ศิษย์อาจารย์ทั้งสองเดินกลับมาตลอดทาง ออกแต่เช้ากลับมืดค่ำ นี่คือสภาพของทั้งสองคนในช่วงนี้
พอเข้าเมือง ทั้งสองก็แยกย้ายกันไปคนละทาง
ซูอวี่กลับบ้าน หลิวเหวินเยี่ยนไปสถาบัน
……
หน้าประตูทางเข้าหมู่บ้าน
เฉินฮ่าวดูซึมกระทือ นั่งยองๆ นับมดอยู่บนพื้น
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาก็รีบเงยหน้าขึ้น พอเห็นซูอวี่ก็บ่นทันทีว่า “อาอวี่ ทำไมเพิ่งกลับมา!”
ซูอวี่เห็นเขารออยู่ที่นี่ก็อดหัวเราะไม่ได้ “นายมาทำอะไรที่นี่”
“รอนายไง จะให้ทำอะไรอีกล่ะ!”
เฉินฮ่าวบ่นกระปอดกระแปด “ช่วงนี้นายออกไปข้างนอกกับอาจารย์หลิวทุกวันเลย ไปทำอะไรกัน! อาจารย์หลิวลำเอียงชะมัด เขาไม่ใช่ครูสอนพิเศษส่วนตัวสักหน่อย แต่กลับพานายไปคนเดียว เพื่อนในชั้นเรียนพากันนินทาหมดแล้ว”
ตอนที่เขาพูด สีหน้าบ่งบอกถึงความอิจฉาตาร้อนสุดๆ
“ขั้นเถิงคงเลยนะ! พาแค่นายไปคนเดียว อาอวี่ นายลองพูดกับอาจารย์หลิวให้พาฉันไปด้วยอีกคนสิ!”
ก่อนหน้านี้เจตจำนงของหลิวเหวินเยี่ยนยังไม่ปรากฏรูปลักษณ์ เป็นแค่อาจารย์ขั้นเชียนจวิน ต่อให้เก่งภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์แค่ไหน ก็ถือว่าเป็นแค่อาจารย์ธรรมดาๆ
แต่เมื่อเจตจำนงของหลิวเหวินเยี่ยนบรรลุขั้นเถิงคง พริบตาเดียว หลิวเหวินเยี่ยนก็กลายเป็นบุคคลสำคัญอันดับต้นๆ ของเมืองหนานหยวน
เจ้าเมืองอู๋เหวินไห่ก็อยู่แค่ขั้นเถิงคงระดับสอง และก่อนหน้านี้หลิวเหวินเยี่ยนยังเคยสังหารยอดฝีมือขั้นเถิงคงระดับสองมาแล้ว เรื่องนี้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหนานหยวนเล็กๆ แห่งนี้ตั้งนานแล้ว
ตอนนี้นักเรียนของสถาบันระดับกลางหนานหยวน ใครบ้างไม่อยากใกล้ชิดกับหลิวเหวินเยี่ยนให้มากขึ้น
ต่อให้นักเรียนไม่เข้าใจ ผู้ปกครองจะไม่รู้เรื่องเชียวหรือ
พ่อของเฉินฮ่าวกลับมาด่าเขาทุกวัน ด่าว่าเฉินฮ่าวไม่เอาถ่านเหมือนซูอวี่ ดูซูอวี่สิ หลิวเหวินเยี่ยนพาไปอยู่ข้างกายฟูมฟักในฐานะศิษย์สืบทอด แต่นายสิ สนิทกับซูอวี่ขนาดนั้น ผลสุดท้ายกลับไม่ได้เฉียดเข้าใกล้เลยสักนิด
“นายแน่ใจนะว่าจะให้พาไปด้วย”
ซูอวี่พูดพลางหัวเราะ “ถ้านายแน่ใจ พรุ่งนี้ฉันจะบอกอาจารย์หลิวให้”
“ช่างเถอะ!”
เฉินฮ่าวที่เพิ่งจะทำหน้าตาขึงขังเมื่อครู่ ห่อเหี่ยวลงทันที เขาพูดเสียงอ่อย “ฉันไม่กล้าหรอก แค่ไปยืนข้างอาจารย์หลิวฉันก็สั่นไปหมดแล้ว ตอนนี้อาจารย์หลิวดุกว่าเมื่อก่อนตั้งเยอะ”
“เขาไม่ได้ดุหรอก เจตจำนงเพิ่งปรากฏรูปลักษณ์ ร่างกายยังไม่ได้รับการหล่อหลอม เลยยังเก็บงำพลังไว้ไม่ได้ต่างหาก”
ซูอวี่ยังคงช่วยอธิบายให้ฟังเจ้านี่ก็เก่งแต่ปากเท่านั้นแหละ
หลิวเหวินเยี่ยนไม่ได้ดุจริงๆ หรอก ประเด็นคือหลังจากเจตจำนงปรากฏรูปลักษณ์ ร่างกายยังไม่ได้รับการหล่อหลอม จนถึงตอนนี้เพิ่งก้าวเข้าสู่ขั้นวั่นสือ จึงยังเก็บงำพลังเจตจำนงไว้ไม่อยู่ ทำให้ดูน่าเกรงขามอยู่บ้าง
พอเป็นแบบนี้ สำหรับพวกอ่อนหัดอย่างเฉินฮ่าวแล้ว ย่อมรู้สึกว่าดุดันเป็นธรรมดา
เฉินฮ่าวฟังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ แต่เขาก็ไม่สนใจเรื่องนี้แล้ว ทิ้งหัวข้อสนทนาก่อนหน้านี้ไปในทันที เขาเดินตามซูอวี่พลางพูดด้วยรอยยิ้มเบิกบานว่า “อาอวี่ ฉันใกล้จะถึงขั้นไคเอวี๋ยนระดับสี่แล้วนะ!”
