หลิวเฮยจื่อพาเฉาซื่อเดินเข้าไปในลานชั้นในของเรือนตะวันตก และพานางมาถึงห้องปีกตะวันตก
"ต่อไปพวกเราจะพักอยู่ที่นี่ ผู้ใหญ่บ้านบอกแล้วว่า ต่อไปเจ้าก็ทำงานในโรงงานของเรือนนี้ เดือนหนึ่งยังให้ข้าวฟ่างเจ้าตั้งเจ็ดโต่วเชียวนะ"
เฉาซื่อมองสำรวจเรือนแห่งนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เรือนนี้กว้างขวางมาก คนในเรือนก็มีมาก ล้วนกำลังง่วนอยู่กับงานของตนเอง
ห้องปีกตะวันตกที่ติดกับเรือนทิศเหนือถูกจัดสรรให้หลิวเฮยจื่อ เดิมทีบอกว่าจะให้เขายืมถ้ำเหยาต้งพักอาศัย แต่หลี่อี้บอกว่าให้พวกเขาพักที่เรือนตะวันตกไปเลยจะดีกว่า ตอนกลางคืนสองสามีภรรยายังช่วยเฝ้ายามดูแลเรือนได้
หลิวเฮยจื่อปิดบังความปีติในใจไว้ไม่อยู่ เขาแนะนำการตกแต่งและเครื่องเรือนในห้องให้เฉาซื่อฟังอย่างกระตือรือร้น "นี่คือเตียงไม้เพิ่งให้ช่างไม้ต่อเสร็จ เตียงไม้นี้ผู้ใหญ่บ้านยังเป็นคนออกแบบวาดรูปด้วยตัวเองเชียวนะ สะดวกแก่การกางมุ้ง เจ้าดูสิ มุ้งก็มีพร้อมแล้ว ตอนกลางคืนไม่ต้องกังวลว่ายุงจะกัดอีกต่อไป สามารถนอนหลับสนิทได้เลย..."
ภายในห้องมีเตียงไม้ มีตู้หัวเตียง ยังมีโต๊ะหนึ่งตัว แล้วก็มีตู้เสื้อผ้า พื้นดินก็อัดไว้แน่นหนามาก กำแพงก็ฉาบไว้สะอาดสะอ้าน เฉาซื่อราวกับตกอยู่ในความฝัน
จู่ๆ ก็ได้ย้ายจากรังผู้ลี้ภัยที่ทั้งสกปรก เหม็น และวุ่นวายในซานเฉียว เมืองฉางอันมาอยู่ที่นี่ ชั่วขณะหนึ่งนางจึงยังปรับตัวไม่ทัน
หลิวเฮยจื่อพูดโอ้อวดกับหญิงสาวว่า "ผู้ใหญ่บ้านให้ความสำคัญกับข้ามากนะ พรุ่งนี้ข้าจะไปขอยืมผ้าจากผู้ใหญ่บ้านสักสองสามพับ เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ให้เจ้าทั้งตัว ภายภาคหน้า พวกเราก็ใช้ชีวิตให้ดี เจ้าไม่ต้องกังวลว่าจะกินไม่อิ่มนุ่งไม่อุ่นอีกต่อไป"
"พรุ่งนี้ข้าจะให้ผู้ใหญ่บ้านพาพวกเราไปหาหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อลงทะเบียนสำมะโนครัว จากนั้นก็แบ่งนา..."
เฉาซื่อฟังคำพูดเหล่านี้แล้ว ในใจก็หวานล้ำราวกับได้กินน้ำผึ้ง นางอดไม่ได้ที่จะหันไปกอดหลิวเฮยจื่อ กอดไว้แน่นมาก หลิวเฮยจื่อกลับตกใจกระโดดโหยง ทั้งตื่นเต้นและไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
......
