99. บทที่ 98 ขั้นพันชั่ง
วันเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า หลังจากนั้นก็ไม่มีใครมาคอยรังควานซูอวี่อีก
โลหิตแก่นแท้วัวทะลวงภูเขาถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องสูญเสียไป และคนที่จะได้มันไปก็คือหลินเย่า นี่คือสิ่งที่ผู้คนมากมายคิดตรงกัน
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วจะไปหาเรื่องซูอวี่ทำไม
แม้แต่หลิวหง ช่วงนี้ก็ไม่ค่อยปรากฏตัวให้เห็น ไม่รู้ว่าไปบ่มเพาะหรือไปทำอะไร
……
วันที่ 28 สิงหาคม
ซูอวี่มาที่สถาบันได้เกือบหนึ่งเดือนแล้ว
ศูนย์วิจัยเหวินถาน
ห้องกรอง
พลังปราณบนร่างของซูอวี่ผันผวนอย่างรุนแรง วินาทีต่อมา จุดทวารจุดหนึ่งก็ส่งเสียงดังสนั่น เปิดออกอย่างเป็นทางการ!
จุดทวารที่ 12!
จุดทวารสุดท้ายของเคล็ดวิชาเทพสงครามฉบับปรับปรุงขั้นที่หนึ่งเปิดออกแล้ว!
“สำเร็จแล้ว!”
ซูอวี่ดีใจมาก!
28 วัน ก่อนจะมาที่สถาบัน เขาเพิ่งเปิดจุดทวารได้เพียง 5 จุด แต่ 28 วันมานี้ เขาเปิดจุดทวารได้อีก 7 จุด เฉลี่ย 4 วันเปิดได้หนึ่งจุด
พลังปราณที่เข้มข้น โลหิตแก่นแท้ขั้นหมื่นศิลาที่ใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อเปิดตำราภาพ หมดยอดเงินเก็บของซูอวี่ไปเกือบทั้งหมด เขาถึงจะสามารถเปิดจุดทวารทั้งหมดในขั้นที่หนึ่งได้สำเร็จ
ในเวลานี้ ซูอวี่ควรจะถือว่าอยู่ในขั้นพันชั่งแล้ว
แต่ยังขาดอีกก้าวสุดท้าย!
จุดทวารทั้ง 12 จุดเชื่อมต่อกับจุดทวารทั้ง 9 ของขั้นเบิกปราณ ทำให้พลังปราณไหลเวียนผ่านจุดทวารทั้ง 21 จุด เขาถึงจะเป็นขั้นพันชั่งอย่างแท้จริง
‘รู้สึกว่าเร็วมาก แต่ความจริงแล้วก็ยังช้าไปหน่อย…’
ในเวลานี้ซูอวี่จู่ๆ ก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก ขั้นพันชั่งเก้าระดับมีจุดทวารทั้งหมด 108 จุด เขายังมีอีก 96 จุดที่ไม่ได้เปิด ตามความเร็วที่เปิดได้หนึ่งจุดในทุกๆ 4 วัน อย่างน้อยเขาก็ต้องใช้เวลาอีกหนึ่งปีถึงจะเข้าสู่ขั้นพันชั่งระดับเก้าได้
แน่นอนว่าความเร็วระดับนี้สำหรับคนอื่น ถือว่าเร็วปานสายฟ้าแลบแล้ว
แต่ซูอวี่รู้ดีว่า ในสถาบันสงคราม ก็มีนักเรียนอัจฉริยะบางคนที่สามารถเลื่อนระดับเป็นขั้นหมื่นศิลาได้ภายในหนึ่งปี
นั่นแสดงว่าเขาไม่ได้ทิ้งห่างยอดอัจฉริยะพวกนั้นเลย!
‘ผมมีตำราภาพคอยช่วย พวกนั้นก็มีของเหลวปราณแท้จำนวนมาก แถมเดิมทีก็แข็งแกร่งกว่าผม เลื่อนขั้นเป็นขั้นหมื่นศิลาก็ใช่ว่าจะช้ากว่าผม…’
ก็ยังช้าไปหน่อยอยู่ดี!
ไม่สนใจเรื่องพวกนี้อีก ซูอวี่รีบวิ่งไปที่ห้องโถงชั้นหนึ่ง แล้วกดปุ่มปุ่มหนึ่ง
ครู่ต่อมา ไป๋เฟิงก็ขึ้นมา
……
ช่วงนี้ไป๋เฟิงกลายเป็นหนุ่มติดบ้านอย่างสมบูรณ์ หนวดเคราก็ไม่ได้โกน ดูซอมซ่อมเล็กน้อย
เมื่อเห็นซูอวี่ ตอนแรกเขาก็มองอย่างเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไป “เปิดจุดทวารเสร็จแล้วเหรอ?”
“ครับ!”
ซูอวี่รู้สึกดีใจอยู่บ้าง “อาจารย์ ผมเปิดจุดทวารได้ 12 จุดแล้วครับ!”
“ไม่เลว!”
ไป๋เฟิงเองก็ดีใจเช่นกัน “ดูเหมือนว่าหนึ่งเดือนมานี้ฉันจะสอนได้ไม่เลว นายไม่ทำให้คำสอนของฉันสูญเปล่า ถึงกับขึ้นเป็นขั้นพันชั่งได้ภายในหนึ่งเดือน เร็วกว่าที่ฉันคาดไว้ซะอีก!”
“……”
ซูอวี่มีคำพูดมากมายที่อยากจะพูด แต่คิดไปคิดมาก็ไม่ได้พูดอะไร เขาอยากจะทักทายไป๋เฟิงสักหน่อย ที่ว่าอาจารย์สอนได้ไม่เลวมันหมายความว่ายังไง?
แน่นอนว่าการที่เขาสามารถเลื่อนขั้นได้เร็วขนาดนี้ มีความเกี่ยวข้องกับศูนย์วิจัยเป็นอย่างมาก ช่างเถอะ ถือซะว่าเป็นคำสอนของไป๋เฟิงก็แล้วกัน
“นายอย่าเพิ่งเชื่อมต่อจุดทวาร เลื่อนขั้นอย่างเป็นทางการล่ะ…”
ไป๋เฟิงพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “ตอนที่นายเข้าเรียน นายยังมีโอกาสเข้าแดนล้ำค่าอักษร ‘หยวน’ อีกครั้งไม่ใช่เหรอ? ซูอวี่ นายเตรียมจะเข้าไปตอนที่ทะลวงจากขั้นพันชั่งไปขั้นหมื่นศิลา หรือเตรียมจะเข้าไปตอนที่ทะลวงจากขั้นบ่มเพาะจิตไปขั้นเหินเวหา?”