“ช่วงนี้ฉันรู้สึกว่าหูอื้อดังครืนๆ นายว่าฉันใกล้จะเปิดจุดชีพจรได้แล้วใช่ไหม”
“ที่นายมาหาฉันก็เพื่อจะมาอวดเหรอ”
“ที่ไหนกันล่ะ!”
เฉินฮ่าวร้องโอดครวญ “ต่อให้ฉันอยู่ขั้นไคเอวี๋ยนระดับสี่ นายก็อยู่ระดับสี่ไม่ใช่เหรอ ฉันมาหานายไม่ได้จะมาอวดสักหน่อย พ่อฉันต่างหากที่อยากเลี้ยงข้าวนาย ผลงานก่อนหน้านี้ไม่ได้ยกให้ฉันรับความดีความชอบไปแล้วเหรอ”
“ฉันบอกว่าฉันเป็นคนฆ่า พ่อก็เลยเตะฉันไปทีนึง หาว่าฉันพูดจาไร้สาระ! แล้ว... ฉันก็เลยบอกว่าทำด้วยกันกับนาย เขาก็เชื่อเลย บอกว่านายสมองดี นายเป็นคนยกให้ฉัน พ่อเอาแต่บอกว่าจะเลี้ยงข้าวนายสักมื้อ แต่เดือนนี้นายวิ่งไปวิ่งมาตลอด หาตัวไม่เจอเลย”
เฉินฮ่าวทำหน้าตาน่าสงสาร เดือนที่แล้วเขาโดนพ่อซ้อมซะยับเยินเลย
พ่อก็นะ อาอวี่ก็เพิ่งจะขั้นไคเอวี๋ยนระดับสี่เหมือนกันนี่นา
ทำไมฉันบอกว่าฉันฆ่าเขาถึงไม่เชื่อ พอมีซูอวี่อยู่ด้วย เขากลับฟันธงว่าเป็นฝีมือซูอวี่ ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย!
เขาเองก็เกือบจะเชื่อแล้วว่าเป็นคนฆ่าเองจริงๆ ผลคือโดนพ่อซ้อมไปหลายยกก็เลยตาสว่างขึ้นมาทันที นึกขึ้นได้ว่าที่แท้ฉันไม่ได้ฆ่า อาอวี่ต่างหากที่ฆ่า แปลกจริง ทำไมฉันถึงรู้สึกอยู่ตลอดว่าฉันเป็นคนฆ่านะ
“คุณลุงเฉินจะเกรงใจไปทำไม”
ซูอวี่พูดพลางหัวเราะ “นายไม่ได้จ่ายเงินไปแล้วเหรอ ตั้งหมื่นกว่า แต้มผลงานก็ให้ฉันมาแล้ว บวกเพิ่มอีก 30 คะแนนก็ไม่มีประโยชน์อะไรกับฉันหรอก”
“ฉันบอกแล้วไง คนกันเองไม่ต้องเกรงใจ แต่พ่อฉันดึงดันจะเลี้ยงให้ได้”
เฉินฮ่าวพูดอย่างไม่ใส่ใจ “งั้นก็กินสักมื้อเถอะ ยังไงลุงซูก็ไม่อยู่บ้าน นายกลับบ้านไปก็ต้องกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ดี”
“งั้นก็ได้”
ซูอวี่ไม่ได้เกรงใจอีก เขากับพ่อของเฉินฮ่าวก็ถือว่าคุ้นเคยกันดี ตอนที่พ่อของเขาอยู่บ้านก็เจอกันบ่อยๆ
แต่ตั้งแต่ซูหลงจากไป ซูอวี่ก็มักจะไปไหนมาไหนกับหลิวเหวินเยี่ยน เลยไม่ได้ไปบ้านตระกูลเฉินอีกเลย
เฉินฮ่าวไม่ได้พูดอะไรมาก เดินตามซูอวี่ต่อไปพลางถามว่า “อาอวี่ ไปไหนมาไหนกับอาจารย์หลิว ฝีมือนายก้าวหน้าขึ้นไหม”
“ก้าวหน้าขึ้นนิดหน่อย”
“งั้นนายอีกนานไหมกว่าจะถึงขั้นไคเอวี๋ยนระดับห้า”
เฉินฮ่าวพูดอย่างอัดอั้นใจ “ในชั้นเรียนมีคนพูดไม่ดีถึงนาย โจวชงคนนั้นไง ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้อยู่ขั้นไคเอวี๋ยนระดับสี่หรอกเหรอ หลายวันมานี้นายไม่อยู่ เขาเลื่อนเป็นขั้นไคเอวี๋ยนระดับห้าแล้ว หาว่านายอาศัยความฉลาดแกมโกง คอยแต่จะประจบอาจารย์หลิว ต่อให้สอบเข้าสถาบันอารยธรรมได้ก็งั้นๆ แหละ”
ซูอวี่พูดอย่างไม่ใส่ใจ “จะไปถือสาเขาทำไม เอาเวลานั้นไปตั้งใจบำเพ็ญเพียรดีกว่า”
“อาอวี่ พูดแบบนี้ไม่ได้นะ!”