ซานเหนียงเดินมาที่เรือนตะวันออกอย่างเร่งรีบ
"เพิ่งได้ยินพ่อค้าคนรู้จักที่เดินผ่านทางมาบอกว่า ตลาดตะวันตกและตลาดตะวันออกของเมืองฉางอัน ยังมีตลาดเว่ยชวี่ก็เริ่มขายฟองเต้าหู้กับเต้าหู้พองแล้ว ขายถูกกว่าของพวกเราตั้งเยอะ ฟองเต้าหู้ชั่งละสองร้อยอีแปะเท่านั้น เต้าหู้พองก็แค่สองร้อยสี่สิบอีแปะ"
หลี่อี้ที่กำลังตรวจการบ้านของนักเรียนไม่ได้เงยหน้าขึ้น ตัวอักษรพู่กันของเด็กๆ เหล่านี้ออกจะย่ำแย่ไปสักหน่อย เพราะต้องประหยัดกระดาษและหมึกพู่กัน ดังนั้นเวลาส่วนใหญ่จึงฝึกเขียนตัวอักษรในกระบะทราย
สิ่งนี้ทำให้การเขียนตัวอักษรพู่กันบนกระดาษพัฒนาก้าวหน้าช้ากว่าที่ควร
"อย่าใจร้อนไป ในเมื่อสูตรรั่วไหลแล้ว วันนี้ก็ต้องมาถึงไม่ช้าก็เร็ว เมื่อก่อนบิดาเจ้าขายเต้าหู้ เต้าหู้นี้เริ่มทำมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก ขายมาแปดร้อยปี ใต้หล้ามีคนขายเต้าหู้ตั้งเท่าไร"
"แต่พวกลดราคาลงมาตั้งมากมายขนาดนี้ พวกเราจะทำอย่างไรเล่าเจ้าคะ"
"ก็ลดตามไปสิ กลัวอะไรกัน อย่างมากก็แค่กำไรน้อยลงหน่อย" หลี่อี้หยิบกระดาษขาวแผ่นหนึ่งขึ้นมา จับพู่กันเขียนตัวอักษรลงไป "ทว่าพวกเราก็ไม่อาจสู้ด้วยสงครามราคาได้ ต้องมีกลยุทธ์ อันดับแรกก็คือต้องแบ่งระดับชั้นให้ดี ฟองเต้าหู้หนึ่งกระทะของพวกเราแบ่งออกเป็นสามระดับ แผ่นฟองสิบแผ่นแรกคุณภาพดีที่สุด พวกเราไม่เพียงไม่ลดราคา แต่ยังต้องขึ้นราคาด้วย ต่อไปฟองเต้าหู้ชั้นหนึ่งทุกหนึ่งชั่ง ต้องแลกกับข้าวสารหนึ่งโต่วสองเซิง"
"ส่วนฟองเต้าหู้ชั้นกลางนี้ พวกเราจะกัดราคาของพวกเขาเอาไว้ไม่ปล่อย พวกเขาขายสองร้อย พวกเราก็ขายชั่งละสองร้อยอีแปะ"
"สำหรับฟองเต้าหู้ชั้นที่สาม พวกเราจะขายถูกกว่าพวกเขาเล็กน้อย ถูกกว่าชั่งละสิบอีแปะ นำไปวางขายเฉพาะในจุดที่พวกเขาขายโดยเฉพาะ ทว่าต้องจำกัดจำนวนขาย จะขายเยอะไม่ได้"
หลัวซานเหนียงสงสัยไม่เข้าใจ "เหตุใดถึงมีทั้งขึ้นราคาและลดราคาเล่าเจ้าคะ"
"ที่ของชั้นหนึ่งขึ้นราคา ก็เพื่อบอกแขกหน้าเดิมของพวกเราว่า ฟองเต้าหู้ของพวกเราดีมาตลอด ตอนนี้ที่ขายแพงก็เพราะมันดีกว่าของบ้านอื่นตั้งเยอะ ต้องให้พวกเขารู้ว่าซื้อไปแล้วไม่ขาดทุน ภายหน้าก็จะไม่ขาดทุน ฟองเต้าหู้ชั้นหนึ่งเหล่านี้ เป็นวัตถุดิบที่ดีที่สุด กรรมวิธีที่ดีที่สุดมาตลอด ต่อไปก็จะยิ่งประณีตพิถีพิถันขึ้น คุณภาพก็จะยิ่งดีขึ้น
