หมู่บ้านกัว
ถ้ำเจาะภูเขาของผู้ใหญ่บ้านกัวเอ้อร์หลาง ตอนที่หลี่อี้มาจำนำหม้อยืมเงินที่นี่ ถ้ำหินเจาะภูเขาของบ้านกัวเอ้อร์หลางแห่งนี้ดูโดดเด่นกว่าใคร
โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเพิงฟางที่หลี่อี้อาศัยอยู่ในตอนนั้น มันดูหรูหรากว่ามาก
ทว่าตอนนี้ ถ้ำเจาะภูเขาของผู้ใหญ่บ้านกัวก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม มีเพียงหน้าประตูที่ใช้หินก่อหน้าไว้ ด้านในยังคงเป็นถ้ำดินที่ขุดไว้ ส่วนหลี่อี้กลับได้อยู่อาศัยในเรือนสี่ประสานสองลานสองปีกแล้ว
"ไต้เจามาเยือน ทำให้เรือนซอมซ่อของข้าน้อยสว่างไสวขึ้นมาเลยขอรับ"
หลี่อี้ปรายตามองกัวเอ้อร์หลาง เศรษฐีบ้านนอกคนนี้ยังรู้จักใช้คำหรูหรา แม้ชื่อเสียงของกัวเอ้อร์หลางในหมู่บ้านจะไม่ค่อยดีนัก แต่ตั้งแต่หลี่อี้คบหากับเขามาก็ยังรู้สึกว่าไม่เลว อย่างน้อยเงินก้อนแรกก็หาได้จากเขานี่แหละ
"พี่รองจะเกรงใจข้าไปไย"
ตั้งแต่หลี่อี้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จากหลี่ยวนติดต่อกันสองครั้ง แถมยังสูงขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ผู้ใหญ่บ้านกัวก็ลดรุ่นตัวเองลงมาหนึ่งระดับ หลี่อี้ถูกเขาแก้ให้หลายครั้งจนปล่อยเลยตามเลย
"สือเหนียงอยู่ในลานบ้านขอรับ เชิญ"
เมื่อผลักประตูลานบ้านเข้าไป
ก็ได้ยินตู้ลิ่วเหนียงกำลังพูดคุยกับหลานสาว เรื่องที่คุยก็คือหลี่อี้นั่นเอง กำลังพูดถึงเรื่องที่อ๋องฉินเสด็จเยือนกระท่อมหญ้าอู๋จี๋
"องค์ชายรองตั้งใจมาบ้านอู๋อี้โดยเฉพาะ ทรงเป็นกันเองกับอู๋อี้มาก ทรงจับมือเขาไว้ตลอดทาง สนิทสนมดุจพี่น้องยิ่งกว่าสายเลือดเดียวกันเสียอีก ขนาดพี่ชายของเจ้าเอ้อร์หลางที่เป็นถึงคนของจวนอ๋องฉินควบตำแหน่งปิงเฉาซานจวิน ยังไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้เลย
ได้ยินว่าอ๋องฉินไม่เพียงประทานทองคำสามสิบลิ่มแก่อู๋อี้ ยังมอบกระดาษให้สถานศึกษาอีกสิบมัด ทั้งยังมอบพู่กันและหมึกให้อีกไม่น้อย แหม ข้ายังได้ยินมาว่าเดิมทีอ๋องฉินจะเรียกตัวอู๋อี้ไปเป็นเตี่ยนเชียนขั้นแปดที่จวนอ๋องฉิน แต่เขากลับรังเกียจว่าตำแหน่งต่ำไป
อ๋องฉินจึงตรัสว่าให้เจ้ามาก่อน ยอมรับตำแหน่งเตี่ยนเชียนขั้นแปดไปพลางๆ ปีหน้าจะแต่งตั้งให้เป็นเหวินเสวียขั้นหก"