ช่วงหลายวันมานี้ซูอวี่ก็เข้าใจเรื่องบางอย่างแล้ว เมื่อคิดดู เขาก็เอ่ยปากพูดว่า “อาจารย์ ต้องรีบคว้าโอกาสไว้ครับ!”
คว้าโอกาสตรงหน้า!
เขาไม่อยากค่อยๆ สั่งสมพลัง เขาแค่อยากจะแข็งแกร่งขึ้นในตอนนี้!
แข่งแกร่งขึ้นอีกนิด ก็จะได้รับสิ่งต่างๆ มากขึ้นอีกหน่อย
โอกาสในการเข้าดินแดนลับ ในอนาคตก็ยังมีความหวังที่จะได้มันมาอีก
ไป๋เฟิงหัวเราะ พยักหน้าและพูดว่า “ไม่เลว มันต้องแบบนี้สิ! ดินแดนลับพลังปราณมีประโยชน์กับนายมาก ไป พวกเราไปทะลวงขั้นอย่างเป็นทางการที่ดินแดนลับพลังปราณกัน เอาโลหิตแก่นแท้วัวทะลวงภูเขาไปด้วย ช่วยนายสร้างรากฐานโดยตรง หลังจากเข้าไปแล้ว นายอาจจะมีความหวังเปิดจุดทวารได้อีก 12 จุดโดยตรงเลยก็ได้…”
“อาจารย์ โลหิตแก่นแท้วัวทะลวงภูเขามัน…”
เขาอยากจะบอกว่า นี่เป็นของเดิมพัน
ถ้าเกิดแพ้ขึ้นมาแล้วเอาออกมาให้ไม่ได้ก็จะแย่เอา
“ฉันรู้!”
ไป๋เฟิงพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ถ้านายแพ้ นั่นก็แสดงว่านายไร้ความสามารถ เป็นเศษสวะ ถ้าไม่มีโลหิตแก่นแท้วัวทะลวงภูเขา นายก็ไปหาทางแก้ปัญหาเอาเอง อย่างมากก็แค่เบี้ยวหนี้ ขายหน้า มีบันทึกเพิ่มขึ้นในประวัติของสถาบัน ร้ายแรงหน่อยก็แค่ถูกไล่ออกเท่านั้น…”
ซูอวี่พูดไม่ออก อาจารย์พูดได้ง่ายจังเลยนะ!
แต่เมื่อคิดดูแล้ว ซูอวี่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ
ใช้ก็ใช้สิ!
ถ้าตัวเองต้องแพ้จริงๆ …ก็ยังมีความกังวลเล็กๆ อยู่บ้างนะ
ไป๋เฟิงเห็นเขากังวล จึงพูดยิ้มๆ “ไม่ต้องกลัว ไม่มีอะไรน่าซีเรียสหรอก ถ้าไม่ไหวจริงๆ เดี๋ยวฉันช่วยนายคิดหาวิธีก็แล้วกัน โลหิตแก่นแท้วัวทะลวงภูเขาหาได้ยากก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหามาไม่ได้เลย คนอื่นหาไม่ได้ แต่ระดับขั้นภูผาสมุทรยังหาได้อยู่”
“ไอ้พวกที่นายพูดถึง พวกนั้นหาซื้อไม่ได้ เป็นเพราะสถานะของพวกเขายังไม่พอ นายลองดูยอดอัจฉริยะพวกนั้นสิ มีใครเคยต้องกังวลเรื่องพวกนี้บ้าง?”
ไป๋เฟิงพูดกลั้วหัวเราะ “คนอื่นฉันไม่รู้หรอกนะ แต่ตระกูลใหญ่ๆ ไม่กี่ตระกูลน่ะมีของสะสมไว้อย่างแน่นอน! รวมถึงผู้แข็งแกร่งขั้นภูผาสมุทรบางคนของสถาบันด้วย ส่วนใหญ่ก็มีเก็บไว้ทั้งนั้น ที่ไอ้พวกนี้เอามาไม่ได้ ก็แค่เพราะสถานะของพวกเขายังไม่พอ ฐานะทางบ้านถึงจะดีไม่เลว แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่ผู้แข็งแกร่งขั้นภูผาสมุทรจะต้องไว้หน้า…”
“หลิวหงขี้เกียจไปเรียกร้องให้ลูกศิษย์ของตัวเอง ส่วนหูเหวินเซิงเจ้านั่นก็เพิ่งจะขอมาได้ส่วนหนึ่ง ตอนนี้ทำหายไปแล้ว เขาก็ต้องเก็บตัวอีก เป็นธรรมดาที่จะไม่ไปขออาจารย์ของเขาอีก เข้าใจหรือยัง?”
ซูอวี่เข้าใจกระจ่างแจ้ง เขาพยักหน้าแล้วถามว่า “เข้าใจแล้วครับ งั้นแสดงว่าอาจารย์สามารถหาคนซื้อหรือขอยืมมาได้งั้นเหรอ?”
“ไม่ใช่ฉัน…”
เขาอยากจะบอกว่า คืออู๋เยว่ฮวาต่างหาก
เมื่อคิดดู ช่างเถอะ ไม่พูดดีกว่า
ถ้านายแพ้จริงๆ แล้วไม่มีโลหิตแก่นแท้ไปจ่าย นายก็ไปหาอู๋เยว่ฮวาเองเถอะ อาจารย์อย่างฉันไม่ไปหรอก เสียหน้าแย่ นายไปยืม น่าจะไม่มีปัญหาอะไรมากนัก
ทั้งสองคนเดินออกไปข้างนอก ซูอวี่พลางเอ่ยขึ้น “อาจารย์ ผมสามารถแอบเข้าไปในดินแดนลับอย่างลับๆ ได้ไหมครับ? ผมกลัวว่าถ้าเฉินฉี่กับพวกเขารู้เข้าจะยุ่งยาก”
“เข้าไปอย่างลับๆ?”