ของชั้นหนึ่งเหล่านี้ต่อไปก็จะขายแค่แบบจำกัดจำนวน ตีตราป้ายฟองเต้าหู้อู๋จี๋ แน่นอนว่าข้าวสารสองเซิงที่พวกเราขึ้นราคาทุกหนึ่งชั่ง ก็ยังคงแบ่งให้หนึ่งเซิงแก่คนที่มาจัดซื้อเพื่อเป็นค่านายหน้า"
ของชั้นกลางก็ใช้ราคาเท่าเทียมกันเข้าสู้รบประชิดตัวกับพวกเขา ทว่ากลับใช้ของชั้นที่สามมาตีตลาดพวกเขาด้วยราคาที่ต่ำกว่า อย่างน้อยก็บอกว่าจำกัดจำนวน เหตุผลก็ง่ายมาก ของราคาต่ำเป็นเพียงการโปรโมท เป็นเพียงกลยุทธ์ ขายน้อยก็ขาดทุนน้อย
อันที่จริงเดิมทีธุรกิจฟองเต้าหู้ในตอนนี้ก็มีเพียงสองเจ้า โรงงานทำมือแบบนี้ วันหนึ่งก็ผลิตออกมาไม่ได้กี่ร้อยชั่ง เพียงแค่เมืองฉางอันก็จัดหาสินค้าให้ไม่ทันแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงทั้งนครหลวงยี่สิบสองอำเภอในโจวหยงโจวเลย นอกเขตโจวหยงโจว ก็ยังมีโจวและอำเภออีกมากมายนัก
แต่ตระกูลเว่ยในตอนนี้กลับลดราคาครั้งใหญ่ นี่ก็คือจงใจพุ่งเป้ามาที่หลี่อี้
พวกเขาเพียงอยากจะลดราคาเพื่อบีบหลี่อี้ให้ตายไปก่อน จากนั้นค่อยผูกขาดตลาด
ตระกูลเว่ยคิดว่าเขามีความสามารถนี้
"หากพวกเขายังลดราคาอีกล่ะเจ้าคะ"
"ถึงพวกเขาจะยอมขายขาดทุนก็ไม่กลัว อย่างมากข้าก็คว่ำโต๊ะทิ้ง ขายสูตรไปโดยตรงหรือไม่งั้นก็เปิดเผยสูตรมันเสียเลย ก็แค่การค้าเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ไม่ทำก็ไม่เห็นเป็นไร"
หลี่อี้ก็มีขีดความสามารถที่จะคว่ำโต๊ะเช่นกัน เดิมทีตอนแรกที่ทำฟองเต้าหู้กับเต้าหู้พอง ก็เพราะเห็นความยากลำบากในการขายเต้าหู้ของบ้านซานเหนียง จึงได้เสนอวิธีแก้ปัญหาไปเล็กน้อย แต่ซานเหนียงยืนกรานจะดึงเขามาทำด้วย ไม่ตั้งใจปลูกหลิวแต่หลิวกลับให้ร่มเงาก็เท่านั้น
ซานเหนียงกล่าวว่า "อู๋อี้ ข้าเชื่อเจ้า ข้าจะคอยสนับสนุนเจ้าตลอดไป ข้าจะไปซื้อฟองเต้าหู้ของตระกูลเว่ยมาดูเดี๋ยวนี้แหละว่าคุณภาพเป็นอย่างไรบ้าง"
"ไม่ต้องเปลืองแรงหรอก ตอนนี้คุณภาพย่อมไม่สู้พวกเราแน่ แต่คงใช้เวลาอีกไม่นานก็น่าจะใกล้เคียงกัน"
ของแบบนี้ไม่ได้เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงอะไร อย่างมากก็มีความแตกต่างที่กำลังการผลิตและประสิทธิภาพ แต่ตระกูลเว่ยเองก็มีโรงงานทำเต้าหู้อยู่แล้ว ถึงแม้ครั้งก่อนหลี่ซื่อหมินจะสั่งปิดโรงงานของพวกเขาไปหนึ่งแห่ง ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากมาย
"ใจเย็นๆ ทำหน้าที่ของพวกเราให้ดี ตอนนี้เจ้าให้บิดาเจ้าไปแจ้งลูกค้ารายใหญ่บางส่วนของพวกเรา เช่น วัดหม่าถีเป็นต้น นำสถานการณ์การปรับเปลี่ยนของพวกเราไปแจ้งให้พวกเขาทราบ"
ตอนนี้หลี่อี้มีลูกค้าคุณภาพดีไม่น้อย อย่างเช่นผู้ดูแลอารามล่างของวัดหม่าถีฮุ่ยเลี่ยว หักค่านายหน้าไปหนึ่งในสาม หลี่อี้เชื่อว่าเขายังคงสนับสนุนตนเองได้ พระสงฆ์และพ่อบ้านที่รับผิดชอบการจัดซื้อของวัดและชนชั้นสูงหลายแห่ง ล้วนแต่รับค่านายหน้าอยู่ทั้งนั้น
รอจนซานเหนียงออกไปแล้ว
หลี่อี้ตรวจการบ้านของนักเรียนจนเสร็จ
เขาหยิบชาเขียวซีซานป๋ายลู่ที่ตู้หรูฮุ่ยมอบให้ ชงชาให้ตัวเองหนึ่งป้าน
ดื่มชาไปพลางครุ่นคิดไปพลาง
ท่าทีของตระกูลเว่ยนั้นเปิดเผยออกมาอย่างไม่ต้องสงสัยตั้งนานแล้ว ทั้งเย่อหยิ่งจองหองไม่มีใครเทียบ พวกเขาไม่เห็นหลี่อี้อยู่ในสายตาเลย เพียงแต่เกรงใจหลี่ซื่อหมิน ลูกไม้บางอย่างอาจยังไม่กล้าใช้ชั่วคราว แต่การแข่งขันตามปกติใครก็ก้าวก่ายไม่ได้
ทว่าหลี่อี้ก็ยังคงยืนยันคำเดิม ไม่มีอะไรสลักสำคัญ
อย่างมากเมื่อถึงตอนนั้นก็ทำให้กำไรมหาศาลของพวกฟองเต้าหู้ เต้าหู้พองตกลงมา กลับคืนสู่กำไรตามปกติ กลายเป็นการค้าต้นทุนต่ำธรรมดาทั่วไป นครหลวงกว้างใหญ่เพียงนี้ ตระกูลเว่ยของเขาก็ไม่มีปัญญาผูกขาดได้ทั้งหมดหรอก
อย่างไรเสียหลี่อี้ก็หาเงินได้เต็มกระบุงแล้ว ภายหน้าต่อให้กำไรจะบางลงสักหน่อย แต่ก็ยังคงประคองไว้ได้ ยังสามารถมอบตำแหน่งงานให้ชาวบ้านได้ไม่น้อย ให้ทุกคนสามารถหาเงินค่าแรงได้สักก้อนก็พอแล้ว
ตัวเขาเองบางทีอาจจะไปขบคิดหาโปรเจกต์หาเงินอื่นๆ เพิ่มเติมอีก
ก่อนหน้านี้จีซื่อแนะนำให้เขานำผ้าไหมและเสบียงอาหารในมือไปปล่อยกู้ ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยค่อนข้างดีทีเดียว หากทำได้ดีก็จะมีผลตอบแทนรายปีร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างน้อยที่สุดก็ทำได้ถึงห้าหกสิบเปอร์เซ็นต์ หากมีใจคอโหดเหี้ยมเหมือนพวกชนชั้นสูง เจ้าที่ดิน หรือวัดเหล่านั้น ผลตอบแทนรายปีสองร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ยังได้
หรือไม่ก็เปิดโรงรับจำนำอะไรทำนองนั้น ก็ดูเหมือนไม่สะดุดตาแต่อันที่จริงทำเงินได้มาก
แต่สำหรับเรื่องการปล่อยกู้ หลี่อี้มีความรู้สึกต่อต้านเล็กน้อย เขารู้สึกว่าการค้านี้คือการดื่มเลือดสูบเนื้อคนอื่น ทำให้ผู้คนลูกเมียพลัดพรากบ้านแตกสาแหรกขาดได้ง่าย ตัวเขาที่เป็นผู้ทะลุมิติไม่มีความจำเป็นต้องทำธุรกิจนี้