เฉินฮ่าวพูดอย่างไม่พอใจ “ฉันกะจะไปดวลเดี่ยวกับเขา ยังไงระดับสี่กับระดับห้าก็ห่างกันไม่มาก รอให้ฉันขึ้นระดับสี่ก่อนเถอะ ฉันจะไปคิดบัญชีกับเขา เอาแต่พูดให้ร้ายคนอื่นลับหลังอยู่ได้!”
“ถ้านายไม่ห้ามฉันพูด ฉันคงบอกไปแล้วว่านายฆ่าคนขั้นเชียนจวินได้ เจ้านี่ อวดเก่งอะไรนักหนา!”
เขายังคงรู้สึกโกรธเคือง ขั้นไคเอวี๋ยนระดับห้าแล้วไง
เก่งนักเหรอ!
อาอวี่ยังฆ่าขั้นเชียนจวินระดับเจ็ดได้ตั้งสองคนเลยนะ!
ด่าทอด้วยความเดือดดาลไปสองสามประโยค พอเห็นว่าซูอวี่ดูเหมือนจะไม่สนใจจริงๆ เฉินฮ่าวก็อดรนทนไม่ไหว “บนตัวนายมีแผลเต็มไปหมด ช่วงนี้แอบไปฝึกพิเศษมาใช่ไหม ถึงขั้นไคเอวี๋ยนระดับห้าหรือยัง”
สภาพของซูอวี่ตอนนี้ดูไม่จืดจริงๆ บนแก้มยังมีรอยเลือดอยู่หลายรอย
เมื่อได้ยินเฉินฮ่าวถามขึ้นมาอีก ซูอวี่ก็อดหัวเราะไม่ได้ “ขั้นไคเอวี๋ยนระดับห้า? ฮ่าวจื่อ วิสัยทัศน์นายมองให้สูงขึ้นกว่านี้อีกหน่อยไม่ได้หรือไง!”
“หมายความว่าไง”
“ท้องฟ้าของเมืองหนานหยวน... มันต่ำเกินไป!”
สำหรับเพื่อนตายคนนี้ ซูอวี่ยังคงยอมพูดความในใจออกมา เขาทอดถอนใจ “เมืองหนานหยวนเล็กเกินไป ท้องฟ้าต่ำเกินไป วิสัยทัศน์ของทุกคนก็แคบเกินไป! ขั้นไคเอวี๋ยน... ขั้นไคเอวี๋ยนคืออะไรกัน”
“ในเขตปกครองต้าเซี่ย คนที่อยู่ขั้นไคเอวี๋ยนระดับเก้าก็มีไม่น้อย รอแค่เข้าเรียนแล้วทะลวงขั้นเชียนจวิน”
“อย่าว่าแต่ขั้นไคเอวี๋ยนเลย... บางคนเข้าเรียนแค่ครึ่งปี ก็ฆ่ายอดฝีมือขั้นเถิงคงระดับห้าได้แล้ว!”
“ฮ่าวจื่อ ขั้นเถิงคงเลยนะ! ท้องฟ้าของเมืองหนานหยวน ก็สูงแค่ขั้นเถิงคงนั่นแหละ!”
“เจ้าเมืองก็อยู่แค่ขั้นเถิงคง แต่ในเขตปกครองต้าโจว นักเรียนที่เข้าเรียนได้ครึ่งปีสามารถฆ่ายอดฝีมือขั้นเถิงคงได้ เก่งกว่าเจ้าเมืองเสียอีก นายว่า... จะมัวมาแก่งแย่งชิงดีในเมืองหนานหยวนไปทำไม!”
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ซูอวี่คงเอาเรื่องโจวชงคนนั้นไปแล้วจริงๆ
แต่ตอนนี้ เขาไม่มีอารมณ์จะสนใจจริงๆ
ขั้นไคเอวี๋ยนระดับห้า?