"คิกคิก ท่านอาหญิงทำราวกับได้ยินมาด้วยหูตัวเองเลยนะเจ้าคะ" สือเหนียงเอ่ยกลั้วหัวเราะ
"ไม่มีลมย่อมไม่มีคลื่น ใครๆ ก็พูดกันเช่นนี้ ข้ายังได้ยินมาว่าองค์รัชทายาทก็ทรงโปรดปรานอู๋อี้มาก ทรงเสนอชื่ออู๋อี้ให้เป็นซื่ออวี้สื่อขั้นเจ็ดกลางท้องพระโรงตอนเช้าเลยเชียวนะ นี่เป็นเรื่องที่ขุนนางในราชสำนักได้ยินมากับหูแล้วนำมาเล่าต่อ"
กัวเอ้อร์หลางกระแอมไออยู่ที่หน้าประตู
"อู๋อี้เพิ่งกลับมาจากฉางอัน พอได้ยินว่าสือเหนียงมา ยังไม่ทันกลับบ้านก็ตรงมาที่นี่เลย คุณหนูหก รีบต้มชาเร็วเข้า"
ตู้สือเหนียงหันขวับมามอง
เมื่อเห็นหลี่อี้ผลักประตูเข้ามา แววตาของนางก็เปี่ยมไปด้วยความยินดี นางส่งยิ้มบางๆ ให้เขาจนเผยให้เห็นลักยิ้มสองข้าง
"ข้าไปฉางอันมา เพิ่งกลับมาถึง" หลี่อี้เอ่ยทักทายสตรีในลานบ้าน
สือเหนียงลุกขึ้น "ไปกลับเกือบร้อยลี้ คงจะเหนื่อยมากใช่หรือไม่ รีบนั่งพักเถิดเจ้าค่ะ"
"ขอบใจ"
หลี่อี้นั่งลงบนม้านั่งหิน "วันนี้ที่วัดหม่าถีคงไม่ได้หลงทางอีกใช่หรือไม่"
"คราวก่อนท่านพาพวกเราเดินไปรอบหนึ่ง จำได้หมดแล้วเจ้าค่ะ"
ตู้สือเหนียงพอได้พบหลี่อี้ แววตาก็เป็นประกายขึ้นมาก วันนี้นางสวมเสื้อตัวสั้นแขนแคบกับกระโปรงเอวสูง กระโปรงเอวสูงสีเหลืองเขียวผูกไว้เหนืออก บนท่อนแขนคล้องด้วยผ้าพาดไหล่สีเหลืองสว่าง ทาชาดที่ริมฝีปาก และติดแผ่นทองประดับที่หน้าผาก เห็นได้ชัดว่าแต่งตัวมาอย่างประณีต
"วันนี้ข้ามาบ้านท่านอาหก คิดว่าทางผ่าน ก็เลยนำผ้ามาด้วยจำนวนหนึ่ง คราวก่อนเห็นนักเรียนในสถานศึกษาอู๋จี๋ตั้งมากมาย ส่วนใหญ่สวมเสื้อผ้าเก่าขาดและไม่พอดีตัว ข้าจึงคิดจะมอบผ้าป่านให้สถานศึกษาสักชุด ให้สตรีในหมู่บ้านช่วยวัดตัวตัดเย็บ ตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ให้นักเรียนเจ้าค่ะ"
"เช่นนั้นข้าคงต้องขอบใจเจ้าแทนพวกเขาก่อน ตัดเสื้อผ้าชุดหนึ่งต้องใช้ผ้าไม่น้อยเลยนะ"
ตู้สือเหนียงหัวเราะคิกคัก เมื่อเห็นหลี่อี้เห็นด้วยกับการกระทำของนาง นางก็ดีใจจากใจจริง
"เมื่อครู่ท่านอาหกบอกว่าอ๋องฉินก็เสด็จมา ทั้งยังประทานกระดาษกับหมึกให้ไม่น้อย"
"อืม ประทานกระดาษให้ถึงห้าพันแผ่น คราวนี้เด็กๆ ในสถานศึกษาของเราก็ไม่ขาดแคลนกระดาษแล้ว"