ไป๋เฟิงพูดยิ้มๆ “ไอ้หนู นายยังอยากจะปิดบังฝีมือไว้อีกเหรอ? พูดตามตรง มีไพ่ตายอย่างการปะทุของโลหิตแก่นแท้นั่นก็พอแล้ว แต่ในเมื่อนายพูดแบบนี้…งั้นก็ทำตัวลึกลับหน่อยก็แล้วกัน!”
พูดจบ ไป๋เฟิงก็หันหลังเดินกลับไปทันที
ครู่ต่อมา ในมือเขาก็ปรากฏเสื้อคลุมยาวสีดำตัวหนึ่ง เขาโยนมันให้ซูอวี่และพูดว่า “อ่ะ เอานี่ไป ใส่ซะ ปิดหน้าไว้ ลึกลับพอไหมล่ะ!”
ซูอวี่พูดไม่ออก อาจารย์ไม่ได้ล้อผมเล่นใช่ไหม?
ที่ผมพูดถึงก็คือพอจะมีทางเดินพิเศษหรืออะไรทำนองนั้นไหม ใครบอกให้เข้าไปอย่างลับๆ แบบนี้ล่ะ!
ยิ่งไปกว่านั้นผมเดินไปกับอาจารย์ ไอ้โง่ที่ไหนก็ต้องรู้ว่าเป็นผมอยู่แล้ว!
“ฮ่าๆๆ ไม่เป็นไรหรอกน่า!”
ไป๋เฟิงพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ไอ้เด็กพวกนั้น จะไปมีความสามารถรู้ได้ยังไงว่าใครเข้าไปในดินแดนลับ นอกจากอาจารย์ของพวกเขาจะบอก หูเหวินเซิงกำลังเก็บตัว หลิวหงก็เข้าไปในดินแดนลับ เตรียมจะทะลวงขั้นเหมือนกัน จะเอาเวลาที่ไหนมาสนใจพวกนาย!”
“อาจารย์หลิวหงเข้าไปในดินแดนลับแล้วเหรอครับ?”
“ใช่!”
ไป๋เฟิงกัดฟันพูด “ไม่งั้น…”
ไม่งั้นเขาจะจนขนาดนี้ได้ยังไง!
เจ้านี่เข้าไปในดินแดนลับตอนนี้ ต้องเป็นเพราะอยากจะหลบหน้าเขาแน่ๆ หน้าไม่อายจริงๆ ตกลงกันไว้แล้วว่าจะช่วยกันหลอกฟันคนอื่น แต่นายกลับหนีไปซะดื้อๆ!
ตกลงกันไว้แล้วว่าจะกดขี่ลูกศิษย์ของฉัน แล้วเอาเงินมาให้ฉัน แต่นายกลับหายตัวไปเลย
ถ้านายไม่กดขี่เขา เขาก็จะขึ้นถึงขั้นพันชั่งกับขั้นบ่มเพาะจิตแล้ว ฉันไม่มีเงิน แล้วจะเอาอะไรไปปั้นเขา!
ใช่แล้ว ซูอวี่ใกล้จะเข้าสู่ขั้นบ่มเพาะจิตแล้วเช่นกัน
วันแรกที่มาถึงศูนย์วิจัย เขาก็บรรลุระดับความกักเก็บเต็มเปี่ยมที่ 35% หลังจากนั้นเป็นเพราะเวลาในการบ่มเพาะไม่เพียงพอ ประกอบกับช่วงหลังพัฒนาการช้าลงไปหน่อย จึงไม่มีเหตุการณ์ที่มีความก้าวหน้าโดยตรงถึง 5% เหมือนในวันแรก
แต่ตลอด 20 กว่าวันที่ผ่านมา ซูอวี่ก็กำลังก้าวหน้าไปอย่างช้าๆ
ในตอนนี้ ระดับความกักเก็บเต็มเปี่ยมของซูอวี่ทะลุถึง 48% แล้ว
วันนี้ขั้นพันชั่ง อีกสองวันก็อาจจะเข้าสู่ขั้นบ่มเพาะจิตได้แล้ว
อย่างช้าที่สุดภายใน 10 วัน ไอ้เด็กนี่ก็มีความหวังที่จะเข้าสู่ขั้นบ่มเพาะจิต
ไป๋เฟิงนึกถึงเรื่องพวกนี้ แล้วมองไปที่ซูอวี่พลางเอ่ยถาม “นายเข้าสู่ขั้นพันชั่งก่อน พอถึงขั้นบ่มเพาะจิต นายก็ต้องร่างอักษรเทวะอีกครั้ง ช่วงหลายวันนี้ที่นายกำลังปูพื้นฐาน คิดไว้หรือยังว่าจะร่างอักษรเทวะประเภทไหน? จริงสิ นายเตรียมอักษรเจตจำนงไว้พร้อมหรือยัง?”
“……”
ซูอวี่ยืนนิ่งอึ้ง อาจารย์ ก่อนหน้านี้อาจารย์บอกว่าจะเตรียมให้ผมไม่ใช่เหรอ!
ไป๋เฟิงถูกเขามองจนรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย เขากระแอมไอแห้งๆ ออกมาหนึ่งทีและพูดว่า “ขั้นบ่มเพาะจิต ใช้ต้นฉบับดั้งเดิมขั้นพันชั่งกับขั้นหมื่นศิลาสังเกตการณ์ ร่างอักษรเทวะแค่นั้นก็พอแล้ว ต้นฉบับดั้งเดิมระดับล่างพวกนี้ ปกติฉันไม่ค่อยเก็บเอาไว้หรอก แต่ต้นฉบับดั้งเดิมขั้นเหินเวหา ฉันเก็บไว้ให้นายสองสามเล่ม…”
อาจารย์คิดว่าผมจะเชื่อไหม?
อาจารย์ถังแตกแล้วจริงๆ ใช่ไหมล่ะ!