ต่อให้ชาวบ้านจะมาขอยืมเงินยืมเสบียง หลี่อี้ก็จะช่วยเหลือยามฉุกเฉิน ทว่าก็จะเก็บเพียงดอกเบี้ยในอัตราที่ค่อนข้างต่ำเท่านั้น
เขานึกไปถึงตลับชาดทาปากที่ซื้อจากตลาดตะวันออกก่อนหน้านี้ ชาดทาปากและยาทาหน้าที่อยู่ข้างใน ยังมีผงสีฟันและผงถั่วอาบน้ำที่จัดซื้อในตลาดตะวันตก
ของเล่นพวกนี้พูดตามตรงแล้วทำได้ง่ายมาก แต่ละชิ้นกลับขายแพงหูฉี่
ถึงแม้เจ้านี่จะบอกว่าเป็นสูตรของราชาโอสถ เจ้านั่นจะบอกว่าเป็นของที่ผลิตส่งราชสำนักมาหลายชั่วอายุคน แต่เนื้อแท้ของมันก็คือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงดูแลไม่ใช่หรือ
ผงถั่วอาบน้ำ สามารถทำสบู่หอมมาใช้แทนได้อย่างสมบูรณ์แบบ และสบู่หอมก็ไม่ใช่เวอร์ชันอัปเกรดของสบู่หรอกหรือ
ผงถั่วอาบน้ำหลากหลายชนิดที่บันทึกไว้ในตำราเชียนจินเย่าฟางและเชียนจินอี้ฟางของราชาโอสถซุนซือเหมี่ยว ส่วนประกอบหลักของมันก็คือตับอ่อนหมู นำมาล้างเลือดสกปรกออกให้สะอาด ดึงไขมันทิ้งแล้วบดให้เป็นเนื้อเหนียวข้น จากนั้นใส่ผงถั่ว เครื่องหอมและอื่นๆ ลงไป หลังจากผสมให้เข้ากันแล้ว นำไปตากให้แห้งตามธรรมชาติก็จะกลายเป็นผงถั่วอาบน้ำที่ใช้สำหรับชำระล้าง
ที่ขายแพงลิบลิ่ว หลักๆ ก็เป็นเพราะเครื่องหอมที่ใส่ลงไปเหล่านั้น บางอันถึงขั้นใส่ผงไข่มุกและอื่นๆ ลงไปด้วย แน่นอนว่าย่อมต้องแพง
ทว่าหากมองสิ่งที่เรียกว่าผงถั่วอาบน้ำในยุคปัจจุบันนี้ด้วยสายตาของหลี่อี้แล้ว มันล้าหลังเกินไป
อันที่จริงไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้น ตับอ่อนหมูบดละเอียดเติมเถ้าพืชลงไป ก็สามารถทำเป็นตับอ่อนหมูชำระล้างที่เป็นเวอร์ชันอัปเกรดของผงถั่วอาบน้ำได้แล้ว
หากขบคิดให้ละเอียดอีกนิด ใช้น้ำมันหมู หรือถึงขั้นใช้น้ำมันพืชและสัตว์ทุกชนิดเติมด่าง เติมนมวัว น้ำมันชา หรือน้ำต้มสมุนไพร พืชพรรณ เครื่องหอมต่างๆ ลงไป หลังจากควบคุมสัดส่วนให้ดีแล้ว ก็จะได้สบู่หอมขั้นกว่าแล้ว
หลี่อี้รู้สึกว่าตอนนี้เขาสามารถลองทำตับอ่อนหมูชำระล้างเวอร์ชันพื้นฐานออกมาก่อนได้ เถ้าพืชเติมน้ำคนให้เข้ากัน ทิ้งไว้หนึ่งคืน หลังจากกรองแล้วก็คือน้ำด่าง น้ำด่างเกิดปฏิกิริยากับไขมัน ก่อตัวเป็นโซเดียมของกรดไขมันขั้นสูง แปรรูปขึ้นรูป ก็คือสบู่แล้ว