"อ๋องฉินดีต่อท่านจริงๆ ถึงกับเสด็จมากระท่อมหญ้าด้วยพระองค์เองเพื่อเรียกตัวท่านเข้าจวน"
กระดาษหนึ่งมัดมีสิบพับ พับละห้าสิบแผ่น แม้จะกล่าวว่าสิ่งที่ประทานมาไม่ใช่กระดาษป่านเหลืองที่ใช้ในที่ว่าการ แต่เป็นเพียงกระดาษขาวธรรมดา ทว่ากระดาษในต้นยุคถังก็ใช่ว่าจะมีราคาถูก
เมื่อก่อนในยุคไคหวงอันสงบสุขรุ่งเรือง กระดาษเนื้อละเอียดหนึ่งแผ่นมีราคาเท่ากับข้าวสาลีหนึ่งเซิง กระดาษเนื้อละเอียดก็คือกระดาษขาวชั้นดี ส่วนกระดาษเนื้อหยาบคือสามแผ่นต่อข้าวสาลีหนึ่งเซิง
เวลานั้นข้าวสาลีหนึ่งโต่วในฉางอันราคาอีแปะสามสิบเหรียญ กระดาษดีๆ หนึ่งแผ่นก็ราคาอีแปะสามเหรียญ กระดาษเนื้อหยาบที่แย่ลงมาหน่อยก็ต้องราคาแผ่นละอีแปะหนึ่งเหรียญ
กระดาษเนื้อละเอียดหนึ่งพับห้าสิบแผ่น เมื่อก่อนราคาหนึ่งร้อยห้าสิบเหรียญ มีค่าเท่ากับข้าวสารครึ่งสือ
ปัจจุบันบ้านเมืองวุ่นวาย ราคาเสบียงสูงลิ่ว แม้ราคากระดาษจะไม่อาจเทียบเท่าข้าวสาลีหนึ่งเซิงต่อหนึ่งแผ่นได้อีก แต่กระดาษเนื้อละเอียดก็ราคาพุ่งไปถึงแผ่นละสิบเหรียญแล้ว กระดาษเนื้อหยาบก็ต้องแผ่นละสามเหรียญ
กระดาษเนื้อหยาบห้าพันแผ่น มีมูลค่าถึงหนึ่งหมื่นห้าพันเหรียญ
"ความจริงแล้วองค์ชายไม่ได้ทรงตั้งใจมาเยือนกระท่อมหญ้าโดยเฉพาะหรอก"
"อ้อ?"
"เมื่อสองวันก่อนเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น มีคนอยากขโมยสูตรของโรงงานข้า ก็เลยลักพาตัวชาวบ้านในโรงงานข้าไปทั้งครอบครัว ข้าจึงไปแจ้งความที่ที่ว่าการอำเภอว่านเหนียน
หลังจากนั้นข้าก็แวะไปเยี่ยมเยียนจวนพี่ชายลูกพี่ลูกน้องของเจ้า บังเอิญพบอ๋องฉินเข้าพอดี ข้าจึงขอให้อ๋องฉินทรงช่วยสืบเรื่องนี้"
"มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ กลางวันแสกๆ ยังกล้าลักพาตัวชาวบ้านอีกหรือ"
หลี่อี้ยิ้ม "ความจริงแล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเจ้าด้วย"
"หา?" ตู้สือเหนียงตกตะลึง "ข้า ข้าเปล่านะ ข้าไม่ได้ลักพาตัวใครจริงๆ"
"ไม่ได้บอกว่าเจ้าลักพาตัว คดีนี้คลี่คลายแล้ว อ๋องฉินทรงออกหน้าด้วยพระองค์เอง ไม่นานความจริงก็กระจ่าง ต้นเหตุก็คือพ่อบ้านคนหนึ่งในป้อมกัวเป่าของจวนโหวเฟิงเซียงของพวกเจ้า เขาเห็นว่าโรงงานของข้ามักจะส่งสินค้าให้จวนตู้ รู้สึกว่าทำเงินได้มาก