ที่จริงซูอวี่ก็รู้แหละ ว่าไป๋เฟิงคงจะไม่มีเงินแล้วจริงๆ
คราวก่อนตอนที่ศิษย์ลุงที่เขาไม่เคยพบหน้าคนนั้นเกิดเรื่อง ไป๋เฟิงก็ออกไปข้างนอกหลายครั้ง ซูอวี่เดาว่าเขาคงเอาของบางอย่างไปขายทอดตลาด
ตอนนี้อาจจะไม่มีอะไรเหลือแล้วนอกจากห้องวิจัยห้องเดียว
ซูอวี่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เขาไม่ได้เปลี่ยนไปใส่เสื้อคลุมยาวตัวนั้น แต่โยนมันทิ้งไว้ด้านข้าง จากนั้นก็เดินตามไป๋เฟิงออกไปข้างนอกพลางพูดว่า “อาจารย์ ต้นฉบับดั้งเดิมหมื่นเผ่าพันธุ์ขั้นพันชั่งผมยังมีอยู่อีกสองเล่มครับ ของขั้นหมื่นศิลาผมไม่มี หลังจากที่ผมเข้าสู่ขั้นบ่มเพาะจิตแล้ว ผมสามารถดูต้นฉบับดั้งเดิมขั้นพันชั่งได้ไหมครับ?”
“ได้แน่นอน!”
ไป๋เฟิงพูดยิ้มๆ “ก็คือพอถึงขั้นบ่มเพาะจิต พลังเจตจำนงของนายแข็งแกร่งขึ้นแล้ว จำนวนครั้งในการดูต้นฉบับดั้งเดิมขั้นพันชั่งก็จะน้อยลง พอดูไปไม่กี่ครั้ง ต้นฉบับนี้ก็อาจจะแตกสลายได้ ดูแค่ไม่กี่ครั้ง มันยากที่จะร่างอักษรเทวะออกมาได้ ดังนั้นในสถานการณ์ปกติ ทุกคนก็จะดูต้นฉบับดั้งเดิมที่สอดคล้องกับระดับขั้นของตัวเอง…”
“ส่วนของนายน่ะ หรือไม่ช่วงนี้ก็ดูให้มากขึ้นหน่อย อย่ารอจนเข้าไปอยู่ในขั้นบ่มเพาะจิตแล้วค่อยดู ไม่อย่างนั้นถ้าดูไปไม่กี่ครั้งแล้วไม่ได้อะไรขึ้นมา ต้นฉบับนี้ก็จะสูญเปล่าไปเลย”
“งั้นผมสามารถดูต้นฉบับดั้งเดิมขั้นเหินเวหาได้ไหมครับ?”
“นายไม่เคยลองดูเองเหรอ? ต้นฉบับดั้งเดิมที่ทรงพลังเกินไป นายดูไม่ได้หรอก มันจะขาวโพลนไปหมด ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องเศษชิ้นส่วนนั่นแหละ เปลืองทรัพยากรเปล่าๆ!”
“เข้าใจแล้วครับ!”
สองศิษย์อาจารย์คุยกันไปพลาง ไม่นานก็เดินออกมาจากฐานวิจัย
เขตดินแดนลับ คราวก่อนเคยไปบริเวณนั้นมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็แค่ไปดูรอบนอกเท่านั้น ไม่ได้เข้าไปข้างใน
……
สิบกว่านาทีต่อมา
ภายใต้การนำของไป๋เฟิง ซูอวี่ก็เข้ามาในเขตดินแดนลับ
ซูอวี่มองไปรอบๆ ด้วยความสงสัย ที่นี่มีคนน้อยมาก แต่สภาพแวดล้อมกลับดีไม่เลว มีต้นไม้สีเขียวอยู่ทุกหนทุกแห่ง
นอกจากต้นไม้พวกนี้แล้ว ก็มีเพียงบ้านหลังเล็กๆ บางหลังที่ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้
บ้านหลังเล็กๆ ทีละหลัง เรียงรายกันแน่นขนัดไปทั่วทั้งบริเวณ
ไม่นาน ไป๋เฟิงก็พาซูอวี่มาถึงหน้าประตูบ้านหลังเล็กๆ หนึ่งในนั้น
พอเดินเข้าไป พื้นที่ข้างในไม่ใหญ่มากนัก แต่กลับมีคนอยู่หลายคน
ซูอวี่ลองสัมผัสดูตามสัญชาตญาณ วินาทีต่อมา จุดแสงที่สว่างจ้าหลายจุดก็สั่นสะเทือนพลังเจตจำนงของเขา!
แข็งแกร่งมาก!
รู้สึกว่าแข็งแกร่งกว่าอาจารย์ของตัวเองเสียอีก!
ขั้นหลิงอวิ๋นงั้นเหรอ?
“ไป๋เฟิง นายสอนลูกศิษย์ยังไงเนี่ย พลังเจตจำนงเอาไปใช้สัมผัสผู้คนสุ่มสี่สุ่มห้าได้เหรอ?”
ขณะที่ซูอวี่ยังคงอยู่ในอาการตกตะลึง ในบ้าน ชายชราคนหนึ่งก็ตวาดเสียงดัง ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ซูอวี่ แต่ตวาดใส่ไป๋เฟิง
ไป๋เฟิงกระแอมไอแห้งๆ ออกมาหนึ่งที เขายิ้มแหยและพูดว่า “ยังเด็กอยู่ ก็เลยอยากรู้อยากเห็นมากไปหน่อย ทุกท่านอย่าถือสาเลยนะครับ!”
พูดจบ เขาก็หันหน้าไปมองซูอวี่พลางเอ่ยขึ้น “อย่าไปสัมผัสสุ่มสี่สุ่มห้า ผู้ที่อยู่เหนือขั้นเหินเวหาขึ้นไปต่างก็มีพลังสัมผัสกันทั้งนั้น พอนายสัมผัสปุ๊บ เขาก็จะรู้ตัวทันที”
“ขอโทษครับอาจารย์ทุกท่าน ผมไม่ได้ตั้งใจ…”
ซูอวี่รีบกล่าวขอโทษ ตอนนี้ภายในบ้านมีชายชราสองคน ชายวัยกลางคนสองคน และชายหนุ่มอีกสองคน
6 คน!
แน่นอนว่ายังไม่ได้นับรวมพวกซูอวี่ด้วย
ในบ้านที่ไม่ใหญ่มากนัก มีคนอยู่ถึง 8 คนก็ค่อนข้างจะแออัดอยู่เหมือนกัน
ไป๋เฟิงรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวเล็กน้อย เขาบ่นว่า “ทางสถาบันน่าจะขยายพื้นที่รอคอยของดินแดนลับพวกนี้หน่อยนะ เล็กขนาดนี้ ถ้าคนเยอะขึ้นมาจะทำยังไง?”
