลแฟนคลับหมิงสูงส่งขนาดนั้น คนตกกระแสยังห้ามพูดอีกเหรอ?]
[ชาวเน็ตเรียกแบบนั้นไม่เป็นไร แต่พิธีกรจะไร้มารยาทได้ขนาดนี้เลย?]
[จางต๋าต๋าว่ายังไงล่ะ? เขาก็เรียกว่าดาราตกกระแสเหมือนกันนะ]
[นี่ไง สาเหตุที่เปลี่ยนพิธีกร!]
[พอเถอะ ช่างประเด็นนี้ไว้ก่อน ไม่มีใครสังเกตเหรอว่าปากของหลี่ชางเฟิงเมื่อกี้ไม่ตรงกับเสียง ลิปซิงก์กันชัดๆ นี่นา?]