ใช่ ในเมืองหนานหยวนถือว่าเก่งมาก แต่ท้องฟ้าของเมืองหนานหยวนแห่งนี้มันต่ำจนน่าตกใจ หลังจากได้พบกับไป๋เฟิง ได้ฟังเรื่องราวของอัจฉริยะแห่งเขตปกครองต้าโจวคนนั้นแล้ว เขาจะมีอารมณ์ไปคิดเล็กคิดน้อยได้ยังไง
หลิวเหวินเยี่ยนกับไป๋เฟิงเปิดประตูสู่โลกอีกใบให้เขา ทำให้เด็กบ้านนอกที่เกิดและโตในเมืองหนานหยวนอย่างเขา ได้เห็นโลกกว้างใบที่ใหญ่กว่า
ตอนนี้ พอได้ยินเฉินฮ่าวพูดถึงเรื่องพวกนี้ เขารู้สึกขำเท่านั้น ไม่มีปฏิกิริยาอย่างอื่น
“อาอวี่...”
เฉินฮ่าวออกจะงุนงง “ที่นายพูดมา มันเกี่ยวอะไรกับพวกเราด้วย อัจฉริยะของเขตปกครองต้าเซี่ย อัจฉริยะของเขตปกครองต้าโจว นั่นมันก็เรื่องของพวกเขา ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเราสักหน่อยไม่ใช่เหรอ”
คำพูดของซูอวี่ สำหรับเฉินฮ่าวแล้ว มันช่างห่างไกลเหลือเกิน
มันเกี่ยวอะไรกับพวกเราด้วย?
“ทำไมจะไม่เกี่ยวล่ะ”
ซูอวี่เอียงคอพิจารณาเขา “นายยอมเป็นคนธรรมดาไปตลอดชีวิตเหรอ ทุกคนก็เป็นคนเหมือนกัน พวกเราเป็นอัจฉริยะในสายตาคนอื่นบ้างไม่ได้หรือไง”
“แต่ว่า...”
เฉินฮ่าวอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับพบว่าไม่มีอะไรจะพูด เขาพูดอย่างหดหู่เล็กน้อยว่า “นั่นมันก็ไกลเกินไป ฉันแค่ถามว่านายถึงขั้นไคเอวี๋ยนระดับห้าหรือยัง นายจะมาพูดเรื่องพวกนี้กับฉันทำไม”
“ขั้นไคเอวี๋ยนระดับเจ็ดแล้ว”
ซูอวี่ยิ้มบางๆ “ช่วงสองวันนี้ฉันกะจะทะลวงระดับดู จะลองดูว่าจะขึ้นถึงขั้นไคเอวี๋ยนระดับแปดได้ไหม”
“...”
เฉินฮ่าวตะลึงงัน เขาอยากจะยื่นมือไปจับหัวซูอวี่ แต่กลับโดนซูอวี่ปัดมือออกอย่างแรง
“ไม่ได้ฝันไป ขั้นไคเอวี๋ยนระดับเจ็ดแล้วจริงๆ”
ซูอวี่ก้าวเข้าไปในตัวตึก เดินไปพลางพูดไปพลาง “เหลือเวลาอีก 24 วันก่อนสอบประเมิน ระดับแปดสำหรับฉันไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ระดับเก้าน่าจะยากหน่อย แต่หลังสอบประเมินยังมีเวลาอีกหนึ่งเดือน เพราะงั้นก่อนที่ฉันจะเข้าสถาบัน ขั้นไคเอวี๋ยนระดับเก้ายังพอมีความหวัง”
“นี่ขนาดว่าช่วงนี้ฉันเสียเวลาไปกับเรื่องอื่นตั้งเยอะนะ ไม่เช่นนั้นฉันน่าจะเลื่อนระดับได้เร็วกว่านี้”
“ฮ่าวจื่อ ตอนนี้นายเข้าใจความหมายของฉันหรือยัง โจวชงขั้นไคเอวี๋ยนระดับห้า สำหรับฉันแล้วมันไม่มีอะไรจริงๆ ถ้านายอยากเข้าสถาบันสงคราม อยากเก่งขึ้นในอนาคต อยากจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้ นายก็ต้องพยายามให้มากกว่านี้”
“อย่ามัวแต่จ้องอยู่กับขั้นไคเอวี๋ยนทั้งวัน มองให้ไกลกว่านี้หน่อย”
เฉินฮ่าวทำหน้าเหม่อลอย ผ่านไปพักใหญ่ถึงเอ่ยว่า “แต่ต่อให้ฉันจ้องมองขั้นเถิงคง ฉันก็ไปไม่ถึงขั้นเถิงคงอยู่ดีนี่นา”
“วิสัยทัศน์กำหนดอนาคต นายมัวแต่จดจ่ออยู่กับขั้นไคเอวี๋ยน ในสายตานายขั้นไคเอวี๋ยนก็คือแผ่นฟ้า แรงผลักดันที่จะก้าวขึ้นไปก็หมดลงแล้ว”