จึงเกิดความโลภ เขาจึงไปยุยงพ่อบ้านคนหนึ่งของจวนซูอี้กงสายสวินกงของตระกูลเว่ยแห่งจิงเจ้า ให้มาขโมยสูตรของโรงงานข้า แล้วมาแย่งชิงธุรกิจฟองเต้าหู้และอื่นๆ"
ตู้สือเหนียงหน้าแดงก่ำ "ข้าไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ บ้านเรามีไร่ปลูกแตงอยู่ที่ป้อมกัวเป่าจริงๆ บ่าวคนนั้นกล้าทำเรื่องเหลวไหลถึงเพียงนี้เชียวหรือ ข้าจะขอให้ท่านย่าลงโทษเขาอย่างหนักแน่นอน"
หลี่อี้กล่าวอย่างเรียบเฉยว่า "คนของอ๋องฉินสืบพบว่าพ่อบ้านตระกูลเว่ยพาคนที่ถูกลักพาตัวไปที่โรงงานเต้าหู้ตระกูลเว่ยที่หมู่บ้านเจียงจวินอิ๋ง อ๋องฉินจึงพาพวกเราไปตรวจสอบด้วยพระองค์เอง
และก็พบครอบครัวชาวบ้านที่หายตัวไปจากหมู่บ้านหลัวเจียในห้องใต้ดินจริงๆ"
"พวกเขาช่างกล้าเกินไปแล้ว"
หลี่อี้เอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่งในตอนนั้นว่า "พ่อบ้านตระกูลเว่ยคนนั้นบอกว่าฮูหยินเฒ่าของพวกเจ้าให้ตู้ซานหลางเป็นคนจัดการ ทั้งยังบอกอีกว่าเจ้ากำลังจะหมั้นหมายกับคุณชายรองจวนของพวกเขาแล้ว"
เขามองไปยังตู้สือเหนียง "ข้าไม่รู้ว่าพ่อบ้านตระกูลเว่ยคนนั้นพูดจาซัดทอดมั่วซั่ว หรือว่ามีเรื่องเช่นนี้จริงๆ หากมีเรื่องเช่นนี้จริง สิ่งที่ข้าสงสัยและไม่เข้าใจก็คือ ข้าเคารพสกุลตู้แห่งจิงเจ้ามาโดยตลอด ข้ายังถือว่าสือเหนียงเจ้าเป็นสหาย คราวก่อนที่ฮูหยินเฒ่าส่งชามทอง จานเงิน และจอกเงินมาให้ข้า ข้ายังตั้งใจมอบแก้วเพชรหนึ่งคู่ที่อาจารย์ทิ้งไว้ให้เพื่อเป็นการตอบแทน
ข้าไม่รู้ว่าไปล่วงเกินฮูหยินเฒ่ากัวที่ใด ถึงต้องทำกับข้าเช่นนี้
คราวนี้หากอ๋องฉินไม่ยื่นพระหัตถ์เข้ามา ก็คงต้องพลอยทำให้ชาวบ้านหมู่บ้านหลัวเจียผู้บริสุทธิ์ต้องเดือดร้อนไปด้วย เจ้าจำได้หรือไม่ ตอนที่เราช่วยป้าอ้วนกับครอบครัวออกมาจากห้องใต้ดินของโรงงาน สองสามีภรรยาถูกทุบตีจนหน้าตาบวมปูดบาดเจ็บไปทั้งตัว หากพบช้าไปอีกไม่กี่วัน เกรงว่าคงสิ้นใจไปแล้ว"
ตู้สือเหนียงหน้าซีดเผือด
คนฉลาดอย่างนางคิดอะไรบางอย่างออกได้จากคำพูดของหลี่อี้แล้ว
เมื่อเชื่อมโยงกับช่วงนี้ที่ท่านย่าเตือนนางทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่หลายครั้งว่าอย่าวิ่งมาที่นี่บ่อยนัก ทั้งยังพูดอะไรทำนองว่าจะให้ท่านพ่อส่งคนมารับนางไปลั่วหยาง