การใช้ตับอ่อนหมู อันที่จริงเป็นเพียงเพราะต้นทุนตับอ่อนหมูต่ำมาก
อันที่จริงใช้น้ำมันเรปซีดที่เขาทอดเต้าหู้พอง หรือน้ำมันเมล็ดกัญชงที่ใช้จุดตะเกียง ก็สามารถทำสบู่ได้เหมือนกัน
เพียงแค่ลองคิดถึงราคาแพงลิบลิ่วของผงถั่วอาบน้ำที่ขายอยู่ในตลาดตะวันออกและตะวันตกของเมืองฉางอัน หลี่อี้ก็รู้สึกว่าประตูบานใหญ่ที่ส่องแสงสีทองประกายเจิดจ้าได้เปิดออกเบื้องหน้าเขาแล้ว
น้ำมันแม้จะแพง แต่หากเทียบกับผงถั่วอาบน้ำแล้วก็ยังห่างชั้นกันไกลมาก
ปัญหาเพียงอย่างเดียวก็คือ ธุรกิจผงถั่วอาบน้ำนี้ร้านขายยาทุกแห่งในเมืองฉางอันล้วนทำกันอยู่ การแข่งขันค่อนข้างดุเดือดทีเดียว หากผลิตภัณฑ์ของหลี่อี้ไม่มีเอกลักษณ์สักหน่อย คาดว่าก็คงแข่งขันได้ยาก ความยากอยู่ที่ฝั่งการขายนี่แหละ
ดังนั้นเขาต้องนำข้อดีที่มีความก้าวหน้าอย่างพลิกยุคสมัยเทียบกับผงถั่วอาบน้ำออกมาให้ได้ถึงจะดี
"นายท่านเจ้าคะ?"
"อืม"
หลี่อี้ได้สติกลับมา พบว่าจีซื่อกำลังยืนเรียกเขาอยู่ตรงหน้า
"มีอะไรหรือ"
"ทำกับข้าวเสร็จแล้วเจ้าค่ะ"
หลี่อี้ยิ้มแล้วลุกขึ้น
"นายท่าน วันนี้ตู้สือเหนียงส่งผ้ามาให้หนึ่งรถม้า บอกว่าถึงเวลาให้เชิญสตรีในหมู่บ้านมาตัดเย็บเสื้อผ้าให้เด็กในสถานศึกษาคนละชุดเจ้าค่ะ"
"เรื่องนี้ข้ารู้แล้ว พรุ่งนี้เจ้าให้ท่านอาหลัวเอ้อร์ไปถามพวกสตรีในหมู่บ้านว่ามีใครว่างบ้าง เชิญพวกนางมาตัดเสื้อผ้า เลี้ยงข้าววันละสองมื้อ แล้วให้ข้าวฟ่างอีกสองเซิง"
"ต้าหลางจะให้เสื้อผ้าเด็กๆ ในสถานศึกษาคนละชุดจริงๆ หรือเจ้าคะ"
"อืม ถือโอกาสให้รองเท้าผ้าพวกเขาคนละคู่ด้วย"
"ต้าหลางดีต่อพวกเขาจริงๆ"
"ล้วนเป็นผู้มีจิตศรัทธาบริจาคมาทั้งนั้น"
"นั่นก็เป็นเพราะนายท่านสร้างสถานศึกษานี้ขึ้นมา รวมไปถึงชื่อเสียงของท่านถึงได้มีคนมาบริจาค มิฉะนั้นเด็กๆ ของชาวบ้านตั้งมากมายล้วนไม่ได้เรียนหนังสือ ก็ไม่มีผู้ใดไปบริจาคหรอกเจ้าค่ะ"
หลี่อี้ได้แต่ยิ้มรับความเฉลียวฉลาดของจีซื่อ ความจริงก็เป็นเช่นนั้นแน่แท้
"เด็กน้อยนี่นา ชุดฤดูใบไม้ร่วงหนึ่งชุดก็ใช้ผ้าไม่กี่ฉื่อ ข้าขอให้สตรีในหมู่บ้านมาช่วยตัดเสื้อผ้าทำรองเท้าให้เด็ก พวกนางก็จะได้หาเสบียงอาหารได้นิดหน่อย"
เด็กนักเรียนได้รับเสื้อผ้าใหม่และรองเท้าใหม่หนึ่งชุด สตรีชาวบ้านได้รับรายได้ก้อนหนึ่ง หลี่อี้และผู้บริจาคเหล่านั้น ก็ได้รับชื่อเสียง