ซูอวี่พูดอย่างจริงจัง “ก่อนหน้านี้ฉันคิดว่า ชาตินี้ฉันไปถึงแค่ขั้นวั่นสือก็พอ เก่งกว่าพ่อก็พอแล้ว! หรือไม่ก็ถึงขั้นเถิงคง อาจจะได้เป็นเจ้าเมืองในเมืองหนานหยวนก็ได้ แต่ตั้งแต่ฉันได้เห็นมามาก ได้ฟังมามาก ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าขั้นเถิงคงเป็นแค่จุดเริ่มต้น สิ่งที่ฉันคิดมันก็มากขึ้น”
“ความจริงแล้วช่วงเดือนกว่าๆ มานี้ ฉันพยายามมากกว่าเมื่อก่อนอีก เพราะฉันรู้ว่า ความจริงฉันมันก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร ฉันน่ะเหรออัจฉริยะ ไม่ใช่หรอก อย่างมากก็แค่พอมีพรสวรรค์อยู่บ้าง โยนไปในเขตปกครองต้าเซี่ย ก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่มีอะไรน่าภูมิใจเลย”
สมุดภาพในหัวก็เป็นส่วนหนึ่ง เป็นส่วนที่ผลักดันให้ซูอวี่อยากแข็งแกร่งขึ้น
แต่ตั้งแต่ได้ฟังเรื่องราวของโลกใบนั้นจากปากของพวกหลิวเหวินเยี่ยนมากขึ้น ซูอวี่ก็เปลี่ยนไปจริงๆ ก่อนหน้านี้เขาเรียนภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ได้ถึง 18 ภาษา เขารู้สึกว่าตัวเองเก่งมากแล้ว ยอดเยี่ยมมากแล้ว เดิมทีสองเดือนนี้เขากะจะพักผ่อนสักหน่อย
แต่ตั้งแต่ได้รู้จักโลกของผู้ใช้อารยธรรม โลกของเหล่าอัจฉริยะ เขาก็ไม่พอใจกับความคิดเดิมๆ อีกต่อไป
ขั้นเถิงคงไม่ใช่จุดสิ้นสุด เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น!
ดังนั้นตลอดหนึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมา ต่อให้จะลำบากหรือเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน เขาก็ไม่เคยบ่นเลยสักคำ เพราะเขารู้ว่านี่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
คนอื่นฐานะทางบ้านดีกว่า พรสวรรค์สูงกว่า ถ้าตัวเองไม่พยายามไล่ตามให้ทัน จะผงาดขึ้นมาได้อย่างไร
“อาอวี่ นายเปลี่ยนไปนะ”
เฉินฮ่าวพึมพำประโยคหนึ่ง “พอลุงซูจากไป นายก็เปลี่ยนไปเลย หรือว่า... พ่อไม่อยู่แล้ว จะทำให้ขยันขึ้นได้ งั้น... ฉันแยกบ้านกับพ่อดีกว่ามั้ง...”
“...”
ซูอวี่มองเขาอย่างอึ้งๆ ฉันพูดมาตั้งเยอะแยะ นายกลับได้ข้อสรุปว่าจะแยกบ้านกับพ่อ สมองนายทำด้วยอะไรเนี่ย
“ไม้ผุไม่อาจแกะสลักได้จริงๆ!”
ซูอวี่ด่าออกไปคำหนึ่ง!
สองสามวันมานี้หลิวเหวินเยี่ยนก็มักจะด่าเขาแบบนี้บ่อยๆ เขารู้สึกว่าโชคดีนะที่หลิวเหวินเยี่ยนไม่ได้พาเฉินฮ่าวไปด้วย ไม่งั้นตาแก่คงโกรธจนอกแตกตายแน่
เฉินฮ่าวไม่สนใจเขา บ่นพึมพำต่อว่า “นายขั้นไคเอวี๋ยนระดับเจ็ดจริงๆ แถมใกล้จะแปดแล้วด้วยเหรอ เป็นไปไม่ได้น่า เดือนที่แล้วนายยังอยู่แค่ขั้นไคเอวี๋ยนระดับสี่เอง ทำไมถึงพุ่งพรวดมาถึงระดับเจ็ดได้ล่ะ”
“ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้หรอก!”