อีกทั้งยังบอกว่าเวยเอ้อร์หลางแห่งตระกูลเวยนั้นมีรูปลักษณ์สง่างาม
"ข้า ข้า" ตู้สือเหนียงอยากจะอธิบาย แต่ก็ช่างดูซีดเซียวไร้เรี่ยวแรง
"เมื่อวานตระกูลเว่ยส่งคนมาหาข้า โยนทองคำห้าสิบตำลึงให้ข้า บอกว่าเป็นเงินค่าซื้อสูตรของข้า ทั้งยังบอกว่าเห็นแก่หน้าอ๋องฉิน มิฉะนั้นสูตรอะไรนั่นก็ไม่คุ้มค่าสักกี่อีแปะ พวกเขาก็ล่วงรู้สูตรแล้ว ตอนจากไปยังบอกอีกว่าไม่ว่าพ่อบ้านตระกูลเว่ยจะสารภาพอะไร ก็หวังว่าข้าจะไม่สืบสาวราวเรื่องต่อไป"
"ข้าก็รู้ว่าข้าเป็นเพียงผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งเท่านั้น ไม่มีทางเอาเรื่องกับตระกูลใหญ่แห่งกวนจงอย่างเว่ยตู้แห่งจิงเจ้าได้หรอก"
"ชาวบ้านก็พากันร้องเพลงลือกันอยู่ตลอดไม่ใช่หรือว่า เว่ยตู้แห่งจิงเจ้า ห่างฟ้าเพียงเชียะห้า พวกเจ้าอยู่สูงส่งเหนือใคร ห่างจากฟ้าเพียงหนึ่งเชียะห้าชุ่น แต่ข้ากลับจมอยู่ในกองฝุ่นดิน"
ตู้สือเหนียงใบหน้าเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด "อู๋อี้ ท่านอย่าพูดเลย ข้าก็คาดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ไม่ว่าอย่างไร ข้าจะให้คำอธิบายแก่ท่านแน่นอน ข้าขอตัวกลับบ้านก่อน ท่านรอฟังข่าวจากข้านะ ข้ารับรอง จะต้องให้คำอธิบายแก่ท่านอย่างแน่นอน"
พูดจบ ตู้สือเหนียงก็ลุกขึ้น เรียกซูอิ่งให้จากไป
ตอนที่นางหันหลังให้หลี่อี้นั้น ขอบตาของนางก็เปียกชื้นไปหมดแล้ว
พอออกจากประตูขึ้นรถม้า ตู้สือเหนียงก็ให้คนขับรถม้าเร่งความเร็วที่สุดเพื่อกลับไปที่จวนโหวเฟิงเซียงที่ฝานชวน
ตลอดทาง ตู้สือเหนียงมีใบหน้าซีดเซียวอย่างยิ่ง สองมือยิ่งกำแน่นและสั่นเทาอยู่ตลอดเวลา
สาวใช้ซูอิ่งไม่เคยเห็นนางเป็นเช่นนี้มาก่อน ตกใจจนไม่กล้าเอ่ยปากแม้แต่ครึ่งคำ
รถม้าแล่นผ่านที่ราบสูงเสินเหอ และเริ่มลงเนินยาว
ในที่สุดซูอิ่งก็รวบรวมความกล้า "สือเหนียง ท่านอย่าได้โกรธเคืองฮูหยินเฒ่าเลยเจ้าค่ะ ความจริงแล้วเรื่องนี้หลี่อี้ล้วนหาเรื่องใส่ตัว ใครใช้ให้หนุ่มบ้านนาอย่างเขากล้ามาตอแยคุณหนูตระกูลใหญ่กันเล่า เขาก็คือคางคกบนหาดแม่น้ำฮ่าว ส่วนสือเหนียง ท่านคือแก้วตาดวงใจของตระกูลตู้แห่งฝานชวนนะเจ้าคะ..."