“นายเป็นคนออกเงินงั้นเหรอ?”
ชายชราคนที่เพิ่งตวาดเขาเมื่อครู่พูดอย่างหงุดหงิด “ตอนนี้ท่านผู้อำนวยการแทบจะตระหนี่ขี้เหนียวจนไม่ยอมกระเด็นเงินออกมาสักแดงเดียว จะเอาเงินที่ไหนมาขยายพื้นที่ ไม่ปล่อยให้พวกนายไปยืนรออยู่กลางแจ้งก็ถือว่าดีแค่ไหนแล้ว! ปกติก็ไม่ได้มีคนมาเยอะขนาดนี้ วันนี้ดีนะสิ พวกนายถึงได้แห่กันมาพร้อมกันซะอย่างนั้น…”
เห็นได้ชัดว่าชายชราทั้งสองคนเป็นผู้ดูแลที่นี่
ส่วนคนอื่นๆ ก็เหมือนกับพวกไป๋เฟิง คือเป็นอาจารย์ที่พาลูกศิษย์มาด้วย
ชายชราพูดพลางปรายตามองซูอวี่แวบหนึ่ง แล้วพยักหน้าพูดว่า “จะเข้าไปทะลวงเป็นขั้นพันชั่งในดินแดนลับงั้นเหรอ?”
ซูอวี่รีบพยักหน้า
“รอสักครู่ ตอนนี้ในเขตขั้นพันชั่งยังมีคนอยู่ รอให้คนออกมาหมดก่อนแล้วนายค่อยเข้าไป”
ไป๋เฟิงรีบพูดขึ้น “ก็เข้าไปพร้อมกันเลยสิครับ ดินแดนลับกว้างขวางขนาดนั้น คนเยอะขึ้นมาอีกนิดจะเป็นอะไรไป”
ดินแดนลับสามารถเข้าไปพร้อมกันได้อยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นในวันนั้นเฉินฉี่ก็คงไม่หาคนมาลอบทำร้ายซูอวี่หรอก
ชายชราพูดเรียบๆ “มันไม่เหมือนกัน รอไปก็แล้วกัน!”
“……”
ระหว่างที่พวกเขากำลังคุยกัน ซูอวี่ก็มองไปรอบๆ ในบ้านหลังเล็กด้วยความงุนงงเล็กน้อย ดินแดนลับอยู่ที่ไหนกันล่ะ?
ดินแดนลับที่บอกไว้ล่ะ?
ทำไมไม่เห็นมีเลยล่ะ?
นี่มันก็แค่บ้านหลังเล็กๆ โทรมๆ ที่ดูคล้ายกับร้านขายของชำที่เห็นได้ทั่วไปตามท้องถนน ชายชราสองคนนั่งอยู่ข้างใน โดยมีเคาน์เตอร์กั้นอยู่ตรงกลาง ส่วนพวกไป๋เฟิงยืนอยู่ข้างนอกทั้งหมด
ทางด้านชายชราทั้งสองคน ด้านหลังดูเหมือนจะมีประตูบานหนึ่ง หรือว่าดินแดนลับจะอยู่ข้างในนั้น?
ชายชราไม่สนใจซูอวี่ เขาหันไปมองชายวัยกลางคนทั้งสองคนอีกครั้งพลางเอ่ยขึ้น “พวกนายก็เหมือนกัน พวกนายมาทะลวงเป็นขั้นพันชั่งทั้งนั้น เดี๋ยวทั้งสามคนค่อยเข้าไปพร้อมกัน พอเข้าไปแล้ว ก็ต่างคนต่างหาที่ทะลวงขั้นซะ อย่าไปรบกวนคนอื่นล่ะ!”
“แล้วก็ หลังจากที่ทะลวงขั้นสำเร็จ หากเกิดแรงต่อต้านขึ้นมา ให้รีบออกมาทันที ไม่อย่างนั้นถ้าถูกพลังปราณปะทะจนตายก็อย่ามาโทษว่าฉันไม่เตือนล่ะ อย่าโลภมากนัก มิฉะนั้น…ก็รนหาที่ตายเอง!”
พูดจบ ชายชราก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ เขาเอ่ยปากถาม “ไป๋เฟิง ลูกศิษย์นายคนนี้ชื่ออะไร?”
“ซูอวี่ครับ!”
“ฉันขอตรวจดูก่อนนะ…”
ชายชราใช้นิ้วเลื่อนไปบนเครื่องที่อยู่ตรงหน้าตัวเองสองสามครั้ง จากนั้นก็หันไปมองซูอวี่พลางเอ่ยถาม “แน่ใจนะว่าจะใช้ตอนนี้? ของนายเป็นรางวัลตอนเข้าเรียน ขั้นพันชั่งก็ใช้ได้ ขั้นหมื่นศิลาก็ใช้ได้ แม้แต่ช่วงขั้นบ่มเพาะจิตไปขั้นเหินเวหาก็ยังใช้ได้ เขตพื้นที่แตกต่างกัน ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายก็ต่างกันด้วยนะ!”
“อย่าให้เสียของเปล่าๆ เลย!”
ชายชรากล่าวเตือน “เก็บโอกาสนี้ไว้ รอจนถึงขั้นบ่มเพาะจิตจุดสูงสุดแล้วค่อยมา จะคุ้มกว่าตอนนี้ตั้งเยอะ!”
ซูอวี่ยิ้มซื่อๆ แล้วบอกว่า “อาจารย์ครับ ผมยังไม่ถึงขั้นบ่มเพาะจิตเลย เวลายังอีกยาวไกล วันหน้าผมจะพยายามหาทางเข้ามาอีกให้ได้ครับ!”
“มีความมุ่งมั่นดี!”
ชายชรายิ้ม ส่วนชายหนุ่มสองคนในห้องต่างก็อดไม่ได้ที่จะปรายตามองซูอวี่
ซูอวี่?
ซูอวี่คณะอักษรเทวะงั้นเหรอ?