ซูอวี่คิดทบทวนแล้วพูดว่า “นายอยากจะจู่ๆ ก็เก่งขึ้นมาเลย คงมีความหวังไม่มากนัก แต่นายสามารถเตรียมตัวให้พร้อมได้ อย่างเช่นเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ ใช้เวลาฝึกฝนวิชาต่อสู้เพิ่มขึ้นวันละหนึ่งชั่วโมง พอถึงขั้นไคเอวี๋ยนระดับแปด นายก็ประหยัดเวลาฝึกวิชาต่อสู้ไปได้แล้ว”
“อ่านหนังสือให้มากหน่อย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย ‘เคล็ดไคเอวี๋ยน’ น่ะ นายทำความเข้าใจจนทะลุปรุโปร่งจริงๆ แล้วหรือยัง”
“อ่านวันละหลายสิบจบ จำให้ขึ้นใจ ตอนที่นายฝึกฝนจะพบว่ามันราบรื่นขึ้นเยอะ”
“ทางนี้ฉันมี ‘เคล็ดไคเอวี๋ยน’ บทหนึ่ง เป็นของอาจารย์ไป๋เฟิงเขียนไว้ ตอนนี้อานุภาพอ่อนลงไปมากแล้ว แต่พอดีเลยล่ะ เอาให้นายอ่านได้ ถ้านายมีเวลาก็ลองอ่านให้มากๆ”
‘เคล็ดไคเอวี๋ยน’ ที่ไป๋เฟิงเขียน ถ้าเป็นตอนแรกๆ เฉินฮ่าวไม่มีทางดูได้หรอก พลังเจตจำนงของเขาไม่แข็งแกร่งพอ
แต่ตอนนี้ อานุภาพค่อยๆ สลายไปแล้ว เฉินฮ่าวเลยดูได้
ถึงแม้จะไม่เหมือนตอนที่เขียนใหม่ๆ แต่ก็ยังมีอานุภาพขั้นเถิงคงหลงเหลืออยู่บ้าง หากสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ อย่างน้อยการฝึกฝนในขั้นไคเอวี๋ยนก็จะเห็นผลเป็นสองเท่าด้วยแรงเพียงครึ่งเดียว
เฉินฮ่าวเกาหูเกาแก้ม มีความตื่นเต้นเล็กน้อย แล้วก็รู้สึกกลัดกลุ้มใจอยู่บ้าง “ฉันกลัวการอ่านหนังสือจะตาย พออ่านทีไรก็สัปหงกทุกที...”
“งั้นก็ทนเอาสิ!”
ซูอวี่เปิดประตู พูดอย่างหงุดหงิดว่า “ให้โอกาสแล้วไม่เห็นค่า งั้นนายก็ไม่ต้องคิดจะเก่งขึ้นแล้วล่ะ เป็นแค่ขั้นเชียนจวินกลับมาอยู่ที่เมืองหนานหยวนก็พอ! ไม่ต้องไปตายที่สนามรบพหุภพหรอก! โอกาสมาส่งถึงที่แล้วไม่รู้จักคว้าไว้ คนแบบนี้ไม่มีสิทธิ์พูดว่าจะเก่งขึ้นหรอก!”
“ฉันไม่อยากให้มีสักวันที่ฉันต้องไปเก็บศพนายที่สนามรบพหุภพนะ!”
“ถุย!” เฉินฮ่าวบ่นอุบ “ถ้าจะเก็บ พ่อแม่ฉันก็เป็นคนเก็บสิ...”
“ฉัน...”
ซูอวี่ขี้เกียจจะด่าแล้ว เจ้านี่ หมดทางเยียวยาแล้ว!
“อาอวี่ ขอบใจนะ!”
จู่ๆ เฉินฮ่าวก็พูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง เขากล่าวอย่างหดหู่ใจว่า “ฉันมันทึ่มไปหน่อย ไม่ฉลาดเท่านาย นายพูดถูกแล้ว ฉันมันก็แค่ไม้ผุ นายฉลาดขนาดนี้ แถมยังพยายามมากกว่าฉันอีก ฉันอยากจะตามนายให้ทัน... สงสัยคงเหมือนที่พ่อพูด ชาตินี้คงไม่มีหวังแล้วล่ะ”
“งั้นฉันจะฟังนาย ต่อไปนี้จะใช้เวลาฝึกวิชาต่อสู้เพิ่มขึ้นวันละหนึ่งชั่วโมง แล้วก็ใช้เวลาอีกหนึ่งชั่วโมง... อ่านหนังสือ!”
เฉินฮ่าวพูดอย่างยากลำบาก ต้องใช้เวลาเพิ่มอีกวันละสองชั่วโมง ทรมานชะมัด!
ฝึกวิชาต่อสู้ยังพอทน แต่อ่านหนังสือเพิ่มอีกชั่วโมงนี่... เอาชีวิตกันชัดๆ!
“หรือไม่ก็... ฝึกวิชาต่อสู้ชั่วโมงครึ่ง แล้วอ่านหนังสือครึ่งชั่วโมงได้ไหม”
เขามองซูอวี่อย่างลังเล นายคิดว่าไงล่ะ
ซูอวี่เหนื่อยใจ “ไอ้บ้าพลัง!”
“เลิกพูดมากได้แล้ว อ่านหนังสือก็อ่านที่บ้านฉันนี่แหละ นายอ่านหนังสือ ฉันฝึกฝน ฉันจะคอยจับตาดูนายไว้ มันดีต่อตัวนายเองนะ!”
เวลาที่เขาบำเพ็ญเพียร จะกลืนกินโลหิตแก่นแท้ สามารถดึงดูดหยวนชี่ให้มารวมตัวกันได้ มันมีประโยชน์จริงๆ นั่นแหละ
ต่อไปเขาสามารถฝึกในห้องได้ ส่วนเฉินฮ่าวก็อ่านหนังสืออยู่ข้างนอก เวลาอ่านหนังสือหยวนชี่รอบๆ จะหนาแน่นขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เขาเปิดจุดชีพจรได้
แถมช่วงสองสามวันนี้เขากะจะใช้ของเหลวหยวนชี่ครึ่งหยดนั้นแล้ว ถึงตอนนั้นหยวนชี่ก็ยิ่งจะหนาแน่นขึ้นไปอีก
“งั้นก็ดีเลย ขืนฉันอ่านหนังสือคนเดียว อ่านไปอ่านมาก็หลับทุกที...”