"ตู้สือเหนียงเป็นแม่นางที่ใช้ได้เลยนะเจ้าคะ" จีซื่อคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว
หลี่อี้มองนาง "เจ้าอยากเตือนอะไรข้า"
จีซื่อมองหลี่อี้แล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า "บ่าวดูออกว่านางมีใจต่อนายท่านบ้าง ความรู้สึกของหญิงสาวที่เพิ่งรู้จักความรัก บ่าวในฐานะคนนอกมองออก เชื่อว่าคนตระกูลตู้ก็มองออกเช่นกัน" ในฐานะที่เคยเกิดในตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ ซ้ำยังแต่งงานเข้าตระกูลเศรษฐีเช่นเดียวกันอย่างจีซู่จวินแล้ว
นางชัดเจนยิ่งนักว่าความรู้สึกนี้ของตู้สือเหนียงอันตรายมาก
จะนำความยุ่งยากใหญ่หลวงมาสู่ตัวนางเอง และมาสู่หลี่อี้ด้วย
นางได้ติดตามหลี่อี้แล้ว ช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันมานี้ นางถึงขั้นมอบทั้งตัวและหัวใจให้เขาแล้ว นางต้องเตือนหลี่อี้
"เรื่องบางเรื่อง ก็ราวกับหุบเหวสวรรค์ลึกชัน ไม่สามารถก้าวข้ามไปได้หรอกเจ้าค่ะ"
หลี่อี้หัวเราะฮ่าๆ กุมมือนางไว้ "ขอบใจนะที่เจ้าพูดเรื่องพวกนี้กับข้า แต่เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงแทนข้าหรอก ข้ารู้ขอบเขตของตัวเองดี"
"ไปเถอะ ไปกินข้าวกัน คืนนี้กินอะไรหรือ"
"พี่ซิ่วจือทอดปลาไหลขดให้ท่าน หนึ่งขดกลมๆ จริงๆ เจ้าค่ะ ยังมีผัดกุยช่ายใส่ไข่ แล้วก็มีซุปตะพาบแก่ตัวหนึ่ง ซานเหนียงรับซื้อมาจากชาวบ้านหมู่บ้านซานเจียที่เอามาส่งตรงหัวสะพานเมื่อเช้า ตุ๋นอยู่นานเลยเจ้าค่ะ หุงข้าวเหนียวให้ท่านด้วย"
ทั้งปลาไหลขด ทั้งซุปตะพาบแก่ แถมยังกุยช่ายอีก ซิ่วจือผู้นี้กลัวว่าเขาจะรับมือกับสองสาวใช้คนงามนี้ไม่ไหว จึงต้องบำรุงให้เขาแล้วหรือ
พอมาถึงใต้ต้นไม้ในลานชั้นใน บนโต๊ะหินก็มีกับข้าวสองอย่างซุปหนึ่งอย่างนี้วางอยู่จริงๆ ยังมีนัตโตะชามเล็กกับน้ำหมักผักดองชามใหญ่
สามพี่น้องหลานเซียงมารอเขาอยู่ก่อนแล้ว
ส่วนซู่จวิน อวี้ล่าย และสามแม่ลูกของซิ่วจือ รวมกับหงเซียวที่เพิ่งมาวันนี้ หกคนกินข้าวกันที่ระเบียงทางเดิน อาหารของพวกนางเรียบง่ายกว่ามาก ข้าวฟ่าง ผัดผักบุ้ง กากเต้าหู้คลุกต้นหอม
ถึงแม้หลี่อี้จะไม่ได้ใส่ใจเรื่องความแบ่งแยกชัดเจนขนาดนั้น แต่พวกซิ่วจือกลับคอยรักษาระยะห่างระหว่างเจ้านายและบ่าวอย่างกระตือรือร้นมาตลอด
"ตะพาบแก่ตัวนี้ใหญ่ขนาดนี้ ตุ๋นน้ำแกงตั้งเยอะพวกเราสี่คนก็กินไม่หมดหรอก ประทานซุปตะพาบแก่ให้พวกเจ้าคนละชาม มาตักไปสิ" หลี่อี้ยิ้มพลางกวักมือเรียก