"หุบปาก" สือเหนียงตวาดลั่น
ซูอิ่งรีบหุบปากทันที
ตู้สือเหนียงสูดลมหายใจเข้าลึกหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่อาจสงบสติอารมณ์ลงได้ "คำพูดของเจ้าเมื่อครู่นี้ ก็เชื่อในสิ่งที่อู๋อี้พูดมาเช่นกันใช่หรือไม่"
ซูอิ่งไม่กล้าพูดอะไรอีก
"ใช่แล้ว ขนาดเจ้ายังเชื่อ แล้วเรื่องนี้จะเป็นเรื่องเท็จไปได้อย่างไร ท่านย่าทำเรื่องแบบนี้ได้จริงๆ ข้าคาดไม่ถึงเลย ท่านย่าที่รักข้ามาโดยตลอด กลับทำกับคุณชายหลี่เช่นนี้"
"สือเหนียง ก็เพราะฮูหยินเฒ่ารักท่านที่สุด ถึงทนดูท่านไปมาหาสู่กับหลี่อี้ไม่ได้ ล้วนทำเพื่อท่านทั้งนั้นนะเจ้าคะ"
น้ำตาของตู้สือเหนียงไหลรินอย่างไม่อาจกลั้นไว้ได้อีก
"คุณชายหลี่ไม่ดีที่ใด แม้ชาติตระกูลของเขาจะสู้เว่ยเอ้อร์ไม่ได้ แต่นอกจากชาติตระกูลแล้ว ทุกอย่างล้วนเก่งกว่าเว่ยเอ้อร์เป็นร้อยเท่าพันเท่า" ตู้สือเหนียงเงยหน้าขึ้น ไม่อยากให้น้ำตาร่วงหล่นลงมา
ภายในรถม้าตกอยู่ในความเงียบงัน
บ้านของกัวเอ้อร์หลาง
ตู้สือเหนียงและบ่าวรับใช้จากไปอย่างรีบร้อน
ชาของตู้ลิ่วเหนียงเพิ่งต้มไปได้ครึ่งเดียว
กัวเอ้อร์หลางก็คาดไม่ถึงว่าจะได้เสพข่าวซุบซิบสะเทือนฟ้าสะเทือนดินเช่นนี้ ตอนนี้ในใจปั่นป่วนยังตั้งรับไม่ทัน
"อู๋อี้ พ่อตาข้า เขาจริงๆ หรือ"
หลี่อี้พยักหน้า "เรื่องนี้คนของจวนอ๋องฉินเป็นคนสืบจนกระจ่าง พ่อบ้านตระกูลเว่ยสองคนสารภาพออกมาอย่างชัดเจนทุกประการ ปกติข้าก็เคารพพ่อตาของพี่รองอยู่ไม่น้อย คาดไม่ถึงว่าตู้ซานหลางกลับแทงข้างหลังข้า"
กัวเอ้อร์หลางอึดอัดใจอย่างยิ่ง
นี่มันเรื่องอะไรกัน เดิมทีก็ดีๆ กันอยู่ไม่ใช่หรือ เหตุใดตอนนี้ถึงต้องใช้มีดใช้ทวนกันแล้ว
ผ่านไปพักใหญ่ ในที่สุดเขาก็คิดอะไรขึ้นมาได้บ้าง เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับตู้สือเหนียงที่จากไป ทุกอย่างมีต้นเหตุมาจากนาง
"ฮูหยินเฒ่ากัวเป็นเพราะสือเหนียงไปมาหาสู่กับเจ้า ถึงได้ให้พ่อตาข้าลงมือหรือ เจ้ากับสือเหนียง พวกเจ้าสองคน..."