ซูอวี่เห็นทั้งสองคนมองมาที่ตน เขาก็ยิ้มและพยักหน้าตอบ ไม่รู้จักหรอก คนในสถาบันมีเยอะแยะไปหมด เขาจะไปรู้จักหมดได้ยังไง แต่ดูจากท่าทางแล้วก็ไม่น่าจะมีเจตนาร้ายอะไร
ดูเหมือนว่าไป๋เฟิงกับอาจารย์ของพวกเขาก็ไม่มีความขัดแย้งอะไรกัน งั้นก็ไม่จำเป็นต้องไปล่วงเกินใคร
เมื่อเห็นเด็กหนุ่มหลายคนมองหน้ากัน ชายวัยกลางคนที่ผมยาวเล็กน้อยคนหนึ่งในนั้นก็หัวเราะออกมา “ไป๋เฟิง ได้ยินมาว่าลูกศิษย์นายคนนี้ถูกลูกศิษย์ของหลิวหงยั่วยุ เตรียมจะประลองกันหลังสอบประจำเดือน นายคิดว่าจะชนะไหมล่ะ?”
ไป๋เฟิงตอบอย่างไม่แยแส “ช่างมันเถอะว่าจะชนะหรือไม่ชนะ เขาชนะก็ดีที่สุด แต่ถ้าแพ้…ฉันจะไปหาเรื่องหลิวหง! ลูกศิษย์เขาผลาญของของฉันไปเท่าไหร่ ต้องคายออกมาให้หมด ถ้าแน่จริงหลิวหงก็หลบหน้าฉันไปตลอดชีวิตเลยสิ!”
“……”
หลายคนถึงกับหลุดขำออกมา!
ส่วนข้างใน ชายชราสองคนก็หัวเราะออกมาเช่นกัน คนที่เพิ่งเตือนซูอวี่ไปเมื่อครู่พูดขึ้นมาอีกว่า “ไป๋เฟิง อย่าอวดดีไปหน่อยเลย! หลิวหงเจ้านั่น เมื่อหลายวันก่อนเพิ่งเข้าไปในดินแดนลับหมายเลข 3 ออกมาคราวนี้ อาจจะเป็นขั้นเหินเวหาระดับแปดหรือถึงระดับเก้าเลยก็ได้นะ…”
“ระดับเก้าแล้วยังไงล่ะ?”
ไป๋เฟิงพูดอย่างโอหัง “หูเหวินเซิงก็ระดับเก้าเหมือนกัน!”
หลายคนถึงกับพูดไม่ออก ชายวัยกลางคนที่พูดก่อนหน้านี้ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้เช่นกัน “งั้นพวกเราก็รอรอดูนายสั่งสอนหลิวหงก็แล้วกัน”
“ยังต้องถึงมือฉันอีกเหรอ?”
ไป๋เฟิงพูดกลั้วหัวเราะ “ให้ซูอวี่จัดการลูกศิษย์เขาก็พอแล้ว ถ้าชนะ ฉันจะต้องไปยุ่งอะไรด้วยอีก ที่มาทะลวงขึ้นขั้นพันชั่งวันนี้ ก็เพื่อจะไปจัดการเจ้านั่นไม่ใช่หรือไง?”
พูดจบ เขาก็หันไปมองชายชราแล้วเอ่ยถาม “ไอ้สวะที่เป็นลูกศิษย์ของหลิวหงนั่นเคยมาที่นี่ไหมครับ?”
ชายชราหัวเราะ “ไม่บอก ถ้าอยากรู้ก็ยอมเสียแต้มผลงานเพื่อตรวจสอบเอาเองสิ!”
ไป๋เฟิงเบ้ปาก ฉันไม่ทำหรอกน่า!
ใครสนว่ามันจะมาหรือไม่มา!
เขาไม่ได้คุยกับใครต่อ ไป๋เฟิงหันไปหาซูอวี่พลางเอ่ยขึ้น “เดี๋ยวพอเข้าไปแล้ว อย่าวิ่งเพ่นพ่านนะ ข้างในมีสัญลักษณ์บอกไว้ เขตขั้นพันชั่งมีอยู่แค่พื้นที่เล็กๆ ส่วนข้างนอกเป็นเขตขั้นหมื่นศิลาลามไปถึงเขตขั้นเหินเวหา นายเข้าไปไม่ได้นะ ขืนเข้าไปนายจะถูกบีบอัดจนตัวระเบิดได้”
“หลังจากเข้าไปแล้วก็กลืนกินพลังปราณเริ่มบ่มเพาะ เชื่อมต่อจุดทวาร แล้วก้าวเข้าสู่ขั้นพันชั่งโดยตรง จากนั้นก็บ่มเพาะต่อไปตาม เคล็ดเทพสงคราม ขั้นที่สอง เปิดจุดทวาร พลังปราณเข้มข้นมาก ความเร็วในการเปิดจุดทวารของนายก็จะเร็วขึ้นมาก…”
ในเวลานี้ไป๋เฟิงยังคงทำหน้าที่ของอาจารย์อย่างเต็มที่ เขาเตือนว่า “เมื่อไหร่ที่นายรู้สึกว่าการเปิดจุดทวารมาถึงขีดจำกัดแล้ว และไม่สามารถเปิดจุดทวารเพิ่มได้อีก นายก็เริ่มใช้โลหิตแก่นแท้หล่อหลอมร่างกายซะ ค่อยๆ กลืนกินทีละหยด กลืนกินมันลงไปตรงๆ เลย ไม่ต้องสนใจอย่างอื่น!”
“เมื่อโลหิตแก่นแท้แต่ละหยดถูกใช้จนหมด นายก็กลืนกินมันเข้าไปอีก กลืนกินไปพลาง เปิดจุดทวารไปพลาง โลหิตแก่นแท้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับร่างกายของนายโดยอัตโนมัติ…”
“ในสถานการณ์ปกติ ไม่จำเป็นต้องใช้ถึงร้อยหยดหรอก ร้อยหยดน่ะใช้สำหรับผู้ที่อยู่ในระดับขั้นพันชั่งระดับเก้าโดยประมาณ อันที่จริงสำหรับคนที่เพิ่งเข้าสู่ขั้นพันชั่ง ใช้แค่ประมาณ 50 หยดก็เพียงพอแล้ว แน่นอนว่าอัจฉริยะอาจจะใช้มากกว่านั้นนิดหน่อย นายน่ะเป็นอัจฉริยะอยู่แล้ว ดังนั้นเดี๋ยวเอาโลหิตแก่นแท้ติดตัวไปให้หมดเลยนะ!”