รอจนพวกนางเดินมา หลี่อี้ก็แบ่งเนื้อตะพาบใส่ชามให้แต่ละคนอีกเล็กน้อย
ขอบฟ้าลอยเลื่อนยามพลบค่ำถูกย้อมเป็นสีแดงด้วยแสงสายัณห์
สายลมยามเย็นพัดพาความร้อนระอุที่ดวงอาทิตย์ทิ้งเอาไว้ให้จางหายไปเป็นระลอก
ทุกคนกินข้าวมื้อเย็นกันในลานบ้าน หลี่อี้โบกพัดใบกกไปพลาง กินข้าวไปพลาง สบายใจดีทีเดียว
แดดอัสดงงดงามมาก สายลมเย็นก็พัดโชยมาเย็นสบายยิ่งนัก
"สือโถว นี่ยังเหลือตะพาบแก่อีกครึ่งตัว เจ้าเอาไปส่งให้เฮยจื่อที่เรือนตะวันตกไป ให้เขาได้บำรุงกำลังเสียหน่อย คืนนี้เขาจะได้เป็นเจ้าบ่าวแล้วนะ"
พวกเด็กๆ อย่างสือโถวก็พากันหัวเราะฮ่าๆ "ถ้าอย่างนั้นตอนกลางคืนพวกเราต้องไปแอบฟังที่กำแพงเสียแล้ว"
"ระวังเฮยจื่อจะอัดพวกเจ้านะ ฝ่ามือของเขาใหญ่เท่าพัดใบกกนี่ ตบพวกเจ้าก็เหมือนตบยุงนั่นแหละ" หลี่อี้กล่าวกลั้วหัวเราะ
"ท่านพี่ หลิวเฮยจื่อไม่จัดพิธีแต่งงาน ไม่จัดงานเลี้ยงหรือขอรับ"
"เฮยจื่อกับผู้หญิงของเขาล้วนบอกว่าไม่จำเป็นหรอก ข้าดูแล้วเจ้าหมอนั่นน่ะทนรอไม่ไหวต่างหาก ส่วนผู้หญิงของเขากลับเป็นคนที่อยากใช้ชีวิตอย่างมั่นคง เพิ่งมาถึงก็เริ่มประหยัดอดออมให้เขาเสียแล้ว" หลี่อี้กล่าว
สวี่ซิ่วจือนึกไปถึงตนเอง นางก็หนีภัยแล้งมาจากกวนตง สามีตายที่ซานเฉียว โชคดีที่นางยังมีลูกอีกสองคนคอยติดตาม
หลี่อี้เห็นนางเหม่อลอย "ซิ่วจือก็อยากหาคนพึ่งพิงเหมือนกันใช่หรือไม่ เอาอย่างนี้ วันไหนข้าพาเจ้ากลับไปซานเฉียวสักรอบ ไปหาชายหนุ่มซื่อตรงกลับมาสักคน พอดีเลยที่ข้ายังขาดไพร่พลส่วนตัวอยู่น่ะ"
ซิ่วจือถูกพูดจนหน้าแดงก่ำ รีบยกชามเข้าครัวไปล้างทันที
สือโถวยกซุปตะพาบแก่เดินไปทางเรือนตะวันตก พลางหันไปพูดกับสองพี่น้องเหมินซ่วนว่า "ได้ยินหรือไม่ ท่านพี่จะช่วยพวกเจ้าหาบิดาใหม่อีกคนแน่ะ"
เหมินจู้น้อยร้องโวยวายว่า "นายท่านดีที่สุด ให้นายท่านมาเป็นบิดาพวกเราสิ"
ต้าเหมินซ่วนพยักหน้า "อืม ข้าก็ยินดี"
"ฮ่าๆๆ!"
ทุกคนหัวเราะครืน แม้แต่จีซู่จวินยังทนไม่ไหวหัวเราะออกมาดังๆ
ซิ่วจือที่อยู่ในครัวพุ่งมาที่ประตู ตะคอกด่าใส่เหมินจู้ "ไอ้เด็กบ้า หากกล้าพูดจาเหลวไหลอีก ข้าจะฉีกปากเจ้าให้ขาด แล้วตีตูดพวกเจ้าให้ลายเลย"
ทำเอาสองพี่น้องเหมินจู้กับเหมินซ่วนตกใจ รีบพุ่งตัวออกประตูไป วิ่งเร็วยิ่งกว่ากระต่ายเสียอีก