“เพราะงั้นนายถึงเพิ่งอยู่แค่ขั้นไคเอวี๋ยนระดับสาม ส่วนฉันใกล้จะระดับแปดแล้วไง!”
ซูอวี่กลอกตาบน เดินเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าแปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้าไปพลาง พูดไปพลาง “เรื่องที่ฉันอยู่ขั้นไคเอวี๋ยนระดับเจ็ด ไม่ต้องเอาไปพูดข้างนอกเยอะแยะนะ ไม่มีประโยชน์อะไร แล้วก็ ครั้งหน้าถ้าโจวชงพูดให้ร้ายฉันอีก นายก็ไปอัดมันเลย”
“หา?”
เฉินฮ่าวตกตะลึง เมื่อกี้ไม่ได้บอกว่าไม่ถือสาแล้วหรอกเหรอ
“หาอะไรล่ะ ถือซะว่าฝึกความสามารถในการต่อสู้จริงไง!”
ซูอวี่พูดอย่างเห็นเป็นเรื่องปกติ “เป้าซ้อมที่มาส่งถึงที่ ขั้นไคเอวี๋ยนระดับห้า เหมาะกับนายที่สุดแล้ว! อัดมัน อัดให้หน้าบวมปูด อัดจนมันไม่กล้าพูดพล่ามอีก พอเห็นหน้านายก็กลัวหัวหด! หรือว่านายจะให้ฉันเป็นคนลงมือ”
“ฉันเนี่ยนะ คนที่เคยฆ่าขั้นเชียนจวินมาแล้ว จะไปรังแกเด็กอมมืออย่างมัน”
“คนในสถาบันใครกล้าพูดพล่อยๆ อีก นายก็เข้าไปท้าดวลเลย เจอคนนึงอัดคนนึง ไม่ต้องกลัวโดนอัด การโดนอัดก็ถือเป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่งเหมือนกัน!”
“ความกล้าสักนิดก็ไม่มี แล้วจะบำเพ็ญเพียรไปทำไม!”
ซูอวี่เอาคำพูดของหลิวเหวินเยี่ยนมาใช้หน้าตาเฉย จะว่าไป การชี้นิ้วสั่งให้ลูกน้องทำนี่มันก็สะใจดีแฮะ
เฉินฮ่าวพยักหน้าอย่างเหม่อลอย พึมพำว่า “มีพวกผู้หญิงก็พูดแบบนี้เหมือนกันนะ...”
“ก็อัดสิ!”
ซูอวี่พูดสีหน้าจริงจัง “บนสนามรบเขาแบ่งแยกหญิงชายด้วยเหรอ ผู้หญิงของพวกเทพมารหมื่นเผ่าพันธุ์ไม่ฆ่าคนหรือไง ไม่ฆ่านายงั้นเหรอ อัดไปเลย แค่อย่าให้ถึงตายก็พอ!”
“อ้อ...”
เฉินฮ่าวรู้สึกตะหงิดๆ อยู่บ้าง แต่อาอวี่พูดมาก็ดูมีเหตุผลเหมือนกัน
“พวกผู้หญิงยิ่งต้องอัดให้หนัก ไม่ยอมเรียนให้ดี เอาแต่จับกลุ่มนินทาคนนู้นคนนี้ ถ้านายไม่อัดพวกเธอ พวกเธอก็จะคิดว่านายปอดแหก ฮ่าวจื่อ ชายหญิงก็เหมือนกันนั่นแหละ เอาเป็นว่าใครที่พูดให้ร้ายฉัน นายก็เข้าไปอัดให้หมด เท่านี้ก็ไม่มีปัญหาแล้ว!”
“อ้อ แล้ว... แล้วถ้าพวกเธอเรียกผู้ปกครองมาล่ะจะทำไง”
“จะกลัวอะไร เรียกผู้ปกครองมา ขั้นเชียนจวินยังจะกล้ามารังแกนายอีกเหรอ นายก็บอกพวกเขาไปว่า สถาบันคือที่สำหรับบ่มเพาะยอดฝีมือ ต่ำกว่าขั้นไคเอวี๋ยนระดับแปดลงมาเชิญเข้ามาได้เลย ดวลเดี่ยวนายไร้เทียมทาน ใครปอดแหกก็เป็นลูกหมา! ถ้าแน่จริงก็ไปหาพวกระดับเจ็ดมาอัดนาย ต่อให้นายโดนอัดยับเยินแค่ไหนก็ไม่เรียกผู้ปกครองหรอก เสียหน้าแย่!”