“……”
ด้านข้าง ชายหนุ่มสองคนมองไปที่ซูอวี่ด้วยความอิจฉาเล็กน้อย
โลหิตแก่นแท้วัวทะลวงภูเขาร้อยหยด แม้แต่พวกเขาก็ยังรู้จัก
ชายวัยกลางคนที่คุยกับไป๋เฟิงก่อนหน้านี้ก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น “ไป๋เฟิง ตอนนี้นายเอาโลหิตแก่นแท้ไปให้เขาใช้หมดแล้ว แล้ว…”
เขาอยากจะบอกว่า แล้วถ้าลูกศิษย์นายแพ้จะทำยังไง?
ไป๋เฟิงพูดแทรกขึ้นมาทันที “ไม่มีทางแพ้หรอก ต่อให้แพ้ฉันก็ใช่ว่าจะไม่มีจ่าย โลหิตแก่นแท้วัวทะลวงภูเขามันจะไปมีค่าอะไร ฐานะทางบ้านพวกเรายิ่งใหญ่มั่งคั่ง จะมาขาดแคลนของพรรค์นี้ได้ยังไง?”
“……”
ขี้โม้ไปเถอะ!
หลายคนแอบหัวเราะเยาะในใจ ใครบ้างจะไม่รู้ว่าตอนนี้พวกนายจนจนจะตีกางเกงกินอยู่แล้ว!
ส่วนหลังจากใช้ไปแล้ว ซูอวี่กับไป๋เฟิงจะไปหาของแบบนี้มาจากไหน พวกเขาก็ขี้เกียจไปสนใจแล้ว
ในสถาบัน กฎบางอย่างก็ต้องปฏิบัติตาม
รับปากว่าจะให้ ก็ต้องให้ ถ้าไม่ให้…เผลอๆ อาจจะต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างมหาศาลเลยทีเดียว
ไป๋เฟิงไม่สนใจพวกเขา เขากำชับซูอวี่ต่อ “ทนให้นานอีกหน่อย ดูดซับพลังปราณให้มากขึ้น พลังปราณที่นี่บริสุทธิ์ที่สุด บริสุทธิ์กว่าพลังปราณในห้องกรองของเราเสียอีก ดูดซับให้เยอะๆ จะได้คุ้มค่าหน่อย!”
“คิดถึงเมื่อก่อน ตอนที่ฉันทะลวงขึ้นขั้นพันชั่งฉันก็เคยมาที่นี่ ยืนหยัดอยู่ได้ตั้ง 3 ชั่วโมง…”
“อะแฮ่ม!”
ด้านใน ชายชราสองคนกระแอมไอออกมาพร้อมกัน!
ว่าแต่ พวกเราสองคนก็อยู่ที่นี่มาหลายสิบปีแล้วนะ ไอ้หนู ตอนที่นายเข้ามา พวกเราก็เป็นคนเฝ้าอยู่ที่นี่เหมือนกัน!
หัดรู้ตัวซะบ้างนะ จะโม้ก็ไปโม้ที่บ้านสิ มาโม้ต่อหน้าพวกเราสองคนมันไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่มั้ง?
ไป๋เฟิงไม่สนใจ เขาพูดต่อ “ครั้งนั้นที่ฉันมาที่นี่ ฉันเปิดจุดทวารรวดเดียว 12 จุด พริบตาเดียวก็กลายเป็นขั้นพันชั่งระดับสอง เริ่มก้าวไปสู่ระดับสาม คราวนี้นายก็เปิดจุดทวารให้เยอะขึ้นหน่อยล่ะ ไม่หวังให้นายเปิดได้ 12 จุดหรอก เปิดให้ได้สักเจ็ดแปดจุดก็ยังดี ประหยัดเวลาไปได้หน่อย ไม่อย่างนั้น ด้วยประสิทธิภาพของนาย ต่อให้พวกเราไม่ขาดแคลนของเหลวปราณแท้ นายก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือนถึงจะเปิดจุดทวารได้เจ็ดแปดจุด เสียเวลาเปล่าๆ…”
เหนื่อยใจ!
ชายชราสองคนรู้สึกเหนื่อยใจ ชายวัยกลางคนทั้งสองคนก็รู้สึกเหนื่อยใจเช่นกัน
ไป๋เฟิงเจ้านี่ เลิกขี้โม้ต่อหน้าลูกศิษย์จะได้ไหม!
นายไปเปิดจุดทวารได้ 12 จุดตอนไหนกัน?
นายไปทนได้ถึง 3 ชั่วโมงตั้งแต่เมื่อไหร่?
เมื่อเห็นลูกศิษย์ของตัวเองมองมาที่ตนเช่นกัน ชายวัยกลางคนผมยาวก็กระแอมเบาๆ เขารู้ความหมายของลูกศิษย์ดี จึงยิ้มแล้วเอ่ยว่า “3 ชั่วโมงนั่นถือว่าอยู่ในระดับยอดอัจฉริยะแล้ว เก่งกาจมากเลยทีเดียว เมื่อก่อนอาจารย์ด้อยกว่าเขาหน่อยนึง ยืนหยัดอยู่ได้แค่สองชั่วโมงครึ่งเท่านั้น ครั้งนี้นายก็พยายามทนให้ได้สัก 1 ชั่วโมงล่ะ ถ้าไม่ไหวก็อย่าฝืน ให้ออกมา เพราะยังไงซะอาจารย์ก็เป็นหนึ่งในนักเรียนระดับสูงขั้นสูงสุดเพียงไม่กี่คนในรุ่นนั้นเชียวนะ…”
ชายวัยกลางคนอีกคนเห็นดังนั้น ก็หัวเราะออกมาเช่นกัน “พูดแบบนี้ แสดงว่าฉันแย่กว่าพวกนายหมดเลยงั้นเหรอ? ฉันยืนหยัดอยู่ได้ 145 นาที ดูเหมือนว่าฉันจะแย่ที่สุดแล้วใช่ไหม?”
“……”
ทั้งสามคนมองหน้ากัน มองตาก็รู้ใจ!
ในเมื่อโม้กันไปแล้ว ก็ไม่ควรจะไปแฉกัน งั้นทุกคนก็มาทำให้ตัวเองดูแข็งแกร่งขึ้นอีกหน่อยก็แล้วกัน!