หลี่อี้ถามกลับ "พี่รองคิดว่าข้ากับสือเหนียงจะมีอะไรกันได้ สือเหนียงแม้จะรู้จักกับข้า แต่ก็ไปมาหาสู่กันแค่ไม่กี่ครั้ง พี่รองเคยเห็นข้าทำเรื่องเสียมารยาทกับสือเหนียงเมื่อใดกัน"
กัวเอ้อร์หลางคิดๆ ดูแล้ว เหมือนจะไม่มีจริงๆ เมื่อก่อนเขาไม่เคยคิดถึงเรื่องด้านนี้เลย เป็นเพราะฐานะที่แตกต่างกันเกินไป เขาจึงไม่เคยคิดถึงความเป็นไปได้นี้เลย
"บางทีเจ้าควรรักษาระยะห่างกับสือเหนียงสักหน่อย อย่างไรเสียสือเหนียงก็ถึงวัยปักปิ่นแล้ว ชายหญิงแตกต่าง หนุ่มสาวใกล้ชิดกัน ทำให้ฮูหยินเฒ่าเข้าใจผิดก็มีความเป็นไปได้" กัวเอ้อร์หลางพอคิดไปในทางนี้ ก็รู้สึกว่าหลี่อี้ออกจะไม่รู้จักความเหมาะสมอยู่บ้าง
แน่นอนว่าตู้สือเหนียงยิ่งไม่รู้จักความเหมาะสม
"พี่รองเอ๋ย พี่รองเคยเห็นข้าเป็นฝ่ายไปหาสือเหนียงเมื่อใดกัน ครั้งไหนที่ไม่ใช่สือเหนียงมาหาข้า รวมทั้งการเขียนจดหมายก็เป็นสือเหนียงเขียนมาหาข้า ข้าถึงได้ตอบกลับตามมารยาท หากฮูหยินเฒ่ากัวรู้สึกจริงๆ ว่าพวกเราไม่ควรไปมาหาสู่กัน ไม่เหมาะที่จะเป็นสหายกัน เช่นนั้นก็ควรจะไปเกลี้ยกล่อมสือเหนียง ไม่ใช่มาใช้วิธีสกปรกลงมือจัดการกับข้าโดยตรงเช่นนี้มิใช่หรือ"
กัวเอ้อร์หลางรับคำไม่ได้ "ไม้ซีกงัดไม้ซุงไม่ขึ้น วันข้างหน้าเจ้าก็รู้จักความเหมาะสมสักหน่อย เว่ยตู้แห่งจิงเจ้า นั่นไม่ใช่สิ่งที่คนบ้านนอกอย่างพวกเราจะล่วงเกินได้เลย"
"พี่รอง เดิมทีข้าก็คิดเช่นนั้น แต่ตอนนี้ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้นแล้ว" หลี่อี้ลุกขึ้น "พี่รอง ข้ายังมีธุระ ไม่ดื่มชาแล้ว ขอตัวกลับก่อน"
หลี่อี้ลุกขึ้นจากไป
ขณะเดินอยู่บนถนนกลับบ้าน ในใจของเขาก็กำลังคิดว่าตู้สือเหนียงรีบกลับบ้านเช่นนี้ จวนโหวเฟิงเซียงที่ฝานชวนจะต้องเกิดเรื่องวุ่นวายขนานใหญ่เป็นแน่
ไม่รู้ว่าฮูหยินเฒ่ากัวจะรู้สึกเช่นไร ไม่รู้ว่านางจะเสียใจกับการตัดสินใจที่ลงมือกับเขาหรือไม่
เมื่อครู่เขาตั้งใจพูดคำเหล่านั้นกับตู้สือเหนียงจริงๆ เพื่อดึงฮูหยินกัวออกมาวางบนโต๊ะ
แต่หากไม่ทำเช่นนี้ หลี่อี้ก็ยากที่จะกลืนความโกรธแค้นนี้ลงไปได้ อีกทั้งตู้สือเหนียงก็เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ นางเองก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับรู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้เช่นกัน
ส่วนนางจะเลือกทำเช่นไรต่อไปหลังจากนี้ นั่นก็ล้วนแต่อยู่ในมือนางเองทั้งหมด