ซูอวี่ออกไอเดีย พูดยุแยงว่า “พลังรบของขั้นไคเอวี๋ยนระดับเจ็ดก็งั้นๆ แหละ ขอแค่นายใจสู้ เขาอาจจะสู้ไม่ได้ก็ได้ นายเป็นแค่ระดับสามแต่อัดระดับเจ็ดจนหมอบ ใครจะกล้ามาแหยมกับนายอีก ผู้ปกครองยังมีหน้ามาพูดอะไรได้อีกเหรอ ถ้ายังมีหน้ามาพูดอีก นายก็ไปฟ้องผู้อำนวยการสถาบันเลย ผู้ใหญ่รังแกเด็กยังมีหน้ามาอ้างเหตุผลอีกเหรอ”
“พ่อของนายก็เป็นถึงรองหัวหน้าสำนักตรวจตรา คนพวกนั้นจะกล้าทำอะไรนายได้จริงๆ เด็กตีกัน ใครจะเอามาเป็นจริงเป็นจัง”
เฉินฮ่าวพยักหน้ารัวๆ พูดได้มีเหตุผลจริงๆ
“งั้นฉัน... พรุ่งนี้เปิดฉากอัดเลยนะ”
“อืม พรุ่งนี้ไปถึงสถาบัน ก่อนอื่นก็อัดโจวชงก่อน อัดเสร็จก็ประกาศก้องไปเลยว่าใครไม่ยอมก็เข้ามาหาได้เลย ไม่แน่พวกเขาอาจจะดาหน้าเข้ามาให้นายอัดถึงที่ก็ได้ นี่เป็นโอกาสดีในการซ้อมรบจริงนะ ปกติไม่มีโอกาสแบบนี้หรอก คู่ซ้อมฟรีๆ ไม่ดีหรือไง”
ซูอวี่ล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ เปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วเดินออกจากห้องน้ำ พูดต่อว่า “ไปเถอะ ไปกินข้าวกัน อ้อ ถ้าพ่อนายถามล่ะก็ อย่าบอกนะว่าฉันเป็นคนบอก ให้นายบอกว่านายอยากจะซ้อมรบจริงเอง ไม่งั้นพ่อนายได้มาหาเรื่องฉันแน่ หลอกเพื่อนลงเหวไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรที่ดีหรอกนะ!”
“วางใจเถอะ ฉันไม่บอกแน่นอน”
เฉินฮ่าวตบหน้าอกรับรอง ลูกผู้ชายอกสามศอก จะเอาเรื่องอะไรไปฟ้องผู้ปกครองหมด นายเห็นฉันเป็นเด็กอมมือหรือไง
ซูอวี่ยกนิ้วโป้งให้ หัวเราะร่วนแล้วบอกว่า “อ้อ เวลาตีกันก็หาอาจารย์มาดูด้วยนะ ไม่งั้นลงมือหนักเบาไม่ถูกจังหวะ ถ้าอาจารย์พูดอะไร นายก็บอกว่ากำลังฝึกซ้อมรบจริง สถาบันไม่ห้ามหรอก”
“ได้”
“แล้วก็ เวลาอัดผู้หญิงก็ตะโกนไปด้วยว่าผู้หญิงผู้ชายก็เป็นผู้บำเพ็ญเพียรเหมือนกัน นายไม่ได้รังแกผู้หญิง ถ้าไม่อยากดวลเดี่ยวก็อย่ามาพูดพล่าม ไม่งั้นอัดผู้หญิงจนร้องไห้มันจะเสียหน้าเปล่าๆ”
“โอเค ฉันจำไว้แล้ว”
“จริงสิ เวลาดวลเดี่ยวกับผู้หญิง อย่าไปชกหน้าเขาล่ะ ไม่งั้นเดี๋ยวจะอธิบายลำบาก”
“อ้อ มีอะไรอีกไหม”
“แล้วก็... ห้ามบอกเด็ดขาดว่าฉันเป็นคนสอนนาย!”
“ไม่บอกหรอก นายวางใจได้เลย!”
“...”
ซูอวี่ชี้แนะอยู่นานสองนาน ในที่สุดก็มาถึงบ้านตระกูลเฉิน
เฉินฮ่าวรู้สึกเหมือนได้รับประโยชน์มากมายจนอยากจะลงมือเต็มแก่แล้ว พรุ่งนี้เป็นต้นไป เขาจะเริ่มการต่อสู้จริงอย่างเป็นทางการ!
เฉินฮ่าวคนนี้ จะต้องอัดคนให้ทั่วสถาบันระดับกลางหนานหยวน คู่ซ้อมฟรีๆ ตามที่อาอวี่บอก ถ้าจ้างคู่ซ้อมชั่วโมงละ 100 หยวน วันนึงสู้สัก 3 ชั่วโมง ก็เท่ากับว่าทำเงินได้ตั้ง 300 หยวนเชียวนะ!
เฉินฮ่าวคนนี้ ตีกันตลอดหนึ่งเดือน อย่างน้อยก็กำไรเป็นหมื่น ถือซะว่าเอาเงินเก็บส่วนตัวไปจ้างคู่ซ้อมก็แล้วกัน!
ให้ตายเถอะ อาอวี่นี่ฉลาดชะมัด คิดเลขเก่งจริงๆ