ถือซะว่าเป็นการให้กำลังใจลูกศิษย์ก็แล้วกัน!
ข้างในนั้น ชายชราทั้งสองคนถึงกับพูดไม่ออก!
พวกนายพอกันได้แล้วนะ ไป๋เฟิงโม้จบ พวกนายก็เริ่มโม้ต่อ คิดว่าพวกเราจะไม่แฉพวกนายจริงๆ งั้นเหรอ?
เชื่อไหมว่าตอนนี้พวกเราแฉพวกนาย ทำให้พวกนายขายหน้าได้เลยนะ!
ยังจะมา 3 ชั่วโมง สองชั่วโมงอะไรกัน…ของไป๋เฟิงเมื่อก่อนก็นับว่านานแล้ว จริงๆ ยืนหยัดอยู่ได้หนึ่งชั่วโมงครึ่ง แหม ยังจะมาเบิ้ลเป็นสองเท่าอีก ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่!
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นจากประตูด้านหลังของพวกเขา
ชายชราโบกมือ ประตูก็เปิดออก
วินาทีต่อมา ร่างเงาร่างหนึ่งก็เดินออกมา
พวกซูอวี่มองไปทางนั้น จากนั้นแต่ละคนก็สีหน้าเปลี่ยนไป!
“เผ่าจิ้งจอก?”
ซูอวี่ขมวดคิ้ว!
ชายหนุ่มทั้งสองคนนั้นก็มีสีหน้าโกรธเกรี้ยว ส่วนพวกไป๋เฟิงสีหน้ากลับเปลี่ยนไปมาอย่างคาดเดาไม่ได้!
มิน่าล่ะถึงไม่ให้เข้าก่อนหน้านี้!
ข้างในไม่ใช่เผ่ามนุษย์ แต่เป็นปีศาจจากหมื่นเผ่าพันธุ์!
คนที่เดินออกมา มีหางยาวๆ ใบหน้าค่อนข้างคล้ายมนุษย์ แต่ยังมีเอกลักษณ์ของเผ่าปีศาจอยู่บ้าง หูเป็นหูจิ้งจอก สองข้างแก้มยังมีขนที่ยังไม่หลุดร่วงหลงเหลืออยู่บ้าง
น่าจะเป็นปีศาจเผ่าจิ้งจอก!
ชายชราทั้งสองคนเห็นพวกไป๋เฟิงสีหน้าไม่ค่อยดีนัก ก็กระแอมไอเบาๆ ชายชราคนหนึ่งลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า “เดี๋ยวฉันไปส่งมันเอง เหล่าหวง นายจัดการธุระทางนี้ไปก็แล้วกัน!”
“ตกลง!”
ชายชราไม่พูดพล่ามทำเพลง เขาคว้าตัวเผ่าจิ้งจอกที่เงียบขรึมตนนี้ ร่างของเขากะพริบวาบ แล้วหายตัวไปจากห้องทันที
ชายชราที่ถูกเรียกว่าเหล่าหวงเห็นพวกไป๋เฟิงยังคงเงียบอยู่ เขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ไม่ต้องคิดมากหรอก สถาบันหมื่นเผ่าพันธุ์เปิดทำการแล้ว ดินแดนลับพลังปราณก็ไม่ถือว่าเป็นดินแดนลับที่สำคัญอะไรมากมายนัก พวกเขายอมจ่ายค่าตอบแทนบางอย่าง สถาบันก็เลยอนุญาตให้พวกเขาเข้ามาในดินแดนลับได้…”
ไป๋เฟิงแค่นเสียงเย็น ขี้เกียจจะพูดอะไร
ส่วนชายวัยกลางคนผมยาวกลับพูดด้วยความไม่พอใจ “ตอนนี้ที่เปิดให้เป็นดินแดนลับระดับพื้นฐาน อีกหน่อยดีไม่ดี แม้แต่ดินแดนลับระดับสูงก็อาจจะต้องเปิดให้ด้วยซ้ำ!”
เหล่าหวงพูดเรียบๆ “มาพูดกับฉันก็เปล่าประโยชน์ ไปพูดกับท่านผู้อำนวยการนู่น! จะเข้าหรือไม่เข้า ถ้าจะเข้าตอนนี้ก็เข้าไปได้เลย ถ้าไม่เข้าก็กลับไปซะ!”
“……”
หลายคนถอนหายใจและไม่พูดอะไรอีก
ไป๋เฟิงโยนขวดใบหนึ่งให้ซูอวี่ เขาไม่อยากพูดอะไรอีก โบกมือปัดอย่างหมดอารมณ์เล็กน้อย
การที่ได้เห็นเผ่าปีศาจอยู่ในดินแดนลับของสถาบัน ทำให้พวกเขาต่างก็รู้สึกไม่ค่อยจะสบอารมณ์นัก
พวกซูอวี่ก็ไม่ได้ส่งเสียงอะไร ต่างพากันเดินไปทางประตูที่ยังเปิดอยู่ ในเวลานี้ ในหัวของซูอวี่ยังคงนึกถึงเรื่องเมื่อครู่
เผ่าปีศาจ!
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นตัวเป็นๆ ในความหมายที่แท้จริง!
‘เผ่าจิ้งจอก…ตามคาด หนังสือพวกนั้นหลอกลวงทั้งนั้น ใครบอกว่าเผ่าจิ้งจอกสวยนักสวยหนา น่าเกลียดน่ากลัวจะตายชัก!’
ซูอวี่ก่นด่าอยู่ในใจ น่าเกลียดจริงๆ!
บนหน้ายังมีขนอีกต่างหาก!
แม้จะเห็นเพียงชั่วครู่ แต่ซูอวี่ก็จดจำเอาไว้แล้ว ต่อไปเขาจะไม่เชื่อเรื่องที่เขียนไว้ในหนังสือพวกนั้นอีกแล้ว หมื่นเผ่าพันธุ์ล้วนน่าเกลียดน่ากลัวทั้งนั้น จะไปมีสาวงามที่ไหนกัน มีแต่ขนเต็มตัว ใครอยากจะชื่นชมก็ชื่นชมไปเถอะ ยังไงซะเขาก็ชื่นชมไม่ลง สู้ดูอู๋หลานไม่ได้เลยสักนิด!







